---
type: BookChapter
work_id: '275'
book_url: https://nasa.misia.sk/books/1756
book_markdown_url: https://nasa.misia.sk/books/1756.md
language: th
position: 30
canonical_url: https://nasa.misia.sk/book_chapters/4788
markdown_url: https://nasa.misia.sk/book_chapters/4788.md
markdown_source: converted
updated_at: '2020-11-02T02:56:15Z'
translations:
  th: https://nasa.misia.sk/book_chapters/4788.md
---

# คริสต์ศาสนาตามประเพณี - ความจริง หรือ การหลอกลวง

## บทที่ 28 - บทสรุปสุดท้ายและหมายเลขลึกลับ 666

 

ผู้หนึ่งมิอาจจะเข้าใจได้อย่างง่ายดายว่ามันเป็นไปได้อย่างไรสำหรับพวกนักบวชส่วนใหญ่ที่จะเพิกเฉยพัฒนาการทางประวัติศาสตร์และเพียงแค่ข้ามผ่านพวกมันไปอย่างง่ายๆ ไม่ว่าพวกเขาปิดตาของพวกเขาอย่างจงใจหรือไม่ว่าพวกเขาไม่สนใจในการค้นหาความจริง พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงรู้ พัฒนาการทั้งหลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ยุคของคอนสแตนตินและจากนั้นตั้งแต่ตอนเริ่มต้นของคริสตจักรรัฐโรมันได้ถูกจัดการอย่างทั่วถึงในพวกหนังสือประวัติศาสตร์คริสตจักร จากศตวรรษที่ 5 ไปยังศตวรรษที่ 11 พวกซีซาร์และพวกจักรพรรดิได้ทรงแต่งตั้งพวกสมเด็จพระสันตะปาปา จากนั้นเป็นต้นมาดังที่เรียกว่า นักบวช ได้นำเรื่องนี้เข้ามาอยู่ในมือของพวกเขา

**"เพื่อจะผลักดันอิทธิพลของบรรดาจักรพรรดิโรมัน-เยอรมันและพวกขุนนางแห่งกรุงโรมกลับไปเกี่ยวกับเรื่อง การเลือกสมเด็จพระสันตะปาปา สมเด็จพระสันตะปาปานิโคลัส ที่ 2 ได้ทรงบัญญัติพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้งสมเด็จพระสันตะปาปา ณ การประชุมทางศาสนาอีสเตอร์ในปี 1059 ซึ่งอยู่ในการเลือกตั้งพิเศษเข้าไปอยู่ในมือของวิทยาลัยพระคาร์ดินัล"** (B. Harenberg, Chronik der Menschheit, หน้า 287) พวกสมเด็จพระสันตะปาปาจึงได้กลายเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดของโลก เพราะว่าพวกเขามีมวลชนที่อยู่เบื้องหลังพวกเขาในความหวาดกลัวนรก แค่นี้ยังไม่พอ ตอนนี้สิ่งทั้งหลายได้ถูกตัดสินใจเพื่อสิ่งที่ดีขึ้นของคริสตจักร ในที่สุดพวกซีซาร์และพวกจักรพรรดิมิได้ทรงแต่งตั้งพวกสมเด็จพระสันตะปาปา แต่พวกสมเด็จพระสันตะปาปาได้ทรงแต่งตั้งพวกจักรพรรดิมากกว่า

**"ณ กรุงโรม เดือนมีนาคม ปี 1075 จอมเผด็จการสมเด็จพระสันตะปาปา ในดังที่เรียกว่า สมเด็จพระสันตะปาปาจอมเผด็จการ ช่วงการประชุมทางศาสนาประจำปีก่อนอีสเตอร์ที่มอบให้แก่โรมัน สมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรี่ ที่ 7 ได้ประกาศให้บาทหลวงแห่งกรุงโรมเป็นผู้ปกครองที่ไม่มีขีดจำกัดของคริสตจักรสากล สมเด็จพระสันตะปาปาเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่มีสิทธิสวมเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของจักรพรรดิได้และสามารถปลดพวกจักรพรรดิและเป็นอิสระจากคำปฏิญาณเรื่องความจงรักภักดีทั้งหลายของผู้ปกครองที่อธรรมและไม่ต้องถูกตัดสินโดยผู้ใด"** (B. Harenberg, Chronik der Menschheit, หน้า 288) ช่างเป็นพวกตำแหน่งของอำนาจทางโลก, ทางการเมือง และทางศาสนาอะไรที่มีกันทั่วไปกับคริสตจักรของพระเยซูคริสต์หรือการประกาศข่าวประเสริฐของพระองค์และราชอาณาจักรของพระเจ้า? พวกผู้ปกครองทุกคนไม่ว่าจะเป็นในการแต่งกายของพลเรือนหรือนักบวชได้สร้างอาณาจักรทั้งหลายของพวกเขาเองเพียงเท่านั้น

พวกสมเด็จพระสันตะปาปาได้รับการเลือกตั้งเข้าไปสำนักงานสูงซึ่งพวกเขาได้คิดค้นด้วยตัวของพวกเขาเอ จากนั้นพวกเขาถูกวางไว้บนพระที่นั่งสำหรับการแบกหาม (พระที่นั่งราชบัลลังก์) และถูกหามไป ตอนนี้โลกทั้งโลกมองขึ้นไปที่พวกเขาและมองหาความเมตตากรุณา, ความโปรดปราน และการเป็นตัวกลางของพวกเขา ถ้าหากมันได้ถูกสถาปนาและได้รับการพิสูจน์อย่างไม่ผิดพลาดว่าในคริสตจักรสากลแห่งนี้ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรจริงๆ ที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันกับข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย เรื่องนี้อาจจะถูกเก็บรักษาไว้เบื้องหลังจากสาธารณชนและจึงกลายเป็นความผิดต่อพระเจ้า? ที่นี่พวกเรามิได้ตำหนิพวกคนมากมายที่เป็นสมาชิกของคริสตจักรสากลแห่งนี้ หรือสมเด็จพระสันตะปาปาในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่งด้วย แต่เป็นสถาบันและระบบในตัวของมันเองมากกว่า มันต้องได้รับอนุญาตให้พิสูจน์ได้ไม่ว่าพวกเรามีในความเป็นจริงที่ได้เข้าไปในการหลอกลวงอันใหญ่ที่สุดและการปลอมแปลงในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ อาจจะด้วยมิได้ตั้งใจ

ตามตารางเวลาของพระคัมภีร์ไบเบิล ตอนนี้พวกเราเพิ่งอยู่ต่อหน้าศึกสงครามฝ่ายวิญญาณที่ใหญ่ที่สุด ในทุกครั้งมีพวกคนเหล่านั้นผู้ที่ได้จัดการกับเรื่องนี้ในประวัติศาสตร์คริสตจักร ดร. มาร์ติน ลูเทอร์ ในยุคสมัยของเขาได้พูดต่อต้านระบบสมเด็จพระสันตะปาปาออกมาอย่างรุนแรงมาก การเลือกถ้อยคำของเขาไม่เหมาะสมเข้ากันกับในยุคสมัยของพวกเราเวลานี้ และพวกเราเหตุฉะนั้นจึงต้องขออภัยแทนในนามของเขา ในถ้อยคำของเขานั้น โลกสองโลกได้ต่อสู้กันอย่างเด็ดขาดคือโปรเตสแตนท์และคาทอลิก เขามิได้รามือในการใช้สิ่งทั้งหลายและเห็นได้ชัดว่าเขาได้รับการทรงเรียกมาจากพระเจ้าเพื่อจะยกเสียงของเขาขึ้นมาตามรูปแบบของเหล่าผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิม

ในบทนำของเขากล่าวถึงผู้เผยพระวจนะดาเนียล ในการปรับปรุงพระคัมภีร์ไบเบิลครั้งที่สอง เขาเขียนว่า "**ที่นี่เป็นอย่างชัดเจนว่า สมเด็จพระสันตะปาปาได้สร้างภาพเป็นผู้อยู่ในพระราชกฤษฎีกาของเขาคำรามอย่างยะโสว่า พวกคริสตจักรและพวกบัลลังก์ทั้งหมดถูกตัดสินด้วยตัวของเขา แต่กระนั้นเขามิอาจจะถูกตัดสินด้วยผู้ใดได้เลย และหมวกทรงเหลี่ยมของพระคาร์ดินัลโดยทั่วไป: ในฐานะที่ดวงอาทิตย์อยู่เหนือดวงจันทร์ฉันท์ใด ดังนั้นสมเด็จพระสันตะปาปาก็ทรงอยู่เหนือจักรพรรดิฉันท์นั้น ที่ไหนก็ตามที่มีสิทธิอำนาจ ก็มีอำนาจที่จะบัญชา พวกคนอื่นๆ มีภาระผูกพันที่จะเชื่อฟัง … เมื่อสมเด็จพระสันตะปาปาหลอกลวงพวกจิตวิญญาณอันนับไม่ถ้วนให้ไปลงนรก ไม่มีใครจะพูดได้ว่า ‘ท่านกำลังทำอะไรอยู่?' ทั้งหมดนี้มิใช่เพียงแค่สอนเท่านั้น แต่ยังได้ทำและได้รับการฝึกฝนแล้วด้วยเช่นกัน: เพราะว่าจักรพรรดิมิได้ทรงเป็นจักรพรรดิ แต่สมเด็จพระสันตะปาปาทรงเป็น ไปยังผู้ที่เขาจะต้องยอมจำนนในฐานะผู้รับใช้และต้องยอมด้วยสิทธิ์ทั้งหมดของเขาที่จะจุมพิตเท้าของเขา ดั่งเช่นที่นักบุญเปโตรได้กล่าวไว้ใน 2 เปโตร 3:3 ว่า****จะมีมาในยุคสุดท้าย โดยการดำเนินและใช้ชีวิตตามบรรดาราคะตัณหาของพวกเขา ในเรื่องนี้****เขาได้อธิบายถ้อยคำของ ดาเนียล บทที่****11 ข้อที่ 36**

**'เขา****จะกระทำตามความพอใจของเขา เขาจะยกตนขึ้นและพองตัวขึ้นเหนือพระทุกองค์ และจะพูดสิ่งที่น่ามหัศจรรย์กล่าวต่อสู้พระเจ้าเหนือพระทั้งหลาย เขาจะเจริญจนพระพิโรธจะครบถ้วน เพราะสิ่งใดที่ทรงกำหนดไว้จะสำเร็จ****”**

**ดังนั้นสมเด็จพระสันตะปาปาระบายสีตัวของเขาเอง เพราะว่าในพระราชกฤษฎีกาของเขานั้นเขาอวดอ้างว่าอยู่เหนือข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ และเรื่องนี้ต้องได้รับการยืนยันด้วยพระที่นั่งของเขาเพื่อจะรับคุณค่าของมันได้**** แต่กระนั้นเขาออกกำลังอย่างแข็งแกร่งขึ้นเช่นนั้นจริงๆ เพราะว่าทุกคนที่เคยพูดต่อต้านเขาจากพ วกข้อพระคัมภีร์ที่เขาได้สาปแช่ง  ได้ประณาม และได้เผาในฐานะที่เป็นพวกคนนอกรีตและลูกๆ ของวิญญาณชั่วและยังคงทำมันเป็นประจำวัน และการร้องไห้ของตัวของเขาเองในขณะนี้และเสมอมาว่า คริสตจักร (สมเด็จพระสันตะปาปา) อยู่เหนือข้อพระคัมภีร์ นั่นคือจะกล่าวถึงสิ่งที่ดาเนียลหมายถึง เขาจะพูดสิ่งทั้งหลายที่น่าพิศวงต่อต้านพระเจ้าของเจ้าทั้งหลาย...**

**พวกทรราชย์คนอื่นๆ ผู้ที่ได้ข่มเหงของพระวจนะของพระเจ้าได้ทำอย่างไม่รู้เท่าทันแต่อย่างใด ผู้นี้ทำมัน****อย่างรู้เท่าทันและเรียกข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายและพระวจนะของพระเจ้าเกี่ยวกับสิ่งที่เขาต้องการที่จะเป็นอธิปไตยและประณามในฐานะที่เป็นพวกคำสอนของวิญญาณชั่วในสถานที่และตอนที่เขาจะเป็น**** ดังนั้นเขาอนุญาตให้ตัวของเขาเองถูกเรียกว่า พระเจ้าแห่งโลกนี้ แม้แต่พระเจ้าของเจ้าทั้งหลาย, จอมเจ้านายของเจ้านายทั้งหลาย, จอมกษัตริย์ของกษัตริย์ทั้งหลาย มิใช่เป็นมนุษย์ที่บริสุทธิ์เพียงเท่านั้นแต่ได้ประสมประสานกับพระเจ้า หรือมนุษย์ที่เป็นพระ ในฐานะที่ตัวของเขาเองเป็นพระคริสต์คือพระเจ้าและมนุษย์ ของพระครูผู้ซึ่งเขาอยากจะเป็นและยกย่องตัวของเขาเองเหนือพระองค์**

**นอกจากนี้นักบุญเปาโล ใน****2 เธสะโลนิกา 2: 3-4 ได้อ้างถึงข้อความของดาเนียล:****คนแห่งบาปนั้นจะถูกเปิดเผย คือบุตรแห่งความพินาศ ผู้ซึ่งต่อต้านและยกตัวเองขึ้นเหนือสิ่งสารพัดที่ได้ชื่อว่าเป็นพระเจ้า หรือที่ได้รับการนมัสการ แล้วเพื่อมัน เหมือนอย่างพระเจ้า จะนั่งในพระวิหารของพระเจ้า โดยสำแดงตัวเองว่ามันเป็นพระเจ้า****เพราะว่าไม่มีอะไรที่จะสามารถยกย่องตนเองให้อยู่เหนือพระเจ้าและผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์อันเกรียงไกรได้ แต่อยู่เหนือผู้ที่ได้รับการทรงเรียก,   นักเทศน์ และผู้ที่ถวายเกียรติพระเจ้าที่อยู่เหนือพระวจนะของพระเจ้าและรับใช้...**

**คนแห่งบาปและบุตรแห่งความพินาศที่นี่ไม่เพียงแต่หมายถึงผู้ที่เป็นคนบาปสำหรับตัวของเขาเองเพียงเท่านั้นและหลงหายส่วนตัว คนบาปส่วนบุคคลเพียงเท่านั้น แต่ต่อสาธารณชนด้วย นั่นหมายถึงผู้ที่ดึงคนอื่นๆ ไปพร้อมกับเขาลงไปในบาปและนรก****..... เช่น สำนักงาน-บาป สมเด็จพระสันตะปาปาได้ใช้สิทธิในลักษณะสองเท่า**

**ประการแรก คือเขาได้แนะนำพวกสิ่งใหม่ๆ มากมายเข้าไปในการประชุม ขณะที่ต่อมาตามในพิธีกรรมของเขาที่คิดค้นขึ้นมาเองซึ่งมิได้เป็นไปตามข้อพระคัมภีร์****: การพูดตามคำอธิษฐาน, น้ำศักดิ์สิทธิ์, การอธิษฐานของพวกธรรมิกชน, การแสวงบุญที่อิสราเอล, บัญชาทั้งหลายและพวกวัดวาอาราม, มวลชน, การอดอาหาร, การฉลองต่างๆ ฯลฯ นอกจากนั้นเขาทำลายและทำให้การประชุมเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์, พระวจนะของพระเจ้า, ความเชื่อ และศีลศักดิ์สิทธิ์ ฯลฯ**

**ประการที่สอง เขาทำให้พวกคริสเตียนอ่อนลงด้วยกฎหมายที่ไม่ยุติธรรมและดังนั้นจึงสร้างบาป ที่ซึ่งพระเจ้ามิได้ทรงประสงค์ความบาป ด้วยการสรุปว่าเขามีป้ายบาปในสรรพสิ่งของพระเจ้าเกือบทั้งหมด กล่าวคือสถานที่และเมื่อใดที่เขาต้องการ**** ดังนั้นการรับประทานเนย, ไข่, ชีส, นม, เนื้อสัตว์ ต้องเป็นบาปซึ่งพระเจ้าได้ประทานให้พวกเราอย่างอิสระ ชำระให้สะอาด, ปราศจากบาป ซึ่งพวกเราควรจะเพลิดเพลิน เขายังป้ายบาปบนเวลาและวันต่างๆ สถานที่และเมื่อใดที่เขาต้องการ ผู้หนึ่งต้องอดอาหารและเฉลิมฉลอง ที่เวลาเดียวกันในมื้ออาหารต่างๆ ที่แตกต่างกัน แม้แต่การกินขนมปังและการดื่มก็ต้องเป็นบาป**

**นอกจากนี้สถานที่และเครื่องมือทั้งหลายที่เขาได้ประกาศว่าเป็นบาป****: ****คริสตจักรทั้งหลายและสถานที่ต่างๆ ที่ได้มอบถวายให้เขาชำระให้บริสุทธิ์ซึ่งไม่มีใครที่จะสามารถสัมผัสได้แม้แต่ก้อนหินหรือไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแท่นบูชาและเครื่องมือทั้งหลายของแท่นบูชา**** มันช่างน่ากลัวถ้าหากคนธรรมดากับมือของเขาที่ได้สัมผัสถ้วย, จานทองคำ, ขนมปังศักดิ์สิทธิ์ เมื่อมันต้องถูกชำระล้าง มันมิได้แม้แต่ได้รับอนุญาตให้ทำได้โดยแม่ชีศักดิ์สิทธิ์ นักบวชต้องล้างมันก่อน: เต็มไปด้วยกฎและบาปคือถ้วย ... การแต่งงานต้องเป็นบาปด้วยเช่นกัน ได้ถูกก่อตั้งอย่างอิสระโดยพระเจ้า เมื่อมันใช้สถานที่ในเวลาที่ต้องห้าม นอกจากนี้ที่นอนที่ไร้มลทินด้วยเช่นกันต้องถูกผูกไว้ในบาปที่เวลาใดก็ตามที่เขาต้องการ**

**...****และที่เขามิได้ละทิ้งสิ่งใดออกมาจากการทำลายล้าง เขายังฉีกสามลำดับชั้นที่สามของพระเจ้าอีกด้วยเช่นกัน กล่าวคือการแต่งงาน ซึ่งเขามิเพียงแต่ห้ามไปยังพวกนักบวชเท่านั้น** **แต่ยังพูดหมิ่นประมาท****, เยาะเย้ย, ดูหมิ่น และทำลายอีกด้วย จนกระทั่งเขาประกาศว่ามันเป็นมลทิน, เนื้อหนัง, สิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ ที่ซึ่งผู้นั้นมิอาจจะรับใช้พระเจ้าได้ ด้วยมิได้พิจารณาว่าพระเจ้าได้ทรงอวยพรการแต่งงาน ทรงเรียกมันว่าพันธสัญญาและความยินดี และผ่านการยกโทษให้อภัยบาปประกาศ****ที่นอนที่ไร้มลทิน****และสัตย์ซื่อ และราคะตัณหาที่ไม่ดีของเนื้อหนังมิได้นับอยู่ในนั้น**** ดังนั้นพระคริสต์องค์สุดท้ายต้องสาปแช่งสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงอวยพร, ฉีกสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงนำมารวมเข้าด้วยกันให้ออกจากกัน, ทำลายสิ่ง****ที่****พระเจ้าทรงสรรเสริญ:**** ผลรวม การทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เหนือและต่อต้านพระเจ้า, ทำลายล้างและทำลาย การห้ามการแต่งงาน เขาจะมิได้ทำออกมาจากความรักเพื่อความบริสุทธิ์ เพราะการปรากฏตัวเพียงเท่านั้นและการที่เขาสามารถทำได้อย่างอิสระและไม่ถูกขัดขวางสิ่งที่เขาชอบและมิได้อยู่ภายผู้ใดหรือมีภาระผูกพันต่อใครๆ **(M. Luther, Bibel, II. Ausgabe, หน้า 836) การเปิดโปงของมาร์ติน ลูเทอร์ นี้มิใช่สิ่งใหม่และมิได้เกิดในยุคการปฏิรูป นอกจากนั้นมันมักจะเป็นที่รู้จักในพวกนักวิชาการพระคัมภีร์ไบเบิลไม่มากหรือน้อย

**"ใน B****ü****chner’s Handkonkordanz, ต่อไปนี้ได้กล่าวไว้ในสิ่งที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ «การตีความของผู้ต่อต้านพระคริสต์ที่เป็นสมเด็จพระสันตะปาปาซึ่งเป็นผู้ที่โดดเด่นในพวกคริสตจักรโปรเตสแตนท์ที่เก่าแก่ที่สุดและถูกนำเข้าไปในหลักข้อเชื่อของพวกเขาโดยคริสตจักรที่ปฏิรูปในฝรั่งเศส ... มิควรจะใส่ให้สูงมากบนบัญชีของพวกโปรเตสแตนท์เพราะมุมมองนี้เป็นเวลานานในการดำรงอยู่ก่อนการปฏิรูปในศตวรรษที่ 9 … และผ่านทุกศตวรรษมาจนกระทั่งมันถูกทำซ้ำผ่านลูเทอร์»"** (O. Markmann, Endzeit, Entriickung, Antichrist, หน้า 62)

หลังจากการเปรียบเทียบอย่างใกล้ชิดกับข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย มันเป็นที่ชัดเจนว่าทุกสิ่งทุกอย่างในทางปฏิบัติถูกเปลี่ยนแปลงไป-การประชุมทั้งหมดถูกแลกเปลี่ยน จากความเชื่อดั้งเดิม *"**ครั้งหนึ่งได้โปรดมอบไว้แก่พวกวิสุทธิชนแล้ว**"** *(ยูดา 3) คือไม่มีร่องรอยอีกต่อไป ทุกครั้งที่หลักข้อเชื่อได้ถูกคิดค้น พระวจนะต้องถูกวางไว้ข้างๆ ก่อน ก่อนการคิดค้นหลักคำสอนใหม่ คำสอนตามพระคัมภีร์ไบเบิลต้นฉบับต้องถูกยกเลิก สำหรับเรื่องนี้พวกเรามีหลักฐานในขณะเปรียบเทียบข้อพระคัมภีร์ทั้งหลายกับการประกาศที่คิดค้นขึ้นมาด้วยตนเอง ตัวอย่างเช่น ตามที่ได้กล่าวไว้แล้ว *"**และไม่มีผู้ใดได้ขึ้นไปสู่สวรรค์ นอกจากท่านที่ได้ลงมาจากสวรรค์ คือบุตรมนุษย์**...*" (ยน. 3:13) ในทั้งๆ ที่ถ้อยแถลงอันชัดเจนนี้ได้พบในพระวจนะของพระเจ้าในเวลาที่ผ่านมา หลักข้อเชื่อของกายสวรรค์ของมารีย์ถูกประกาศในทางตรงกันข้ามกับพระวจนะของพระเจ้า ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับพระเจ้าและปฏิเสธการประกาศทุกอย่างของพวกสมเด็จพระสันตะปาปาและเห็นพวกเขาในฐานะที่เป็นผู้ต่อต้านพระคริสต์ เพราะว่าพวกเขาอยู่ในความเป็นจริงในการต่อต้านคำสอนของพระคริสต์?

การประกาศว่า "ผู้ใดก็ตามที่ไม่มีคริสตจักรในฐานะเป็นแม่ฉันท์ใด ก็จะไม่สามารถมีพระเจ้าเป็นพระบิดาได้ฉันท์นั้น!" ได้นำความกลัวมายังคนทั้งหลาย ในฐานะที่คนได้รับการทรงสร้างมาเพื่อให้มีการสามัคคีธรรมกับพระเจ้า เมื่อมันถูกสอนว่าคริสตจักรแห่งนี้ได้รับการก่อตั้งขึ้นโดยพระคริสต์และทุกคนเป็นคาทอลิก แม้แต่มารีย์ ดังนั้นเรื่องนี้จึงผิดชัดๆ ประวัติศาสตร์คริสตจักรทั้งหมดยืนยันพัฒนาการตามความเป็นจริง ในคริสต์ศตวรรษแรกๆ ไม่มีคริสตจักรโรมันคาทอลิกที่ถูกก่อตั้งขึ้นและมิใช่อีกแห่งหนึ่งที่ได้แสดงไว้ล่วงหน้าแล้วในหนังสือเล่มนี้ ยุคหลังอัครสาวกรู้จักเพียงทิศทางของความเชื่อที่แตกต่างกันเท่านั้นแต่มิใช่สหคริสตจักรแห่งหนึ่งตามที่มันได้เข้ามาในการดำรงอยู่ตั้งแต่ยุคของคอนแสตนติน ไม่มีพวกสมเด็จพระสันตะปาปา ไม่มีพวกพระคาร์ดินัล ฯลฯ น่าเสียใจที่แม้แต่การวิจัยของโปรเตสแตนท์ในศตวรรษแรกๆ ก็มิได้ระมัดระวังและมีรายละเอียดเพียงพอ มันดูเหมือนว่าเรื่องนี้มักจะถูกหลีกเลี่ยงไม่มากก็น้อย บางทีอาจจะเป็นเพราะความคิดของเอกภาพ พวกพัฒนาการตามความจริงจึงมิได้รับการพิจารณาอย่างสัตย์ซื่อ น่าเศร้าว่าพวกโปรเตสแตนท์ที่ได้ออกมาจากคริสตจักรโรมันคาทอลิกนั้นได้เป็นการจัดการอันยอดเยี่ยมของความคิดเห็นที่ว่านางเป็นคริสตจักรของพระเยซูคริสต์ และดังนั้นจึงมิได้รับความเจ็บปวดที่จะส่องสว่างคริสต์ศตวรรษแรกๆ นี่คือการกล่าวของการเบี่ยงเบนและความข้องใจที่ผ่านมา

พวกสมเด็จพระสันตะปาปาที่ยกตนข่มท่านตอนนี้นำเสนอตัวของพวกเขาเองเป็นพวกผู้สืบทอดของเปโตร และพวกบาทหลวงเป็นพวกผู้สืบทอดของเหล่าอัครสาวก แต่กระนั้นพวกเขาเป็นอะไรในความเป็นจริง? ไม่เคยมีดังที่เรียกว่า พระที่นั่งของเปโตร ไม่ได้อยู่ในกรุงเยรูซาเล็มและแน่นอนว่าไม่ได้อยู่ในกรุงโรม นอกจากนี้ยังไม่เคยมีเจ้าคณะของเปโตร ในสภาอัครสาวก ณ การประชุมในกรุงเยรูซาเล็ม มันชัดเจนมากว่ายากอบได้ทำหน้าที่ประธาน หลังจากที่เปโตร, บารนาบัส และเปาโล ได้เทศนาแล้ว ยากอบได้สรุปทุกอย่างภายใต้การทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ตามพระวจนะแห่งการเผยพระวจนะ (กิจการ บทที่ 15, จากข้อที่ 13) ในข้อที่ 28 พวกเราอ่าน *"**เพราะว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์และพวกเราเห็นแล้วว่าเป็นการดีที่จะ ...**" *พระเจ้าทรงใช้ผู้ใดก็ตามที่พระองค์ทรงเลือกเสมอ ครั้งหนึ่งเป็นคนนี้และในครั้งอื่นก็เป็นอีกคนหนึ่ง มันเป็นสถานการณ์ต่างๆ ที่เปโตรหรือเปาโลหรือคนอื่นๆ ได้ทรงถูกใช้มาจากพระเจ้า สิ่งหนึ่งที่มิได้เป็นที่รู้จักคือ ผู้ที่เป็นเลิศหรือเจ้าคณะ ความคิดนี้ขึ้นมาเพียงเพื่อจะขีดเส้นใต้การคิดค้นของตนเองเท่านั้น แต่ไม่มีรากฐานทางพระคัมภีร์ไบเบิล

พวกสมเด็จพระสันตะปาปาประกาศว่าตัวของพวกเขาเองเป็นพวกพระครูบาอาจารย์ของพระคริสต์ แม้ว่าในข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายมิได้แม้แต่ระบุสิ่งเช่นนั้นไว้ พวกเขาประกาศว่าตัวของพวกเขาเองว่าเป็นพวกบาทหลวงสากล แต่สิ่งดังกล่าวมิได้ปรากฏอยู่ในราชอาณาจักรของพระเจ้า อัครสาวกเปโตรได้หมายถึงพระคริสต์และมิใช่สมเด็จพระสันตะปาปาเมื่อเขาได้เขียนว่า *"**เพราะว่าพวกท่านเคยเป็นเหมือนแกะที่พลัดฝูงไป แต่บัดนี้ได้กลับมาหาพระผู้เลี้ยง และผู้ดูแลแห่งจิตวิญญาณของพวกท่านแล้ว**"** *(1 ปต. 2:25) พวกสมเด็จพระสันตะปาปากล่าวอ้างว่าเป็นพวกพระผู้เลี้ยงสูงสุด เรื่องนี้จะสามารถจินตนาการได้อย่างไร? ของพระคริสต์พวกเราอ่านข้อนั้น พระองค์ทรงเป็นพระผู้เลี้ยงที่ดี ผู้ที่ได้ประทานชีวิตของพระองค์เพื่อแกะของพระองค์ (ยน. 10) นอกจากนี้พระองค์ทรงเป็นประมุขของคริสตจักรของพระองค์  (อฟ. 1:22) จะมีที่ว่างสำหรับประมุขอีกท่านหนึ่งที่ไหน? บางทีในคริสตจักรของเขาเอง แต่มิใช่ในคริสตจักรของพระเยซูคริสต์อย่างแน่นอน

พวกสมเด็จพระสันตะปาปาได้กล่าวคำปราศรัยไปทั่วโลกในการแสดงความเคารพด้วยว่า "พระบิดาศักดิ์สิทธิ์" ข้อพระคัมภีร์แถลงว่า *"**และอย่าเรียกผู้หนึ่งผู้ใดว่าเป็นบิดาของพวกท่านบนโลกนี้ เพราะพระองค์ผู้เดียวทรงเป็นพระบิดาของพวกท่าน ผู้ซึ่งทรงสถิตในสวรรค์**"** *(มธ. 23:9) คนหลายล้านคนดูหมิ่นพระเจ้าเป็นประจำทุกวันเมื่อพวกเขากำลังใช้ตำแหน่งของพระองค์สำหรับมนุษย์เพียงเท่านั้น พระบิดาศักดิ์สิทธิ์ประทับอยู่ที่ไหน พระองค์ประทับอยู่ในสวรรค์หรือในกรุงโรม? พระบิดาของลูกๆ ทั้งหลายของพระเจ้าประทับอยู่ในสวรรค์ ขอให้พระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ได้รับการอวยพร!

พวกผู้มีเกียรติในคริสตจักรใช้พวกที่นั่งแห่งเกียรติยศและมีการเฉลิมฉลองในทุกหนแห่ง ผู้หนึ่งผู้ใดไม่ควรจะอิจฉาพวกเขาเพราะตามข้อพระคัมภีร์เร็วๆ นี้พวกเขาจะกล่าวแก่บรรดาภูเขาและโขดหินว่า *“**จงล้มทับพวกเราเถิด และซ่อนพวกเราไว้ให้พ้นจากพระพักตร์พระองค์ ผู้ประทับอยู่บนพระที่นั่ง และให้พ้นจากพระพิโรธของพระเมษโปดกนั้น**"** (วว. 6:16*)

คริสตจักรโรมันคาทอลิกได้ประสบความสำเร็จในการทำให้โลกเชื่อว่า มันเป็นสถาบันของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก กล่าวคือคริสตจักรที่พระคริสต์ได้ทรงนำเข้ามาในการดำรงอยู่ ซึ่งเป็นสถานที่แห่งเดียวที่มีความรอดอยู่ในนั้น นั่นไม่จริง ประวัติศาสตร์หักล้างคำกล่าวอ้างนั้นอย่างน่าเชื่อถือในขณะที่กำลังจัดการกับสามคริสต์ศตวรรษแรก นอกจากนี้ไม่มีสถาบันคริสตจักรอื่นๆ  ได้ถูกก่อตั้งขึ้นโดยพระคริสต์ทั้งมิอาจจะให้ความรอดได้ด้วย พวกโรงเรียนหลักคำสอนซึ่งปรากฏอยู่ในศตวรรษแรกๆ ได้ถูกนำมารวมกันโดยการบังคับเข้าไปในสถาบันคริสตจักรเดียว ตั้งแต่ยุคของการปฏิรูปพวกคำสอนที่แตกต่างกันได้ไปก่อนล่วงหน้าอีกครั้งหนึ่งผ่านหลายกระแสของศาสนาที่แตกต่างกัน ตอนนี้การเน้นย้ำจะไม่วางอยู่บนความบังเอิญและการรวมกันเป็นหนึ่งกับหลักคำสอนและการปฏิบัติดั้งเดิมแต่ทั้งหมดรวมกันเป็นหนึ่งโดยไม่คำนึงถึงการสอนของพวกเขาที่จะต้องมารวมกันเป็นหนึ่ง ท่ามกลางพัฒนาการเหล่านี้พระเยซูคริสต์ยังคงกำลังทรงสร้างคริสตจักรของพระองค์อยู่ พระองค์ทรงเรียกให้ออกมาจากทุกประเทศและทุกภาษาผ่านประกาศข่าวประเสริฐนิรันดร์ของพระองค์ พวกคนเหล่านั้นที่ฟังพระสุรเสียงของพระองค์จะออกมาและพวกเขาจะถูกนำมาในแถวและก้าวไปกับพระวจนะของพระองค์เพื่อจะได้มีประสบการณ์กับการงานที่เสร็จสมบูรณ์ภายในคริสตจักรของพระคริสต์ถึงวันแห่งพระสิริของการเสด็จกลับมาของพระองค์

คริสตจักรของพระเยซูคริสต์มิได้อุดมไปด้วยสินค้าทั้งหลายของโลก มันมิได้ครอบครองเงินและทองตามที่เปโตรได้ระบุไว้แล้ว แต่จะมั่งคั่งและได้รับพระพรฝ่ายวิญญาณมากกว่า ซาตานได้มอบถวายความร่ำรวยของแผ่นดินโลกนี้แด่พระเยซู พระองค์ได้ปฏิเสธเพราะพระองค์ทรงรู้ตามพระสัญญาแล้ว พระองค์จะทรงเป็นผู้ปกครองเหนืออาณาจักรทั้งหมดของโลก พวกสมเด็จพระสันตะปาปากำลังกล่าวอ้างถึงตำแหน่งนี้เพื่อจะกลายเป็นผู้ปกครองเหนือโลกทั้งปวง นอกจากนี้ในเรื่องนี้ความขัดแย้งในการอ้างถึงพระคริสต์เป็นที่เห็นได้ชัด ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติจะแตกต่างไปอย่างมากโดยปราศจากพวกสมเด็จพระสันตะปาปา จะไม่มีพวกนักรบสงครามครูเสด, สงครามต่างๆ, การข่มเหงมากมาย และพวกผู้พลีชีพหลายล้านคน นอกจากนี้ยังมีการเป็นทาสกลับไปยังบัญชีเงินฝากของพวกเขา ดั่งที่เรียกว่าพวกมิชชันนารีที่ได้ตระเตรียมหนทางเพื่อพ่อค้าทั้งหลาย

แม้แต่พวกผู้เชี่ยวชาญฝ่ายการเงินมิอาจจะประเมินความร่ำรวยของวาติกันได้ ผู้ใดก็ตามที่เห็นทรัพย์สมบัติในวิหารเซนต์ ปีเตอร์ จะต้องมนต์ขลังเมื่อเขาเห็นพวกทองคำ, หินอันมีค่า, ไข่มุกทั้งหมด (วว. 17:4) และสิ่งที่มีค่าอื่นๆ สำหรับโลกภายนอกกรุงโรมเป็นเมืองแห่งความใจบุญ ใครก็ตามที่มาถึงสนามบินนานาชาติจะพบในทางเดินตรงไปว่า "Banco di Santo Spirito" (ธนาคารของพระวิญญาณบริสุทธิ์) ความร่ำรวยเหลือพรรณนามิใช่ในบ้านของพวกคนคาทอลิกแต่อยู่ในพวกมณฑลทั้งหลายและในวาติกันมากกว่า

คริสตจักรโรมันคาทอลิกคืออำนาจทางการเมืองและทางศาสนาของโลกด้วยการทำงานในทุกระดับและการใช้อิทธิพลโดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านมายังคำสั่งที่มอบหมายไว้แล้วทั้งหมดของพวกเยซูอิต พวกสมาชิกมีตำแหน่งสำคัญที่อยู่ภายใต้การควบคุมทั้งหมด พวกเขาถูกพบได้ในบรรดารัฐบาล, ในสำนักงานที่แตกต่างกัน, ในมหาวิทยาลัย, ในอาณาจักรฝ่ายสังคม, ในโรงพยาบาล, ในโรงเรียนอนุบาล, ในโรงเรียน ฯลฯ พวกเขาต่อสู้อย่างขยันขันแข็งเพื่อส่งเสริมศาสนาโรมันคาทอลิก พวกช่องทางของฝ่ายรัฐบาลทุกช่องทางกำลังถูกใช้อยู่ด้วยเช่นกัน พวกเขาเป็นพวกที่ปรึกษาและพวกนักเขียนของร่างต้นฉบับสำหรับพวกนักการเมืองในตะวันออกและตะวันตกว่า “พระราชกิจของพระเจ้า” อยู่ทั่วทุกหนแห่ง นอกจากนี้ยังมีพวกโปรเตสแตนท์และพวกคอมมิวนิสต์ด้วยเช่นกัน ในฐานะที่เคยเป็นมาก่อนเพื่อให้มันใช้ได้ขณะนี้: พวกความหมายของสาเหตุการชำระให้บริสุทธิ์

ถึงแม้ว่าคริสตจักรคาทอลิกกล่าวอ้างว่าความรอดผ่านมายังมันเพียงผู้เดียว พวกสมาชิกยังคงลงนรกหลังจากความตาย-ทั้งๆ ที่ด้วยการเข้าส่วนในพวกพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ตลอดมาในชีวิตของพวกเขา พวกเขาก็ยังมิได้รับความรอด ดังนั้นความรอดได้มอบไว้ให้กับคริสตจักรแห่งนี้มากเท่าไหร่? แม้แต่สำหรับพวกคนที่ตายไปแล้วที่ถูกอ่านในการประชุมทางพิธีกรรมของคริสตจักร ในพระคัมภีร์ไบเบิลไม่พบอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ที่สุสานพวกคนที่ร่วมไว้อาลัยได้รับการบอกกล่าวว่า "มันทำให้พระเจ้าทรงพอพระทัยในการนำพี่น้องชายหญิงของพวกเราเข้าไปในพระสิริ" พวกคำจารึกบนหินหลุมฝังศพทั้งหลายแสดงว่า "นี่คือที่หยุดพัก, สันติสุข..." , หรือ "การหยุดพักในพระเจ้า ..." นอกจากนั้นในการประชุมทางพิธีกรรมของคริสตจักรสำหรับพวกคนที่ตายไปแล้วมันได้รับการบอกกล่าวว่ามันมิได้ทำให้พระเจ้าทรงพอพระทัยที่จะทรงนำพวกผู้ที่ตายด้วยความเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายไปในพระสิริของพระองค์นอกจากว่าเขาจะต้องผ่านไปยังนรก ใครก็ตามที่ตริตรองความคิดนี้ต้องตระหนักได้ว่าบางสิ่งบางอย่างนั้นมิอาจจะถูกต้องได้

จากนั้นพระเยซูคริสต์ได้ทรงถามว่า *"**บัพติศมาของยอห์นนั้นมาจากสวรรค์หรือมาจากมนุษย์**?" *(ลก. 20:4) ปัจจุบันนี้พระองค์อาจจะทรงถามว่า "การปฏิรูปและพวกการฟื้นฟูต่อไปนี้ทั้งหมดมาจากสวรรค์หรือมาจากมนุษย์?" จากนั้นพวกนักเขียนไม่มีคำตอบสำหรับคำถามนี้ แล้วพวกนักเขียนในปัจจุบันนี้จะตอบอะไร? พวกเขาจะให้คำตอบอะไร? ไม่มีคำตอบใดๆ! โลหิตของพวกผู้พลีชีพเพื่อศาสนาทุกคนพวกผู้ที่ได้ให้ชีวิตของพวกเขานั้นพระคัมภีร์ไบเบิลนี้สามารถถูกอ่านและความจริงทั้งหลายได้ถูกบรรจุไว้อยู่ในนั้นจะถูกส่องแสงบนเชิงเทียน จะกล่าวในวันพิพากษาต่อต้านพวกผู้นำทางศาสนาของชนรุ่นนี้ที่ดึงพวกคริสตจักรโปรเตสแตนท์กลับเข้ามาในคริสตจักรแม่โรมัน พวกคริสตจักรแห่งประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่และพวกที่มีมากขึ้นในปัจจุบันนี้ที่ถูกหลอกลวงโดยการครอบงำอีกด้วย ไม่กี่ปีให้หลังมา ลัทธิดังที่เรียกว่า ไนซีอา ประกอบด้วยคำว่า "... ศักดิ์สิทธิ์, เป็นสากล, คริสตจักรของอัครสาวก" แต่ตอนนี้พวกเขาท่องว่า "... ศักดิ์สิทธิ์, คาทอลิกและคริสตจักรของอัครสาวก"

ใครคือผู้นี้จากมุมมองทางข้อพระคัมภีร์สำหรับโลกที่มองหาเขา ผู้ที่พูดกับพวกคนมุสลิม 85,000 คน ในสนามฟุตบอลในเมืองคาซาบลังกา, ผู้ที่อวยพรพวกคนที่บูชาเครื่องรางของขลังในเมืองอาบีจาน, ผู้ที่พูดที่สหประชาชาติในกรุงนิวยอร์ก หรือที่สภาคริสตจักรโลกในกรุงเจนีวาและในรัฐสภายุโรปที่เมืองสตราสบูร์ก, ผู้ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกและผู้ที่เยี่ยมเยียนประเทศต่างๆ ในสแกนดิเนเวีย แม้ว่าเขาจะไม่ได้รับการต้อนรับ?

สำนักงานนี้และอำนาจที่เชื่อมต่อกับมันกำลังถูกอธิบายไว้ในข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพระธรรมวิวรณ์ คำอธิบายที่ไม่ผิดพลาดได้และกำลังถูกแสดงในหมายเลข 666 (วว. 13:17-18) ที่นั่นพวกเราได้รับการบอกกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ*มากว่า**"**... เพราะว่าเป็นหมายเลขของมนุษย์คนหนึ่ง และหมายเลขของเขาคือหกร้อยหกสิบหก**"** *หมายเลขนี้พอดีอย่างสมบูรณ์แบบกับชื่อภาษาละตินของคนๆ นี้ซึ่งมิอาจจะนำไปใช้กับคนอื่นบนแผ่นดินโลกได้ "พระครูบาอาจารย์ของพระบุตรของพระเจ้า"

 

V     I     C     A     R     I     V     S       F     I     L      I     I       D     E     I

5 + 1 + 100   .  .      + 1 + 5  .  .           + 1 + 50 + 1 + 1  + 500 .    + 1  =  666

 

มันมิใช่อุบัติเหตุอย่างแน่นนอนที่พวกจักรพรรดิโรมันได้ใช้ชื่อตำแหน่งนี้ว่า "LATINUS REX SACERDOS" ซึ่งหมายถึง "กษัตริย์ปุโรหิตละติน" พวกนอกรีตแห่งกรุงโรมซึ่งได้เปลี่ยนแปลงและได้กลายมาเป็นพวกสมเด็จพระสันตะปาปาแห่งกรุงโรม ชื่อตำแหน่งนี้ยังมีอักษรนับรวมกันได้เหมือนกันคือ 666

 

L   A   T   I   N   V   S     R   E   X     S   A   C   E   R   D   O   S

50  .  .    + 1 .   + 5    .  .  .        + 10  .  .     + 100 . .   + 500  .  .     =  666

 

ในวิวรณ์ บทที่ 17 สถาบันของโลกนี้ได้รับการอธิบายอย่างเฉพาะเจาะจงว่าเป็นมารดา เพราะว่าโลกทั้งโลกได้ถูกหลอกลวง ได้ถูกคาถาอาคมและได้เข้าใจผิดและได้เข้ามาอยู่ภายใต้การสะกดและพระเจ้าพระองค์เองได้ทรงกล่าวอย่างชัดเจนในการตัดสินบนที่นั่งของมัน ในวิวรณ์ บทที่ 18 พวกเราได้รับการบอกกล่าวไม่กี่ครั้งว่าในหนึ่งชั่วโมงเมืองนี้ดังที่เรียกว่าเมืองนิรันดร์จะถูกทำลายไป *"**นางได้ยกย่องตัวเองและมีชีวิตอย่างหรูหรามากเท่าใด ก็จงให้นางได้รับการทรมานและความโศกเศร้ามากเท่านั้น เพราะว่านางกล่าวในใจของตนว่า ข้าดำรงอยู่ในตำแหน่งราชินี และไม่ได้เป็นหญิงม่าย และจะไม่เห็นความโศกเศร้าเลย* *เหตุฉะนั้น ภัยพิบัติต่าง ๆ ของนางจะมาถึงในวันเดียว ความตาย และการคร่ำครวญ และการกันดารอาหาร และนางจะถูกเผาด้วยไฟจนหมดสิ้น เพราะว่าองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้า ผู้ทรงพิพากษานางนั้น ทรงอานุภาพยิ่งใหญ่**”*(วว. 18:7-8) จนถึงตอนนี้ทุกถ้อยคำของพระเจ้าได้รับการเติมเต็มแล้ว ณ เวลาที่ได้กำหนดไว้และเวลานี้อีกครั้งหนึ่งที่จะไม่มีข้อยกเว้น

ในขณะที่สิ่งถูกต้องเพียงเท่านั้นและด้วยการผูกพันสิทธิอำนาจของพระวจนะของพระเจ้า ทุกคนพวกผู้ที่สัตย์ซื่อถูกท้าทายเพื่อจะกลับมายังพระวจนะของพระเจ้าและจะเชื่อตามที่ข้อพระคัมภีร์ทั้งหลายที่กล่าวไว้

เรื่องนี้มิได้มีความหมายในทางถกเถียง การตัดสินครั้งสุดท้ายมักจะยังคงอยู่กับพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว ผู้ที่จะทรงตัดสินบนพื้นฐานของพระวจนะของพระองค์อย่างแน่นอน พวกเรามีภาระใจเกี่ยวกับพวกคาทอลิกประมาณ 800 ล้านคนทั่วโลกทุกคนผู้ที่เชื่อสิ่งที่พวกเขาได้รับการสอนมาโดยมิได้รู้ว่าสถาบันของโลกนี้มิได้เริ่มต้นมาจากพระคริสต์และไม่มีเวลาใดที่มันเป็นคริสตจักรของพระเยซูคริสต์ นอกจากนี้ยังมีพวกโปรเตสแตนท์เป็นจำนวนมากเท่ากันด้วยเช่นกัน คนหลายคนกำลังมองหาความรอดอย่างสัตย์ซื่อ คนหลายคนกำลังไว้วางใจในพวกคำสอนของศาสนาและการเป็นสมาชิกในคริสตจักรของพวกเขาสำหรับความรอด พวกเขาไม่รู้ว่าพวกเขากำลังถูกหลอกลวงและถูกโกงสำหรับนิรันดร์กาลทั้งหมด ถ้าการหลอกลวงเช่นนั้นได้เกิดขึ้นในศาสนาโดยปราศจากการอ้างถึงพระคริสต์แล้วมันก็ร้ายแรง แต่กระนั้นถ้าหากมันทั้งหมดได้เกิดขึ้นในพระนามของพระคริสต์ จากนั้นมันมิอาจจะได้รับการยกโทษให้อภัยโทษได้ สำหรับสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงกล่าวไว้ในวันพิธีเปิดคริสตจักรพันธสัญญาใหม่ผ่านไปยังปากที่ได้รับการทรงเลือกที่ถูกต้องว่า *"**และจะเป็นเช่นนี้ว่า ผู้ใดก็ตามที่จะร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็จะรอด**"** *(กิจการ 2:21; โยเอล 3:5) เห็นได้ชัดว่าความรอดซึ่งถูกเชื่อมต่อได้กับพระเจ้าผู้ได้ทรงนำมาอย่างเดียวกันเพียงเท่านั้น ได้ถูกนำออกไปและได้วางไว้บนสถาบันแห่งหนึ่งและการปฏิบัติทางศาสนกิจอื่นๆ บางทีพวกนักบวชมิได้ตระหนักถึงแม้แต่เรื่องนี้

พวกคริสตจักรโปรเตสแตนท์ใหญ่ๆ อ้างถึงการใช้พวกข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เพียงเท่านั้น ถ้าหากเรื่องนั้นจริง เกิดอะไรขึ้นเกี่ยวกับความจริงที่ว่าพวกเขายังได้นำการจัดการของประเพณีมากมายซึ่งมิได้พบในพระคัมภีร์มาใช้เล่า? พวกคาทอลิกใช้ทั้งสองอย่าง ดังนั้นพวกเขาจึงพูดข้อพระคัมภีร์และประเพณี ณ การสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด ประเพณีที่ถูกตกแต่งกับพวกข้อพระคัมภีร์ซึ่งอาจจะมองเห็นได้เพียงเท่านั้น ในการอ้างอิงถึงพวกประเพณีดังกล่าว พระเจ้าของพวกเราได้ทรงกล่าวถึงพวกผู้นมัสการด้วยคำศัพท์คำนี้ว่า "โดยไร้ประโยชน์", *"**... พวกเขานมัสการเราโดยไร้ประโยชน์ โดยสอนบรรดาบทบัญญัติของมนุษย์เป็นหลักคำสอนทั้งหลาย ... และพระองค์ตรัสแก่พวกเขาว่า ท่านทั้งหลายปฏิเสธพระบัญญัติของพระเจ้าอย่างเต็มที่จริง ๆ เพื่อท่านทั้งหลายจะได้ถือประเพณีของพวกท่านเอง**"** *(มก. 7:7+9) จากบนข้อพระคัมภีร์ข้อนี้และข้ออื่นๆ มันต้องได้รับการกล่าวว่าการปฏิบัติทางศาสนกิจทุกอย่างเป็นโดยไร้ประโยชน์ถ้าหากพวกเขามิได้ทำตามน้ำพระทัยและพระวจนะของพระเจ้า การอธิษฐานของลูกประคำทั้งหมดโดยไร้ประโยชน์, ทุกคนที่อธิษฐานต่อ "มารีย์หญิงพรหมจารี" นั้นโดยไร้ประโยชน์, พวกผู้ที่ไปแสวงบุญที่อิสราเอลนั้นโดยไร้ประโยชน์, การปฏิบัติกิจทางศาสนาทุกอย่างโดยไร้ประโยชน์! น้ำพระทัยของพระเจ้ามิได้ถูกตั้งไว้โดยสมเด็จพระสันตะปาปา แต่โดยเหล่าผู้เผยพระวจนะและเหล่าอัครสาวกมากกว่าซึ่งถูกพบครั้งหนึ่งและเพื่อทั้งหมดในข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย

ตอนนี้อะไรเล่า? มันเป็นไปได้ที่จะยังคงอยู่อย่างเป็นกลางและไม่แยแสหลังจากความจริงได้ถูกนำขึ้นมายังพื้นผิวและการหลอกลวงได้กลายเป็นที่เห็นได้ชัดในแสงสว่างของพระวจนะที่เปิดเผยสำแดงของพระเจ้า? จากช่วงเวลาของการเปิดเผยสำแดงนี้ทุกคนรับผิดชอบต่อพระเจ้าเป็นการส่วนบุคคล *"**และวันเวลาแห่งการขาดความรู้นี้ พระเจ้าทรงมองข้ามไปเสีย แต่บัดนี้ทรงบัญชามนุษย์ทุกคนทั่วทุกแห่งให้กลับใจเสียใหม่**"** *(กิจการ 17:30) ใครก็ตามที่ได้อ่านการเปิดโปงเรื่องนี้จะไม่มีข้ออ้างใดๆ ในวันพิพากษา โดยพวกคนที่พระเจ้าได้ทรงเปิดเผยสำแดงพระองค์เองและพระองค์ทรงได้รับการนมัสการ พวกเขาเป็นพวกคนที่พระองค์ทรงเปิดเผยสำแดงพระวจนะของพระองค์, พระนามของพระองค์ และน้ำพระทัยของพระองค์ พวกเขาเป็นพวกคนเหล่านั้นที่มีประสบการณ์แห่งความรอดส่วนบุคคลโดยพระคุณของพระองค์

โอกาสที่สมเด็จพระสันตะปาปาและนักบวชจะมีความกล้าหาญอย่างน้อยที่สุดในการเข้ามายังคำพูดกับความจริงนั้นคาดว่าน้อยมากๆ แต่กระนั้นมิใช่พวกคนเหล่านั้นผู้ที่อยู่ในสำนักงานฝ่ายวิญญาณ จากพวกนักบวชในหมู่บ้านถึงพวกผู้ที่อยู่ในระดับสูงที่สุด ผู้ที่ได้อ่านการเปิดโปงเรื่องนี้อาจจะมีมโนธรรมอันดีจากช่วงเวลานี้ต่อไปได้ พวกคนเหล่านั้นที่เคร่งครัดทางศาสนาและถูกหลอกลวงมีสิทธิ์ที่จะได้รับศักดิ์ศรีของพวกเขากลับคืนมาได้และมีความเป็นไปได้ที่จะมีการตัดสินใจส่วนตัวของพวกเขาเองสำหรับพระคริสต์และได้รับทราบความจริง เด็กทารกทั้งหลายที่ได้รับบัพติศมาเข้ามาในการสารภาพนั้นมิอาจจะได้รับคำถามว่าพวกเขาอยากจะเป็นสมาชิกคริสตจักรหรือไม่ โดยปราศจากการให้พวกเขารับรู้มันหรือเป็นความสามารถที่จะให้พวกเขาให้ความยินยอมเพื่อพวกเขาจะเป็นสมาชิกได้ ช่างเป็นสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีของมนุษย์ในศตวรรษที่ 20 อะไรกัน! นี่คือในความขัดแย้งกับเสรีภาพทางศาสนาและเป็นเพียงความต่อเนื่องของสิ่งที่เรียกว่า การเป็นคริสเตียน ซึ่งได้เริ่มมาประมาณ 1,500 ปีที่ผ่านมา พวกคริสตจักรใหญ่อื่นๆ ได้นำวิธีที่มิใช่ตามข้อพระคัมภีร์มาใช้ด้วยเช่นกัน พวกเขามีความผิดต่อพระเจ้าด้วยเช่นกัน นี่เป็นเวลาของการตัดสินใจซึ่งจำเป็นต้องทำโดยทุกคนต่อพระเจ้าเป็นการส่วนตัว;

จุดมุ่งหมายของการเขียนนี้เพื่อให้ข้อมูลที่จำเป็นแก่ผู้อ่าน

ไม่มีใครที่จำเป็นต้องเชื่อความคิดเห็นเหล่านี้อย่างสุ่มสี่สุ่มห้าได้ นอกจากว่าทุกคนควรจะได้ค้นหาข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายและประวัติศาสตร์คริสตจักรด้วยเช่นกันและจากนั้นมายังการสรุปของพวกเขาเอง

 

*พวกเขาประกาศว่า คนฉลาดคือ*

*ผู้ที่เดินทางผ่านข้อผิดพลาดมายังความจริง*

*พวกคนเหล่านั้นที่ยังคงอยู่ในข้อผิดพลาด*

*พวกเขาจะเป็นพวกคนโง่*

 

 


## Chapter navigation

- [Previous chapter](https://nasa.misia.sk/book_chapters/4787.md)
- [Book contents](https://nasa.misia.sk/books/1756.md)
- [Next chapter](https://nasa.misia.sk/book_chapters/4789.md)

## Available translations

- [ไทย (Thai)](https://nasa.misia.sk/book_chapters/4788.md)

## Source

- [Canonical HTML page](https://nasa.misia.sk/book_chapters/4788)
- [Markdown representation](https://nasa.misia.sk/book_chapters/4788.md)
