---
type: BookChapter
work_id: '275'
book_url: https://nasa.misia.sk/books/1756
book_markdown_url: https://nasa.misia.sk/books/1756.md
language: th
position: 28
canonical_url: https://nasa.misia.sk/book_chapters/4786
markdown_url: https://nasa.misia.sk/book_chapters/4786.md
markdown_source: converted
updated_at: '2020-11-02T02:56:11Z'
translations:
  th: https://nasa.misia.sk/book_chapters/4786.md
---

# คริสต์ศาสนาตามประเพณี - ความจริง หรือ การหลอกลวง

## บทที่ 26 - หนึ่งวันกับพระเจ้า - หนึ่งพันปี

การเปิดเผยนี้จะทำให้พวกเราคุ้นเคยกับตารางเวลาของพระเจ้าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ในสดุดี บทที่ 90, 4 พวกเราอ่าน*ว่า**“**เพราะหนึ่งพันปีในสายพระเนตรของพระองค์เป็นเหมือนอย่างวานนี้เมื่อมันผ่านพ้นไป ...**" *ความคิดเดียวกันนี้กำลังแสดงออกโดยอัครสาวกเปโตรในพันธสัญญาใหม่ *“**แต่พวกที่รัก อย่าขาดความรู้เกี่ยวกับสิ่งเดียวนี้ คือวันเดียวกับพระเจ้าเป็นเหมือนหนึ่งพันปี และหนึ่งพันปีก็เป็นเหมือนวันเดียว**“* (2 ปต. 3: 8) เมื่อพวกเราอ่านในข้อพระคัมภีร์ทั้งหลายเกี่ยวกับยุคสุดท้าย พวกเราต้องแยกแยะได้ ไม่ว่าจะเป็นวาระสุดท้ายซึ่งได้พูดถึงในเชิงเผยพระวจนะหรือไม่ว่าจะหมายถึงชนรุ่นสุดท้าย

พระเจ้าได้ทรงสร้างโลกในหกวันและได้ทรงหยุดพักในวันที่เจ็ด ถ้าหากใครได้อ่านเรื่องราวการทรงสร้างอย่างละเอียด มีระบุไว้เช่นนี้ว่า *“**และในวันที่เจ็ดพระเจ้าก็เสร็จงานของพระองค์ซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำมาแล้วนั้น และในวันที่เจ็ดพระองค์ทรงหยุดพักจากการงานทั้งสิ้นของพระองค์ซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำมาแล้วนั้น**”* (ปฐก 2: 2) เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในช่วงเจ็ดพันปีของประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ หมายเลขเจ็ดพูดถึงความสำเร็จของพระเจ้า วันที่แปดจะเป็นวันแรกของสัปดาห์อีกครั้งหนึ่ง

ช่วงเวลาของพระคัมภีร์ไบเบิลสามารถแบ่งได้ดังต่อไปนี้: ประมาณ 2,000 ปี – สองวันกับพระเจ้าได้ผ่านพ้นไปจากอาดัมถึงอับราฮัม ถัดไปสองวันจากอับราฮัมถึงพระคริสต์ ตอนนี้พวกเราใกล้จะถึงการเสร็จสมบูรณ์ของช่วง 2,000 ปีอีกครั้งหนึ่ง วันที่เจ็ดเป็นวันหยุดพักของพระเจ้า – การครองราชย์ยุคพันปี เหล่าผู้เผยพระวจนะและเหล่าอัครสาวกได้กล่าวไว้และได้เขียนถึงเรื่องนี้ว่า “วันแห่งพระเจ้า” ยอห์นบันทึกประสบการณ์ที่เขามีบนเกาะปัทมอสเมื่อเขากล่าวว่า *“**ข้าพเจ้าอยู่ในพระวิญญาณในวันของพระเจ้า ...**”* (วว. 1: 10)

วันสุดท้ายนี้เริ่มต้นด้วยศึกสงครามครั้งใหญ่ของอารมาเกดโดน (วว. 16: 14-16) และจบลงด้วยศึกสงครามครั้งใหญ่ของโกกและมาโกก หลังการครองราชย์ยุคพันปี เมื่อซาตานจะได้รับการปลดปล่อยออกมาและเป็นครั้งสุดท้ายที่มันจะหลอกลวงบรรดาประชาชาติได้ (วว. 20: 7-10)

ในระหว่างศึกสงครามเหล่านี้คือการครองราชย์ยุคพันปี ที่ซึ่งสุนัขป่าและลูกแกะ, ... เสือดาวกับเด็ก . .. ลูกวัวและสิงโตหนุ่ม ... วัวและหมีจะกินอาหารด้วยกัน (อสย. 11: 6-11) *“... **และเขาทั้งหลายจะตีดาบของเขาให้เป็นผาลไถนา และหอกของเขาให้เป็นขอลิด ประชาชาติจะไม่ยกดาบต่อสู้กันอีก เขาจะไม่ศึกษายุทธศาสตร์อีกต่อไป**”* (อสย. 2: 4; มีคาห์ 4: 3)

*“และ**ในวันนั้น รากแห่งเจสซี ซึ่งตั้งขึ้นเป็นธงแก่ชนชาติทั้งหลายจะเป็นที่แสวงหาของบรรดาประชาชาติ และที่พำนักของท่านจะรุ่งโรจน์ อยู่มาในวันนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงยื่นพระหัตถ์ของพระองค์ออกไปเป็นครั้งที่สอง เพื่อจะได้ส่วนชนชาติของพระองค์ที่เหลืออยู่คืนมา เป็นคนเหลือ**...**”* (อสย. 11:. 10-11)

ดูตามอย่างการเผยพระวจนะ พวกเราเป็นอยู่ในสองวันสุดท้ายนับตั้งแต่ตอนเริ่มต้นของพันธสัญญาใหม่ ใช้ศัพท์ว่า “วาระสุดท้าย” ด้วยเช่นกัน อัครสาวกเปโตรได้เขียนถึงพระคริสต์ว่า *“**ผู้ซึ่งแท้จริงแล้วได้ทรงถูกแต่งตั้งไว้ล่วงหน้าก่อนการวางรากฐานของโลก แต่ได้ทรงปรากฏพระองค์ในยุคสุดท้ายเหล่านี้เพื่อพวกท่าน**”* (1 ปต. 1: 20) ช่วงของเวลานี้คือตอนนี้กำลังใกล้จุดจบของมัน เพราะว่าบางคนนับ 360 วัน ตามพระคัมภีร์ไบเบิล และคนอื่นๆ นับ 365 วัน มันเป็นไปไม่ได้ที่จะคำนวณเวลาได้อย่างแม่นยำ ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับเรื่องนั้น พวกเรามีการทำให้สอดคล้องกันที่ให้ไว้ในข้อพระคัมภีร์ทั้งหลายอย่างแน่นอน จากการทำนายและเหตุการณ์ต่างๆ – หมายสำคัญทั้งหลายของเวลา – พวกเราสามารถตรวจจับและเข้าใจได้ว่าตอนนี้พวกเรากำลังเป็นอยู่ในวาระสุดท้าย เหตุการณ์และการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาตินั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อม

ในวันเพ็นเทคอสต์เปโตรได้มองเห็นภาพสองวันแห่งการเผยพระวจนะเมื่อเขาได้สถาปนาเหตุการณ์ของการเทลงมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์บนรากฐานตามข้อพระคัมภีร์ของโยเอล บทที่ 2 *“**แต่สิ่งนี้เป็นสิ่งซึ่งถูกกล่าวไว้โดยผู้เผยพระวจนะโยเอลว่า**‘**และต่อมาในวันสุดท้าย พระเจ้าตรัสว่า เราจะเทพระวิญญาณของเรามาบนเนื้อหนังทั้งสิ้น**...“* (กิจการ 2: 16-17) ในตอนท้ายของวาระสุดท้ายเหล่านี้ – สองพันปี – เขาวางวันของพระเจ้าทั้งหมดไว้อย่างละเอียดซึ่งอาจจะมาถึงได้หลังจากวันแห่งความรอดได้สิ้นสุดลงเพียงเท่านั้น *“**ดวงอาทิตย์จะถูกเปลี่ยนให้เป็นความมืด และดวงจันทร์ให้เป็นเลือด ก่อน**วัน**ใหญ่ยิ่งและเกรียงไกรนั้น**ของพระเจ้า**มาถึง**"* (กิจการ 2: 20) ตามมาลาคี 4: 5 มันจะเป็นวันที่ใหญ่ยิ่งและน่าสะพรึงกลัวของพระเจ้า

เหตุการณ์บางอย่างจะเกิดขึ้นในตอนปลายของระยะเวลาสองพันปีนี้และระยะเวลาอื่นๆ จะตกในตอนเริ่มต้นของวันที่เจ็ด - วันของพระเจ้า ไม่มีที่ใดสักที่หนึ่งในข้อพระคัมภีร์ทั้งหลายที่แถลงว่า วันสะบาโตหรือวันอาทิตย์คือ “วันของพระเจ้า” สำหรับบรรดาผู้เชื่อ วันนี้จะรุ่งโรจน์ (ฟิลิปปี 1: 6; ฟิลิปปี 2: 16) สำหรับคนอธรรมมันจะแย่มาก (อสย. 13: 6-12) ในขณะที่พระเจ้าได้ทรงกระทำพระราชกิจของการทรงสร้างเสร็จสมบูรณ์ในวันที่เจ็ดและจากนั้นได้ทรงหยุดพัก ดังนั้นมันจะเป็นการเสร็จสมบูรณ์ของพระราชกิจแห่งการไถ่

เวลาแห่งพระคุณเรียกว่า "วันแห่งความรอด", "เวลาอันชอบ” (อสย. 49: 8; 2 คร. 6: 2) และเรียกว่า “ปีแห่งความโปรดปรานของพระเจ้า” ด้วยเช่นกัน (อสย 61: 2; ลก. 4: 19) เดิมคำศัพท์ “ปีแห่งความโปรดปราน” หมายถึง ปีที่ห้าสิบปีแห่งการเฉลิมฉลอง ในพันธสัญญาเดิมปีที่พิเศษนี้เกิดขึ้นหลังจากเจ็ดปีคูณเจ็ดปี ในปีที่ห้าสิบ ทุกคนที่เป็นหนี้หรือเป็นทาส ผู้ที่สูญเสียทรัพย์สินของพวกเขาไปสามารถเรียกคืนทุกสิ่งทุกอย่างได้และกลับคืนสู่ทรัพย์สินของพวกเขาได้ในปีที่ห้าสิบปีแห่งการเฉลิมฉลอง (เลวีนิติ บทที่ 25) ในวันลบมลทินใหญ่ มีการเป่าแตรและทุกคนได้รับการปลดปล่อยในวันหนึ่งในปีที่ห้าสิบปีแห่งการเฉลิมฉลอง หลังจากวันสำคัญนั้นเมื่อการกลับคืนดีกับพระเจ้าและมนุษยชาติได้เกิดขึ้น เสียงเป่าแตรและทุกคนได้รับอิสระในวันหนึ่งในปีที่ห้าสิบปีแห่งการเฉลิมฉลอง หลังจากวันสำคัญนั้นเมื่อการคืนดีกับพระเจ้าและมนุษยชาติได้เกิดขึ้น เสียงเป่าแตรของข่าวประเสริฐจะได้ยิน ใครก็ตามที่เชื่อก็สามารถเป็นอิสระได้ตอนนี้ ช่วงเวลาทั้งหมดแห่งพระคุณมีไว้เพื่อทุกคน ไม่ว่าคนนั้นจะอยู่ที่ไหนและเมื่อไหร่ มันเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองศักดิ์สิทธิ์ที่พระเจ้าของพวกเราได้ทรงอธิบายว่าเป็น "ปีแห่งความโปรดปราน" ทุกคนที่เชื่อพระเจ้าในช่วงเวลานี้และยอมรับพระราชกิจที่สำเร็จแล้วของการไถ่จะออกไปได้อย่างอิสระ พระเจ้าของพวกเราได้ทรงประกาศแล้วว่า “ข้อพระคัมภีร์ตอนนี้ที่ท่านได้ยินกับหูของท่านก็สำเร็จในวันนี้แล้ว” (ลก. 4: 21) “วันนี้” คือวันแห่งพระคุณซึ่งพระเจ้าประทานให้ (ฮบ. 4: 7)

ประมาณสองวันสุดท้ายอัครสาวกเปโตรได้ให้ถ้อยแถลงนี้ว่า “ใช่แล้ว และบรรดาผู้เผยพระวจนะ ตั้งแต่ซามูเอล และคนเหล่านั้นที่ตามมาภายหลัง ทุกคนที่กล่าวแล้ว ได้กล่าวล่วงหน้าถึง**วันเวลาเหล่านี้**ในทำนองเดียวกัน” (กิจการ 3: 24) มันค่อนข้างน่าประหลาดใจที่ได้เห็นความแม่นยำของมนุษย์ของพระเจ้าในพันธสัญญาใหม่ซึ่งสามารถอธิบายได้โดยการเปิดเผยสำแดง สิ่งทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับแผนการณ์แห่งความรอด “... ดูเถิด วันเวลาจะมาถึง พระเจ้าตรัสว่า เมื่อเราจะทำพันธสัญญาใหม่กับวงศ์วานแห่งอิสราเอล และกับวงศ์วานแห่งยูดาห์ ...” พันธสัญญานี้พระเจ้าได้ทรงกระทำในพระคริสต์ที่โกละโกธาและได้ประทานพระสัญญาให้แก่อิสราเอลว่า “ด้วยว่านี่เป็นพันธสัญญาซึ่งเราจะกระทำกับวงศ์วานแห่งอิสราเอล ภายหลังวันเหล่านั้น พระเจ้าตรัสดังนี้แหล่ะ:  “เราจะบรรจุบรรดาราชบัญญัติของเราไว้ในจิตใจของพวกเขา และจะจารึกราชบัญญัติเหล่านั้นไว้ในดวงใจของพวกเขา และเราจะเป็นพระเจ้าองค์หนึ่งแก่พวกเขา และพวกเขาจะเป็นประชากรหมู่หนึ่งแก่เรา” (ฮีบรู 8: 8+10)

โดยอ้างอิงถึงช่วงเวลาของพันธสัญญาเดิมที่ได้อธิบายว่าเป็นวันทั้งหลายในความหมายเชิงเผยพระวจนะ พวกเราอ่านในฮีบรู บทที่ 1: “พระเจ้า ผู้ได้ตรัสในวาระต่าง ๆ และในวิธีอันหลากหลาย ในสมัยก่อนแก่บรรพบุรุษโดยเหล่าผู้เผยพระวจนะ ใน**วาระสุดท้าย**เหล่านี้ได้ตรัสแก่เราทั้งหลายโดยพระบุตรของพระองค์...“ จุดจบของยุคสมัยของบรรพบุรุษรวมเข้ากับยุคสมัยที่พระเจ้าตรัสผ่านพระบุตรของพระองค์และได้ประทานคำตอบ พวกเรากำลังจัดการกับประมาณ 2,000 ปี ที่ได้จัดสรรไว้สำหรับคริสตจักรซึ่งจะไปถึงการเสร็จสมบูรณ์ของนางในตอนท้ายของยุคนี้ หลังจากนี้จะมีสำนึกของแผนการณ์ของพระเจ้ากับอิสราเอล แน่นอนว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของวันที่เจ็ดโดยตรงก่อนการเริ่มการครองราชย์ยุคพันปี

ในโฮเชยา บทที่ 6 มีการอ้างอิงถึงวันแห่งการเผยพระวจนะเหล่านี้ว่า “มาเถิด ให้เรากลับไปหาพระเยโฮวาห์ เพราะว่าพระองค์ทรงฉีก และจะทรงรักษาเราให้หาย พระองค์ทรงโบยตี และจะทรงพันบาดแผลให้แก่เรา อีกสองวันพระองค์จะทรงฟื้นฟูเราขึ้นใหม่ พอถึงวันที่สามจะทรงยกเราขึ้น เพื่อเราจะดำรงชีวิตอยู่ในสายพระเนตรของพระองค์” (โฮเชยา 6: 1-2)

ในปีคริสตศักราช 70 วิหารได้ถูกทำลายโดยกองทัพโรมันภายใต้ทิตัสและอิสราเอลก็กระจัดกระจายไปตามประชาชาติต่างๆ ตามที่โมเสสและเหล่าผู้เผยพระวจนะได้กล่าวไว้ล่วงหน้า โมเสสพูดถึงการกลับมาของพวกเขาด้วยเช่นกัน (อพย. 4: 27-28) และโดยผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ พระเจ้าได้ประทานพระสัญญาว่า “…ท่านที่กระจายอิสราเอลนั้นจะรวบรวมเขา และจะดูแลเขาอย่างกับผู้เลี้ยงแกะดูแลฝูงแกะของเขา... เขาทั้งหลายจึงจะมาร้องเพลงอยู่บนที่สูงแห่งศิโยน… เราจะกลับความโศกเศร้าของเขาให้เป็นความชื่นบาน เราจะปลอบโยนเขา และให้ความยินดีแก่เขาแทนความเศร้าโศก” (เยเรมีย์ 31: 10-13) ผู้เผยพระวจนะเอเสเคียลเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยเช่นกันในบทที่ 36-38 ในบทที่ 37 ข้อ 21 พวกเราพบถ้อยแถลงต่อไปนี้ “... พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า ดูเถิด เราจะนำชนชาติอิสราเอลมาจากท่ามกลางประชาชาติ ซึ่งเขาได้เข้าไปอยู่ด้วยนั้น และจะรวบรวมเขามาจากทุกด้านและนำเขามายังแผ่นดินของเขาเอง“ ในบทที่ 38 เวลาที่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นมีการอธิบายอย่างใกล้ชิดว่า “ ... ในปีหลังๆ ... มันจะเป็นในวาระสุดท้าย..." (ข้อที่ 8+16)

ผู้เผยพระวจนะโฮเชยาได้บอกพวกเราไว้ถึงการกลับมาและการเยียวยารักษาอิสราเอลจะเกิดขึ้นหลังจากสองวัน กล่าวคือหลังจาก 2,000 ปี บนวันที่สามพระเจ้าจะทรงเยียวยารักษาอิสราเอลและพระองค์จะประทานชีวิตให้แก่พวกเขา ความหวังแด่พระเมสสิยาห์ยังคงสดใสอยู่ในพวกคนยิวที่เชื่อทุกคนจนถึงทุกวันนี้ ในโดยทั่วไปคำอธิษฐานที่กำแพงคร่ำครวญจบลงด้วยคำร้องว่า พระเมสสิยาห์จะเสด็จมาและพระวิหารจะถูกสร้างขึ้นใหม่ จากนั้นจะสำเร็จเป็นจริงในสิ่งที่ผู้เผยพระวจนะได้แถลงไว้ว่า “แล้วเราก็จะรู้ถ้าเราพยายามรู้จักพระเยโฮวาห์ การที่พระองค์เสด็จออกก็เตรียมไว้ดุจยามเช้า พระองค์จะเสด็จมาหาเราอย่างห่าฝน ดังฝนชุกปลายฤดูกับต้นฤดูที่รดพื้นแผ่นดิน” (โฮเชยา 6: 3)

ด้วยการอัศจรรย์ของพระเจ้า เนื่องจากเรื่องนี้มิอาจจะตีความผิดได้ พวกเราจึงมีประเทศอิสราเอลอีกครั้งหนึ่งตั้งแต่ปี ค.ศ. 1948 เมื่อมองจากแผนการณ์แห่งความรอดของพระเจ้า พระเจ้าทรงจัดการกับอิสราเอลในฐานะชนชาติหนึ่งในประเทศของพวกเขาเอง จากประชาชาติอื่นๆ ทุกประเทศ พระองค์ทรงเรียกออกมาเป็นรายบุคคล ในเกี่ยวกับเรื่องการเสร็จสมบูรณ์ของคริสตจักรจากบรรดาประชาชาติและการช่วยกู้อิสราเอล อัครสาวกเปาโลเขียนว่า “... ความมืดบอดได้เกิดขึ้นกับคนบางคนในพวกคนอิสราเอล จนกว่าความสมบูรณ์ของพวกต่างชาติจะเข้ามา และดังนั้น คนอิสราเอลทุกคนก็จะได้รับความรอด ตามที่มีเขียนไว้แล้ว...“ (โรม 11: 25-26)

ยากอบได้แสดงความคิดเรื่องนี้ในการประชุมพิเศษที่กรุงเยรูซาเล็ม “ซีโมนได้ประกาศแล้วว่า ในตอนแรกนั้นพระเจ้าได้ทรงเยี่ยมเยียนพวกต่างชาติ เพื่อจะทรงนำประชาชนกลุ่มหนึ่งออกจากพวกเขาเพื่อพระนามของพระองค์ และบรรดาคำของพวกผู้เผยพระวจนะก็สอดคล้องกับสิ่งนี้ ตามที่ได้เขียนไว้แล้วว่า หลังจากนี้เราจะกลับมา และจะสร้างพลับพลาของดาวิดซึ่งพังลงแล้วขึ้นใหม่...” (กิจการ 15: 14-16) ผู้เผยพระวจนะอาโมสได้แถลงไว้เช่นนี้ว่า “ในวันนั้น เราจะยกพลับพลาของดาวิดซึ่งพังลงแล้ว …” (9: 11) เกี่ยวกับชนชาติอิสราเอล ผู้เผยพระวจนะเศฟันยาห์เขียนไว้ว่า “ในวันนั้น เจ้าจะไม่ถูกกระทำให้อับอาย...” (3: 11) “และในวันนั้น เราจะกระทำให้เยรูซาเล็มเป็นศิลาหนักแก่บรรดาชนชาติทั้งหลาย; ... ต่อมาในวันนั้น เราจะแสวงหาที่จะทำลายประชาชาติทั้งสิ้นซึ่งเข้ามาต่อสู้เยรูซาเล็ม” (เศคาริยาห์ 12: 3+9)

ข้อเท็จจริงของการกลับมาของอิสราเอลสู่บ้านเกิดของพวกเขาคือข้อพิสูจน์ว่า เวลาแห่งพระคุณสำหรับพวกคนต่างชาติใกล้จะสิ้นสุดลง ภายในเวลาอันสั้น พระเจ้าจะทรงหันไปหาอิสราเอลอีกครั้งหนึ่ง ก่อนวาระสุดท้ายจะเริ่มขึ้น พระราชกิจของพระเจ้ากับคริสตจักรจะต้องแล้วเสร็จ พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า “ดูเถิด เราจะส่งเอลียาห์ผู้เผยพระวจนะมายังเจ้าก่อนวันของพระเจ้า คือวันที่ใหญ่ยิ่งและน่าสะพรึงกลัวมาถึง” (มาลาคี 4: 5) มันอาจจะเป็นพระสัญญานี้ที่ได้สำเร็จเป็นจริงแล้วโดยมิต้องมีการสถาปนาคณะนักบวชที่จัดตั้งขึ้นให้เป็นที่สังเกตเห็นมันหรือ? หรืออย่างที่มันเป็นในตอนเริ่มต้นของเวลาแห่งพระคุณกับยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาผู้ซึ่งถูกปฏิเสธโดยคณะนักบวชชาวยิวในยุคของเขา

เพราะว่ายอห์นผู้ให้รับบัพติศมาได้ทำให้ส่วนแรกของคำแถลงของการเผยพระวจนะสำเร็จ “... ให้พ่อกลับคืนดีกับลูก...“ (ลก. 1: 17) เขาจึงถูกเรียกว่า เอลียาห์ ด้วยเช่นกัน ตั้งแต่นั้นมาเกือบ 2,000 ปี ล่วงเลยไปแล้ว แต่วันของพระเจ้ายังมาไม่ถึง ยอห์นเป็นผู้ส่งสาส์นตามมาลาคี 3: 1 ผู้เตรียมทางของพระเจ้า (มธ. 11: 10; มก. 1: 1-3)

ยอห์นยังถูกถามว่า *“ท่านคือเอลียาห์หรือ?”* เขาได้ตอบอย่างกล้าหาญว่า *“ข้าพเจ้าไม่ใช่“* (ยน. 1:21) ในตอนท้ายของวันแห่งพระคุณก่อนการพิพากษาและพระพิโรธของพระเจ้าจะเทลงมา พระเจ้าได้ทรงสัญญาว่าจะส่งชายคนหนึ่งมาเหมือนผู้เผยพระวจนะเอลียาห์ ชายคนนี้มีภารกิจที่จะเปลี่ยนจิตใจของลูกๆ ของพระเจ้าให้กลับไปสู่ความเชื่อของอัครสาวกบรรพบุรุษ เอลียาห์ได้รวบรวมพวกคนอิสราเอลบนภูเขาคาร์เมลและได้สร้างแท่นบูชาของพระเจ้าขึ้นใหม่ เขาได้นำก้อนหินสิบสองก้อนซึ่งเล็งถึงสิบสองเผ่า และพระเจ้าได้ประทานการตัดสินพระทัยและคำตอบจากสวรรค์ เอลียาห์แห่งยุคสมัยนี้ต้องนำจิตใจของลูกๆ กลับไปสู่หลักคำสอนดั้งเดิมของเหล่าอัครสาวกสิบสองคนซึ่งคริสตจักรพันธสัญญาใหม่ได้ก่อตั้งขึ้นบนนั้น แล้วพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์เพียงเท่านั้นที่จะทรงยืนยันพระวจนะของพระองค์ด้วยการกระทำอันเหนือธรรมชาติและทรงปรากฏสำแดงฤทธิ์อำนาจของพระองค์ภายในคริสตจักรของพระองค์ คนของพระเจ้าคนนี้จะไม่เป็นตัวแทนของนิกายใดนิกายหนึ่ง เขาจะต้องเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงใช้มาด้วยพระบัญชาโดยตรงและด้วยคำเทศนาที่ทันเวลาถึงประชากรของพระเจ้า

ในมัทธิว 17: 11 พระเยซูคริสต์ทรงยืนยันว่าพันธกิจนี้จะอยู่ในอนาคต “และพระเยซูทรงตอบและตรัสกับพวกเขาว่า “แท้จริง เอลียาห์ต้องมาก่อน และทำให้สิ่งสารพัดกลับคืนสู่สภาพเดิม” ดร. สกอฟิลด์ นักแปลพระคัมภีร์ไบเบิลชื่อดังให้คำแถลงที่กระชับนี้ในเชิงอรรถของเขาว่า **“พระคริสต์ทรงยืนยันคำเผยพระวจนะที่เฉพาะเจาะจงและยังไม่สำเร็จเป็นจริงของมาลาคี 4: 5-6: '****แท้จริง เอลียาห์ต้องมาก่อน และทำให้สิ่งสารพัดกลับคืนสู่สภาพเดิม****' ที่นี่เช่นเดียวกับในมาลาคี คำทำนายสำเร็จเป็นจริงแล้วในยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา และนั่นยังไม่สำเร็จเป็นจริงในเอลียาห์ เป็นคำเผยพระวจนะที่แตกต่างกัน แต่กระนั้นยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาได้มาแล้ว และด้วยพันธกิจอย่างสมบูรณ์ในวิญญาณและฤทธิ์อำนาจแห่งอนาคตของพันธกิจของเอลียาห์ (ลก. 1: 17) โดยทั่วไปอาจกล่าวได้ว่า 'เอลียาห์ได้มาแล้ว’”**

ผู้ที่ได้เตรียมหนทางเมื่อพระคริสต์เสด็จมาครั้งแรกได้เข้ามาในวิญญาณและฤทธิ์อำนาจของเอลียาห์ คนของพระเจ้าก่อนการเสด็จมาครั้งที่สองของพระคริสต์ต้องสถาปนาพระบัญชาของพระเจ้าให้เป็นรูปแบบดั้งเดิมของคริสตจักรยุคแรก สิ่งนี้จะต้องเกิดขึ้นก่อนการเสด็จกลับมาของพระคริสต์ เพราะว่าในการอ้างอิงของการเสด็จมาของพระองค์ พวกเราอ่านว่า “ผู้ซึ่งสวรรค์จะต้องรับไว้จนถึงเวลาทั้งหลายแห่งการตั้งขึ้นใหม่ของสิ่งสารพัด ซึ่งพระเจ้าได้ตรัสไว้โดยปากของเหล่าผู้เผยพระวจนะผู้บริสุทธิ์ของพระองค์ทุกคน ตั้งแต่เริ่มสร้างโลก” (กิจการ 3: 21)

เมื่อคำนึงถึงวันของพระเจ้า อัครสาวกเปาโลเขียนว่า *“**เพราะพวกท่านเองก็ทราบอย่างถ่องแท้แล้วว่า วันของพระเจ้าจะมาเหมือนอย่างขโมยในเวลากลางคืน**...**”*(1 เธสะโลนิกา 5: 2) นั่นคือการพูดโดยไม่มีการเตือนพิเศษและมันจะเป็นความประหลาดใจ อัครสาวกแถลงในการอ้างอิงเพิ่มเติมสำหรับวันนี้ว่า *“**เพราะเมื่อพวกเขาจะกล่าวว่า**“**สันติภาพและปลอดภัยแล้ว**”**เมื่อนั้นแหล่ะความพินาศอันฉับพลันก็จะมาถึงพวกเขา เหมือนกับความเจ็บปวดที่มาถึงหญิงที่มีเด็กในครรภ์ และพวกเขาจะหนีก็ไม่พ้น**”* (ข้อที่ 3) ที่เวลาอื่นๆ ระบบคำศัพท์ "สันติภาพ" และ "ความปลอดภัย" ได้รับการเน้นย้ำอย่างมากในขณะนี้ พวกนักการเมืองปรารถนาที่จะนำมาซึ่งสันติภาพและด้วยสันติสุขกับความปลอดภัยต่อบรรดาประชาชาติอีกด้วย ในเวลานั้นเมื่อคำสองคำนี้ "สันติภาพ" และ “ความปลอดภัย” จะได้รับความสำคัญไปทั่วโลก การทำลายล้างอย่างฉับพลันจะเกิดขึ้น เวลานั้นคือตอนนี้ ทั้งตะวันออกและตะวันตกมีเพียงความคิดเดียวซึ่งแพร่หลายและนั่นคือ การทำลายล้างด้วยอาวุธที่น่ากลัวและทำให้โลกปลอดภัยมีสันติภาพ สำหรับพวกคนเหล่านั้นที่รู้ข้อพระคัมภีร์ทั้งหลาย พวกเขาจะไม่รู้สึกประหลาดใจเพราะพวกเขารู้ว่าสิ่งนั้นเป็นไปตามหมายสำคัญทั้งหลายของเวลาแห่งพัฒนาการเหล่านี้ที่เกิดขึ้น *“**แต่พวกท่าน พี่น้องทั้งหลาย ไม่ได้อยู่ในความมืดแล้ว เพื่อวันนั้นจะได้ตามทันพวกท่านเหมือนอย่างขโมย**”* (1 เธสะโลนิกา 5: 4)

อัครสาวกเปาโลหยิบประเด็นนี้เกี่ยวกับการเสด็จกลับมาของพระคริสต์และการเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับพระองค์ของพวกเรา และบอกให้พวกเราสงบสติอารมณ์และอย่า *“**ให้ใจหวั่นไหวโดยเร็ว หรือเป็นทุกข์ร้อนไป ทั้งโดยทางวิญญาณ หรือโดยทางคำพูด หรือโดยทางจดหมายเหมือนกับว่ามาจากพวกเรา อ้างว่าวันของพระคริสต์มาใกล้แล้ว**“* (2 เธสะโลนิกา 2: 2) ในบทนี้เช่นเดียวกับในสถานที่อื่นๆ เครื่องหมายฝ่ายวิญญาณและสถานการณ์ทั่วไปของวาระสุดท้ายแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนจากข้อพระคัมภีร์นี้ *“... **จะมีพวกคนเยาะเย้ยในวาระสุดท้าย ผู้ซึ่งจะดำเนินตามราคะตัณหาอันอธรรมของตนเอง**...**”* (ยูดา 18)

อัครสาวกเปโตรเกือบจะใช้ถ้อยคำเดียวกันว่า *“**โดยทราบสิ่งนี้ก่อน คือว่าจะมีบรรดาผู้เยาะเย้ยมาในยุคสุดท้าย โดยดำเนินตามบรรดาราคะตัณหาของตน**”* (2 ปต. 3: 3)

ในข้อต่อไปนี้อัครสาวกไม่เพียงแต่อธิบายถึงการเยาะเย้ยในทั่วไป แต่ได้ระบุสิ่งที่พวกเขาจะล้อเลียนในที่สุด และนั่นคือ พระสัญญาของการเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์ด้วยพระองค์เอง ขณะที่พวกเขาจะถามว่า *“พระสัญญาของการเสด็จกลับมาของพระองค์อยู่ที่ไหน? ... “*

สถานการณ์ทั่วไปของวาระสุดท้ายได้อธิบายไว้ใน 2 ทิโมธี 3: 1-9 *“**จงทราบสิ่งนี้ด้วยว่า ในยุคสุดท้ายนั้น วาระอันตรายทั้งหลายจะมา ด้วยว่าคนทั้งหลายจะเป็นคนรักตัวเอง, เป็นคนโลภ, เป็นคนอวดตัว, เป็นคนทะนงตัว, เป็นคนพูดหมิ่นประมาท, เป็นคนไม่เชื่อฟังบิดามารดา, เป็นคนอกตัญญู, เป็นคนไม่บริสุทธิ์, เป็นคนปราศจากความรักตามธรรมชาติ, เป็นคนผิดคำมั่นสัญญา, เป็นคนใส่ความเท็จ, เป็นคนไม่รู้จักข่มใจตนเอง, เป็นคนดุร้าย, เป็นคนรังเกียจคนเหล่านั้นที่ดี,  เป็นคนทรยศ, เป็นคนมุทะลุ, เป็นคนหัวสูง, เป็นคนรักความสนุกสนานมากกว่าเป็นคนรักพระเจ้า, โดยมีรูปแบบแห่งทางของพระเจ้า, แต่ปฏิเสธฤทธิ์อำนาจของทางนั้นเสีย จงผินหน้าหนีเสียจากคนเช่นนี้ ...**”* พระเจ้าได้ทรงอธิบายศีลธรรมและสภาพฝ่ายวิญญาณของยุคสุดท้ายเมื่อพระองค์ทรงเปรียบเทียบมันกับยุคสมัยของโนอาห์และยุคสมัยของเมืองโสโดม (ลก. 17) ในยุคสมัยของโนอาห์ การผสมของสองสาย (เสธและคาอิน) ได้เกิดขึ้น และด้วยเหตุนี้ พระเจ้าจึงทรงกำหนดจุดจบให้กับเนื้อหนังทั้งหมด (ปฐก. 6) ตอนนี้การผสมผสานและการเข้าร่วมกันทางศาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุคสมัยทั้งหมดได้เกิดขึ้น

ใน 2 ทิโมธี 4: 1-5 พวกเราได้รับการเตือนถึงการประกาศที่เบี่ยงเบนไปจากความจริง*ว่า** “**เพราะจะถึงเวลาที่คนทั้งหลายจะไม่ทนต่อหลักคำสอนอันถูกต้อง**...**และพวกเขาจะบ่ายหูของตนไปเสียจากความจริง และจะหันไปยังนิทานต่างๆ**“* แน่นอนว่ามิใช่อัครสาวกที่กำลังพูดอยู่ใน 2 ทิโมธี 4: 3 แต่เป็นพระวิญญาณของพระเจ้าผู้ทรงเล็งเห็นถึงพัฒนาการฝ่ายวิญญาณ *“... **พระวิญญาณตรัสอย่างชัดแจ้งว่า ในกาลภายหลังบางคนจะออกไปจากความเชื่อนั้น โดยตั้งใจฟังพวกวิญญาณที่ล่อหลอก และบรรดาหลักคำสอนของพวกผีปีศาจ**... **โดยห้ามไม่ให้ทำการสมรส*(ส่งเสริมความเป็นโสด)* **และบัญชาให้งดเว้นจากเนื้อสัตว์ต่างๆ*(งดทานเนื้อสัตว์ในวันศุกร์)* **ซึ่งพระเจ้าได้ทรงสร้างไว้เพื่อให้รับด้วยการขอบพระคุณของคนทั้งหลายที่เชื่อและรู้จักความจริง**”* สิ่งที่คนทั้งหลายมองว่าศักดิ์สิทธิ์เป็นพิเศษ ไม่แต่งงาน ฯลฯ ข้อพระคัมภีร์บริสุทธิ์ประกาศว่าเป็นหลักคำสอนของพวกผีปีศาจ

อัครสาวกเปโตรพูดถึงวันของพระเจ้าด้วยเช่นกัน เขาใช้คำศัพท์ “วันของพระเจ้า”* “**แต่วันของพระเจ้านั้นจะมาถึงเหมือนอย่างขโมยในเวลากลางคืน ในวันนั้นท้องฟ้าอากาศจะล่วงไปเสียด้วยเสียงดังสนั่น และบรรดาโลกธาตุจะละลายไปด้วยความร้อนอันแรงกล้า แผ่นดินโลกกับการงานทั้งปวงที่มีอยู่ในนั้นจะถูกเผาเสียสิ้นด้วย**…**โดยคอยท่าและรีบเร่งที่จะให้วันของพระเจ้ามาถึง**”* (2 ปต. 3: 10-12)

ผู้เผยพระวจนะดาเนียลได้กล่าวถึงยุคสุดท้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในบทที่ 2 ข้อที่ 28 พวกเราอ่าน *“**แต่มีพระเจ้าองค์หนึ่งในสวรรค์ผู้ทรงเผยความลึกลับทั้งหลาย และพระองค์ทรงให้กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์รู้ถึงสิ่งซึ่งจะบังเกิดขึ้นในวาระข้างหน้า**”* ในบทที่ 8 ข้อ 17 19 และ 26 เขากล่าวว่า *“...**โอ บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย จงเข้าใจเถิดว่า นิมิตนั้นเป็นเรื่องของกาลอวสาน* *... **ดูเถิด ข้าพเจ้าจะทำให้ท่านทราบถึงสิ่งซึ่งจะเกิดขึ้นในตอนปลายแห่งพระพิโรธ เพราะมันเกี่ยวข้องกับวาระกำหนดแห่งอวสาน* *...**แต่จงปิดบังนิมิตนั้นไว้เถอะ เพราะเป็นเรื่องของอีกหลายวันข้างหน้า**“* ในบทสุดท้ายของเขาผู้เผยพระวจนะดาเนียลได้รับข้อสรุปว่า *“**จงปิดถ้อยคำเหล่านั้นไว้ และประทับตราหนังสือนั้นเสีย จนถึงวาระสุดท้าย**...**ดาเนียลเอ๋ย ไปเถอะ เพราะว่าถ้อยคำเหล่านั้นก็ถูกปิดไว้แล้วและถูกประทับตราไว้จนถึงวาระสุดท้าย**” *(12: 4 + 9)

จนถึงบัดนี้มันเป็นไปไม่ได้ที่จะวางส่วนเผยพระวจนะของประวัติศาสตร์ตามที่ได้ปรากฏในข้อพระคัมภีร์ทั้งหลาย แต่กระนั้นตอนนี้มันเป็นไปได้บนรากฐานของพัฒนาการฝ่ายวิญญาณและฝ่ายการเมือง การสถาปนาในปัจจุบันของศาสนาและการเมืองของยุโรปเป็นการเข้ามาของอาณาจักรโรมันเก่าและมีรากฐานมาจากตามสนธิสัญญาโรมัน ณ วันที่ 25 มีนาคม ค.ศ. 1957 พัฒนาการที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ในสภาพของโลกและยุโรปกลาง โดยทั่วไปแสดงให้พวกเราเห็นว่า การเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์ใกล้เข้ามาแล้วและเป็นวันของพระเจ้าซึ่งจะตามมาด้วยเช่นกัน เวลานั้นมิได้อยู่แค่เอื้อมแต่เวลานั้นอยู่ที่นี่ วันนี้มันไม่จำเป็นต้องอธิบายพวกคำเผยพระวจนะในพระคัมภีร์ไบเบิล พวกเราเห็นพวกมันกลายเป็นความจริง เวลาแห่งพระคุณ วันแห่งความรอดกำลังสิ้นสุดลงและการนับถอยหลังนั้นเปิดอยู่ ยุคสมัยหนึ่งจะมาถึงจุดสิ้นสุดของมัน และจากนั้นวันสุดท้ายจะเริ่มต้น หลังจากวันที่เจ็ด หนึ่งพันปีสุดท้าย เวลาจะรวมเข้าไปยังนิรันดร์กาล

 


## Chapter navigation

- [Previous chapter](https://nasa.misia.sk/book_chapters/4785.md)
- [Book contents](https://nasa.misia.sk/books/1756.md)
- [Next chapter](https://nasa.misia.sk/book_chapters/4787.md)

## Available translations

- [ไทย (Thai)](https://nasa.misia.sk/book_chapters/4786.md)

## Source

- [Canonical HTML page](https://nasa.misia.sk/book_chapters/4786)
- [Markdown representation](https://nasa.misia.sk/book_chapters/4786.md)
