---
type: BookChapter
work_id: '275'
book_url: https://nasa.misia.sk/books/1756
book_markdown_url: https://nasa.misia.sk/books/1756.md
language: th
position: 9
canonical_url: https://nasa.misia.sk/book_chapters/4767
markdown_url: https://nasa.misia.sk/book_chapters/4767.md
markdown_source: converted
updated_at: '2020-09-03T21:01:44Z'
translations:
  th: https://nasa.misia.sk/book_chapters/4767.md
---

# คริสต์ศาสนาตามประเพณี - ความจริง หรือ การหลอกลวง

## บทที่ 7 - การปฏิรูป-&nbsp;การเริ่มต้นใหม่

การแทรกแซงของพระเจ้าผ่านการปฏิรูปนั้นเกินกำหนด แต่จากมุมมองของพระคัมภีร์ไบเบิลนั้นยังไม่เพียงพอ

คำถามเกิดขึ้นว่าพวกนักปฏิรูปที่เป็นพวกบุตรชายทุกคนของคริสตจักรโรมันเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าการเริ่มต้นใหม่นั้น

จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่มีอะไรที่จะต้องปฏิรูปในระบบของโลกนี้มากนัก ในทางหนึ่งพระวจนะของผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์สามารถนำไปใช้ได้ว่า *"*จงทุบดินที่ไถไว้แล้วนั้น และอย่าหว่านลงกลางหนาม*"*(4: 3) ในทางกลับกันก็มีคำเผยพระวจนะว่า *“*เราทั้งหลายอยากจะรักษาบาบิโลนให้หาย แต่เธอไม่หาย ละทิ้งเธอเสียเถิด และให้เราไป ต่างไปยังประเทศของตน*...“* มันเป็นการอพยพ การทำลายล้างและการออกมา ราวกับว่าได้ยินเสียงจากสวรรค์: *"*จงออกมาจากนครนั้นเถิด ประชาชนของเราเอ๋ย เพื่อเจ้าทั้งหลายจะไม่มีส่วนในบาปทั้งหลายของนาง และเพื่อพวกเจ้าจะไม่รับภัยพิบัติต่างๆ ของนาง*”* (วว. 18: 4)

ตัวอย่างเช่น ลูเทอร์เข้าใจถ้อยคำที่บันทึกโดยอัครสาวกยอห์น “...เพราะว่าบรรดาพ่อค้าของเจ้าเคยเป็นคนใหญ่คนโตแห่งแผ่นดินโลก ด้วยว่าโดยบรรดาวิทยาคมของเจ้าประชาชาติทั้งปวงได้ถูกหลอกลวง และในนางได้พบโลหิตของพวกผู้เผยพระวจนะและของพวกธรรมิกชน และของบรรดาคนที่ได้ถูกฆ่าบนแผ่นดินโลก” (วว. 18: 23-24) ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์กล่าวถ้อยคำนี้อีกด้วย: “บาบิโลนได้เคยเป็นถ้วยทองคำในพระหัตถ์ของพระยาห์เวห์ กระทำให้แผ่นดินโลกทั้งสิ้นมึนเมาไป บรรดาประชาชาติได้ดื่มเหล้าองุ่นของเธอ เพราะฉะนั้นประชาชาติต่างจึงบ้าคลั่งไป” (51: 7) นอกจากนั้นการปฏิรูปก็มิได้ถูกสวมมงกุฎด้วยการทะลุทะลวงไปยังคริสต์ศาสนาในยุคเริ่มแรก ในความเป็นจริงบางสิ่งบางอย่างได้รับการปฏิรูปและพวกคนอื่นๆ ก็เปลี่ยนไปหรือถูกกำจัดไปด้วย

การขายของการปล่อยตัวตามอำเภอใจ บทบาทของสมเด็จพระสันตะปาปาและเงื่อนไขทั่วไปอยู่ในคำถาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคำพยานของชายคนนั้นได้รับความรอดและชอบธรรมโดยพระคุณเพียงอย่างเดียวโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระผู้ไถ่ คำเทศนานี้เป็นจุดสูงสุดของการปฏิรูป มันเป็นการทำลายที่แท้จริงซึ่งทำให้เกิดการระเบิดของบ้านคุกชาวบาบิโลน ในทางกลับกันมีการเก็บรักษาพวกหลักคำสอนบางประการซึ่งไม่ตรงตามข้อพระคัมภีร์และโดยเฉพาะคาทอลิก สิ่งที่เรียกว่าศีลทั้งหลายลดลงเพียงเท่านั้น การบัพติศมาของพวกเด็กทารกและสิ่งอื่นๆ ดำเนินตลอดมา

น่าเสียดายที่แนวคิดของความเชื่อเรื่องตรีเอกานุภาพยังคงอยู่กับพวกโปรเตสแตนต์ และดังนั้นพวกเขาส่วนหนึ่งจึงเดินตามรอยเท้าเดียวกัน พวกคนยิวและพวกคนเหล่านั้นที่เชื่อต่างกัน เช่น พวกคนซึ่งฝึกฝนการบัพติศมาโดยการจุ่มลงในน้ำ ถูกลูเทอร์กล่าวโทษ ชเวงเฟลด์และคนอื่นๆ ในกรุงเจนีวา นายแพทย์ชาวสเปน มิเชล เซอร์เวท ถูกเผาที่เสา ณ วันที่ 27 ตุลาคม 1553 พร้อมกับความยินยอมของคาลวิน เพียงเพราะเขาปฏิเสธคำสอนเรื่องตรีเอกานุภาพ คำพูดของลูเทอร์และเมลันช์ตันเกี่ยวกับพวกคนเหล่านั้นที่รับบัพติศมาแล้วได้รับการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์คริสตจักร ความคิดของคาทอลิกที่ว่ามันเป็นเพียงคริสตจักรแห่งความรอดแห่งเดียวเท่านั้นมิได้ถูกกำจัดโดยพวกปฏิรูปโดยสิ้นเชิง ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ยอมรับความเชื่ออื่นๆ เหล่านั้น แม้แต่จนถึงทุกวันนี้ คริสตจักรทั้งหลายที่ดำรงอยู่มาหลายร้อยปียังคงถูกมองว่าเป็นพวกนิกาย ถึงแม้ว่าคำว่า นิกาย ตามเว็บสเตอร์หมายถึง ส่วนหนึ่งจากทั้งหมด การสามัคคีธรรมทางศาสนาที่ถูกจัดตั้งขึ้นมา เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงนี้แล้วทั้งหมดได้จัดตั้งนิกายทั้งหลายให้เป็นนิกายต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งจากทั้งหมด เพราะพวกลัทธิ-ศาสนาต่างๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า "นิกาย" ได้รับการปรุงแต่งด้วยรสชาติที่ไม่ดี

ในยุคสมัยแห่งการปฏิรูป พระเจ้าทรงตั้งเป้าหมายของคริสตจักรพันธสัญญาใหม่ซึ่งยังไปไม่ถึง แต่ก้าวแรกแห่งความเชื่อเกิดขึ้นอย่างแน่นอนซึ่งเป็นการกลับไปสู่การประกาศพระวจนะของพระเจ้าอย่างเปิดเผย ดังนั้นพวกเราจึงรู้สึกขอบคุณพวกคนเหล่านั้นที่อยู่ก่อนการปฏิรูปพวกคนที่ถูกเผาที่เสาและสำหรับพวกนักปฏิรูปที่แท้จริงอีกด้วยเช่นกัน

ต่อจากนี้ไปอาณาจักรของพระเจ้าได้ถูกกำกับหนทางของมันตลอดมา ให้ผ่านพ้นไป การฟื้นฟูหนึ่งตามการฟื้นฟูอีกครั้งหนึ่ง แสงสว่างแห่งข่าวประเสริฐเริ่มทอแสงมากขึ้นเรื่อยๆ จากขั้นตอนแรกของความชอบธรรมโดยความเชื่อ ต่อไปตามตามมาด้วยประสบการณ์ของการชำระให้บริสุทธิ์ด้วยพระวจนะและพระวิญญาณของพระเจ้าเช่นเดียวกัน พวกนักเทศน์ในการฟื้นฟูที่ลุกเป็นไฟที่ทำให้ประวัติศาสตร์คริสตจักรได้ประกาศความจริงทั้งหลายในพระคัมภีร์ไบเบิลซึ่งมีประสบการณ์โดยพวกผู้ฟัง เช่นเดียวกับบรรดาผู้รับใช้ของพระเจ้าในยุคสมัยอื่นๆ พวกเขามิได้ถูกเคารพนับถืออย่างเป็นทางการเพราะว่าพวกเขามิได้เป็นพวกบุคคลสำคัญ แต่พวกเขาเป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามพระวจนะที่เชื่อมพวกคนทั้งหลายเข้ามาเกี่ยวข้องกับพระคริสต์โดยการประกาศข่าวประเสริฐ น่าเสียใจที่พวกคนเหล่านั้นบางคนหยุดอยู่ที่หลักคำสอนพิเศษที่เปิดเผยให้แก่พวกเขา บางคนพอใจกับความชอบธรรม บางคนพอใจกับการกลับใจมาเชื่อและบัพติศมาและคนอื่นๆ กับการชำระให้บริสุทธิ์อีกครั้งหนึ่ง แต่พระเจ้าทรงเคลื่อนต่อไปโดยพระวิญญาณของพระองค์

ในช่วงเปลี่ยนศตวรรษนี้การเคลื่อนไหวของพระวิญญาณที่เกิดขึ้นเป็นปกติวิสัยในคริสตจักรโปรเตสแตนต์ต่างๆ และในท่ามกลางพวกผู้เชื่อที่กลับใจใหม่ที่โหยหาพระเจ้า คล้ายกับประสบการณ์เมื่อคริสต์ศาสนาได้กำเนิดขึ้น พวกเขายังได้มีประสบการณ์กับพระเจ้าในวิธีเหนือธรรมชาติ ดังนั้นการเคลื่อนไหวของเพ็นเทคอสต์ ในศตวรรษที่ 20 มีจุดเริ่มต้นของมัน

จากพวกการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกันตั้งแต่การปฏิรูปและการฟื้นฟู คริสตจักรต่างๆ ได้เกิดขึ้นมา เพราะความล้มเหลวของมนุษย์และฝูงชนที่ปะปนกัน สิ่งทั้งหลายได้ผิดพลาดไปในฝ่ายวิญญาณ แต่สิ่งนี้ไม่ได้ให้สิทธิ์ใครที่จะปฏิเสธการงานอันไม่ผิดพลาดของพระเจ้าได้ ในการฟื้นฟูแต่ละครั้งคริสตจักรถูกนำเข้าใกล้คริสต์ศาสนาดั้งเดิมมากขึ้น พระวิญญาณของพระเจ้าเคลื่อนไหวจนกระทั่งพระองค์ทรงถูกเทลงมาอีกครั้งหนึ่งบนผู้ชอบธรรม บรรดาผู้เชื่อที่ฟื้นใหม่และบังเกิดใหม่ในสิ่งที่เรียกว่า การฟื้นฟูเพ็นเทคอสต์

ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาประกาศว่า “แท้จริง ข้าพเจ้าให้ท่านทั้งหลายรับบัพติศมาด้วยน้ำ แต่จะมีพระองค์ผู้หนึ่งที่ทรงมีฤทธิ์ยิ่งกว่าข้าพเจ้าเสด็จมา ผู้ซึ่งข้าพเจ้าไม่คู่ควรที่จะแก้สายฉลองพระบาทของพระองค์ พระองค์นั้นจะทรงให้ท่านทั้งหลายรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และด้วยไฟ...” (ลูกา 3: 16) การประกาศนี้เกิดขึ้นครั้งแรกเป็นที่สังเกตเห็นได้ในวันเพ็นเทคอสต์ ประสบการณ์ของการบัพติศมาในพระวิญญาณให้ความเชื่อมั่นแก่ผู้เชื่อว่าพระเจ้าทรงรับเขา สำหรับ

บรรดาบุตรที่แท้จริงของพระเจ้า มันเป็นการประทับตราด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ (เอเฟซัส 1: 13; เอเฟซัส 4: 30)

แน่นอนว่าปัจจุบันนี้พวกเรามีการเคลื่อนแบบคาริสเมติคอันหลากหลายและยังมีการเคลื่อนเพ็นเทคอสต์นิกายโรมันคาทอลิกอีกด้วยเช่นกัน บรรยากาศถูกสร้างขึ้นโดยพวกคนที่มีประสบการณ์เท่านั้น แต่พวกเขายังคงอยู่ในประเพณีดั้งเดิมของพวกเขา พวกเขาได้รับการเจิมเฉพาะภายใต้พระวิญญาณ แต่ไม่ใช่การทรงสถิตของพระคริสต์โดยพระวิญญาณพวกเขามีประสบการณ์กับพระเจ้าจริงๆ ในจิตวิญญาณของพวกเขาหรือไม่? พวกเขาได้รับการรื้อฟื้นจริงๆ และบังเกิดใหม่และกลายเป็นพวกคนที่มีส่วนร่วมในธรรมชาติของพระเจ้าหรือไม่? คำถามนี้สามารถตอบได้เฉพาะบุคคลที่เกี่ยวข้องเท่านั้น บรรดาบุตรที่แท้จริงของพระเจ้าผู้ที่ได้รับการบรรจุพระวิญญาณบริสุทธิ์จะรับรู้การไถ่ที่ใช้ได้ตลอดกาลในพระคริสต์และพระวจนะนิรันดร์ของพระเจ้าเป็นคำพยานและสิ่งที่แน่นอนของพวกเขา

โดยผลทั้งหลายของพระวิญญาณของพวกเขา พวกเขาทั้งหลายจะรู้จักได้ ของประทานทั้งหลายสามารถแสดงให้คนมากมายเห็นได้ แต่ผลของพระวิญญาณจะเห็นได้เฉพาะกับพวกคนเหล่านั้นที่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในธรรมชาติของพระเจ้า พระวจนะนี้ยังคงใช้ได้ *“*เหตุฉะนั้น โดยผลทั้งหลายของพวกเขา ท่านทั้งหลายก็จะรู้จักพวกเขาได้ ไม่ใช่ทุกคนที่กล่าวแก่เราว่า*‘*พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า*’*จะเข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์ เว้นแต่ผู้ที่กระทำตามน้ำพระทัยพระบิดาของเราผู้ซึ่งทรงสถิตในสวรรค์ คนเป็นอันมากจะกล่าวแก่เราในวันนั้นว่า พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์ทั้งหลายได้พยากรณ์ในพระนามของพระองค์มิใช่หรือ*?*และในพระนามของพระองค์ได้ขับผีออกหลายตนมิใช่หรือ*?*และในพระนามของพระองค์ได้กระทำการงานมหัศจรรย์เป็นอันมากมิใช่หรือ*?*และในเวลานั้นเราจะกล่าวยอมรับแก่พวกเขาว่า*‘*เราไม่เคยรู้จักพวกเจ้าเลย จงไปเสียให้พ้นจากเรา พวกเจ้าที่กระทำความชั่วช้า*” *(มัทธิว 7: 20-23)

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1946 การฟื้นฟูการเยียวยารักษาโรคอันยิ่งใหญ่ได้เริ่มต้นขึ้นมาในสหรัฐอเมริกา ผู้รับใช้หนุ่มที่ถ่อมใจท่านหนึ่งที่ได้รับการแต่งตั้งโดย ดร. รอย อี. เดวิส ในคริสตจักรแบ๊บติสต์ ชื่อ    วิลเลี่ยม บรานฮาม (1965) แห่งเมืองเจฟเฟอร์สันวิลล์ รัฐอินเดียนน่า ได้รับพระบัญชาจากพระเจ้าและเป็นหัวหอกในการฟื้นฟูครั้งยิ่งใหญ่ ศาสนาจารย์ กอร์ดอน ลินด์เซย์ รายงานในฐานะพยานที่มองเห็นด้วยตาได้และในฐานะผู้ที่มีส่วนร่วมกับชายที่ถ่อมใจท่านนี้เป็นเวลาหลายปีในหนังสือของเขา << วิลเลี่ยม บรานฮาม – ผู้ที่พระเจ้าทรงใช้มา >> สิ่งที่น่าอัศจรรย์ทั้งหลาย เขาเป็นพยานในการเห็นบรรดาหมายสำคัญและการอัศจรรย์อย่างเดียวกันในพันธกิจของเขาตามที่บันทึกไว้ในยุคสมัยของพระเยซูคริสต์และเหล่าอัครสาวก คนตาบอดมองเห็นได้, คนง่อยเดินได้ และการเยียวยารักษาโรคทุกรูปแบบได้เกิดขึ้น แม้กระทั่งพวกกรณีโรคมะเร็งในขั้นสุดท้าย ในหนังสือเล่มนี้ฉบับที่สองภาษาเยอรมัน สำนักพิมพ์<< Mehr Licht >> ในเมืองฮัมบูร์ก ได้พิมพ์ซ้ำบันทึกย่อของ ดร. ไดเบลิอัส บิชอปแห่งคริสตจักรเยอรมัน อิแวนจิเลเคิล ลูเทอแรน ในหน้า 4  ดังต่อไปนี้: **“****ขอบคุณมากจากใจสำหรับความกรุณาในการส่งหนังสือที่น่าสนใจเกี่ยวกับผู้ประกาศข่าวประเสริฐ** **วิลเลี่ยม** **บรานฮาม** **ซึ่งได้แปลอย่างคล่องแคล่วมาก**** ****สำหรับพวกเรา** **ลักษณะนี้เป็นเรื่องแปลกเล็กน้อยตามที่ฝึกฝนมาโดยชาวอเมริกัน**** ****บางทีมันอาจจะเป็นเรื่องดีที่วิญญาณอื่นเข้ามาในการปฏิบัติการประกาศข่าวประเสริฐของพวกเรา** **ดังนั้นผมจึงสนับสนุนแผนของท่านที่จะเชิญบรานฮามมายังเยอรมนีอีกด้วยเช่นกัน****”**

พันธกิจที่โดดเด่น มีฤทธิ์อำนาจ และได้รับการพิสูจน์จากพระเจ้าแล้วนั้นได้ให้เหตุผลที่พวกผู้ประกาศข่าวประเสริฐจำนวนมากเริ่มต้นพันธกิจที่คล้ายกันของพวกเขา หลายคนได้จัดตั้งสมาคมการประกาศข่าวประเสริฐของพวกเขา, พวกนักธุรกิจพระกิตติคุณสมบูรณ์, พวกการเคลื่อนแบบคาริสเมติคและอีกหลายคนมีการเริ่มต้นของพวกเขา ถ้าหากใครมองใกล้ๆ ที่สิ่งต่างๆ การผสมผสานทางศาสนามีมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา มันกล่าวได้ว่า “พระคริสต์ทรงอยู่ที่นี่ พระคริสต์ทรงอยู่ที่นั่น” แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีคริสตจักรใดได้เข้ามาในการดำรงอยู่ซึ่งสามารถเปรียบเทียบกับคริสตจักรเริ่มแรกได้

ด้วยการมีพวกคำสอนเดียวกัน, การปฏิบัติและการพิสูจน์ตามข้อพระคัมภีร์ ตอนนี้พวกเราต้องการตอนท้ายของ << ช่วงยุคพันธสัญญาใหม่ >> การเคลื่อนอันทรงพลังโดยตรงของพระเจ้าโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ในการที่สมาชิกทุกคนในคริสตจักรเจ้าสาวของพระคริสต์จะเติบโตและมีประสบการณ์ความสำเร็จของพวกเขาในพระคริสต์ เป้าหมายของพระเจ้าคือ พระคริสต์จะมีคริสตจักรในตอนท้ายซึ่งเหมือนกับในตอนเริ่มต้นจริงๆ อะไรที่เคยเกิดขึ้นแล้วจะเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้งหนึ่ง

ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคริสตจักรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่จะต้องถูกนำกลับเข้าไปสู่สภาพดั้งเดิม ช่วงเวลาแห่งความสดใหม่และการฟื้นฟูทั้งหมดได้รับการสัญญาไว้ก่อนการกลับมาของพระคริสต์ (กิจการ 3: 19-21 และอื่นๆ) ใครก็ตามที่เป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักรของพระเยซูคริสต์จะไม่ถูกดำเนินออกไปจากความกระตือรือร้นทางศาสนาซึ่งมักจะรวมกับการหลอกลวง แต่จะค้นหาข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เพื่อค้นหาพระสัญญาที่ให้ไว้ในเวลานี้และเชื่อเหมือนกัน ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงกระทำอะไรก็ตาม พระองค์จะทรงกระทำตามพระวจนะของพระองค์เสมอ ก่อนที่พวกเราจะอธิษฐานว่า “น้ำพระทัยเจ้าจะสำเร็จ...” พระประสงค์ของพระเจ้าต้องถูกเปิดเผยให้พวกเราเห็นจากพระวจนะเองโดยพระวิญญาณ นี่ไม่ใช่เวลาสำหรับพวกคนพิเศษ นี่คือเวลาของพระเจ้า เวลาแห่งพระวจนะของพระเจ้า – ความจริง จากการเปิดเผยนี้ทุกคนมีความเป็นไปได้ที่จะพิสูจน์ว่า ความเชื่อเป็นไปตามข้อพระคัมภีร์หรือว่าความเชื่อเป็นไปตามหลักคำสอนของคริสตจักร ตอนนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องค้นหาการเชื่อมต่อกับการเคลื่อนของพระเจ้าครั้งสุดท้ายก่อนการกลับมาของพระเยซูคริสต์


## Chapter navigation

- [Previous chapter](https://nasa.misia.sk/book_chapters/4766.md)
- [Book contents](https://nasa.misia.sk/books/1756.md)
- [Next chapter](https://nasa.misia.sk/book_chapters/4768.md)

## Available translations

- [ไทย (Thai)](https://nasa.misia.sk/book_chapters/4767.md)

## Source

- [Canonical HTML page](https://nasa.misia.sk/book_chapters/4767)
- [Markdown representation](https://nasa.misia.sk/book_chapters/4767.md)
