---
type: BookChapter
work_id: '275'
book_url: https://nasa.misia.sk/books/1756
book_markdown_url: https://nasa.misia.sk/books/1756.md
language: th
position: 17
canonical_url: https://nasa.misia.sk/book_chapters/4775
markdown_url: https://nasa.misia.sk/book_chapters/4775.md
markdown_source: converted
updated_at: '2020-09-03T21:01:51Z'
translations:
  th: https://nasa.misia.sk/book_chapters/4775.md
---

# คริสต์ศาสนาตามประเพณี - ความจริง หรือ การหลอกลวง

## บทที่ 15 - พระเยซูทรงเป็นพระเจ้า

ในการประชุมฟื้นฟูทั้งหลาย เมื่อใดก็ตามที่มาถึงบรรยากาศอันดี มีการเน้นย้ำว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า แต่สิ่งที่พวกคนเหล่านี้คิดจริงๆ นั้นมันไม่ชัดเจน เมื่อพวกเขากล่าวคำนี้ ตามข้อพระคัมภีร์นั้นถ้าหากใครพูดว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า เขาต้องอ้างถึงพระองค์ในฐานะที่ทรงเป็นพระเจ้า ถ้าหากไม่ใช่ การเปิดเผยสำแดงที่แท้จริงก็ยังขาดอยู่ เมื่อพระเยซูได้รับการอธิบายไว้ในความเป็นมนุษย์ของพระองค์ พวกเราเห็นพระองค์ทรงเคียงข้างพระเจ้า กล่าวคือในฐานะที่ทรงเป็นผู้เผยพระวจนะและบุตรมนุษย์ที่ไม่สามารถทำอะไรด้วยตัวพระองค์เองได้ “แท้จริงแล้วอิสยาห์แก่ท่านว่า *“**แท้จริงแล้วเรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายว่า พระบุตรจะกระทำสิ่งใดตามใจเองไม่ได้ นอกจากสิ่งที่พระบุตรทรงเห็นพระบิดากระทำ เพราะสิ่งใดก็ตามที่พระบิดาทรงกระทำ สิ่งเหล่านี้พระบุตรก็ทรงกระทำด้วยเหมือนกัน …* *เราจะทำสิ่งใดตามอำเภอใจของตนเองไม่ได้ เราได้ยินอย่างไร เราก็พิพากษาอย่างนั้น และการพิพากษาของเราก็ยุติธรรม เพราะเราไม่หาโอกาสที่จะทำตามความประสงค์ของเราเอง แต่ตามพระประสงค์ของพระบิดาผู้ซึ่งได้ทรงส่งเรามา*                                       " (ยอห์น 5: 19+30) แน่นอนว่าพวกเราไม่มีผู้ทรงรอบรู้และผู้ทรงสัพพัญญูที่นี่ ผู้ทรงฤทธานุภาพ และเป็นผู้ที่ไม่สามารถช่วยตนเองได้ในพระลักษณะของพระเจ้า นอกจากการเป็นมนุษย์ของพระเยซูคริสต์ผู้ที่ไม่ได้ทำตามประสงค์ของพระองค์เอง นอกจากทรงทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า

ข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายยังได้บรรยายถึงพระองค์ในฐานะที่ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงสามารถให้ถ้อยคำอันน่าเกรงขามได้ว่า *“**ฤทธานุภาพทั้งสิ้นทรงมอบไว้แก่เราแล้ว ทั้งในสวรรค์และในแผ่นดินโลก”*(มัทธิว 28: 18) ในความเป็นมนุษย์ของพระองค์ พระเยซูถูกเรียกในฐานะที่ทรงเป็นผู้เผยพระวจนะ, ทรงเป็นคนกลาง, ทรงเป็นทนาย, ทรงเป็นบุตรมนุษย์ ฯลฯ ดังนั้นแล้วพระองค์จึงทรงปรากฏให้เห็นเคียงข้างพระเจ้า ดังนั้นสเทเฟนจึงได้เห็นพระองค์ *“...**ได้เขม้นดูสวรรค์ และเห็นสง่าราศีของพระเจ้า และพระเยซูทรงยืนอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า”* (กิจการ 7:55) สเทเฟนได้เห็นพระสิริอันเหนือธรรมชาติคือ เชกีนาห์ ในสง่าราศีนี้บุตรมนุษย์จะเสด็จมา: *“**เมื่อบุตรมนุษย์จะเสด็จมาในสง่าราศีของพระองค์ และบรรดาทูตสวรรค์อันบริสุทธิ์มาพร้อมกับพระองค์ เมื่อนั้นพระองค์จะประทับนั่งบนพระที่นั่งแห่งสง่าราศีของพระองค์”*(มัทธิว 25: 31)

มันจำเป็นต้องมีความรู้ที่ถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง พระเยซูมิใช่ทรงเป็นพระเจ้าเพียงเท่านั้น พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า เมื่อพระองค์ประสูติ พวกคนเลี้ยงแกะได้ยินการประกาศว่า *“...**มีพระผู้ช่วยให้รอดผู้หนึ่งบังเกิดมา ซึ่งเป็นพระคริสต์เจ้า”* (ลูกา 2: 11) นี่คือสิ่งที่เปาโลหมายถึงเมื่อเขาได้เขียนไว้ว่า *“...**และไม่มีผู้ใดสามารถพูดได้ว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า นอกจากโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์”* (1 โครินธ์ 12: 3ข) นั่นเป็นพระวิญญาณองค์เดียวกันอยู่เสมอ (ข้อที่ 4) พระเจ้าองค์เดียวกัน (ข้อที่ 5) พระเจ้าองค์เดียวกันจนถึงหนังสือเล่มสุดท้ายของพระคัมภีร์ไบเบิล *“**บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ผู้ได้ทรงสภาพอยู่ในกาลก่อน ผู้ทรงสภาพอยู่ในปัจจุบัน และผู้ซึ่งจะเสด็จมา”*(วิวรณ์ 4: 8) *“**พระองค์ทรงสมควร โอ ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ที่จะได้รับคำสรรเสริญ และพระเกียรติ และฤทธิ์เดช เพราะว่าพระองค์ได้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งปวง และสรรพสิ่งทั้งปวงนั้นดำรงอยู่และได้ถูกสร้างขึ้นตามชอบพระทัยของพระองค์”* (วิวรณ์ 4: 11)

โดยไม่คำนึงถึงการแสดงออกและคำอธิบายที่แตกต่างกันมากมายนั้น มีพระเจ้าองค์เดียวกันในการปฏิบัติเสมอ *“...**และมีเสียงดังหลายๆ เสียงในสวรรค์ โดยกล่าวว่า**“**ราชอาณาจักรทั้งหลายของโลกนี้ได้กลายเป็นราชอาณาจักรทั้งหลายขององค์พระผู้เป็นเจ้าของพวกเราแล้ว และเป็นของพระคริสต์ของพระองค์ และพระองค์จะทรงครอบครองตลอดไปเป็นนิตย์และเป็นนิตย์”* (วิวรณ์ 11: 15)

“และข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังในสวรรค์ โดยกล่าวว่า “บัดนี้ความรอด และฤทธิ์เดช และราชอาณาจักรของพระเจ้าของพวกเรา และอำนาจแห่งพระคริสต์ของพระองค์ได้มาถึงแล้ว ...” (วิวรณ์ 12: 10) “ข้าพระองค์ทั้งหลายขอบพระคุณพระองค์ โอ ข้าแต่พระเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ผู้ซึ่งทรงดำรงอยู่บัดนี้ และทรงดำรงอยู่ในกาลก่อน และจะเสด็จมาในอนาคต เพราะว่าพระองค์ได้ทรงรับฤทธานุภาพอันใหญ่ยิ่งของพระองค์ไว้สำหรับพระองค์แล้ว และได้ทรงครอบครอง” (วิวรณ์ 11: 17) ในที่สุดพวกเราก็ได้รับการบอกเล่าถึงผู้หนึ่งผู้นั้นที่จะครองราชย์

บรรดาผู้พิชิตที่ทะเลแก้วจะร้องเพลงสรรเสริญพระเมษโปดกด้วยถ้อยคำว่า *“**บรรดาพระราชกิจของพระองค์ใหญ่ยิ่งและมหัศจรรย์นัก ข้าแต่พระเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด วิถีทางทั้งหลายของพระองค์ยุติธรรมและเที่ยงตรง ข้าแต่พระองค์ พระมหากษัตริย์แห่งวิสุทธิชนทั้งหลาย”* (วิวรณ์ 15: 3)

ในวิวรณ์บทที่ 16 ได้ยินเสียงจากแท่นบูชาว่า *“**จริงอย่างนั้น พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด บรรดาการพิพากษาของพระองค์แท้จริงและชอบธรรม**”* (ข้อ 7)

ความลึกลับอันยิ่งใหญ่ของพระลักษณะของพระเจ้าจะยังคงเข้าใจยาก มันต้องเป็นแบบนั้นและเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าซึ่งพวกเรามิอาจจะเข้าใจได้อย่างเต็มที่หรือสามารถค้นหาพวกสิ่งที่ลึกที่สุดของพระเจ้าได้ พวกเขาอาจจะทำได้โดยได้รับการเปิดเผยสำแดงโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์เพียงเท่านั้นแต่ไม่เคยสามารถอธิบายได้ พระองค์ทรงประสงค์ให้พวกเราเข้ามาในการทรงสถิตของพระองค์ด้วยความเคารพและสรรเสริญพระองค์ตลอดนิรันดร์กาล

พระเยซูคริสต์ได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ ตอนเป็นพระกุมาร พระองค์ถูกนำเสนอและถูกถวายแด่พระเจ้าในพระวิหาร (ลูกา 2: 22-24)

แล้วสิเมโอนจึงอุ้มพระกุมารไว้ในแขนทั้งสองของท่าน *“…**และสรรเสริญพระเจ้า โดยทูลว่า พระเจ้า บัดนี้พระองค์ทรงให้ผู้รับใช้ของพระองค์จากไปเป็นสุขแล้วตามพระดำรัสของพระองค์”* (ลูกา 2: 28-29)

เมื่อพระบุตรตรัสในฐานะที่ทรงเป็นมนุษย์ พระองค์ตรัสว่า *“**พระบิดาทรงเป็นใหญ่กว่าเรา”* (ยอห์น 14: 28) เมื่อพระองค์ตรัสในฐานะที่ทรงเป็นพระเจ้า พระองค์ตรัสว่า *“**เรากับพระบิดาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”* (ยอห์น 10: 30) พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์, พระบุตรบนแผ่นดินโลก แต่พวกเรายังต้องมาสู่ความรู้ว่า *“...**พระบิดาทรงสถิตอยู่ในเรา และเราอยู่ในพระบิดา”* (ยอห์น 10: 38) ไม่ว่าจะทรงอยู่เคียงข้างหรือภายใต้หรือในพระบิดา ทั้งหมดนั้นล้วนถูกต้องกับถ้อยคำที่ว่า *“**ผู้ที่ได้เห็นเราก็ได้เห็นพระบิดาแล้ว ...”* (ยอห์น 14: 9)

อัครสาวกเปโตรได้บรรยายถึงพันธกิจของพระเยซูคริสต์เจ้าไว้ดังต่อไปนี้ว่า *“**พระเยซูแห่งนาซาเร็ธ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับการรับรองจากพระเจ้าในท่ามกลางพวกท่านโดยบรรดาการอัศจรรย์ และการมหัศจรรย์ และหมายสำคัญต่างๆ ซึ่งพระเจ้าได้ทรงกระทำโดยพระองค์นั้นในท่ามกลางพวกท่าน ตามที่พวกท่านเองทราบอยู่แล้วด้วย**;**พระองค์ผู้ทรงถูกมอบไว้โดยพระดำริที่กำหนดไว้แล้ว และการทรงทราบล่วงหน้าของพระเจ้า พวกท่านก็ได้จับ และโดยมืออันชั่วได้ตรึงที่กางเขนและประหารชีวิตเสีย ผู้ที่พระเจ้าได้ทรงบันดาลให้คืนพระชนม์ โดยทรงกำจัดบรรดาความเจ็บปวดแห่งความตายเสีย เพราะว่าเป็นไปไม่ได้ที่พระองค์จะถูกครอบงำด้วยความตายนั้น”* (กิจการ 2: 22-24) พระองค์ทรงเป็นมนุษย์ ในฐานะที่ทรงเป็นมนุษย์พระองค์ได้ทรงสิ้นพระชนม์ในร่างกายเนื้อหนังของพระองค์ โดยการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ พระองค์ได้ทรงชนะความตายและได้ประทานโอกาสให้พวกเรามีความเป็นไปได้ที่จะถูกเปลี่ยนจากร่างกายเนื้อหนังนี้ให้มีลักษณะเหมือนพระกายแห่งการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์

อัครสาวกเปโตรเขียนต่อไปอีกว่า *“**พระเจ้า (พระยาห์เวห์)* *ได้ตรัสกับพระเจ้า (**Yahshua**) ของข้าพเจ้าว่า ท่านจงนั่งที่ขวามือของเรา* *จนกว่าเราจะกระทำให้บรรดาศัตรูของท่านเป็นแท่นรองเท้าของท่าน**เหตุฉะนั้น จงให้วงศ์วานแห่งอิสราเอลทั้งสิ้นทราบอย่างแน่นอนเถิดว่า พระเจ้าได้ทรงยกพระเยซูองค์เดียวกันนี้ ซึ่งพวกท่านได้ตรึงไว้ที่กางเขน ให้เป็นทั้งพระเจ้าและเป็นพระคริสต์”* (กิจการ 2: 34-36)

อัครสาวกเปาโลได้กล่าวไว้ว่า “แต่พวกเรากล่าวพระสติปัญญาของพระเจ้าในข้อลึกลับ คือพระสติปัญญาซึ่งทรงซ่อนไว้นั้น ซึ่งพระเจ้าได้ทรงแต่งตั้งไว้ก่อนสร้างโลกให้เป็นสง่าราศีของพวกเรา ซึ่งไม่มีผู้ใดในพวกเจ้านายของโลกนี้ได้รู้จักพระสติปัญญานั้น เพราะว่าถ้าพวกเขาได้รู้จักพระสติปัญญานั้นแล้ว พวกเขาก็คงจะไม่ตรึงองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งสง่าราศีไว้ที่กางเขน” (1 โครินธ์ 2: 7-8)

ในบทที่ 6 เขาเขียนถึงชาวโครินธ์ว่า “และพระเจ้าได้ทรงชุบองค์พระผู้เป็นเจ้าให้เป็นขึ้นมาใหม่ และจะทรงชุบพวกเราให้เป็นขึ้นมาใหม่โดยฤทธิ์เดชของพระองค์เองด้วย” (ข้อที่ 14)

ผู้ใดก็ตามที่กลับใจมาเชื่อพระคริสต์ไม่หันไปหาพระกุมารเยซูในเปลหรือกับผู้ที่อยู่ในอ้อมแขนของมารีย์ แต่ต่อพระองค์ผู้ที่ทรงถูกตรึงกางเขนและได้ทรงสิ้นพระชนม์และทรงฟื้นคืนพระชนม์อีกครั้งหนึ่ง พระเจ้าก็ยังทรงได้รับการกล่าวถึงในฐานะที่ทรงเป็นพระวิญญาณด้วยเช่นกันเช่นเดียวกับยอห์น 4: 24 ประกาศว่า พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ “บัดนี้พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณนั้น และพระวิญญาณของพระเจ้าทรงอยู่ที่ไหน เสรีภาพก็มีอยู่ที่นั่น“ (2 โครินธ์ 3: 17) อัครสาวกกล่าวต่อไปว่า “แต่พวกเราทุกคน โดยไม่มีผ้าคลุมหน้าแล้ว เหมือนอย่างดูในกระจกเงาซึ่งกำลังมองดูสง่าราศีขององค์พระผู้เป็นเจ้า กำลังถูกเปลี่ยนแปลงให้เป็นตามพระฉายอันเดียวกันจากสง่าราศีไปสู่สง่าราศี คือโดยพระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อที่ 18)

สำหรับบางคนนี่อาจจะเป็นปริศนาที่ประกอบกันไม่ได้ สำหรับคนอื่นๆ มันกลมกลืนและสมบูรณ์แบบโดยสิ้นเชิง ใน 2 โครินธ์ 4 อ. เปาโลเขียนเกี่ยวกับสง่าราศีของพระคริสต์ผู้ทรงเป็นพระฉายแท้จริงของพระเจ้าแล้วนำมาจนถึงจุดสุดยอด: “ด้วยว่าพวกเราไม่ได้ประกาศพวกเราเอง แต่ประกาศพระเยซูคริสต์ว่าทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และพวกเราเองเป็นผู้รับใช้ทั้งหลายของพวกท่านเพราะเห็นแก่พระเยซู เพราะว่าพระเจ้า ผู้ได้ตรัสสั่งความสว่างให้ส่องแสงออกมาจากความมืด ได้ทรงส่องสว่างเข้ามาในใจทั้งหลายของพวกเรา เพื่อประทานความสว่างของความรู้แห่งสง่าราศีของพระเจ้าในพระพักตร์ของพระเยซูคริสต์” (ข้อ 5-6)

 


## Chapter navigation

- [Previous chapter](https://nasa.misia.sk/book_chapters/4774.md)
- [Book contents](https://nasa.misia.sk/books/1756.md)
- [Next chapter](https://nasa.misia.sk/book_chapters/4776.md)

## Available translations

- [ไทย (Thai)](https://nasa.misia.sk/book_chapters/4775.md)

## Source

- [Canonical HTML page](https://nasa.misia.sk/book_chapters/4775)
- [Markdown representation](https://nasa.misia.sk/book_chapters/4775.md)
