---
type: BookChapter
work_id: '275'
book_url: https://nasa.misia.sk/books/1756
book_markdown_url: https://nasa.misia.sk/books/1756.md
language: th
position: 5
canonical_url: https://nasa.misia.sk/book_chapters/4763
markdown_url: https://nasa.misia.sk/book_chapters/4763.md
markdown_source: converted
updated_at: '2020-09-03T21:01:42Z'
translations:
  th: https://nasa.misia.sk/book_chapters/4763.md
---

# คริสต์ศาสนาตามประเพณี - ความจริง หรือ การหลอกลวง

## บทที่ 3 - การริเริ่มอย่างน่าเศร้า - จุดเริ่มต้นของภัยพิบัติ

ตราบนานเท่านานที่ข่าวประเสริฐยังคงอยู่ในพื้นที่ของพวกคนยิว ส่วนใหญ่มีพวกที่ประชุมของพวกคนยิวและดังนั้นจึงไม่มีการอภิปรายเกี่ยวกับพระลักษณะของพระเจ้าให้เป็นที่รู้จักกัน ในขั้นตอนนี้ด้วยพวกความคิดของโรมันและกรีกและพวกคนนอกรีตเกี่ยวกับบรรดาเทพเจ้าและเทพีได้ถูกนำเข้าไปสู่การอภิปรายทั้งหลาย มุมมองของการเผยพระวจนะและฝ่ายวิญญาณที่ว่า สิ่งที่เป็นเงาในพันธสัญญาเดิมได้กลายเป็นความเป็นจริงที่ชัดเจนในพันธสัญญาใหม่ได้สูญเสียมากขึ้นและมากขึ้น ถึงแม้ว่าเทอร์ทัลเลียน นักเขียนคริสเตียนได้เน้นยำความคิดอย่างหนักแน่นว่า: **"...****พันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่สอดคล้องกันและการเผยพระวจนะเป็นการเชื่อมต่อระหว่างพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่****"** (F. Hauss, Väter der Christenheit, หน้า 20) ในเรื่องเกี่ยวกับหลักคำสอน โลกคริสต์ศาสนาได้ใช้อย่างช้าๆ เป็นขั้นเป็นตอนจากรากฐานของพวกคนยิวและได้วางไว้บนความคิดของพวกคนนอกรีต เรื่องนี้ได้เกิดขึ้นในทางตรงกันข้ามกับของยุคอัครทูตและยุคหลังอัครทูตโดยตรง จากนั้นพันธสัญญาเดิมได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการเชื่อมต่อกับข้อความบางส่วนของพันธสัญญาใหม่ที่ต่อต้านพวกคนยิว ในศตวรรษที่สองพวกผู้นำตาบอดฝ่ายวิญญาณที่อยู่ในการดำเนินงานร่วมกับพวกซีซาร์ชาวโรมันได้ตั้งการริเริ่มต่อต้านลัทธิยูดาห์เรียบร้อยแล้ว คำว่า "การต่อต้านเซมิติค" ที่ใช้เฉพาะสำหรับพวกคนยิวเพียงเท่านั้นจึงไม่ถูกต้องในฐานะที่พวกคนอาหรับทุกประเทศก็เป็นพวกเซมิติคด้วยเช่นกัน

จักรพรรดิคอนสแตนตินชาวโรมันได้เคยใช้กลยุทธ์อันยอดเยี่ยม เขาได้availed ตัวของเขาเองของการปฏิเสธโลกคริสต์ศาสนาและ ณ เวลาเดียวกัน กับที่เขามิได้ทำลายลัทธินอกรีตโดยสิ้นเชิง เขาได้สนับสนุนการสร้างพวกวิหารของพวกคนนอกรีตและการขัดขืนของพวกคริสตจักรคริสเตียนอีกด้วย แล้วในปี ค.ศ. 315 คอนสแตนตินได้ประกาศว่า การเปลี่ยนไปนับถือลัทธิยูดาห์เป็นอาชญากรรมอุกฉกรรจ์ พวกคนยิวที่ได้เปลี่ยนจากการนับถือลัทธิอื่นๆ ไปยังลัทธิยูดาห์และพวกคนที่เปลี่ยนแปลงมาเป็นคริสเตียน ทั้งคู่ได้ตายอย่างทรมาน ใน ค.ศ. 321 มีพระราชกฤษฎีกาประกาศว่า วันอาทิตย์จะต้องถูกตั้งให้เป็นวันหยุดของรัฐ แค่นี้ยังไม่พอ พวกคนยิวได้ถูกข่มขู่เพื่อการถูกลงโทษและถูกบังคับให้ปฏิเสธวันสะบาโตและเฉลิมฉลองวันอาทิตย์ คอนสแตนตินได้ประกาศสิ่งที่พวกบาทหลวงของเวลานั้นได้ตัดสินใจเรียบร้อยแล้วเพียงเท่านั้น

ณ สภาไนซีอา แอเรียสและแอทานาสิอัสเป็นโฆษกหลักๆ สองคน บรรดาคำแถลงและมุมมองของพวกเขาได้รับการบันทึกเป็นเอกสารในประวัติศาสตร์คริสตจักรไว้โดยตลอดมา เห็นได้ชัดว่าแอเรียสไม่มีความรู้เกี่ยวกับพระคริสต์ แอทานาสิอัสต่างหากเล่าที่เป็นพยานแทนได้อย่างอิสระว่า **"****ในพระเยซูเจ้าพระองค์เองได้ทรงปรากฏแก่พวกเรา** **พระเจ้าได้ทรงปรากฏสำแดงพระองค์เองแก่พวกเรา** **และได้ทรงไถ่พวกเรา** **ในพระองค์พวกเรามีพระบิดาพระองค์เอง****...****ซึ่งในพระเยซู** **พระบิดาพระองค์เองได้ทรงไถ่พวกเราไว้แล้ว****"**(K.D. Schmidt, GrundriB der Kirchengeschichte, หน้า 98)

ตั้งแต่เวลานี้ คริสตจักรโรมันประกอบด้วยตัวของมันเอง ณ ยุคสมัยของสภาไนซีอา ยังไม่มีสมเด็จพระสันตะปาปาหรือไม่มีพระคาร์ดินัลซึ่งเป็นที่รู้จักกัน นอกจากนี้ยังไม่มีบาทหลวงชาวโรมันผู้ที่จะได้อ้างว่าเป็นที่โดดเด่นมาก่อน ในเรื่องนี้ประวัติศาสตร์คริสตจักรเป็นส่วนหนึ่งของวันที่ย้อนหลังไป ที่ล่อลวงและเทียมเท็จอย่างหนักหน่วง นั่นคือคอนสแตนตินผู้ที่ได้แต่งตั้งสภาไนซีอา เขาตัวของเขาเองได้เป็นเจ้าภาพและยังได้เป็นประธานของสภาอีกด้วยเช่นกัน มันเป็นเป้าหมายของเขาที่จะรวมพวกเศษต่างๆ เข้าไปไว้ในคริสตจักรแห่งเดียวกันซึ่งจะปรนนิบัติในรัฐของเขา การรวมกันเป็นเอกภาพของรัฐและคริสตจักรเข้ามาด้วยกันได้เกิดขึ้นและดังนั้นคริสตจักร-รัฐจึงได้เกิดขึ้นมา

ในปี 380 จักรพรรดิธีโอโดสิอุสมหาราชได้ตั้งจุดสิ้นสุดของเสรีภาพของศาสนาทั่วไปว่า **"****ณ** **สภาสังคายนาสากลที่****2 (381)****พวกบาทหลวงได้แทรกแซงคำสั่งของจักรพรรดิธีโอโดสิอุสมหาราช** **ที่****1****มีพระราชกฤษฎีกาในเดือนกุมภาพันธ์** **ปี****380****ซึ่งในเรื่องที่พวกชาวโรมันทุกคนได้ถูกท้าทายให้รับความเชื่อตรีเอกานุภาพของคริสเตียนในฐานะที่มันได้ถูกบัญญัติไว้ที่สภาไนซีอาในปี****325 ...****ความเชื่อในตรีเอกานุภาพซึ่งประกอบด้วยการเป็นหนึ่งเดียวของสามพระองค์ของพระเจ้าที่ทรงเป็นพระบิดา****,****พระบุตร** **และพระวิญญาณบริสุทธิ์** **จึงเป็นหลักความเชื่อที่ถูกต้องสำหรับคริสเตียนทุกคนเพียงเท่านั้น** **มันจึงได้กลายเป็นศาสนาของรัฐสืบต่อไป****"**(B. Harenberg, Chronik der Menschheit, หน้า 212) **"****เกรกอรี่แห่งเมืองนิสสาเป็นผู้หนึ่งของตำแหน่งของศูนย์กลางทั้งหลาย** **ณ** **สภาสังคายนาสากลที่****2****ในเมืองคอนสแตนติโนเปิล** **เขาได้ปกป้องหลักความเชื่อไนซีอาและได้บัญญัติหลักคำสอนตรีเอกานุภาพไว้อย่างชัดเจน****"** (B. Harenberg, Chronik der Menschheit, pg. 214) **"****จากนี้เป็นต้นไปพลเมืองทุกคนมีภาระผูกพันที่จะต้องเป็นคริสเตียนออร์โธด๊อกซ์** **ลัทธินอกรีตและศาสนานอกรีตถูกประกาศให้เป็นอาชญากรรมอุกฉกรรจ์****"** (K. D. Schmidt, GrundriB der Kirchengeschichte, หน้า 83) พวกคนเหล่านั้นทุกคนด้วยจิตสำนึกของพวกเขาที่มิอาจจะทำตามพระราชกฤษฎีกานี้ได้และมิได้เข้าร่วมศาสนาแห่งรัฐนี้ได้ถูกตราหน้าว่าเป็นพวกคนนอกรีต จากนั้นการข่มเหงก็ได้เริ่มต้นขึ้นมาโดยคริสตจักรรัฐคริสเตียนต่อต้านพวกสมาชิกของคริสตจักรตามพระคัมภีร์ไบเบิล

ภายใต้สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอมหาราช (440-461) คริสตจักรสากลได้ประสบกับการเติบโตอย่างมโหฬาร โดยส่วนใหญ่ของประวัติศาสตร์คริสตจักรเชื่อว่าเขาเป็นสมเด็จพระสันตะปาปาองค์แรก แต่กระนั้นในรายชื่อของสมเด็จพระสันตะปาปาโดยเฮอร์เดอร์ บรรดาสมเด็จพระสันตะปาปา 246 องค์ ได้ถูกจดชื่อไว้แล้วรวมทั้ง พอล ที่ 5 และ ลีโอ ที่ 1 ในนั้นถูกระบุไว้ว่าเป็นสมเด็จพระสันตะปาปาองค์ที่ 45 ในหนังสือทางการนี้ พวกเครื่องหมายคำถามถูกพบหลังจากสิบห้าองค์แรกซึ่งเป็นไปตามรายการที่เริ่มต้นด้วยเปโตร การครอบงำส่วนใหญ่ของพวกประวัติศาสตร์โปรเตสแตนต์นั้นวางพวกเครื่องหมายคำถามไว้ที่ข้างหลังสมเด็จพระสันตะปาปาสี่สิบสี่องค์ มันเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ประวัติศาสตร์ของสมเด็จพระสันตะปาปาเริ่มต้นด้วย ลีโอ ที่ 1 เขาตัวของเขาเองต้องได้รับความพึงพอใจ ณ สภาคอลเซดอน (451) เพื่อจะได้รับการปรนนิบัติในทางเดียวกันกับบาทหลวงแห่งเมืองคอนสแตนติโนเปิล ถึงแม้ว่าจากนั้นความคิดของการเป็นอันดับหนึ่งนั้นมิได้เป็นที่รู้จักแต่กระนั้นมันได้เริ่มที่จะพัฒนา

ความสมบูรณ์แบบของสถาบันคริสตจักร-รัฐที่เกิดขึ้นภายใต้ซีซาร์จัสติเนียน (527-565) พวกนักบวชได้ถูกทำให้เป็นพวกผู้รับใช้พลเรือน มันเป็นที่เห็นได้ชัดมากว่า พระคริสต์มิได้ทรงเป็นผู้ทรงสร้างคริสตจักร-รัฐสากลนี้ขึ้นมา มันถูกสร้างขึ้นมาโดยพวกผู้นำทางการเมืองและศาสนาซึ่งสนใจที่จะนำอำนาจทั้งหมดเข้ามารวมกันเพื่อความสนใจของจักรวรรดิโรมันทั้งปวง ตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 และที่ 5 พวกเรากำลังจัดการกับคริสตจักรในอดีต บนฝั่งหนึ่งกับคริสตจักรของพระเยซูคริสต์และบนอีกฝั่งหนึ่งกับพวกกลุ่มทั้งหมดที่เบี่ยงเบนไปจากความเชื่อแท้และได้เข้าร่วมด้วยกันในคริสตจักรใหญ่แห่งนี้ ประวัติศาสตร์ที่น่าเศร้าของสถาบันคริสเตียนนอกรีตของโลกได้ใช้วิถีของมันอย่างแน่นอน

พวกบาทหลวงได้ถูกทำให้เป็นพวกศักดินาที่พ่วงท้ายด้วยอำนาจทางศาสนาและการเมือง ทุกคนได้รับตำแหน่งเดียวกัน เพราะว่าพวกเขาถูกมองขึ้นไปยังฐานะพวกบิดาฝ่ายวิญญาณ กรุงโรมเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิแห่งนี้ และดังนั้นพวกบาทหลวงโรมันจึงได้รับตำแหน่งต่างๆ อันทรงเกียรติต่างๆ อย่างเป็นระบบ มันได้เริ่มต้นด้วย "พระปอนติฟสูงสุด (Pontifex Maximus)" ตำแหน่งนี้เคยถูกนำมาใช้แล้วโดยพวกนักบวชนอกรีตชั้นสูง, พวกซีซาร์ในจักรวรรดิโรมัน และโดยคอนสแตนตินอีกด้วยเช่นกัน การพัฒนาแบบผิดๆ ทั้งหลายได้เชื่อมต่อไปยังคริสตจักรของพวกสมเด็จพระสันตะปาปาได้ถูกนำมาใช้พร้อมกันโดยการปะทะกันเพื่ออำนาจและการรับรู้ในตำแหน่งพิเศษทั้งหลายว่า **"****ตั้งแต่สมเด็จพระสันตะปาปาโบนาฟาสที่****8 (1294-1303)****เป็นความเชื่อในสมเด็จพระสันตะปาปาแม้กระทั่งจำเป็นต้องได้รับความรอด** **เพราะว่าสรรพสิ่งทั้งปวงของแผ่นดินโลกอยู่ภายใต้เขา** **ทั้งนี้ยังกล่าวไว้โดยสมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอริที่****7 (1073-1085)****ในอำนาจของพระสันตะปาปา****(Dictatus papae)****ของเขาอีกด้วยเช่นกันว่า** **พระปอนติฟโรมันเพียงเท่านั้นที่มีสิทธิ์อย่างถูกต้องเรียกว่าเป็นสากล****"**(H. Heinz, Zwischen Zeit und Ewigkeit, หน้า 176) ดังนั้นการเป็นคริสตจักรและโลกคริสต์ศาสนาจึงได้ถูกก่อตั้งขึ้นโดยปราศจากการเน้นย้ำของประสบการณ์ส่วนบุคคลและความสัมพันธ์กับพระคริสต์ สิ่งเดียวเพียงเท่านั้นซึ่งได้ถูกนับก็คือการเป็นสมาชิกของสถาบันใหญ่แห่งนี้ สิทธิอำนาจได้ถูกพรากออกไปอย่างเป็นระบบจากพระคริสต์และพระวจนะของพระเจ้าและได้ถูกวางไว้บนสถาบันแห่งนี้และพวกผู้แทนของมัน พระคริสต์ทรงเป็นพระเศียรของคริสตจักรของพระองค์ในขณะที่พวกสมเด็จพระสันตะปาปาเป็นศีรษะของคริสตจักรฝ่ายสถาบันและสากลแห่งนี้เสมอ

เข้ามาในคริสตจักร-รัฐแห่งนี้ พวกคนทั้งหลายได้รับบัพติศมาโดยการบังคับและต่อมาถูกทำให้เป็นพวกสมาชิกของสิทธิ์เดียวกันหลังจากการกำเนิดโดยปราศจากการมีความเป็นไปได้ที่จะตัดสินใจสำหรับตัวของพวกเขาเอง การปฏิบัติของการบัพติศมาที่ไม่ได้เป็นไปตามข้อพระคัมภีร์นี้ได้ถูกนำมาใช้เพื่อการสร้างพวกสมาชิกโดยการบังคับและมันได้กลายเป็นฐานจริงๆ สำหรับคริสตจักรของประชาชน นอกจากนี้ภาษีคริสตจักรยังได้รับการแนะนำ ด้วยมุมมองด้านการเงินเพื่ออำนาจอันกว้างขวางของคริสตจักรแห่งนี้ให้ได้รับการรับประกัน

ขนานไปกับการพัฒนานี้ว่า "ออกไปจากพระวจนะของพระเจ้า" การขาดการเชื่อมต่อจากลัทธิยูดาห์ได้เกิดขึ้นและต่อมาภายหลังบนพวกคริสตจักรคริสเตียนของพวกคนยิวอีกด้วย แค่นี้ยังไม่พอ จัสติน บาทหลวงของสเมอร์นา (ค.ศ. 167) ได้สร้างคำแถลงที่เสื่อมเสียแล้ว พวกคริสเตียนถูกประกาศให้เป็นอิสราเอลของพระเจ้าและพวกคนยิวเป็นพวกคนทรยศที่ได้ร่วงหล่นไป อัครสาวกเปาโลได้มองมายังเรื่องนี้ในทางที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงว่า "เพราะว่าในพระเยซูคริสต์นั้น การเข้าสุหนัต หรือการไม่เข้าสุหนัต หาเป็นประโยชน์อันใดไม่ แต่การที่ถูกสร้างใหม่นั้นต่างหาก และสำหรับทุกคนที่ดำเนินตามกฎนี้ สันติสุขและพระเมตตาจงมีแก่พวกเขา และแก่อิสราเอลนั้นของพระเจ้า" (กาลาเทีย 6: 15-16) อัครสาวกเปโตรยังได้ให้คำแถลงที่สำคัญในเรื่องนี้ว่า "... แท้จริงแล้ว ข้าพเจ้ารับรู้ว่า พระเจ้าไม่ทรงเลือกหน้าผู้ใด แต่ในทุกประชาชาติ ผู้ใดที่เกรงกลัวพระองค์และประพฤติตามทางชอบธรรม ก็ได้รับการยอมรับกับพระองค์" (กิจการ 10: 34-35)

พวกคำแถลงที่โต้แย้งต่อต้านพวกคนยิวก็ได้อยู่ในวงเวียนในช่วงเริ่มแรกจริงๆ และได้กลายเป็นในเชิงรุกมากขึ้น บาทหลวงอิกเนทิอุสของอันติโอเกียได้เริ่มที่จะปลูกฝังความคิดการต่อต้านศาสนายูดาห์ลงไปในความคิด พวกคำสาบานของการต่อต้านศาสนายูดาห์ซึ่งถูกเปล่งออกมาโดยพวกตัวแทนของคริสตจักรในศตวรรษแรกนั้นได้ถูกบันทึกเอกสารไว้เป็นอย่างดีในหนังสือประวัติศาสตร์ พวกเขาเป็นผู้รับผิดชอบสำหรับการสังหารพวกคนยิวมากกว่าหนึ่งล้านคนก่อนที่คริสตจักรโรมันได้เป็นสถาบันด้วยตัวของมันเอง พวกนักบวขได้ใช้สิทธิที่จะเรียกพวกคนยิวว่า "พวกฆาตกรของพระคริสต์" แม้กระทั่ง "พวกฆาตกรของพระเจ้า" พวกเขาถูกกล่าวหาด้วยสิ่งอื่นๆ หลายสิ่ง และเพราะฉะนั้นจึงถูกสังหารในแบบต่างๆ คริสตจักรได้ทำให้พระบัญญัติเป็นโมฆะสำหรับตนเองโดยสิ้นเชิงด้วยบัญญัติที่ว่า "เจ้าจงอย่าฆ่า"

คริสตจักรบิดาคริสซอสตอม (354-407) หนึ่งในศัตรูที่สุดหินของพวกคนยิว สอนว่า**"…****กับพวกคนยิว** **ผู้ใดมิอาจจะกล้าที่จะสนทนาด้วยเหมือนกับที่ไม่กับวิญญาณชั่ว** **พวกเขาไม่ได้ดีไปกว่าพวกหมูและพวกแพะ****...****คริสตจักรไม่ได้เป็นเพียงแค่โรงละคร** **มันเป็นบ้านของโสเภณี****,****ถ้ำของพวกโจร****,****ที่พักพิงของพวกสัตว์ที่เป็นมลทินและสถานที่สิงสู่ของพวกวิญญาณชั่ว** **คริสเตียนทั้งหลายไม่ควรจะปรึกษาพวกแพทย์ชาวยิว** **นอกจากนั้นควรจะตายมากกว่าและหันหนีไปจากพวกคนยิวเหมือนกับจากศัตรูพืชและจากการแพร่ระบาดของมนุษยชาติ****"**(K. Deschner, Krimi nalgeschichte des Christentums, Vol. I, หน้า 134)

ไซริล (T 444) พระสังฆราชแห่งอเล็กซานเดรียได้กล่าวถึงเรื่อง วิธีการแก้ปัญหาท้ายสุดเพื่อคำถามของพวกคนยิว ในศตวรรษที่ 20 วิธีแก้ปัญหาท้ายสุดนี้ได้ถึงจุดสุดยอดของมัน ไซเปรียนและเทอร์ทูลเลียน, แอทานาซิอัสและเฮียโรนีมัส, เกรกอริแห่งนิสซา, แอมโบรซิอัส, ออกัสตินนัส, จัสติเนียนและคนอื่นๆ หลายคนมีความเกลียดชังเช่นนั้นสำหรับพวกคนยิวและได้ปลูกสิ่งเดียวกันลงไปในพวกนักบวชทุกคนและพวกคนทั้งหลายตลอดเวลา พวกคำขวัญต่อต้านพวกคนยิวได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของความคิดกับทุกคนที่เป็นสมาชิกของจักรวรรดิโรมัน พวกคนยิวได้ถูกกล่าวหาและได้ถือความรับผิดชอบสำหรับภัยพิบัติทุกอย่าง และดังนั้นพวกเขาจึงต้องถูกทำลายด้วยทุกวิธีการที่เป็นไปได้ สิ่งที่พระเจ้าของพวกเราได้ตรัสไว้ได้สำเร็จเป็นจริงอย่างเท่าเทียมกันกับพวกคนยิวเช่นเดียวกับพวกสาวกของพระคริสต์ *"*พวกเขาจะไล่ท่านทั้งหลายเสียจากบรรดาธรรมศาลา ใช่แล้ว จะถึงเวลาที่ผู้ใดก็ตามที่ฆ่าท่านทั้งหลายเสียจะคิดว่าเขารับใช้พระเจ้า และสิ่งเหล่านี้พวกเขาจะกระทำแก่ท่านทั้งหลาย เพราะพวกเขาไม่ได้รู้จักพระบิดาและไม่ได้รู้จักเรา แต่สิ่งเหล่านี้เราบอกท่านทั้งหลายแล้ว เพื่อว่าเมื่อเวลานั้นจะมาถึง ท่านทั้งหลายจะระลึกว่า เราได้บอกท่านทั้งหลายเรื่องสิ่งเหล่านี้แล้ว*..."* (ยอห์น 16: 2-4)

แท้จริงแล้วพวกฆาตกรเหล่านั้นเชื่อว่าการปรนนิบัติพระเจ้าและคริสตจักรว่าเป็นการรับใช้ที่ยิ่งใหญ่ คริสต์ศาสนาตรีเอกานุภาพได้รับการปลดปล่อยจากความเชื่อเรื่องพระเจ้าองค์เดียวของพวกคนยิว นอกจากนี้ยังมีพวกคริสเตียนที่กำลังถูกข่มเหงเพราะพวกเขาไม่ยอมขึ้นกับคริสตจักร-รัฐ มันเป็นไปไม่ได้สำหรับพวกเขาที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่เปื้อนเลือดนี้ พวกเขายังคงอยู่ในการสามัคคีธรรมกับพระคริสต์ แม้แต่ มาร์ติน ลูเทอร์ นักปฏิรูปที่ได้รับการนับถือมิอาจจะกำจัดตัวของเขาเองไปยังความเกลียดชังที่มีต่อพวกคนยิวได้ ในฐานะที่เป็นนักบวชความคิดนี้ได้ทะลุทะลวงเข้าไปในเนื้อและโลหิตของเขา ผู้ที่สามารถอ่านได้แต่แทบจะไม่เข้าใจสิ่งที่เขากล่าวไว้ได้ว่า **"****ลูเทอร์ได้กล่าวไว้ในคำเทศนาสุดท้ายของเขาเมื่อวันที่****15****กุมภาพันธ์****1546****เกี่ยวกับพวกแพทย์ชาวยิวที่พวกเขาจ่ายใบสั่งยาโดยที่ในภายหลังผู้นั้นต้องพินาศไป****''** (H.-J. Gamm, Das Judentum, หน้า 64)

จากศตวรรษสู่ศตวรรษ ความเกลียดชังได้ตั้งไว้และพวกคำแถลงที่ต่อต้านพวกคนยิวได้กลายเป็นรุนแรงมากขึ้น พวกข้อความบางส่วนจากข้อพระคัมภีร์ทั้งหลายได้ถูกนำมาใช้เพื่อจะให้พวกใจร้ายทุกคนนั้นชอบธรรม เมื่อพระเยซูได้ตรัสเรื่องพวกคนยิวที่ไม่เชื่อ นั่นก็เป็นสิ่งหนึ่งและเมื่อพระองค์ได้ทรงอ้างถึงพวกคนยิวที่เชื่อ นั่นก็เป็นอีกสิ่งหนึ่ง แต่สิ่งเดียวกันใช้กับพวกคนทั้งหลายทุกคนและทุกประเทศ

การพิจารณาเรื่องนี้ คริสตจักรสากลต้องอนุญาตให้ตนเองถูกถามว่า มันได้นำทั้งความรอดตามที่ได้อ้างไว้หรือว่ามันได้นำพวกการกระทำที่มีผลร้ายกาจที่สุดโดยปราศจากความเมตตาต่อต้านพวกคนยิว, พวกคนนอกรีตและพวกคนเหล่านั้นที่เชื่อแตกต่างกันเพราะว่าพวกเขามีเป้าหมายในมุมมองของพวกเขาเอง มันเป็นความรับผิดชอบสำหรับสงครามทั้งหมด, การข่มเหงทั้งหมด, การริบทรัพย์สมบัติ และการกระทำอาชญากรรมและการฆาตกรรมทั้งหลายตรงไปจนถึงยุคมืด เมื่อหนึ่งส่วนสามของพื้นดินยุโรปได้อยู่ภายใต้การครอบครองของมัน ทรัพย์สินจากพวกคนที่เป็นอยู่และพวกคนตายถูกพบอยู่ในนั้น บรรดาเจ้าชายและกษัตริย์ทั้งหลายไม่มีผู้ใดในสิทธิอำนาจกล้าที่จะขัดขืนได้ นอกจากนั้นในทางตรงกันข้ามทุกคนได้กระหายที่จะร่วมปฏิบัติการ**"****รูดอล์ฟ** **ฟอน** **ฮับส์เบิร์ก** **ได้ประกาศในปี****1286****พวกคนยิวกับบุคคล****,****ทรัพย์สิน** **และที่ดิน** **ในฐานะที่เป็นที่อยู่ของเขา****"**( H.-J. Gamm, Das Judentum, หน้า 84)

คำสาปแช่งทั้งหมดที่ถูกทำซ้ำๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโดยพวกสมเด็จพระสันตะปาปา, พวกบาทหลวง และพวกคูเรียทั้งหมดได้วางรากฐานสำหรับพวกคนยิวและพวกคนเหล่านั้นที่เชื่อแตกต่างกันซึ่งจะถูกข่มเหงโดยไร้ความปราณีตลอดเวลาโดยคริสตจักรโรมัน มันจะเพียงแต่ได้รับการชี้แจงที่การพิพากษาครั้งสุดท้ายว่าพวกคนยิวหกล้านคนที่ได้ถูกสังหารและถูกทำลายล้างโดยสามรีคระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองจะถูกวางบนบัญชีของพวกคนเยอรมันหรือบนบัญชีของคริสตจักรโรมันคาทอลิก สำหรับพวกคาทอลิกฮิตเลอร์, ฮิมม์เลอร์ และเยซูอิต เกิ๊บเบลส์ พื้นดินได้จัดเตรียมไว้นานแล้ว พวกสมเด็จพระสันตะปาปาได้พูดซ้ำๆ ในเรื่องของการจัดเตรียมที่ได้ทำให้กับพวกผู้หลอกลวง- Ffihrer ฮิตเลอร์

ใครก็ตามที่ได้อ่านวรรณกรรมเกี่ยวกับพวกสมเด็จพระสันตะปาปาและการกระทำของพวกเขาตรงเข้าไปในยุคของพวกเราก็จะได้ถูกเขย่า พวกคนยิวและพวกผู้เชื่อของความเชื่อที่แตกต่างกันนั้นได้รับการกล่าวถึงว่าไม่มีอะไร เยซูอิต-สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่สิบสาม (1878-1903) ได้ประกาศว่า **"****คำสาปแช่งบนผู้หนึ่งที่กล่าวว่า****:****พระวิญญาณไม่ได้ทรงประสงค์ให้พวกเราไปสังหารพวกคนนอกรีต****"** (อี, ปารีส, ประวัติศาสตร์ลับของนิกายเยซูอิต. หน้า167) ตั้งแต่เมื่อไหร่กันเล่าที่พระวิญญาณทรงสังหาร? ตามคำพยานของข้อพระคัมภีร์ทั้งหลาย พระวิญญาณทรงนำมาซึ่งชีวิต พวกคนเหล่านั้นที่ไม่ได้อยู่จริงๆ กับคริสตจักร-รัฐ ก็ถูกตราหน้าว่าเป็นพวกคนนอกรีต และพวกนักบวชก็ให้สิทธ์ของตนเองที่จะชำระหนี้ให้พวกเขา จากมุมองนี้พวกเรายังเข้าใจว่า เหตุใดสมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 12 จึงเก็บตัวเงียบระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองตอนที่พวกคนยิวหลายล้านคนถูกสังหาร เมืองๆ หนึ่งซึ่งอยู่ห่างออกไปจากกรุงวาติกันเพียงหนึ่งช่วงตึกเพียงเท่านั้นที่ธรรมศาสายิวถูกเผาลงไป และสมเด็จพระสันตะปาปาก็มิได้เอ่ยแม้แต่สักคำเดียว นอกจากนั้นสมเด็จพระสันตะปาปาซึ่งดำรงตำแหน่งในปัจจุบันนั้นได้ทำการเฉลิมฉลองตอนที่เขาไปเยี่ยมศาลาธรรมแห่งใหม่และเพลิดเพลินกับการฟังเพลงสดุดี 150 ซึ่งร้องโดยที่ประชุมของพวกคนยิวตาบอด

เมื่อพระเจ้าได้ทรงพบกับอับราฮัม พระองค์ได้ประทานพระสัญญาให้แก่เขาว่า*"*และเราจะทำให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่ชนชาติหนึ่ง และเราจะอวยพรเจ้า ทั้งทำให้เจ้ามีชื่อเสียงใหญ่โต และเจ้าจะเป็นแหล่งพระพร และเราจะอวยพรเขาทั้งหลายที่อวยพรเจ้า และสาปแช่งผู้ที่สาปแช่งเจ้า และบรรดาครอบครัวแห่งแผ่นดินโลกจะได้รับพระพรในเจ้า*..."* (ปฐก 12: 2-3) คำพูดนี้ควรจะได้ยืนอยู่ต่อหน้าพวกเขาพวกที่เสแสร้งว่าเชื่อพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์

การนับถือพระเจ้าองค์เพียวอย่างเข้มงวดซึ่งเป็นมาแต่เริ่มแรกและโดยเฉพาะในความเชื่อของพวกคนยิวยืนอยู่ในทางของบรรดาศิษยาภิบาลที่ออกมาจากความเชื่อของพวกคนนอกรีต ในตอนแรกพวกเขาอยากจะกำจัดพวกคนยิวและจากนั้นพวกเขาก็ยังไม่อยากจะได้รับการระบุด้วยพระเจ้าของพวกคนยิว ภาษาฮีบรูคำว่า "พระเมสสิยาห์" ได้รับการโอนไปยังภาษากรีกว่า คริสตอส – ผู้ได้รับการเจิม ภาษาฮีบรูคำว่า "Yahshua" กลายเป็น พระเยซู ในภาษากรีก สูตรทั้งหลายเกี่ยวโยงกับพระลักษณะของพระเจ้าได้ผุดขึ้นมาจากความคิดของเฮลเลนนิสติคและเป็นมายังพวกคนทั้งหลายและพระเจ้าของอิสราเอลที่แปลกโดยสิ้นเชิง พันธสัญญาใหม่มิได้รู้จักความเกลียดชังใดๆ ที่มีต่อพวกคนยิวตามที่พวกนักประวัติศาสตร์บางคนพยายามที่จะบอก สิ่งที่พวกเขาส่วนมากมิได้ตระหนักได้ถูกพบในถ้อยคำของพระเจ้า: "ความรอดนั้นเนื่องมาจากพวกคนยิว*"* (ยอห์น 4: 22)

บรรดาผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมได้ทำนายไว้เรียบร้อยแล้วว่า ประชาชาติของพวกคนต่างชาติจะมีส่วนร่วมในความรอดของพระเจ้า *"*เราคือพระเจ้า*(*พระยาห์เวห์*)*เราได้เรียกเจ้ามาด้วยความชอบธรรม เราจะยึดมือเจ้าและจะรักษาเจ้าไว้ เราจะให้เจ้าเป็นตัวพันธสัญญาของมนุษยชาติ เป็นความสว่างแก่บรรดาประชาชาติ*"* (อิสยาห์ 42: 6) *"...*เราจะมอบให้เจ้าเป็นความสว่างแก่คนต่างชาติ เพื่อเจ้าจะได้เป็นอยู่สำหรับความรอดของเราจนถึงที่สุดปลายแห่งแผ่นดินโลก*"* (อิสยาห์ 49: 6) พระเจ้าได้ทรงริเริ่มด้วยพวกคนยิวเมื่อพระองค์ตรัสว่า *"*แต่จงไปหาแกะที่หลงหายไปของวงศ์วานแห่งอิสราเอลดีกว่า*"* (มัทธิว 10: 6) อัครสาวกเปโตรได้มีประสบการณ์เป็นครั้งแรกที่คอร์นีเลียนายทหารชาวโรมันได้รับความรอดกับทุกคนที่บ้านของเขา (กิจการ 10) อัครสาวกเปาโลได้รับคำตักเตือนจากพระเจ้าว่า *"*และพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า จงไปเถิด เพราะเราจะส่งเจ้าไปไกลจากที่นี่ ไปยังคนต่างชาติ*"* (กิจการ 22: 21) ในพระมหาบัญชา พระเจ้าได้ประทานพระบัญชาอย่างชัดเจนไว้ว่า: *"*จงออกไปและสั่งสอนชนทุกชาติ*..."* (มัทธิว 28: 19) คริสตจักรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ประกอบด้วยของประชาชาติและพวกคนทั้งหลาย

จักรวรรดิโรมันอยู่ทุกหนแห่งในปัจจุบันและดังนั้นคริสตจักร-รัฐของโรมันจึงสามารถใช้พวกพลเรือนทุกคนที่หมายถึงสำหรับเป้าหมายของพวกเขาเอง ในความเป็นจริงไม่เคยมีการเป็นคริสเตียนโดยกำเนิด นอกจากการเป็นคาทอลิกโดยกำเนิดของประชาชาติ พวกคนทั้งหลายไม่ได้มาเชื่อในพระคริสต์ผ่านการประกาศของข่าวประเสริฐ พวกเขาถูกบังคับให้ยอมรับศาสนารัฐคาทอลิก ในช่วงประมาณ 1,000 ปีที่ผ่านมาของรัชสมัยของคริสตจักรโรมันคาทอลิก แผ่นดินโลกก็นองไปด้วยเลือด จำนวนของพวกมรณสักขีถูกประเมินไว้แตกต่างกันและถูกกล่าวไว้เป็นจำนวนสูงที่สุดถึง 68 ล้านคน ทุกคนที่เชื่อแตกต่างกันไม่มีโอกาสที่จะมีชีวิตรอดได้ แม้แต่การปฏิรูปเป็นมากเลือดหนึ่งและความอำมหิตฝ่ายโลกและหน้าเลือดอย่างยิ่งได้ถูกนำมาใช้ในการต่อสู้ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีอะไรเกี่ยวกับการประกาศข่าวประเสริฐอีกครั้งหนึ่ง ในทางตรงกันข้ามคริสตจักรได้ใช้อำนาจฝ่ายโลกเพื่อจะสร้างตนเองอีกครั้งหนึ่ง ทุกคนรู้เกี่ยวกับการสืบสวนของสเปนและการทดลองแม่มด ในนามของคริสต์ศาสนาพวกคนทั้งหลายได้ถูกลิดรอนสิทธิมนุษยชนของพวกเขา, ถูกเผา, ถูกขับออกไปและถูกข่มเหงไปทั่วยุโรปเพียงเพราะพวกเขาเชื่อแตกต่างกัน ในวันฉลอง เซนต์ บาร์โธโลมิว วันที่ 23/24 เดือนสิงหาคม, 1572 ที่งานแต่งงานของเฮนรี่ ที่ 3 แห่งนาวาร์และมาร์การ์เร็ต เดอ วาลัวส์ ณ กรุงปารีส มีเพียง 3,000 คน เท่านั้นและในฝรั่งเศสทั้งประเทศ พวกฮูโกน็อต (พวกโปรเตสแตนต์ชาวฝรั่งเศส) มากกว่า 20,000 คน ได้ถูกสังหาร "สมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอริ ที่ 13 ได้เฉลิมฉลองการสังหารพวกโปรเตสแตนต์ชาวฝรั่งเศสกับ «Te deum» (เพลงสวดเวลาเช้า, สั่นระฆัง)" ( B . Harenberg, Chronik der Menschheit, หน้า 437)

คริสตจักรแห่งนี้มิเคยได้ทั้งแสดงธรรมชาติของพระคริสต์หรือมิเคยได้เป็นตัวแทนชีวิตของคริสตจักรยุคเริ่มแรก มันรับผิดชอบสำหรับการแลกเปลี่ยนหลักคำสอนทุกอย่าง ดังนั้นในความเป็นจริงไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อที่ได้พบภายในในรูปแบบดั้งเดิมของมัน การอ่านของพระคัมภีร์ไบเบิลศักดิ์สิทธิ์ถูกห้ามและพวกคนเหล่านั้นที่อ่านจึงถูกลงโทษ มันทีเป็นที่น่าตกใจว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกคนยิวและพวกคริสเตียนที่เชื่อพระคัมภีร์ไบเบิลได้ถูกข่มเหงและถูกเผาโดยคริสตจักรแห่งนี้กับพระคัมภีร์ไบเบิลของพวกเขา เหตุใดสถาบันนี้จึงเกรงกลัวพระคัมภีร์ไบเบิลในแบบเช่นนั้น?

 


## Chapter navigation

- [Previous chapter](https://nasa.misia.sk/book_chapters/4762.md)
- [Book contents](https://nasa.misia.sk/books/1756.md)
- [Next chapter](https://nasa.misia.sk/book_chapters/4764.md)

## Available translations

- [ไทย (Thai)](https://nasa.misia.sk/book_chapters/4763.md)

## Source

- [Canonical HTML page](https://nasa.misia.sk/book_chapters/4763)
- [Markdown representation](https://nasa.misia.sk/book_chapters/4763.md)
