---
type: BookChapter
work_id: '275'
book_url: https://nasa.misia.sk/books/1756
book_markdown_url: https://nasa.misia.sk/books/1756.md
language: th
position: 4
canonical_url: https://nasa.misia.sk/book_chapters/4762
markdown_url: https://nasa.misia.sk/book_chapters/4762.md
markdown_source: converted
updated_at: '2020-09-03T21:01:42Z'
translations:
  th: https://nasa.misia.sk/book_chapters/4762.md
---

# คริสต์ศาสนาตามประเพณี - ความจริง หรือ การหลอกลวง

## บทที่ 2 - คริสต์ศาสนายุคเริ่มแรกและยุคสมัยต่างๆ ต่อมา

ในประวัติศาสตร์คริสตจักร ยุคสมัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามมาของการเริ่มต้นโลกคริสต์ศาสนาได้รับการอธิบายไว้เป็นอย่างดีโดยนักประวัติศาสตร์ทั้งหลาย ดังนั้นพวกเราควรจะจัดการเปิดโปงเรื่องนี้อย่างย่อด้วยพวกยุคสมัยเหล่านี้ ช่วงเวลาอาจจะถูกจัดเรียงได้เหมือนอย่างนี้; ยุคแรก เวลาของคริสตจักรเริ่มแรกจนถึงปี ค.ศ. 100, จากนั้นช่วงเวลาต่อไปของยุคหลังอัครทูตกับการพัฒนาจนถึงสภาไนซีอา ค.ศ. 325, การก่อตั้งคริสตจักรแห่งรัฐโรมัน, ช่วงเวลาเข้าสู่ยุคมืด, การปฏิรูปในฐานะเป็นการเริ่มต้นใหม่, กระแสการฟื้นฟูหลังจาก, การแนะนำสู่พระกิตติคุณสมบูรณ์และการนำกลับมาของคริสตจักรเข้าไปสู่ตำแหน่งดั้งเดิมของมันก่อนการเสด็จกลับมาของพระคริสต์    

การเขียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์คริสตจักรไม่ได้ให้ภาพเป็นเอกฉันท์ คนหลายคนมีข้อสันนิษฐานบางอย่างที่พวกเขาพูดถึง พวกคนอื่นๆ ได้สร้างตำนานทั้งหลายของพวกเขาและจากนั้นก็มีแน่นอนพวกคนเหล่านั้นที่คิดว่าพวกมันเป็นข้อเท็จจริง มันเห็นได้ชัดอีกด้วยว่าคาทอลิกได้มุ่งเน้นการเขียนที่แตกต่างไปทั้งหมดจากโปรเตสแตนต์ โดยภาพรวมเกี่ยวกับยุคสมัยที่แตกต่างกันและการพัฒนานั้นเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสามารถจะเปรียบเทียบสิ่งทั้งหลายด้วยสิ่งดั้งเดิมที่จุดเริ่มต้นจริงๆ ได้  เฉพาะจากเหล่าอัครสาวกเท่านั้นที่พวกเราได้รับหลักคำสอนของอัครทูต โบรชัวร์ซึ่งถูกพบในคอนแวนต์ในปี 1883 และได้รับการชะรอยย้อนหลังไปปี 80-120 ใช้ชื่อว่า "หลักคำสอนของอัครทูตทั้งสิบสองคน" หรือ "ดิดาเคห์" มันไม่มีอะไรอย่างแน่นอนที่จะทำหรือในการร่วมกันกับเหล่าอัครสาวกของพระเจ้า ดังนั้นยังเรียกว่า ความเชื่อของอัครทูตอีกด้วยเช่นกันซึ่งมาเข้าในการดำรงอยู่ 300 ปี หลังจากเหล่าอัครสาวกและได้ถูกทำให้เป็นสูตรที่สภาต่างๆ เรื่องนี้มิอาจจะนำมาประกอบกับเหล่าอัครสาวกได้อย่างแน่นอน ในวิธีการเช่นนั้นโดยมิได้ตั้งใจ สิ่งเทียมเท็จทั้งหลายเริ่มจะคืบคลานเข้าไปข้างใน ในหนังสือกิจการของอัครทูตและในจดหมายทั้งหลายที่เขียนโดยเหล่าอัครสาวกของพันธสัญญาใหม่เพียงเท่านั้น พวกเรามีการเรียนการสอนที่แท้จริง เหล่าอัครสาวกเป็นพวกคนที่ได้ฟังพระวจนะโดยตรงจากพระเจ้าของพวกเขาและโดยพระบัญชาของพระองค์มายังพวกเราในสิ่งที่พวกเขาได้รับจากพระองค์ ด้วยผ่านพวกเขา คริสตจักรพันธสัญญาใหม่ได้รับพระวจนะของพระเจ้าอันบริสุทธิ์ ไม่ปลอมแปลง ซึ่งถือตราประทับของพระองค์เพียงแห่งเดียว

อ. เปาโล ได้รับการทรงเรียกในวิธีเหนือธรรมชาติ ได้รับการทรงเลือกให้เป็นเครื่องมือพิเศษและถูกวางไว้กับเหล่าอัครสาวกดั้งเดิมของพระเจ้า พระองค์อาจจะตรัสเรื่องนั้นกับเขาถึงพระบัญชาโดยตรงที่ได้ประทานให้ ดังนั้นเขาจึงสามารถกล่าวได้ว่า "เพราะว่าข้าพเจ้าได้รับจากพระเยซูเจ้าสิ่งซึ่งข้าพเจ้าได้มอบไว้กับพวกท่านแล้วนั้น ..." (1 โครินธ์ 11 : 23) เขาได้เขียนส่วนใหญ่ของจดหมายเหตุทั้งหมด เป็นจำนวน 100 บท กับ 2,325 ข้อ ซึ่งเปโตรได้เขียนไว้เพียง 8 บท กับ166 ข้อเท่านั้น อ. เปาโลได้รับข่าวประเสริฐในแบบเดียวกันกับที่บรรดาผู้เผยพระวจนะได้รับพระวจนะโดยการเปิดเผยสำแดงของพระเจ้า (กาลาเทีย 1: 11-12) ดังนั้นเขาจึงต้องให้การตักเตือนซึ่งตรงไปผ่านกระดูกว่า "แต่ถึงแม้ว่าพวกเราเอง หรือทูตสวรรค์องค์หนึ่งจากสวรรค์ ประกาศข่าวประเสริฐอื่นใดแก่ท่านทั้งหลาย นอกจากข่าวประเสริฐที่พวกเราได้ประกาศแก่ท่านทั้งหลายแล้ว ก็จงให้คนนั้นถูกสาปแช่ง" (กาลาเทีย 1: 8) สิ่งใดก็ตามที่มิได้เห็นด้วยกับข่าวประเสริฐดั้งเดิมซึ่งเทศนาโดยเหล่าอัครสาวกดั้งเดิมก็อยู่ภายใต้คำสาปแช่ง ถ้าหากพวกเรามองดูที่มันเหมือนอย่างนี้พวกเรากำลังเผชิญหน้าข้อเท็จจริงว่า มีคริสต์ศาสนาปลอมแปลงและอยู่ภายใต้คำสาปแช่งปรากฏอยู่ สิ่งนี้ต้องเคยเป็นคริสต์ศาสนาที่พวกนักวิจารณ์ได้กำลังมองดูตอนที่กำลังเขียน

ผู้ประกาศข่าวประเสริฐสี่ท่านให้คำพยานของพระผู้ไถ่ พวกเขาได้อธิบายชีวิตของพระองค์ พันธกิจของพระองค์ และทุกสิ่งทุกอย่างจริงๆ ตั้งแต่การประสูติของพระองค์จนกระทั่งการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ การฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์และการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระองค์ บรรดานักเขียน มัทธิว, มาระโก และลูกาให้รายงานประกอบและภาพรวม ยอห์นไม่ได้แม้แต่จะอ้างถึงเมืองเบธเลเฮ็มหรือวงศ์วานทั้งหลาย แต่เขาบินโดยตรงเข้าไปในที่สูงและแสดงให้เห็นในข้อแรกๆ ของเขาในบทที่หนึ่งว่า พระคริสต์ทรงเป็นผู้ใดจริงๆ พระกิตติคุณสี่เล่มบันทึกความรอดที่สำเร็จแล้วบนแผ่นดินโลก พระเจ้าทรงสถิตย์อยู่ในพระคริสต์ทรงกลับมาคืนดีกับโลกด้วยพระองค์เอง พวกบันทึกเหล่านี้เป็นที่น่าเชื่อถือเพราะรายงานถูกมอบไว้ให้โดยพวกพยานที่มีตาและหูจริงๆ ในฐานะเป็นคำพยานเพื่อทุกคน (2 เปโตร 1: 16-18; 1 ยอห์น 1: 1-3)

หนังสือกิจการของอัครทูตแนะนำพวกเราว่า คริสตจักรเริ่มแรกถูกก่อตั้งขึ้นอย่างเหนือธรรมชาติได้โดยการเทลงมาอย่างเต็มล้นของพระวิญญาณบริสุทธิ์ (บทที่2) มันเป็นเหตุการณ์จริงที่ตรงมาจากสวรรค์ ในคำเทศนาครั้งแรกของเขา พระวิญญาณได้ทรงเทให้อัครสาวกเปโตรเทศนาโดยพระบัญชาของพระเจ้าให้แก่พวกคนเหล่านั้นที่จะได้รับการเปลี่ยนแปลงและมายังความเชื่อ เขาได้เทศนาเกี่ยวกับความจำเป็นของการกลับใจใหม่และการรับบัพติศมาด้วยน้ำตามพระคัมภีไบเบิล (ข้อ 38)  และยังเกี่ยวกับประสบการณ์ของการรับบัพติศมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์อีกด้วยตามที่คนหนึ่งร้อยยี่สิบคนได้รับประสบการณ์นั้น เขาประกาศว่า "ด้วยว่าพระสัญญานั้นตกแก่พวกท่าน และแก่ลูกหลานของพวกท่าน และแก่คนทั้งหลายที่อยู่ห่างไกลออกไป คือทุกคนที่องค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของพวกเราจะทรงเรียกนั้น”" (กิจการ 2: 39) พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงช่วยและทรงเพิ่มพวกผู้เชื่อเหล่านั้นเข้ากับคริสตจักร (กิจการ 2: 47)

คริสตจักรเริ่มแรกประกอบด้วยพวกผู้ชายและพวกผู้หญิงที่มีประสบการณ์อันแท้จริงกับพระเจ้า พวกคนเหล่านั้นที่เชื่อและได้รับบัพติศมาในน้ำก็ยังอยู่ในวิธีเหนือธรรมชาติได้รับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ในฐานะเป็นสมาชิกทั้งหลายเข้าไปสู่พระกายของพระคริสต์ (1 โครินธ์ 12: 13) ซึ่งในของประทานฝ่ายวิญญาณทั้งหลายอยู่ในการดำเนินงาน (1 โครินธ์ 12 + 14) และยังมีผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์อีกด้วย (กาลาเทีย 5: 22-23) ในฐานะที่พระเจ้าทรงสถิตย์อยู่ในพระคริสต์ พระกายของพระองค์จึงเป็นพระวิหารที่พระองค์ประทับอยู่ข้างในและพระองค์ทรงพอพระทัยที่จะทรงกระทำทุกสิ่งทุกอย่าง ดังนั้นคริสตจักรเริ่มแรกกับพวกผู้ที่ได้รับการไถ่เป็นพระกายของพระเจ้า (1 โครินธ์ 12: 12) พระองค์ทรงเป็นพระเศียร (โคโลสี 1: 18) ดังนั้นพระองค์จึงทรงสามารถดำเนินการประชุมของพระองค์ได้ต่อไปผ่านคริสตจักรของพระองค์ พระองค์ตรัสว่า "พระบิดาของเราทรงส่งเรามาแล้วฉันใด เราก็ส่งท่านทั้งหลายไปฉันนั้น" (ยอห์น 20: 21) ผ่านพระมหาบัญชา หลายสิ่งหลายอย่างได้รับการดูแล ดังนั้นพระองค์จึงทรงวางเหล่าอัครสาวก, ผู้เผยพระวจนะ, ครูอาจารย์, ศิษยาภิบาล และผู้ประกาศข่าวประเสริฐ เข้าไปในคริสตจักร (เอเฟซัส 4: 11)

ในคริสตจักรเริ่มแรก ก็มิใช่พวกศักดินานอกจากนั้นมีเพียงพวกคนทั้งหลายของพระเจ้าเท่านั้นผู้ที่ได้รับการทรงเรียกโดยการทรงเรียกสูงสุดและในศักดิ์ศรีที่พวกเขาได้ปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าและประชากรของพระองค์ภายใต้การทรงนำและการดลใจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ คริสตจักรเริ่มแรกมิได้รู้เกี่ยวกับพวกปุโรหิต หรือนักบวชคนไหนที่รับตำแหน่ง แต่ทั้งกายของผู้ที่ได้รับการไถ่ พวกคนเหล่านั้นที่บังเกิดใหม่ได้รวมตัวกันก่อตั้งปุโรหิตศักดิ์สิทธิ์และประชากรศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า (1 เปโตร 2: 9, วิวรณ์ 1: 6) ตามที่ได้อ้างถึงแล้วพันธกิจพันธกรทั้งห้ามีความหมายสำหรับคริสตจักรในฐานะที่เป็นทั้งหมดและไม่จำกัดเพียงที่ประชุมท้องถิ่น บรรดาผู้นำหรือเหล่าผู้อาวุโสของคริสตจักรท้องถิ่นทั้งหลายที่มีอธิปไตยก็มีความรับผิดชอบของพวกเขา พวกคนเหล่านั้นที่อยู่ท่ามกลางพวกเขาที่ได้นำความเป็นผู้นำซึ่งได้รับการทรงเรียกให้เป็นศิษยาภิบาลทั้งหลาย และพวกเขาต้องแต่งงาน (1 ทิโมธี 3: 1-7; ทิตัส 1: 5-8) ยังมีคริสตจักรท้องถิ่นที่มีศิษยาภิบาลมากกว่าหนึ่งคนอีกด้วย นั่นกล่าวคือ ด้วยอย่างน้อยผู้อาวุโสที่เป็นผู้นำอย่างน้อยสองคนในคริสตจักรท้องถิ่น (ฟิลิปปี 1: 1) เรื่องนี้สอดคล้องกับยากอบ 5: 14 ที่มันเขียนไว้ว่า ถ้าหากใครบางคนเจ็บป่วยให้เขาขอให้ผู้อาวุโสของคริสตจักรอธิษฐานเผื่อเขา อ. เปาโล และบารนาบัสได้รับการต้อนรับในกรุงเยรูซาเล็มโดยที่ประชุม เหล่าอัครสาวกและผู้อาวุโส (กิจการ 15: 4) ในคริสตจักรเริ่มแรก พระดำรัสของพระเจ้านี้เป็นในการดำรงอยู่

เพื่อการดูแลของสิ่งทั้งหลายในการปฏิบัติที่เชื่อมต่อไปยังคริสตจักรทั้งถิ่นซึ่งมีพวกมัคนายกอีกด้วยเช่นกัน และพวกเขาก็ต้องแต่งงานด้วยเช่นกัน (1 ทิโมธี 3: 8-18) มันเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับบรรดาศิษยาภิบาลและมัคนายกที่จะต้องแต่งงานเพื่อจะเข้าใจและจะให้คำปรึกษาในทางปฏิบัติจากประสบการณ์ของพวกเขาเองได้ การเป็นสมาชิกของคริสตจักรท้องถิ่นและมีปัญหาครอบครัวและอื่นๆ เพื่อให้ออกมา คริสตจักรพันธสัญญาใหม่ไม่รู้ตำแหน่งของศิษยาภิบาลตามที่เขาได้รับการฝึกฝนในคริสตจักรบางแห่งในปัจจุบันนี้ ตาม 1 ทิโมธี 3: 15 กายของบรรดาผู้เชื่อทำให้พระนิเวศน์ของพระเจ้าเป็นขึ้นมาซึ่งเป็นคริสตจักรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ เสาและพื้นฐานของความจริง ทั้งรากฐานและเสาของความจริง พวกการตีความ่โดยส่วนตัวและพวกสิ่งเทียมเท็จไม่มีที่อยู่ข้างในนั้น คริสตจักรที่แท้จริงเป็นของที่ประทับของพระเจ้าบนแผ่นดินโลกและผ่านคริสตจักรแห่งนี้ พระประสงค์ของพระองค์จะสำเร็จดั่งในสวรรค์และบนแผ่นดินโลกด้วย

ณ จุดเริ่มต้นตั้งแต่รากฐานของคริสตจักรพันธสัญญาใหม่ การประกาศอันบริสุทธิ์ของข่าวประเสริฐแท้, คำสอนแท้และการปฏิบัติของอัครทูตถูกพบในมัน คริสตจักรเริ่มแรกที่ถูกแทรกซึมโดยชีวิตของพระเยซูคริสต์และได้รับการทรงนำโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ในฐานะที่เป็นที่อวัยวะที่มีชีวิตแต่ไม่ใช่ในฐานะที่เป็นนิกายที่จัดตั้ง

หลังจากนั้นบางครั้ง อ. เปาโล และเหล่าอัครสาวกคนอื่นๆ ต้องจัดการกับพวกคนนอกรีตและกับพวกผู้ล่อลวง การพัฒนาแบบพหุนิยมได้เริ่มขึ้นและจำนวนของทิศทางที่แตกต่างกันได้เริ่มทำงานแบบคู่ขนาน แต่มีกลุ่มของพวกผู้เชื่อที่อยู่กับพระวจนะแท้, ข่าวประเสริฐแท้, หลักคำสอนและการปฏิบัติแท้ตามที่เกิดขึ้นกับเหล่าอัครสาวก อัครสาวกยอห์นยังได้เขียนเกี่ยวกับทิศทางที่แตกต่างกันด้วยการเข้ามาในการดำรงอยู่ที่เวลานั้น เขากล่าวว่า "พวกเราเป็นของพระเจ้า ผู้ที่รู้จักพระเจ้าก็ฟังพวกเรา ผู้ที่ไม่ได้เป็นของพระเจ้าก็ไม่ฟังพวกเรา โดยการนี้แหละพวกเราจึงรู้จักวิญญาณแห่งความจริงและวิญญาณแห่งความเท็จ" (1 ยอห์น 4: 6)

มีอยู่ที่เวทีนั้นเรียบร้อยแล้ว มีพวกทิศทางคริสเตียนหลากหลายที่ปะปนกันด้วยการวางการตีความพระวจนะของพระเจ้าด้วยตัวของพวกเขาเอง ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นหลักคำสอนทั้งหลาย เช่นคนทั้งหลายที่ข้อพระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์อธิบายตามที่พี่น้องจอมปลอมที่ถูกนำเข้ามาโดยไม่ระวัง ปราศจากการทรงเรียกของพระเจ้าให้มายังพันธกิจ อ. เปาโล กล่าวอย่างชัดเจนมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า "และเพราะเหตุพี่น้องจอมปลอมที่ถูกนำเข้ามา ผู้ซึ่งแอบเข้ามาอย่างลับๆ เพื่อจะสอดแนมดูเสรีภาพซึ่งพวกเรามีอยู่ในพระเยซูคริสต์ เพื่อพวกเขาจะได้เอาพวกเราไปเป็นทาส" (กาลาเทีย 2: 4) พวกคนเหล่านี้เป็นพวกคนที่ได้เทศนาพระเยซูอีกองค์หนึ่ง พวกที่ได้รับวิญญาณอีกวิญญาณหนึ่งและพวกที่กำลังเทศนาข่าวประเสริฐอีกข่าวประเสริฐหนึ่ง (2 โครินธ์ 11: 4)  เปโตรเตือนพวกผู้เชื่อถึงพี่น้องจอมปลอมที่แอบแนะนำหลักคำสอนที่น่าเกลียดน่ากลัวมา (2 เปโตร.2: 1-3) อัครสาวกยูดาห์ยังได้พูดเกี่ยวกับทิศทางคริสเตียนเหล่านี้ว่า "วิบัติแก่พวกเขา เพราะพวกเขาได้ดำเนินไปในทางของคาอิน และได้วิ่งอย่างละโมบไปตามความผิดพลาดของบาลาอัมเพราะเห็นแก่รางวัล และได้พินาศไปในการกบฏของโคราห์" (ข้อ 11) พี่น้องจอมปลอมได้นำมาซึ่งการเทียมเท็จและพวกคนเหล่านั้นที่หลงไปได้ดึงกลุ่มของพวกเขาไปหลังจากพวกเขาและเป็นดั่งผลของทิศทางฝ่ายวิญญาณที่หลากหลายได้เข้ามาในการดำรงอยู่

ในฐานะที่เป็นพวกกลุ่มเหล่านี้ได้เบี่ยงเบนมากขึ้นและมากขึ้น ยอห์นเห็นจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวของพวกผู้ต่อต้านพระคริสต์ ปฏิปักษ์ หมายถึง ต่อต้าน และดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่ต่อต้านพระคริสต์และพระวจนะของพระองค์ต้องถูกเรียกว่า ผู้ต่อต้านพระคริสต์ เขาเขียนว่า "เขาเหล่านั้นได้ออกไปจากพวกเรา แต่เขาเหล่านั้นก็ไม่ได้เป็นของพวกเรา เพราะว่าถ้าในตอนนั้นพวกเขาเป็นของพวกเรา พวกเขาก็คงอยู่กับพวกเราต่อไปแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย แต่พวกเขาได้ออกไปแล้ว เพื่อพวกเขาจะได้ปรากฏว่าพวกเขาหาได้เป็นของพวกเราทุกคนไม่" (1 ยอห์น 2: 19) อัครสาวกเปาโลยังให้คำเตือนที่ชัดเจนมากตอนที่เขาได้ทำคำกล่าวที่ว่า "ด้วยว่าข้าพเจ้าทราบสิ่งนี้ว่า หลังจากการจากไปของข้าพเจ้านั้น บรรดาสุนัขป่าที่ร้ายกาจจะเข้ามาในท่ามกลางพวกท่าน โดยไม่ละเว้นฝูงแกะไว้เลย" (กิจการ 20: 29) ในวิวรณ์ บทที่ 2 ข้อที่ 2 อัครทูตยอห์นเขียนอย่างนี้ว่า: "... และเจ้าได้ลองใจคนเหล่านั้นซึ่งกล่าวว่าพวกเขาเป็นเหล่าอัครสาวก และไม่ได้เป็น และได้พบว่าพวกเขาเป็นพวกคนมุสา" พวกเขาอาจจะทดสอบโดยไม่ล้มเหลวได้ว่าพวกคนเหล่านี้ที่อ้างว่าเป็นเหล่าอัครสาวกนั้นไม่ได้เป็นได้อย่างไร? พวกเขาได้ให้การทดสอบพระวจนะแก่พวกเขาและได้ตรวจสอบถ้าหากพวกคนเหล่านี้ได้เทศนาสิ่งที่เปโตรและเปาโลได้เทศนาแล้วหรือไม่ การตรวจสอบจะต้องสำเร็จเสมอด้วยการประกาศและการปฏิบัติของอัครทูต นั่นคือแส้ที่สามารถวัดได้อย่างถูกต้องเพียงเท่านั้น ตอนนี้คำถามนี้เกิดขึ้นว่า: อะไรเป็นความจริงและอะไรเป็นความเทียมเท็จ? มันได้เริ่มต้นแล้วในยุคคริสเตียนเริ่มแรก

จากหลายย่อหน้าของพระคัมภีร์ไบเบิลได้กล่าวไว้แล้ว มันเป็นที่เห็นได้ชัดว่าขนานไปกับคริสตจักรของพระเยซูคริสต์ที่แท้จริง ทิศทางเทียมเท็จได้เริ่มก่อตั้งขึ้นด้วยตัวของพวกมันเอง ก่อนการเปลี่ยนของศตวรรษแรกของคริสเตียนได้มีพวกคำสอนที่แตกต่างกันและพวกการปะปนกันเรียบร้อยแล้ว กลุ่มหนึ่งเชื่อในคำสอนของบาลาอัม, กลุ่มอื่นๆ ยึดพวกการสอนของพวกนิโคเลาส์, กลุ่มอื่นๆ ฟังผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ เยเซเบล ซึ่งเรียกตัวของนางเองว่า ผู้เผยพระวจนะหญิง (วิวรณ์ 2: 20) และดังนั้นมันจึงได้ดำเนินต่อไปและต่อไปตามที่มันได้รับการยืนยันในประวัติศาสตร์คริสตจักรแล้ว

เพื่อให้พวกเรารู้ว่าสิ่งไหนถูกต้องและสิ่งไหนเป็นพวกหลักคำสอนของเหล่าอัครสาวกอันบริสุทธิ์และเป็นความจริง  พวกมันได้ถูกมอบไว้ให้แก่พวกเราอย่างชัดเจนในข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายแล้ว นอกจากนี้ยังมีการสอนอันหลากหลายซึ่งได้ถูกนำเข้ามาโดยพวกบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาตซึ่งได้รับการกล่าวถึงแล้ว คำท้าทายที่ว่า "จงพิสูจน์ทุกสิ่ง จงยึดถือสิ่งที่ดีไว้ให้มั่น" ยังคงยึดถือไว้เป็นอย่างดีสำหรับปัจจุบันนี้ คนหลายคนได้อ้างสิทธิว่าการปฏิบัติและหลักคำสอนของพวกเขานั้นถูกต้องโดยปราศจากการพิสูจน์และการตรวจสอบมัน คนอื่นๆ ตัดสินสิ่งต่างๆ จากจุดของความรู้และหลักคำสอนของพวกเขาเองเหมือนอย่างเช่นการปฏิบัติของพวกเขาเองและได้ละเลยโดยสิ้นเชิงที่จะพิจารณาถึงแส้การวัดที่ถูกต้องเพียงเท่านั้นซึ่งจะพิสูจน์ทุกสิ่งทุกอย่างได้ว่าเป็นคำพยานทั้งสิ้นของพระวจนะอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า

ในศตวรรษต่อมา พวกกลุ่มเหล่านี้ทุกกลุ่มได้พัฒนาไปพร้อมๆ กับคริสตจักรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ ซึ่งมักจะเชื่อในสิ่งที่พระเยซูคริสต์และเหล่าอัครสาวกของพระองค์ได้สอนไว้ พวกการเคลื่อนไหวเหล่านั้นที่ผิดไปจากพระวจนะของพระเจ้าได้โดดเด่นมากขึ้นและมากขึ้น ทางแคบได้ถูกขยายให้กว้างขึ้นและประตูได้ถูกทำให้กว้างขึ้น ทุกกลุ่มของพวกการเคลื่อนไหวเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อจะได้พวกสมาชิกเป็นจำนวนมากเท่าที่จะเป็นไปได้ในฐานะที่มันอยู่ในท่ามกลางนิกายทั้งหลายของปัจจุบันนี้ สำหรับคริสตจักรที่แท้จริงของพระเยซูคริสต์ พระสัญญาเดียวกันมีผลบังคับใช้ในทุกยุคทุกสมัยว่า "อย่ากลัวเลย ฝูงแกะเล็กน้อยเอ๋ย เพราะว่าเป็นที่ชอบพระทัยอันประเสริฐของพระบิดาของพวกท่าน ที่จะประทานอาณาจักรนั้นให้แก่พวกท่าน" (ลูกา 12: 32) พวกคนเหล่านั้นที่อยู่ในฝูงแกะเล็กน้อยของพระเจ้าจะไม่เพียงแต่ฟังพระสุรเสียงของผู้เลี้ยงแกะที่ดีผู้ได้ประทานชีวิตของพระองค์สำหรับพวกแกะเพียงเท่านั้น แต่พวกเขาจะฟังพระวจนะของพระองค์อีกด้วย นี่คือคริสตจักร คริสตจักรซึ่งได้รับการทรงเรียกให้ออกมาทุกยุคสมัยและฝูงแกะเล็กน้อยซึ่งฟังพระสุรเสียงของผู้เลี้ยงแกะที่ดีอย่างไม่ประนีประนอม

ในยุคหลังอัครทูต โพลีคาร์ป (155) ผู้ที่ได้รู้จักและได้อยู่ด้วยกันกับอัครสาวกยอห์น และอีเรเนียส (202) ผู้ที่เป็นนักเรียนของโพลีคาร์ปซึ่งเป็นที่รู้จักในการต่อสู้สำหรับความเชื่ออันแท้จริง แม้กระนั้นก็ตามถ้าหากผู้ใดตรวจสอบพวกการสอนของพวกเขาอย่างละเอียด มันจะกลายเป็นที่เห็นได้ชัดว่า พวกหลักคำสอนเริ่มแรกและบริสุทธิ์และพวกความเชื่อของเหล่าอัครสาวกไม่ได้พบในสิ่งทั้งปวงของพวกมัน มีขั้นตอนลงมาจากอวัยวะของพระเจ้าสู่องค์กรของมนุษย์ได้กลายเป็นหลักฐานในยุคนั้นด้วยตัวของมันเอง

การพัฒนาทั้งหลายจนถึงสภาไนซีอา ค.ศ. 325 ได้เป็นข้อโต้แย้งอย่างมาก เห็นได้ชัดว่าส่วนใหญ่ที่เรียกว่าศาสนาของคริสเตียนได้ก่อตั้งตนเองขึ้นมาจนกระทั่งการรับรู้ของคอนสแตนตินและจากนั้นมันก็กลายเป็นการบังคับที่รุนแรงมากในจักรวรรดิโรมันทั้งปวง สิ่งที่เรียกว่าความเชื่อคริสเตียนได้ถูกทำให้เข้าไปในปรัชญาใหม่ พวกความเชื่อทางฝั่งตะวันออกได้ปะปนกับพวกความคิดวัฒนธรรมกรีกโบราณเพื่อทำลายความเชื่อเริ่มแรก ณ เวลานั้นการอภิปรายที่เรียกว่า ศาสตร์ของคริสต์ศาสนา ก็ได้เริ่มต้นขึ้นมาและต้นไม้แห่งชีวิตได้ถูกแลกเปลี่ยนกับต้นไม้แห่งความรู้

 


## Chapter navigation

- [Previous chapter](https://nasa.misia.sk/book_chapters/4761.md)
- [Book contents](https://nasa.misia.sk/books/1756.md)
- [Next chapter](https://nasa.misia.sk/book_chapters/4763.md)

## Available translations

- [ไทย (Thai)](https://nasa.misia.sk/book_chapters/4762.md)

## Source

- [Canonical HTML page](https://nasa.misia.sk/book_chapters/4762)
- [Markdown representation](https://nasa.misia.sk/book_chapters/4762.md)
