---
type: BookChapter
work_id: '275'
book_url: https://nasa.misia.sk/books/1756
book_markdown_url: https://nasa.misia.sk/books/1756.md
language: th
position: 26
canonical_url: https://nasa.misia.sk/book_chapters/4784
markdown_url: https://nasa.misia.sk/book_chapters/4784.md
markdown_source: converted
updated_at: '2020-09-03T21:01:57Z'
translations:
  th: https://nasa.misia.sk/book_chapters/4784.md
---

# คริสต์ศาสนาตามประเพณี - ความจริง หรือ การหลอกลวง

## บทที่ 24 - การบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า

พวกคนเหล่านั้นผู้ที่มีประสบการณ์ความรอดอย่างแท้จริงยืนยันการสนทนาของพวกเขาด้วยการรับบัพติศมาในน้ำโดยการจุ่มให้มิดตามพระคัมภีร์ไบเบิลในพระนามพระเยซูคริสต์เจ้า ด้วยวิธีนี้บุคคลหนึ่งจึงยืนยันและรับทราบพันธสัญญาในพันธสัญญาใหม่ต่อพระเจ้า แล้วคำตอบที่พระเจ้าประทานให้แก่ผู้ที่เชื่อคือโดยการบัพติศมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ นี่เป็นประสบการณ์เหนือธรรมชาติที่บรรดาผู้เชื่อแท้ตั้งแต่วันเพนเทคอสต์นั้นได้รับแล้ว สามารถเขียนเล่มได้ในหัวข้อนี้ ในการเปิดเผยเรื่องนี้พวกเราสามารถสัมผัสจุดสำคัญบางประเด็นได้คร่าวๆ เพียงเท่านั้น ก่อนอื่นพวกเราต้องยอมรับพระสัญญาทั้งหลายที่ให้ไว้ล่วงหน้าเกี่ยวกับการรับพระวิญญาณบริสุทธิ์ ตัวอย่างเช่น เปโตรในวันเพนเทคอสต์โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้กล่าวถึงคำเผยพระวจนะของโยเอลซึ่งกำลังจะสำเร็จ

ไม่มีใครสามารถสร้างหรือมีอิทธิพลต่อประสบการณ์นี้ได้ มันเป็นการกระทำเหนือธรรมชาติทั้งหมดที่ได้รับจากพวกคนเหล่านั้นผู้ที่พบพระคุณในสายพระเนตรของพระเจ้า อัครสาวกเปโตรกล่าวว่า “*แต่สิ่งนี้เป็นสิ่งซึ่งถูกกล่าวไว้โดยผู้เผยพระวจนะโยเอลว่า และต่อมาในวันสุดท้าย พระเจ้าตรัสว่า เราจะเทพระวิญญาณของเรามาบนเนื้อหนังทั้งสิ้น และบุตรชายบุตรสาวของพวกเจ้าจะพยากรณ์ และพวกคนหนุ่มของพวกเจ้าจะเห็นนิมิตทั้งหลาย และพวกคนชราของพวกเจ้าจะฝันความฝันต่างๆ*” (กิจการ 2: 16-17) คำศัพท์คำว่า "ในวันสุดท้าย" อ้างถึงสองพันปีสุดท้ายนั้นดั่งที่ วันเดียวกับพระเจ้าเหมือนหนึ่งพันปี (2 เปโตร 3: 8) สิ่งนี้สอดคล้องกับยุคสมัยของพวกคนต่างชาติ

ประสบการณ์นี้เป็นสิ่งที่เหนือธรรมชาติและดังนั้นจึงมาพร้อมกับสิ่งที่เหนือธรรมชาติซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับความสามารถ, ของประทาน หรือพรสวรรค์ธรรมชาติใดๆ เลย โดยการเทของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ของประทานฝ่ายวิญญาณทั้งเก้าถูกวางไว้ในพระกายของพระคริสต์ตามที่แสดงไว้ใน 1 โครินธ์ 12: 4-11 พระวิญญาณบริสุทธิ์องค์เดียวกันที่ทำการงานภายในคริสตจักรนั้นยังทำให้เกิดผลเก้าประการของพระวิญญาณในชีวิตของพวกคนเหล่านั้นผู้ที่ได้รับประสบการณ์นั้น (กาลาเทีย 5: 22-23) ที่ซึ่งพระวิญญาณของพระเจ้าทรงสถิตอยู่จริง ก็จะมีของประทานทั้งหลายและผลของพระวิญญาณทั้งหลายซึ่งชีวิตและการดำรงอยู่ของพระเยซูคริสต์ได้ปรากฏสำแดงผ่านทางผู้เชื่อ พวกเราไม่สามารถลงรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้ของประทานทั้งหลายได้ อย่างไรก็ตามเช่นเดียวกับพันธกิจห้าประการ พวกเขาก็ยังถูกนำไปวางไว้ในคริสตจักรด้วยเพื่อสร้างพระกายของพระคริสต์

ในพันธสัญญาเดิม พระเจ้าได้ทรงสัญญาว่าจะเทพระวิญญาณของพระองค์ และในพันธสัญญาใหม่บอกพวกเราว่า พระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระเจ้าคือพระองค์ผู้ที่ให้บัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และไฟ (มัทธิว 3: 11) ลูกาบันทึกการประกาศนี้โดยยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาได้ให้ข้อความต่อไปนี้ไว้ว่า “*แท้จริง ข้าพเจ้าให้ท่านทั้งหลายรับบัพติศมาด้วยน้ำ แต่จะมีพระองค์ผู้หนึ่งที่ทรงมีฤทธิ์ยิ่งกว่าข้าพเจ้าเสด็จมา ผู้ซึ่งข้าพเจ้าไม่คู่ควรที่จะแก้สายฉลองพระบาทของพระองค์ พระองค์นั้นจะทรงให้ท่านทั้งหลายรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และด้วยไฟ*” (ลูกา 3: 16) คำศัพท์คำว่า “บัพติศมา” ใช้สำหรับการบัพติศมาทั้งสอง หนึ่งในน้ำและหนึ่งในพระวิญญาณ พวกเรารับบัพติศเข้าสู่พระกายของพระคริสต์และได้รับตราประทับโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์องค์เดียวกัน ดังที่ยอห์นได้ให้บัพติศมาโดยการจุ่มให้มิดลงในน้ำดังนั้นบรรดาผู้เชื่อจะต้องจุ่มให้มิดอยู่ในความไพบูลย์ของพระวิญญาณบริสุทธิ์

ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับแผนการแห่งความรอดมีศูนย์กลางในพระคริสต์ พระองค์ทรงเป็นประเด็นหลักในแผนการแห่งความรอดและในพระองค์ พระเจ้าได้ทรงสร้างจุดเริ่มต้นใหม่ พระองค์ทรงเป็นบุตรหัวปี ซึ่งพระวิญญาณเสด็จมาเพื่อว่าพระวิญญาณองค์เดียวกันสามารถเสด็จมาเหนือทุกคนที่อยู่ในประเภทเดียวกันของบุตรหัวปีได้ว่า “*บัดนี้เมื่อบรรดาคนทั้งหลายรับบัพติศมาแล้ว ต่อมา พระเยซูก็ทรงรับบัพติศมาด้วย และเมื่อทรงอธิษฐานอยู่ ฟ้าสวรรค์ก็แหวกออก และพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงรูปสัณฐานดุจนกเขาเสด็จลงมาบนพระองค์* ...” (ลูกา 3: 21-22) พระเยซูบุตรมนุษย์ขณะที่พระองค์อธิษฐาน สวรรค์ได้เปิดออกและพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เสด็จลงมาในสัณฐานรูปนกพิราบอย่างเห็นได้ชัด พระวิญญาณของพระเจ้าทรงเคลื่อนผ่านไปบนผิวน้ำในปฐมกาลเริ่มแรก (ปฐมกาล บทที่ 1) พระวิญญาณของพระเจ้าจริงๆ แล้วไม่มีรูปร่างแต่ทรงสามารถปรากฏสำแดงพระองค์เองได้และทรงปรากฏพระองค์ในรูปแบบใดๆ ที่พระองค์ทรงเลือกก็ได้

สัญลักษณ์ของนกพิราบนั้นเข้าใจได้ง่ายเช่นเดียวกับสัญลักษณ์ของลูกแกะ พระบุตรของพระเจ้าไม่ได้มีรูปร่างเหมือนลูกแกะ แต่พระองค์ทรงดำเนินตรงขึ้นมาเหมือนมนุษย์ทุกคน โดยสัญลักษณ์นี้ ความหมายอันศักดิ์สิทธิ์คือแสดงให้เห็นในมุมมองของการไถ่ ลูกแกะที่เป็นเครื่องถวายบูชานั้นอ่อนโยนที่สุดในบรรดาสัตว์ทั้งหลาย และนกเขาไม่มีน้ำดีและมันทำให้ตัวเองให้สะอาดได้จากภายใน นานมาแล้วโนอาห์ปล่อยนกพิราบออกจากเรือเพื่อจะหาสถานที่หยุดพัก พระวิญญาณของพระเจ้ามีสัญลักษณ์ในรูปนกพิราบขณะที่พระองค์เสด็จลงมาบนพระเมษโปดกของพระเจ้าเพื่อจะหยุดพักบนพระองค์ พระเจ้าทรงสามารถปรากฏสำแดงพระองค์เองได้หลากหลายรูปแบบและยังคงทรงเหมือนเดิมตลอดไป

พระเจ้าไม่ใช่ชายชราที่มีเครายาวอย่างที่คนหลายคนจินตนาการ ผู้เผยพระวจนะดาเนียลเห็นพระองค์เช่นนี้ในสมัยโบราณในการเชื่อมโยงกับการพิพากษา (7: 9-14) เพราะพระองค์มิได้อยู่ภายใต้กระบวนการของเวลา พระองค์มิอาจจะทรงชราได้ เมื่อพระองค์ทรงสำแดงพระองค์เองในฐานะที่เป็นผู้พิพากษาเพียงเท่านั้นด้วยด้วยสิทธิอำนาจและศักดิ์ศรีของพระองค์คือพระองค์ได้ทรงเปิดเผยสำแดงให้ดาเนียลได้เห็นพระองค์ สามารถอ่านคำอธิบายเดียวกันได้ในวิวรณ์ บทที่ 1 เมื่อยอห์นเห็นบุตรมนุษย์ในลักษณะของผู้เผยพระวจนะดาเนียลได้เห็นยุคโบราณ “*พระเศียรของพระองค์และพระเกศาของพระองค์ขาวเหมือนขนแกะ ขาวเหมือนหิมะ และพระเนตรของพระองค์เหมือนเปลวเพลิง*” (วิวรณ์ 1: 14)

การได้เห็นวิธีต่างๆ ที่พระเจ้าได้ทรงสำแดงด้วยพระองค์เองนั้นมันท่วมท้น พระวิญญาณของพระเจ้าได้เสด็จลงมาบนบรรดาผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมด้วยการเจิม และการดลใจพวกเขา ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมานั้นได้บันทึกไว้ว่า เขาเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา (ลูกา 1: 15) พวกเราได้รับการบอกเล่าว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตอยู่กับสิเมโอน (ลูกา 2: 25-26) พวกเราอ่านเกี่ยวกับเศคาริยาห์ว่า“... *เขาเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์*” (ลูกา 1: 67) ก่อนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเทลงมานั้น พระเยซูเจ้าได้ประทานบัญญัติทั้งหลายให้แก่บรรดาอัครสาวกผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ (กิจการ 1: 2)

พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงกระทำพระราชกิจหลายวิธี พระองค์ตรัส, พระองค์ทรงเปิดเผยสำแดง, พระองค์ทรงทำนาย, พระองค์ทรงสอน, และทรงกระทำการอื่นๆ  พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดจากพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นก็ทรงเป็นบุตรมนุษย์ด้วย ในตอนต้นของพันธกิจของพระองค์นั้นพระองค์ก็ทรงได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นบรรดาผู้ที่ได้รับการไถ่ซึ่งได้บังเกิดจากพระวิญญาณองค์เดียวกันนั้นก็ได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ในฐานะที่พวกเขาถูกกำหนดให้เป็นบรรดาบุตราและบุตรีของพระเจ้า ที่นั่นพระบุตรของพระเจ้าได้ทรงถูกกำหนดไว้ให้เข้าไปในพันธกิจของพระองค์ นอกจากนั้นที่นี่บรรดาบุตราและบุตรีของพระเจ้าก็ได้ถูกวางให้อยู่ในตำแหน่งนี้

บรรดาผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมนั้นได้รับการเจิมและได้รับการดลใจ นอกจากนั้นพวกเขาได้บังเกิดเข้ามาในโลกนี้เหมือนพวกคนอื่นๆ ที่เหลือทั้งหมด ชนรุ่นใหม่ของพระเจ้าซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากพระเยซูคริสต์นั้นก็มีต้นกำเนิดมาจากสวรรค์ (1 โครินธ์ 15: 47) บนแผ่นดินโลกพวกเราเป็นเพียงแค่พวกแขกและพวกผู้แสวงบุญ สัญชาติของพวกเราอยู่ในบนเบื้องสูง ในหลายแห่งที่บรรดาผู้เผยพระวจนะนั้นได้เผยพระวจนะถึงการเสด็จมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระเยซูคริสต์เจ้ายังได้ตรัสถึงการเสด็จมาของผู้ปลอบประโลมใจอีกด้วยว่า “*แต่เมื่อผู้ปลอบประโลมใจเสด็จมาแล้ว ผู้ที่เราจะส่งมาหาท่านทั้งหลายจากพระบิดา คือพระวิญญาณแห่งความจริง ผู้ซึ่งทรงมาจากพระบิดา* ...” (ยอห์น 15: 26)

ในลัทธิไนซีอากล่าวว่า **“...****ผู้ที่มาจากพระบิดาและพระบุตร ..."** (F. Hauss , Väter der Christenheit , หน้า 40) พระวจนะของพระเจ้าให้คำพยานที่ชัดเจนมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อพระบุตรได้ทรงปรากฏสำแดงให้เป็นที่ประจักษ์ของพระเจ้าในมนุษย์ซึ่งทรงบังเกิดมาจากพระเจ้าในฐานะอิมมานูเอล ดังนั้นพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงทรงบังเกิดมาจากพระเจ้า ในทั้งสองกรณีนั้นมีการอ้างอิงถึงการบังเกิดว่ามาจากองค์เดียวกัน เพราะพระเจ้าทรงเป็นแหล่งที่มา -

แหล่งกำเนิด คำศัพท์ที่ว่า "จงถวายเกียรติแด่พระเจ้าพระบิดา และพระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ..“ ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาในภายหลังเนื่องจากไม่พบในข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์

ไม่มีสักครั้งเดียวที่พวกเราพบบันทึกไว้ในพระวจนะศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้รับการสรรเสริญ แม้แต่พระบุตรก็ไม่ทรงรับสง่าราศีใดๆ พระองค์ตรัสว่า “*เราไม่รับเกียรติจากมนุษย์คนใด*” (ยอห์น 5: 41) เมื่อพระองค์ตรัสกับเขาว่า “*ท่านอาจารย์ผู้ประเสริฐ ข้าพเจ้าจะต้องทำประการใดเพื่อจะได้ชีวิตนิรันดร์เป็นมรดก?**”**พระเยซูตรัสแก่คนนั้นว่า**“**ท่านเรียกเราว่าประเสริฐทำไมเล่า? ไม่มีผู้ใดประเสริฐนอกจากพระองค์ผู้เดียว นั่นคือพระเจ้า*” (ลูกา 18: 18-19) ในข้อสุดท้ายของบทสุดท้ายของพระธรรมโรม อัครสาวกเปาโลได้กำหนดแนวทางการนมัสการที่ถูกต้องว่า “*ขอสง่าราศีจงมีแด่พระเจ้าผู้ทรงพระปัญญาแต่องค์เดียวโดยทางพระเยซูคริสต์ สืบๆ ไปเป็นนิตย์ อาเมน*” (โรม 16:27)

เมื่อพระวิญญาณของพระเจ้าเริ่มจะจัดการกับบุคคล สามสิ่งหลักจะเกิดขึ้นตามที่ได้ถูกบันทึกไว้ใน ยอห์น 16: 7-11 ว่า “*แต่อย่างไรก็ตามเราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลาย**:**เป็นประโยชน์สำหรับท่านทั้งหลายที่เราจะจากไป**;**เพราะถ้าเราไม่จากไป ผู้ปลอบประโลมใจก็จะไม่เสด็จมายังท่านทั้งหลาย**;**แต่ถ้าเราจากไปแล้ว เราก็จะส่งพระองค์มายังท่านทั้งหลาย และเมื่อพระองค์นั้น**เสด็จมาแล้ว** พระองค์จะทรงตำหนิโลก**เรื่องบาป** และ**เรื่องความชอบธรรม** และ**เรื่องการพิพากษา***”

สามสิ่งเหล่านี้มิได้อยู่ในดุลยพินิจของพวกเรา ถ้าหากพระวิญญาณเสด็จมา พระองค์จะทรงเปิดตาของคนบาปก่อนเพื่อให้รู้ว่าบาปคืออะไร “… *เรื่องบาปนั้น เพราะพวกเขาไม่เชื่อในเรา**;**เรื่องความชอบธรรมนั้น เพราะเราไปหาพระบิดาของเรา และท่านทั้งหลายก็ไม่เห็นเราอีกต่อไป**;**เรื่องการพิพากษานั้น เพราะผู้ครองแห่งโลกนี้ถูกพิพากษาแล้ว*” มันเป็นความไม่เชื่อของบิดามารดาคู่แรกของพวกเราซึ่งนำไปสู่การไม่เชื่อฟังของพวกเขาและการล่วงละเมิด มันเป็นบาปแห่งความไม่เชื่อ—ไม่ใช่บาปมากมายซึ่งเป็นผลเพราะความไม่เชื่อ นอกจากบาปเดียวของความไม่เชื่อ—ที่ทำให้พวกเราแยกออกจากพระเจ้า การอ้างอิงพระคัมภีร์ไบเบิลสองข้อจะทำให้เรื่องนี้ชัดเจน พระเยซูตรัสว่า “*เหตุฉะนั้นเราจึงได้กล่าวแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลายจะตายในบาปทั้งหลายของพวกท่าน เพราะว่าถ้าท่านทั้งหลายมิได้เชื่อว่าเราเป็นผู้นั้น ท่านทั้งหลายก็จะตายในบาปทั้งหลายของพวกท่าน* ...” และ “*แท้จริงแล้วเรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายว่า ผู้ใดที่ฟังคำของเรา และเชื่อในพระองค์ผู้ได้ทรงส่งเรามานั้น ก็มีชีวิตนิรันดร์ และจะไม่เข้าสู่การปรับโทษ แต่ได้ผ่านพ้นจากความตายไปสู่ชีวิตแล้ว*” (ยอห์น 8: 24; ยอห์น 5: 24)

ทันทีที่พระวิญญาณของพระเจ้าทรงจัดการกับบุคคล พระองค์ทรงเริ่มต้นด้วยรากเหง้าดั้งเดิมของความชั่วร้าย — ไม่เชื่อในพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์ อัครสาวกยอห์นเขียนว่า “... *ผู้ที่ไม่เชื่อพระเจ้าก็ได้กระทำให้พระองค์เป็นผู้ตรัสมุสา* ...“ (1 ยอห์น 5: 10ข) ถ้าหากคนบางคนไม่เชื่อพระเจ้าและไม่รับสิ่งที่พระองค์ได้กระทำในพระเยซูคริสต์ มันทำให้พระองค์ทรงเป็นผู้ตรัสมุสา ในกรณีนี้บุคคลนั้นยืนบนอาณาเขตของปฏิปักษ์ เห็นด้วยกับเขา และแลกเปลี่ยนความเท็จเพื่อความจริง พระเจ้ามิอาจจะยอมรับสิ่งนี้ได้

ประการแรก พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเกลี้ยกล่อมคนบาปของบาปแห่งการไม่เชื่อและทรงนำเขามาสู่การกลับใจ แล้วขั้นที่สองของความชอบธรรมจะตามมาซึ่งนำเขาเข้าไปสู่ความชอบธรรมของพระเจ้า ประการที่สาม ความรู้ที่ว่า เจ้าชายแห่งโลกนี้ถูกพิพากษา — พระเจ้าได้ทรงประกาศการพิพากษาบนซาตานนั้นได้รับโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์องค์เดียวกัน ตามยอห์น บทที่ 12 เมื่อการพิพากษาสำเร็จโทษเหนือซาตาน ได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าเหมือนฟ้าร้องใหญ่ “*ฉะนั้นประชาชนที่ยืนอยู่ที่นั่น และได้ยินเสียงนั้น จึงกล่าวว่าเป็นฟ้าร้อง คนอื่นๆ กล่าวว่า ทูตสวรรค์องค์หนึ่งได้กล่าวกับพระองค์* *พระเยซูทรงตอบและตรัสว่า เสียงนี้ไม่ได้มาเพราะเหตุเรา แต่เพื่อเห็นแก่ท่านทั้งหลาย บัดนี้เป็นเวลาแห่งการพิพากษาโลกนี้ บัดนี้ผู้ครองแห่งโลกนี้จะถูกโยนทิ้งออกไปเสีย* …” (ยอห์น 12: 29-31) ซาตานซึ่งบาปทั้งหมดมีต้นกำเนิดมานั้นได้รับการพิพากษาแล้ว หัวของงูมีรอยฟกช้ำ

ในวันเพนเทคอสต์ บรรดาผู้เชื่อที่ได้รับการชำระให้สะอาดและได้รับการชำระให้บริสุทธิ์แล้วในความจริงก็เต็มล้นไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทุกคนอาจจะอ่านสิ่งที่ได้เกิดขึ้นที่นั่นแล้ว มันเป็นจุดสูงสุดของแผนการแห่งความรอดอันศักดิ์สิทธิ์— หลังจากการตรึงกางเขน, การฟื้นคืนพระชนม์ และการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ การเทลงมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์เกิดขึ้นเพื่อคนทั้งปวงที่อยู่ที่นั่นจะไม่ลืม แต่จดจำผลกระทบของเหตุการณ์นี้ มันเพิ่งเกิดขึ้นในพระเจ้าได้ทรงกำหนดหนทางไว้ว่า “*และในทันใดนั้น มีเสียงหนึ่งมาจากฟ้าสวรรค์เหมือนอย่างเสียงลมแรงกล้า และเสียงนั้นก้องสนั่นทั่วบ้านหลังที่พวกเขากำลังนั่งอยู่นั้น*” (กิจการ 2: 2) ไม่ใช่สิ่งที่ได้ยินและรับรู้กันทั่วไปแต่สิ่งนั้นซึ่งต่อมาได้พูดซ้ำๆ กับบรรดาผู้เชื่อแท้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดว่า: “*และมีบรรดาลิ้นหลายแฉกเหมือนอย่างเปลวไฟปรากฏแก่พวกเขา และเปลวไฟนั้นมาอยู่บนพวกเขาแต่ละคน*“ (ข้อที่ 3) ไม่มีเวลาอื่นที่มันถูกบันทึกว่า เสียงเหมือนพายุมาจากสวรรค์ แต่ทุกครั้งที่บรรดาผู้เชื่อได้รับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และไฟ ผลลัพธ์ทั้งหลายก็คล้ายกับวันเพนเทคอสต์ “*และพวกเขาทุกคนก็เต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และตั้งต้นพูดด้วยภาษาต่างๆ ตามที่พระวิญญาณโปรดให้พวกเขาพูด*” (ข้อที่ 4)

ในวันเพนเทคอสต์ ปาฏิหาริย์เหนือธรรมชาติเกิดขึ้นสองครั้ง ประการหนึ่งคือ การที่บรรดาผู้เชื่อพูดภาษาอื่นๆ โดยพระวิญญาณ ในขณะที่อีกประการหนึ่งคือ พวกคนเหล่านั้นของบรรดาประชาชาติที่มายังกรุงเยรูซาเล็มเข้าใจสิ่งที่พูดในภาษาของพวกเขา “และพวกเขาทุกคนก็ประหลาดใจและอัศจรรย์ใจ โดยพูดกันว่า “*ดูเถิด คนเหล่านี้ทุกคนที่พูดนั้นเป็นชาวกาลิลีไม่ใช่หรือ?* *และเหตุไฉนพวกเราได้ยินพวกเขาทุกคนพูดในภาษาของพวกเราเอง จากที่ซึ่งพวกเราได้บังเกิดมา?*..." (ข้อที่ 7-8) ในวันเพนเทคอสต์ ของประทานของการตีความนั้นไม่มีความจำเป็น พระวิญญาณทรงทำการงานการแปล  พวกคนเหล่านั้นที่พูดและพวกคนเหล่านั้นที่ฟังก็อยู่ภายใต้การเจิมเดียวกัน ภายหลังของประทานแห่งการตีความได้ถูกกล่าวถึงในของประทานฝ่ายวิญญาณทั้งเก้า ปกติมันจะเป็นแบบนี้ สองคนหรืออย่างมากที่สุดสามคน พูดภาษาอะไรก็ได้ที่พระวิญญาณที่ทรงเลือก และจากนั้นผู้หนึ่งก็ให้การตีความได้ (1 โครินธ์ 14: 27-28)

โดยทางผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ พระเจ้าได้ทรงทำนายไว้ล่วงหน้าถึงเหตุการณ์ใหญ่นี้แล้วว่า “*เพราะด้วยริมฝีปากที่ตะกุกตะกักและภาษาอื่น พระองค์จะตรัสกับประชากรนี้* *ผู้ซึ่งพระองค์ได้ตรัสว่า นี่คือการหยุดพัก ซึ่งโดยการหยุดพักนี้พวกเจ้าสามารถทำให้คนเหน็ดเหนื่อยพักผ่อน และนี่คือความสดชื่น**ถึงกระนั้นพวกเขาไม่ยอมฟัง*” (อิสยาห์ 28: 11-12) ถึงแม้ว่าเมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ตรัสผ่านริมฝีปากมนุษย์ในวิธีเหนือธรรมชาติ บางครั้งก็ไม่ได้รับ ในวันนั้นที่โดดเด่น มีสองกลุ่มในที่ประชุม: “*และพวกเขาทุกคนก็ประหลาดใจ และกำลังสงสัยอยู่ โดยพูดกันว่า สิ่งนี้มีความหมายอะไร?* *คนอื่นๆ ที่เยาะเย้ยก็พูดว่า คนเหล่านี้เต็มไปด้วยเหล้าองุ่นใหม่*” (กิจการ 2: 12)

เปโตรมิได้ท้อใจกับเรื่องนี้ เขาได้ทำตามพระบัญชาและได้นำเสนอสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวกับแผนการแห่งความรอด ในคำพูดของเขานั้นเขาได้ไปถึงจุดสูงสุดและเป็นพยานว่า "*พระเยซูนี้พระเจ้าได้ทรงบันดาลให้คืนพระชนม์แล้ว พวกเราทุกคนเป็นพยานถึงเรื่องนี้* *เหตุฉะนั้น เมื่อทรงถูกยกขึ้นโดยพระหัตถ์ขวาของพระเจ้า และทรงได้รับพระสัญญาแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์จากพระบิดาแล้ว พระองค์จึงทรงเทฤทธิ์เดชนี้ลงมา ซึ่งบัดนี้พวกท่านเห็นและได้ยินแล้ว*” (กิจการ 2: 32-33) พระวิญญาณของพระเจ้าองค์เดียวกันผู้ที่ได้เสด็จลงมาบนพระบุตรของพระเจ้าก็เสด็จลงมาบนบรรดาบุตราและบุตรีที่ได้รับการไถ่แล้วทั้งหมดของพระเจ้าอีกด้วยเช่นกัน นับแต่วันสำคัญวันนั้น ประสบการณ์เดียวกันนี้กำลังถูกแบ่งปันกับประชากรของพระเจ้าทุกคน พระเจ้าทรงมีแผนการของพระองค์ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเสมอ

จากพระสัญญาที่นับไม่ถ้วนในข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย มีข้อเดียวเท่านั้นที่เรียกว่า พระสัญญาของพระบิดา เมื่อสิ้นสี่สิบวันหลังจากพระองค์ฟื้นคืนพระชนม์ พระเยซูของพวกเราได้ทรงสอนเหล่าสาวกของพระองค์ถึงสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาณาจักรของพระเจ้าและสิ่งที่พระองค์ได้ประทานให้แก่พวกเขานั้นเป็นบัญญัติ มิใช่เป็นเพียงข้อเสนอแนะที่ดีว่า “และเมื่อพระองค์ได้ทรงชุมนุมกันกับพวกเขา จึงกำชับพวกเขาว่า พวกเขาไม่ควรออกไปจากกรุงเยรูซาเล็ม แต่ให้คอยรับตามพระสัญญาของพระบิดา ซึ่งพระองค์ตรัสว่า “*ตามที่ท่านทั้งหลายได้ยินจากเรานั่นแหละ เพราะว่ายอห์นได้ให้รับบัพติศมาด้วยน้ำก็จริง แต่ท่านทั้งหลายจะรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์อีกไม่กี่วันนับจากนี้*” (กิจการ 1: 4-5)

ในขณะนั้น แม้แต่บรรดาอัครสาวกก็ยังไม่เข้าใจว่าพระเจ้าไม่เพียงแต่ทรงเกี่ยวข้องกับอิสราเอลเท่านั้นแต่รวมถึงประชาชาติอีกด้วย “... *พวกเขาจึงทูลถามพระองค์ โดยทูลว่า พระองค์เจ้าข้า ณ เวลานี้พระองค์จะทรงตั้งราชอาณาจักรขึ้นใหม่ให้แก่อิสราเอลหรือ**?**และพระองค์ตรัสแก่พวกเขาว่า ไม่ใช่ธุระของพวกท่านที่จะทราบเวลาหรือวาระทั้งหลาย ซึ่งพระบิดาได้ทรงกำหนดไว้ให้อยู่ในสิทธิอำนาจของพระองค์*“ (ข้อที่ 6-7) หลังจากถ้อยคำเหล่านี้ พระเจ้าผู้ฟื้นคืนพระชนม์ได้เสร็จสิ้นภารกิจของพระองค์แล้ว “*แต่พวกท่านจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช หลังจากพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาบนพวกท่าน และพวกท่านจะเป็นพยานฝ่ายเราทั้งในกรุงเยรูซาเล็ม และในแคว้นยูเดียทั้งหมด และในแคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแห่งแผ่นดินโลก*” (ข้อที่ 8)

การได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกันในฐานะอุปกรณ์สำหรับพันธกิจ— เพื่อประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ไปถึงปลายสุดของโลก บรรดาพยานที่แท้จริงของพระเยซูคริสต์ต้องมีประสบการณ์กับพระองค์ในฤทธานุภาพแห่งการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ และพวกเขาจะต้องจบลงด้วยสิทธิอำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในยุคต่างๆ ของบรรดาอัครสาวกและต่อมา พวกเขาเหล่านั้นผู้เชื่อก็มีประสบการณ์แบบเดียวกัน ประสบการณ์นี้เป็นของพวกคนเหล่านั้นบรรดาผู้ที่เชื่อ เมื่อเปาโลพบกลุ่มสาวกในเมืองเอเฟซัส เขาถามพวกเขาทันทีว่า “*พวกท่านได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้วตั้งแต่ท่านทั้งหลายได้เชื่อนั้นใช่ไหม?*” (กิจการ 19: 2)

บางคนสอนว่าบุคคลนั้นจะได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์โดยอัตโนมัติเมื่อมีการเลี่ยนแปลงมาเชื่อพระเจ้าโดยไม่ต้องมีประสบการณ์นี้จริงๆ อ. เปาโล ถามอย่างชัดแจ้งว่า พวกสาวกเหล่านั้นได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ภายหลังที่พวกเขาเชื่อแล้วหรือไม่? คำตอบคือ “*ไม่**พวกเรายังไม่เคยได้ยินด้วยซ้ำว่ามีพระวิญญาณบริสุทธิ์ใดบ้างหรือไม่* *และท่านกล่าวกับพวกเขาว่า ถ้าอย่างนั้นพวกท่านได้รับบัพติศมาอันใดเล่า**และพวกเขากล่าวว่า บัพติศมาของยอห์น**แล้ว อ. เปาโลกล่าวว่า แท้จริง ยอห์นให้รับบัพติศมาด้วยบัพติศมาแห่งการกลับใจใหม่ โดยกล่าวแก่ประชาชนว่า พวกเขาควรเชื่อในพระองค์ผู้ซึ่งจะเสด็จมาภายหลังท่าน นั่นคือในพระเยซูคริสต์ เมื่อพวกเขาได้ยินสิ่งนี้ พวกเขาก็รับบัพติศมาในพระนามของพระเยซูเจ้า และเมื่อเปาโลได้วางมือของท่านบนพวกเขาแล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็เสด็จลงมาบนพวกเขา และพวกเขาได้พูดด้วยภาษาต่างๆ และได้เผยพระวจนะ*” (กิจการ 19: 3-6) พวกคนเหล่านั้นผู้ที่เชื่อแล้วได้รับบัพติศมาในน้ำและด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์

ฟิลิปมีประสบการณ์การฟื้นฟูอันยิ่งใหญ่ในแคว้นสะมาเรียและจากนั้นก็มาถึงที่นั่น อัครสาวกเปโตรและยอห์น “*ผู้**ซึ่ง เมื่อท่านทั้งสองลงไปถึงแล้ว ก็อธิษฐานเผื่อพวกเขา เพื่อที่พวกเขาจะได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์*” (กิจการ 8: 15) บรรดาผู้ประกาศข่าวประเสริฐของศตวรรษที่ 20 มีพวกครูเสดครั้งใหญ่, ปลุกระดมมวลชน, รับการถวายใหญ่ และจากไป พวกเขามิได้เทศนาเกี่ยวกับการบัพติศมาตามพระคัมภีร์ไบเบิล และสิ่งที่พวกเขาอธิบายตามการเคลื่อนไหวของพระวิญญาณนั้นเป็นเพียงแค่อารมณ์และคงอยู่เพียงช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น พวกเขาสร้างบรรยากาศบางอย่าง และที่น่าเศร้า นั่นคือ สิ่งเท่าที่พวกเขาสามารถไปไกลได้เท่านั้น

พระเจ้าได้ทรงกระทำพระราชกิจกับเปโตรและคอร์เนลิอุสในวิธีเหนือธรรมชาติในเวลาเดียวกัน และได้ทรงนำคนของพระเจ้าเข้าไปในบ้านของนายร้อยผู้ยำเกรงพระเจ้า เมื่อเปโตรมาถึงจุดสูงสุดในคำเทศนาของเขาแล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ทรงเทลงมาบนคนทุกคนที่อยู่ที่นั่น “*และพวกที่ได้เข้าสุหนัตซึ่งเชื่อแล้วก็ประหลาดใจ คือทุกคนที่มาด้วยกันกับเปโตร เพราะว่าของประทานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ถูกเทลงมาบนพวกคนต่างชาติด้วย*” (กิจการ 10: 45) การบัพติศมาในน้ำและในพระวิญญาณได้รับการบันทึกไว้เป็นอย่างดีในคริสตจักรยุคแรกและลำดับที่ต่อเนื่องกันอาจจะแตกต่างกัน

เป็น​ที่​น่า​สังเกต​ว่า ​เปโตร​พูด​ถึง​เหตุ​การณ์​นี้​เมื่อ​พูดแก่ที่ประชุมในกรุงเยรูซาเล็มว่า “*และขณะที่ข้าพเจ้าตั้งต้นกล่าวนั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็เสด็จลงมาสถิตอยู่บนพวกเขา เหมือนได้เสด็จลงมาสถิตอยู่บนพวกเราในตอนต้นนั้น*” (กิจการ 11: 15) ในทุกจุดที่เกี่ยวกับชีวิตฝ่ายวิญญาณของพวกเรา พวกเราต้องกลับไปยังจุดเริ่มต้น ไปยังแบบพิมพ์สีน้ำเงินดั้งเดิม ปัจจุบันนี้สิ่งต่างๆ ไม่ชัดเจนอย่างที่เคยเป็นมา มีการใช้สูตรเดียวกันหรือคล้ายคลึงกัน แต่มิได้ทำตามประสบการณ์เดียวกันทั้งหลายเสมอไป

มันเป็นหลักฐานพิเศษซึ่งมาพร้อมกับการงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์ทรงเป็นผู้ปลอบประโลมใจ, ครูอาจารย์, ผู้ทรงนำไปสู่ความจริงทั้งปวง, ฯลฯ พระเยซูตรัสว่า “*เรายังมีอีกหลายสิ่งที่จะกล่าวแก่ท่านทั้งหลาย แต่เดี๋ยวนี้ท่านทั้งหลายยังไม่สามารถรับสิ่งเหล่านั้นได้ แต่เมื่อพระองค์ พระวิญญาณแห่งความจริง เสด็จมาแล้ว พระองค์จะทรงนำท่านทั้งหลายไปสู่ความจริงทั้งมวล เพราะพระองค์จะไม่ตรัสโดยพระองค์เอง แต่สิ่งใดก็ตามที่พระองค์จะทรงได้ยิน พระองค์จะตรัสสิ่งนั้น และพระองค์จะทรงแสดงให้ท่านทั้งหลายทราบถึงสิ่งเหล่านั้นที่จะมา**พระองค์จะทรงให้เราได้รับสง่าราศี เพราะว่าพระองค์จะทรงรับสิ่งที่เป็นของเรา และจะแสดงสิ่งนั้นแก่ท่านทั้งหลาย**สิ่งสารพัดที่พระบิดาทรงมีนั้นเป็นของเรา เหตุฉะนั้นเราจึงได้กล่าวว่า พระวิญญาณจะทรงเอาสิ่งที่เป็นของเรานั้น และจะแสดงสิ่งนั้นแก่ท่านทั้งหลาย*” (ยอห์น 16: 12-15)

สิ่งใดก็ตามที่เป็นของพระเจ้า พระคริสต์ได้ทรงไถ่ไว้เรียบร้อยแล้ว และดังนั้นมันจึงเป็นของพระองค์ และคนทุกคนที่เป็นของพระองค์ก็ได้รับพระวิญญาณของพระองค์ เพราะฉะนั้นมีเขียนไว้ว่า “... *บัดนี้ถ้าผู้ใดไม่มีพระวิญญาณของพระคริสต์ ผู้นั้นก็ไม่เป็นของพระองค์*” (โรม 8: 9) พระวิญญาณแห่งความจริงทรงสอนพวกเราทุกสิ่งทุกอย่างทั้งหมดที่มีอยู่ในพระวจนะของพระเจ้า พระองค์ทรงเปิดเผยความเชื่อมโยงทั้งหมดและประทานความเข้าใจของพระประสงค์และแผนการของพระเจ้า คนทั้งหลายทุกคนของพระเจ้าทุกคนยอมจำนนต่อการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ “*ด้วยว่าทุกคนที่ถูกนำพาโดยพระวิญญาณของพระเจ้า คนเหล่านั้นก็เป็นบุตรทั้งหลายของพระเจ้า*” (โรม 8: 14) พระวิญญาณของพระเจ้าทรงนำตามพระวจนะของพระเจ้าเสมอ

ในการฟื้นคืนพระชนม์ครั้งแรก — การเปลี่ยนแปลงของร่างกายมนุษย์ของพวกเรา พวกเราจำเป็นต้องมีฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ หากปราศจากสิ่งนี้ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะมีการเปลี่ยนแปลง “*แต่ถ้าพระวิญญาณของพระองค์ ผู้ได้ทรงชุบพระเยซูให้เป็นขึ้นมาจากความตายทรงสถิตอยู่ในพวกท่าน พระองค์ผู้ได้ทรงชุบพระคริสต์ให้เป็นขึ้นมาจากความตายแล้วนั้น จะทรงกระทำให้ร่างกายที่ต้องตายของพวกท่านเป็นขึ้นมาใหม่ด้วย โดยพระวิญญาณของพระองค์ที่ทรงสถิตอยู่ในพวกท่าน*” (โรม 8: 11) คำว่า “ถ้า” มักใช้โดยทั่วไป ถ้า ... ดังนั้น ถ้าไม่ ...? ที่นี่ความสำคัญของคำๆ นั้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว **ถ้า**พระวิญญาณทรงสถิตอยู่ในพวกเรา มัน**จะ**เกิดขึ้น **ถ้า**พระองค์**ไม่**ทรงสถิตอยู่ในพวกเรา มัน**ไม่สามารถ**เกิดขึ้นได้ – ร่างกายมนุษย์จะไม่ถูกเปลี่ยน อัครสาวกเปาโลเน้นความคิดดังต่อไปนี้ว่า “*ด้วยว่าความคาดหวังอันจริงจังของสิ่งทรงสร้างนั้นคอยท่าการสำแดงของบุตรทั้งหลายของพระเจ้า ...* *เพราะว่าสิ่งทรงสร้างนั้นเองจะได้รับการช่วยให้รอดพ้นจากการเป็นทาสแห่งความเปื่อยเน่า เข้าสู่เสรีภาพอันเปี่ยมสง่าราศีแห่งบุตรทั้งหลายของพระเจ้าด้วย ...**และไม่ใช่สิ่งทรงสร้างทั้งหมดเท่านั้น แต่พวกเราเองด้วย ซึ่งได้รับบรรดาผลแรกของพระวิญญาณ แม้แต่พวกเราเองก็ยังคร่ำครวญภายในตัวเราเอง โดยรอคอยการทรงรับเป็นบุตร คือการทรงไถ่ร่างกายของพวกเรา*” (โรม 8: 19-23)

บุตรหัวปีจำนวนมากมีผลแรกของพระวิญญาณ — ตราประทับของพระเจ้าและค่ามัดจำว่า มิใช่เพียงแต่จิตวิญญาณของพวกเขาจะได้รับการไถ่เพียงเท่านั้น แต่ร่างกายมนุษย์ของพวกเขาจะได้รับการเปลี่ยนแปลงอีกด้วยเช่นกันเมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จกลับมา พระวิญญาณบริสุทธิ์ยังได้รับการอธิบายในฐานะที่ทรงเป็นตราประทับและเป็นการเจิมด้วยว่า “*บัดนี้ผู้ซึ่งทรงตั้งพวกเราพร้อมกับพวกท่านไว้ในพระคริสต์ และได้ทรงเจิมพวกเราไว้นั้น ก็คือพระเจ้า ผู้ทรงประทับตราพวกเราไว้ และประทานค่ามัดจำของพระวิญญาณไว้ในใจทั้งหลายของพวกเราด้วย*“ (2 โครินธ์ 1: 21-22) พระเยซูคือพระคริสต์ ผู้ทรงได้รับการเจิม (กิจการ 3: 19-21; กิจการ 10: 38) คำว่า “พระคริสต์” ในตัวเองหมายถึง “ผู้ได้รับการเจิม” ดังนั้นบรรดาผู้เชื่อทุกคนที่ได้รับการเจิมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงถูกเรียกว่า "พวกคริสเตียน" ผู้ใดก็ตามที่ยังไม่ได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ตามแบบพระคัมภีร์ไบเบิลนี้ ผู้นั้นก็ยังไม่ได้รับการเจิมและการประทับตราอย่างเดียวกัน และจะพบว่าเป็นการยากที่จะโน้มน้าวคนบางคนให้มาคริสเตียนแท้ได้

ในอาณาจักรทุกแห่ง มีเชื้อสายสองชนิดที่แตกต่างกัน ดังนั้นเราจึงพบของปลอมและของจริงอยู่เสมอ พระเจ้าของพวกเรามิได้ทรงตักเตือนเกี่ยวกับพระ​เยซูเทียมเท็จทั้งหลาย นอกจากพระ​คริสต์เทียมเท็จทั้งหลายเท่านั้นผู้ซึ่ง​ได้​รับ​การ​เจิม​อย่าง​ผิดๆ และ​ถูก​อ้าง​ถึงว่าเป็นพวกผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จที่จะมาปรากฏตัวในวาระสุดท้ายอีกด้วย กล่าวคือ การเจิมยังพบได้ในพวกคนเหล่านั้นผู้ที่เป็นส่วนของระบบผู้ต่อต้านพระคริสต์ เนื่องจากพวกเขาต่อต้านพระวจนะในประเด็นหลักบางประการ และด้วยเหตุนี้ ในความเป็นจริงที่ต่อต้านพระคริสต์ว่า “*ด้วยว่าจะมีพระคริสต์เทียมเท็จและผู้พยากรณ์เท็จเกิดขึ้นหลายคน และจะแสดงบรรดาหมายสำคัญอันใหญ่และการมหัศจรรย์ทั้งหลาย จนกระทั่งถ้าเป็นไปได้ พวกเขาจะล่อลวงแม้คนที่ถูกเลือกสรรให้หลง*“ (มัทธิว 24: 24) พระเจ้าทรงเทพระวิญญาณของพระองค์ดุจฝนที่ตกลงมาเหนือมนุษย์ทั้งปวง การเน้นย้ำในกรณีนี้ไม่ใช่บนสายฝน แต่เป็นบนเมล็ดพืชซึ่งวางไว้อยู่ในพื้นขอใจมากกว่า “... *เพราะว่าพระองค์ทรงให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ขึ้นส่องสว่างแก่คนชั่วร้ายและแก่คนดี และให้ฝนตกแก่คนชอบธรรมและแก่คนอธรรม*” (มัทธิว 5: 45) มีพวกคนที่ได้รับการเจิมในยุคสุดท้ายที่มิอาจจะเปรียบเทียบกับพระวจนะของพระเจ้าได้ ดังกล่าวคือ เมื่อตอนปลายของศตวรรษแรกของคริสต์ศตวรรษที่เป็นมาแล้วว่า “*เขาเหล่านั้นได้ออกไปจากพวกเรา แต่เขาเหล่านั้นก็ไม่ได้เป็นของพวกเรา**;**เพราะว่าถ้าในตอนนั้นพวกเขาเป็นของพวกเรา พวกเขาก็คงอยู่กับพวกเราต่อไปแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย แต่พวกเขาได้ออกไปแล้ว เพื่อพวกเขาจะได้ปรากฏว่าพวกเขาหาได้เป็นของพวกเราทุกคนไม่*” (1 ยอห์น 2: 19)

ในมัทธิว 7: 21-23 พระเยซูของพวกเราทรงอธิบายถึงคนกลุ่มนี้ซึ่งใช้พระนามของพระองค์เพื่อกระทำการอันยิ่งใหญ่ทั้งหลาย แต่ไม่เคยยอมจำนนตนเองและไม่เคยกลายเป็นส่วนหนึ่งของแผนการของพระเจ้า และดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้รับการยอมรับจากพระองค์. ไม่ว่าเขาจะนึกถึงพวกนักเทศน์ทีวีผู้ยิ่งใหญ่, พวกกระแสคาริสเมติก, การงานอัศจรรย์ของพวกผู้ประกาศข่าวประเสริฐ และการเคลื่อนไหวต่างๆ ของวันนี้ ผู้ที่มิได้ยอมจำนนตนเองให้อยู่ภายใต้พระวจนะและนับถือพระคริสต์ในฐานะที่ทรงเป็นพระเศียร พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงรู้ได้ พวกเขาใช้พระนามของพระองค์ทุกแห่งที่จำเป็น นั่นคือทั้งหมด

“*ด้วยว่าพื้นแผ่นดินที่ได้ดูดดื่มน้ำฝนที่ตกลงมาบนพื้นแผ่นดินนั้นเนืองๆ และงอกขึ้นมาเป็นต้นผักทั้งหลายซึ่งเหมาะสำหรับคนทั้งหลายที่ได้พรวนดินนั้น ก็ได้รับพระพรจากพระเจ้า**แต่พื้นแผ่นดินที่งอกบรรดาหนามใหญ่และหนามย่อยก็ถูกปฏิเสธเสีย และเกือบจะถึงที่สาปแช่งแล้ว ซึ่งปลายทางของมันคือการถูกเผาไฟเสีย*” (ฮีบรู 6: 7-8) แค่อ้างสิทธิ์ว่ามีประสบการณ์เพนเทคอสต์นั้นยังไม่เพียงพอ มันต้องเป็นเมล็ดพันธุ์เดียวกันกับพระวจนะของพระเจ้าซึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์สามารถเทลงมาและบังเกิดผลอันแท้จริงของพระวิญญาณเหมือนในบรรดาผู้เชื่อในตอนเริ่มต้นนั้นด้วย พระเยซู พระเจ้าของพวกเรา ไม่เคยตรัสว่า “*ท่านจะรู้จักพวกเขาด้วยของประทานทั้งหลายของพวกเขา*” แต่ “... *ด้วยผลทั้งหลายของพวกเขา ท่านจะรู้จักพวกเขา*” ประสบการณ์และของประทานทั้งหลายนั้นอาจจะอยู่ในทั้งสองกลุ่มได้ พวกมันอาจจะเป็นของจริงหรือของเลียนแบบก็ได้ แต่พวกผลของพระวิญญาณที่แท้จริงจะพบได้ในเชื้อสายแท้เพียงเท่านั้นซึ่งได้รับการประทับตราไว้โดยพระวิญญาณของพระองค์ การเจิมอยู่ที่ผู้คนมากมาย แต่การประทับตรานั้นเกิดขึ้นเฉพาะกับบรรดาบุตรหัวปีและผู้ที่ได้รับการทรงเลือกเท่านั้น พวกเขาเปรียบเทียบกับพระวจนะของพระเจ้าเสมอ

ในจดหมายถึงคริสตจักรที่เมืองเอเฟซัส อัครสาวกเปาโลเขียนว่า “*ในพระองค์นั้น ท่านทั้งหลายก็ได้วางใจเช่นเดียวกัน หลังจากที่พวกท่านได้ฟังพระวจนะแห่งความจริง คือข่าวประเสริฐแห่งความรอดของพวกท่าน**;**ในพระองค์นั้น หลังจากที่พวกท่านได้เชื่อแล้วด้วย พวกท่านก็ได้รับการประทับตราไว้ด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นแห่งพระสัญญา**ผู้ทรงเป็นค่ามัดจำแห่งมรดกของพวกเรา จนกว่าการไถ่ถอนของกรรมสิทธิ์ที่ทรงซื้อไว้แล้วนั้นเพื่อเป็นที่ถวายสรรเสริญแด่สง่าราศีของพระองค์*” (เอเฟซัส 1: 13-14) แน่นอนว่านี่ไม่ใช่พิธีทางศาสนาที่ทำโดยนักบวช แต่เป็นประสบการณ์เหนือธรรมชาติที่มาจากพระเจ้ามากกว่า พวกเราถูกตักเตือนด้วยถ้อยคำเหล่านี้ว่า “*และอย่าทำให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเสียพระทัย ซึ่งโดยพระวิญญาณนั้นพวกท่านได้ถูกประทับตราไว้จนถึงวันแห่งการไถ่ถอน*” (เอเฟซัส 4: 30)

 


## Chapter navigation

- [Previous chapter](https://nasa.misia.sk/book_chapters/4783.md)
- [Book contents](https://nasa.misia.sk/books/1756.md)
- [Next chapter](https://nasa.misia.sk/book_chapters/4785.md)

## Available translations

- [ไทย (Thai)](https://nasa.misia.sk/book_chapters/4784.md)

## Source

- [Canonical HTML page](https://nasa.misia.sk/book_chapters/4784)
- [Markdown representation](https://nasa.misia.sk/book_chapters/4784.md)
