---
type: BookChapter
work_id: '516'
book_url: https://nasa.misia.sk/books/1861
book_markdown_url: https://nasa.misia.sk/books/1861.md
language: th
position: 2
canonical_url: https://nasa.misia.sk/book_chapters/5666
markdown_url: https://nasa.misia.sk/book_chapters/5666.md
markdown_source: converted
translations:
  cs: https://nasa.misia.sk/book_chapters/1006.md
  en: https://nasa.misia.sk/book_chapters/1030.md
  ru: https://nasa.misia.sk/book_chapters/5359.md
  th: https://nasa.misia.sk/book_chapters/5666.md
---

# พระธรรมวิวรณ์ - ตราประทับทั้งเจ็ด?

## บทที่ 1 - บทนำ “วันแห่งพระยาห์เวห์” ที่มาและความสำคัญของการเผยพระวจนะ

**บทนำ**

**“วันแห่งพระยาห์เวห์”**

**ที่มาและความสำคัญของการเผยพระวจนะ**

 

ยอห์นผู้มองเห็นมาถึงเกาะปัทมอสเพราะ**พระวจนะของพระเจ้า**และสำหรับ**คำพยานของพระเยซู** ที่นั่นเขาถูกรับขึ้นไปในพระวิญญาณของพระเจ้าเหมือนอยู่ในภวังค์ เขาได้เห็นเหตุการณ์ต่างๆ ที่สำคัญที่สุดซึ่งเกี่ยวข้องกับแผนการแห่งความรอดเกิดขึ้น**วันแห่งพระยาห์เวห์** วันแห่งพระยาห์เวห์ได้อธิบายไว้อย่างละเอียดในพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ การยืนยันว่าวันแห่งพระยาห์เวห์เป็นวันสะบาโต หรือวันอาทิตย์นั้นเป็นการเข้าใจผิดและใช้ไม่ได้ *วันแห่งพระยาห์เวห์*เป็นช่วงของเวลาซึ่งตาม*วันแห่งพระคุณและความรอด* (อิสยาห์ 49: 8; 2 โครินธ์ 6: 2; ฮีบรู 4: 7) — วันที่เจ็ดในการนับเวลาอันศักดิ์สิทธิ์ พระเจ้าทรงนับตามการเผยพระวจนะ โดยจัดการกับวันทั้งหลายเหมือนที่พวกเราทำกับปีทั้งหลาย ด้วยวันเดียวของพระเจ้าก็เหมือนหนึ่งพันปีของพวกเรา *“**แต่พวกที่รัก อย่าลืมข้อนี้เสียคือ วันเดียวขององค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นเหมือนกับพันปี และพันปีก็เป็นเหมือนกับวันเดียว**” *(2 เปโตร 3: 8; สดุดี 90: 4)

ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของเวลา พวกเราจัดการกับเจ็ดวันเช่นนั้นที่พระเจ้าได้ทรงมอบให้มนุษย์ ประมาณการคร่าวๆ สองวันดังกล่าวคือสองพันปีที่ล่วงไปจากอาดัมถึงอับราฮัม จากนั้นอีกสองพันปีจากอับราฮัมถึงพระคริสต์ และตอนนี้พวกเราประสบจุดจบของ*สองวันสุดท้าย*ที่ซึ่งพระวิญญาณของพระเจ้ากำลังทำการงานบนแผ่นดินโลกในช่วงสองพันปีของยุคพระคุณที่ได้รับการจัดสรรไว้ให้แก่พวกเรา (กิจการ 2: 17) วันที่เจ็ดจะเป็นช่วงแห่งการครองราชย์พันปีของพระคริสต์บนแผ่นดินโลกเป็นเวลาหนึ่งพันปี (วิวรณ์ บทที่ 20)

ก่อนวันแห่งพระยาห์เวห์จะมาถึง พระเจ้าได้ทรงสัญญาว่าจะทรงส่งผู้เผยพระวจนะเอลียาห์ (มาลาคี 4: 5-6) วันแห่งพระยาห์เวห์, ช่วงสุดท้ายของเวลาประกอบด้วยหนึ่งพันปี จะถูกนำเข้ามาซึ่งการพิพากษาที่จุดสูงสุดจะอยู่ที่การต่อสู้ของสงครามอารมาเกดโดน (วิวรณ์ 16: 12–16; 19: 11-21; เอเสเคียล 38: 20+23; โยเอล 3: 9-17 ก.) สำหรับพวกคนอธรรม วันนั้นจะปราศจากความเมตตา วันแห่งบ่วงพระพิโรธและพระพิโรธ เมื่อมันจะสำเร็จ *“**ดวงอาทิตย์จะกลายเป็นความมืด ดวงจันทร์เป็นเลือดก่อนวันใหญ่ยิ่งและน่าสยดสยอง**วันแห่งพระยาห์เวห์**จะมาถึง**”* (*โย*เอล 2: 31) ดูอิสยาห์ 13; เอเสเคียล 30: 3; โยเอล 2: 1-2; โยเอล 3: 14; เศฟันยาห์ 1: 14-15; กิจการ 2: 20; 2 เปโตร 3; 10; วิวรณ์ 6: 12-17 ด้วยเช่นกัน

วันที่เจ็ด – การครองราชย์พันปี – คือส่วนที่เหลือของวันแห่งพระเจ้า เมื่อสิ้นสุดวันนั้น ซาตานจะขึ้นมาช่วงเวลาหนึ่งและรวบรวมบรรดาประชาชาติให้มาอยู่ภายใต้การนำของโกกและมาโกก สำหรับการต่อสู้ครั้งสุดท้าย จากนั้นกองกำลังอธรรมทั้งหมดจะถูกทำลาย (วิวรณ์ 20: 7-10) หลังจากนั้นตามการพิพากษาครั้งสุดท้ายซึ่งเรียกว่า “การพิพากษาบัลลังก์ขาว” และจากนั้นจึงเข้ามาในการดำรงอยู่ของสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่และกาลเวลาผสานเข้าด้วยกันสู่นิรันดร

ก่อน*วันแห่งความรอด*, พระเจ้าได้ทรงส่งทูตสวรรค์ของพระองค์ในบุคคลของยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาผู้ที่ได้จัดเตรียมหนทางของพระองค์ (มาลาคี 3: 1; มัทธิว 11: 10 ) พระองค์ทรงทำพันธกิจของพระองค์ด้วยวิญญาณและฤทธิ์อำนาจของเอลียาห์ ที่จะหันจิตใจของพวกคนเหล่านั้นผู้ที่อยู่ในความเชื่อของบรรพบุรุษในพันธสัญญาเดิมมายังการเริ่มต้นใหม่ของบุตรทั้งหลายแห่งพันธสัญญาใหม่ (มาลาคี 4: 5ก; ลูกา 1: 17) *“**ท่านผู้นี้มาเพื่อเป็นพยาน เพื่อเป็นพยานถึงความสว่างนั้น เพื่อคนทั้งปวงจะได้มีความเชื่อเพราะท่าน**” *(ยอห์น 1: 7) พระองค์ได้ทรงเชื่อมพันธสัญญาเดิมสู่พันธสัญญาใหม่ (ลูกา 16: 16) จงเตรียมมรรคาของพระยาห์เวห์และทำเส้นทางของพระเจ้าของพวกเราให้ตรง (อิสยาห์ 40: 3; มาระโก 1: 1-4)

ผู้เผยพระวจนะที่จะมาก่อนที่***วันแห่งพระยาห์เวห์***จะมาถึง ต้องมีพันธกิจของเขาตอนนี้, ณ จุดสิ้นสุดของ*วัน**แห่งความรอด*ในยุคคริสตจักรสุดท้ายนี้เพื่อจะเปลี่ยนใจของบุตรทั้งหลายในพันธสัญญาใหม่ให้กลับไปสู่พันธสัญญาของบรรพบุรุษอัครสาวก (มาลาคี 4: 5ข) พระคัมภีร์ไบเบิลของพระองค์บนพันธกิจจะนำคริสตจักรที่แท้จริงของพระเจ้ากลับคืนสู่ความเชื่อดั้งเดิมโดยการฟื้นฟูทุกสิ่งทุกอย่างตามที่เคยเป็นอยู่ในตอนแรก ด้วยการเคลื่อนไหวอันทรงฤทธานุภาพของ

พระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งข้อพระคัมภีร์เรียกว่า “ฝนปลายฤดู” เธอจะถูกวางกลับเข้าสู่ระเบียบอันศักดิ์สิทธิ์ของเธอ (ยากอบ 5: 7-8) พระเยซูพระองค์เองได้ทรงกล่าวถึงพันธกิจนี้ในอนาคตว่า *"**เอลียาห์ต้องมาก่อนจริง และทำให้สิ่งทั้งปวงคืนสู่สภาพเดิม**”* (มัทธิว 17: 11) พระองค์ยังทรงยืนยันส่วนที่อ้างถึงพันธกิจของยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาที่ได้เกิดขึ้นแล้วอีกด้วย (ข้อ 12-13) เมื่อยอห์นได้เริ่มต้นด้วยพันธกิจของเขา เขาถูกถามคำถามสามข้อ หนึ่งในนั้นคือ *“**ถ้าเช่นนั้นท่านเป็นใครเล่า ท่านเป็นเอลียาห์หรือ**?**และท่านตอบว่า ข้าพเจ้าไม่ใช่เอลียาห์**” *(ยอห์น 1: 21) ในข้อที่ 23 เขากล่าวถึงคำเผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมซึ่งอ้างอิงถึงเขาและพันธกิจของเขา

ขณะที่เอลียาห์นำหินสิบสองก้อนตามเผ่าทั้งสิบสองเผ่าของอิสราเอลมาสร้างแท่นบูชาของพระเจ้าขึ้นมาใหม่และเรียกประชาชนกลับมาหาพระเจ้า (1 พงกษัตริย์ บทที่ 18) ดังนั้นโดยข้อความสุดท้ายนี้หลักคำสอนของอัครสาวกสิบสองท่านจึงได้ถูกตั้งขึ้นมาและเรียกประชากรของพระเจ้าให้กลับมาหาพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์ พวกเรากำลังประสบกับระยะสุดท้ายนี้อยู่ตามแผนการแห่งความรอด

อัครสาวกเปโตรได้อ้างถึงพระสัญญาของการฟื้นฟูในคริสตจักรของพระคริสต์ขณะเทศนาคำเทศนาที่สองของเขาหลังวันเพนเทคอสต์ เขากล่าวโดยการทรงนำของพระวิญญาณว่า *“…**เพื่อเวลาชื่นใจยินดีจะได้มาจากพระพักตร์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า*

*และเพื่อพระองค์จะได้ทรงใช้พระเยซูคริสต์ ผู้ซึ่งเมื่อก่อนนั้นได้แจ้งไว้แก่ท่านทั้งหลายแล้ว*

*พระองค์นั้น **สวรรค์จะต้องรับไว้จนถึงวาระเมื่อสิ่งสารพัดจะตั้งขึ้นใหม่ ตามซึ่งพระเจ้าได้ตรัสไว้โดยปากบรรดาผู้เผยพระวจนะบริสุทธิ์ของพระองค์ ตั้งแต่เริ่มสร้างโลก**” (กิจการ 3: 19-21) ในตอนต้นของคริสตจักรพันธสัญญาใหม่นั้นพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงทำนายผ่านทางปากซึ่งได้รับแต่งตั้งจากพระเจ้าว่า จะเกิดขึ้นในวาระสุดท้าย ก่อนการเสด็จกลับมาของพระคริสต์ คริสตจักรที่แท้จริงจะกลับคืนสู่สภาพเดิมตามที่คริสตจักรดั้งเดิมนั้นเคยเป็น*

 

**การเปิดเผยสำแดงของพระเยซูคริสต์****ตามที่ได้ประทานให้แก่ยอห์น**

ในบทแรก พวกเราเผชิญกับการเปิดเผยสำแดงทั้งหมดของพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นขุมทรัพย์แห่งปัญญาและความรู้ทั้งสิ้นของพระเจ้าซึ่งถูกซ่อนไว้ในพระองค์ (โคโลสี 2: 3) โดยพระองค์สิ่งเดียวกันนั้นก็ถูกเปิดเผยสำแดงเช่นกัน จากคำนำแรกๆ พวกเราเข้าใจการโอบกอดทั้งหมดความสำคัญของข้อความ *“การเปิดเผยสำแดงของพระเยซูคริสต์”*

*“**การเปิดเผยสำแดงของพระเยซูคริสต์ซึ่งพระเจ้าได้ประทานให้แก่เขา (ยอห์น) เพื่อแสดงให้ผู้รับใช้ทั้งหลายของพระองค์ได้เห็นถึงสิ่งที่จะต้องอุบัติขึ้นในไม่ช้า และ**พระองค์ได้ทรงใช้ทูตสวรรค์ของพระองค์ไปสำแดง**แก่ยอห์นผู้รับใช้ของพระองค์*

*ผู้เป็นพยานถึงพระวจนะของพระเจ้า และเป็นพยานถึงคำพยานของพระเยซูคริสต์ และเป็นพยานถึงทุกสิ่งทั้งหมดซึ่งท่านได้เห็นนั้น*

*ขอความสุขจงมีแก่บรรดาผู้อ่านและผู้ฟังคำเผยพระวจนะเหล่านี้ และถือรักษา**สิ่งเหล่านั้นที่เขียนไว้ในนี้** เพราะว่าเวลานั้นใกล้เข้ามาแล้ว**” *(วิวรณ์ 1: 1-3)

ยอห์นได้รับการเปิดเผยสำแดงอันศักดิ์สิทธิ์นี้ในวิธีการเหนือธรรมชาติผ่านคำสั่งของ "ทูตสวรรค์ของพระองค์" บรรดาทูตสวรรค์โดยทั่วไปคือ วิญญาณปรนนิบัติรับใช้ทั้งหลาย (ฮีบรู 1: 14) ซึ่งมาปรากฏในโอกาสพิเศษอย่างเห็นได้ชัดในรูปร่างมนุษย์ ในบทที่ 22: 8-9 ยอห์นเล่าเรื่องประสบการณ์เหนือธรรมชาติอันท่วมท้นนี้ เขาล้มลงต่อหน้าทูตสวรรค์องค์นี้เพื่อสรรเสริญ จากนั้นทูตสวรรค์บอกกับเขาว่า *“**อย่าเลย ด้วยว่าข้าพเจ้าเป็นเพื่อนผู้รับใช้เช่นเดียวกับท่าน และพวกพี่น้องของท่าน, พวกผู้เผยพระวจนะ, และพวกที่ถือรักษาถ้อยคำในหนังสือนี้ จงนมัสการพระเจ้าเถิด**”*

ตามลูกา 1: 11-20 ทูตสวรรค์กาเบรียลได้นำข่าวอัศจรรย์เกี่ยวกับการกำเนิดของยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาถึงเศคาริยาห์บิดาของเขา ตามที่บันทึกไว้ในข้อ 26-38 ทูตสวรรค์องค์เดียวกันในภายหลัง*ก็ได้*ไปเยี่ยมมารีย์และประกาศการประสูติของพระเยซูคริสต์ ในลูกา บทที่ 2 พวกเราพบบันทึกที่พวกคนเลี้ยงแกะใกล้เมืองเบธเลเฮมได้ประสบ*กับ*เหตุการณ์อันยิ่งใหญ่นั้น อยู่ด้วยเมื่อทูตสวรรค์ประทานการประกาศอันโดดเด่นนี้และบรรดาเจ้าแห่งสวรรค์กำลังร้องเพลงในคณะนักร้องประสานเสียงบนแผ่นดินโลกว่า*“ขอถวายพระสิริแด่พระเจ้าในที่สูงสุด และบนสันติสุขของแผ่นดินโลก ความปรารถนาดีต่อมนุษย์ทั้งปวง” *(ลูกา 2: 8-14)

การปรากฏตัวของบรรดาทูตสวรรค์ได้รับการบันทึกไว้อย่างดีในพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ มันมักจะเกิดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์พิเศษในการเชื่อมต่อกับ**การปรนนิบัติและข้อความ** บนเกาะปัทมอสมันเกิดขึ้นตามจุดประสงค์ *“… เพื่อจะแสดงสิ่งทั้งหลายให้แก่บรรดาผู้รับใช้ของพระองค์ได้เห็นซึ่งจะต้องเกิดขึ้นในไม่ช้า”* คำศัพท์คำว่า "การเปิดเผยสำแดง" น่าจะถูกแปลเป็นคำว่า “การเปิดผ้าคลุม” ดีกว่า ตามคำภาษากรีก “ΑΠΟΚΑΛΥΨΙΣ” (apokalupsis) ในข้อความต้นฉบับ

ในหนังสือเล่มสุดท้ายของพระคัมภีร์ไบเบิลนี้ มีบรรดาเหตุการณ์ที่สำคัญมากและปรากฏการณ์ต่างๆ ได้ถูกเปิดผ้าคลุม โดยเฉพาะสัมผัสวาระสุดท้ายและมีนัยสำคัญมากที่สุด พวกคนเหล่านั้นที่อ่านและฟังถ้อยคำที่เขียนไว้ในหนังสือเผยพระวจนะเล่มสุดท้ายนี้ และถือรักษาไว้เหมือนเดิม ขอให้พวกเขาได้รับพระพร ดังนั้นพวกเราจึงพบตรงจุดเริ่มต้นในบทที่ 1: 3 และตอนท้ายในบทที่ 22: 7 ในนั้น พระเจ้าได้ทรงสำแดงแผนการแห่งความรอดของพระองค์ให้เป็นที่รู้จักอย่างสมบูรณ์มาก ฉะนั้นคำพยานของพระเจ้าทั้งหมดจึงสมบูรณ์แบบมาก พระเจ้าทรงคิดเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่าง พระองค์ไม่เคยลืมแม้แต่เหตุการณ์เดียว ดังนั้นจึงมิให้ผู้ใดเพิ่มหรือนำออกไปจากมัน ปล่อยไว้ตามลำพังให้ขึ้นมาพร้อมกับการเปิดเผยสำแดงใหม่ๆ เมื่อไหร่ก็ตามที่มันถูกกระทำให้สำเร็จโดย “บรรดาผู้เผยพระวจนะ” และ “บรรดาผู้เผยพระวจนะหญิง” ที่แต่งตั้งตนเองขึ้นมา มันไม่ได้ตั้งต้นมาจากพระเจ้าอย่างแน่นอนและต้องถูกปฏิเสธ

การเปิดเผยสำแดงทุกครั้งที่มาจากพระเจ้าจะตรงกันกับคำพยานของข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เสมอ ดังนั้นพวกเราในฐานะมนุษย์ทั้งหลายที่มีข้อผิดพลาด เข้าถึงพระวจนะที่ไม่มีข้อผิดพลาด พระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ทรงดลใจและทรงนำนักเขียนทั้งหลายในอดีตก็ยังทรงนำในปัจจุบันนี้เข้าสู่ความจริงทั้งหมดของพระวจนะอีกด้วยเช่นกัน

 

**คำทักทาย****ถึงคริสตจักรทั้งเจ็ด**

ยอห์นทักทายมายังคริสตจักรทั้งเจ็ดซึ่งพระเจ้าได้ทรงเลือกไว้ท่ามกลางที่ประชุมมากมายเพื่อจะทรงกำหนดลักษณะของคริสตจักรเดียวในเจ็ดยุคที่แตกต่างกัน เขาเป็นพยานเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ **พยานผู้ทรงสัตย์ซื่อและสัตย์จริง บุตรหัวปี**ที่ทรงฟื้นขึ้นมาจากความตายและผู้ทรงปกครองเหนือกษัตริย์ทั้งหลายแห่งแผ่นดินโลก *“*ขอให้ท่านทั้งหลายจงได้รับพระคุณและสันติสุข จากพระองค์ผู้ทรงเป็นอยู่เดี๋ยวนี้ และผู้ทรงเป็นอยู่ในกาลก่อน และผู้จะเสด็จมานั้น และจากพระวิญญาณทั้งเจ็ดที่อยู่หน้าพระที่นั่งของพระองค์;

และจากพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเป็นพยานที่สัตย์ซื่อ และทรงเป็นบุตรหัวปีที่ได้ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย และจอมกษัตริย์ของกษัตริย์ทั้งปวงแห่งแผ่นดินโลก แด่พระองค์ผู้ได้ทรงรักเราทั้งหลาย และได้ทรงชำระล้างพวกเราจากบาปของพวกเราในพระโลหิตของพระองค์เอง

และทรงตั้งพวกเราไว้ในราชอาณาจักรของปุโรหิตต่อพระเจ้าและพระบิดาของพระองค์ ขอพระสิริและไอศวรรย์จงมีแด่พระองค์สืบๆ ไปเป็นนิตย์และเป็นนิตย์ อาเมน (ข้อที่ 4-6)

ต่อจากนั้น ผู้ทำนายจะประกาศการเสด็จมาของพระเยซูที่การเริ่มการครองราชย์ของพระองค์ในฐานะที่ทรงเป็นจอมกษัตริย์เมื่อทุกสายตาจะเห็นพระองค์ “ดูเถิด พระองค์เสด็จมาพร้อมกับหมู่เมฆ และนัยน์ตาทุกดวงจะเห็นพระองค์ และคนเหล่านั้นที่ได้แทงพระองค์ด้วย และมนุษย์ทุกชาติทั่วโลกจะร่ำไห้เพราะพระองค์ จงเป็นไปอย่างนั้น อาเมน” (ข้อที่ 7)

การเสด็จมานี้มิได้กล่าวถึงหรือบรรยายการเสด็จกลับมาของพระองค์ในฐานะเจ้าบ่าว (มัทธิว 25: 1-13) ผู้ที่จะทรงรับพระนิเวศน์ของพระองค์เองก่อนความน่าสะพรึงกลัวของวันแห่งพระยาเวห์จะมาถึง (1 เธสะโลนิกา 4: 13-18) แต่เป็นการเสด็จมาของพระองค์เมื่อพระองค์จะประทับบนบัลลังก์แห่งสง่าราศีของพระองค์เพื่อจะทรงพิพากษา (มัทธิว 25: 31)  และจากนั้นจะทรงขึ้นครองราชย์พันปี (วิวรณ์ 20: 6) พระองค์ผู้จะเสด็จมาทรงแนะนำพระองค์เองว่า *“**เราเป็นอัลฟาและโอเมกา เป็นปฐมและเป็นอวสาน**”**องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัส**“**ผู้ทรงเป็นอยู่เดี๋ยวนี้ ผู้ได้ทรงเป็นอยู่ในกาลก่อน และผู้จะเสด็จมานั้น ผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด**” *(ข้อที่ 8) นั่นคือพยานของพระเยซู

เป็นที่รู้กันว่าผู้ทำนายท่านนี้เป็นสาวกที่สนิทสนมยิ่งนักของพระเยซู เขากล่าวถึงความทุกข์ยากส่วนตัวและการมีส่วนร่วมในการครองราชย์ในอนาคตอีกด้วยเช่นกัน ตลอดถึงความแน่วแน่และความอดทนในพระเยซูคริสต์ เขาได้ยินพระสุรเสียงอันทรงพลังของพระเยซูผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์ว่า *“**สิ่งซึ่งเจ้าเห็น จงเขียนไว้ในหนังสือ และส่งหนังสือนั้นไปยังคริสตจักรทั้งเจ็ด* *…”* (ข้อที่ 11)

 

**ประสบการณ์ที่มิอาจลืมเลือน**

หลังจากนี้เขาเห็นพระเจ้าผู้ทรงได้รับการสรรเสริญและการยกย่องอย่างสูงในพระองค์ ทรงดำเนินอยู่ท่ามกลางคันประทีปทองคำทั้งเจ็ดในฐานะที่ทรงเป็นบุตรมนุษย์ *“**และข้าพเจ้าเหลียวมาเพื่อเห็นพระสุรเสียงที่ตรัสแก่ข้าพเจ้านั้น และเมื่อเหลียวมาแล้ว ข้าพเจ้าก็เห็นคันประทีปทองคำเจ็ดคัน*

*และในท่ามกลางคันประทีปทั้งเจ็ดคันนั้น มีผู้หนึ่งเหมือนกับบุตรมนุษย์ ทรงฉลองพระองค์กรอมพระบาท และทรงคาดผ้ารัดประคดทองคำที่พระอุระ*

*พระเศียรของพระองค์และพระเกศาของพระองค์ขาวเหมือนขนแกะ ขาวเหมือนหิมะ และพระเนตรของพระองค์เหมือนเปลวเพลิง*

*และพระบาทของพระองค์เหมือนทองเหลืองเงางาม ราวกับว่าพระบาทนั้นได้ถูกหลอมในเตาไฟ และพระสุรเสียงของพระองค์เหมือนเสียงของน้ำมากหลาย**” *(ข้อ 12-15) คันประทีปทองคำทั้งเจ็ดกล่าวถึงข้อเท็จจริงที่ว่า คริสตจักรพันธสัญญาใหม่นั้นผ่านเจ็ดยุคพิเศษ

พระเจ้าทรงบอกให้ผู้เผยพระวจนะโมเสสทำคันประทีปทอง เขาได้รับข้อมูลที่แม่นยำว่ามันควรจะทำอย่างไร (อพยพ 25: 31-40) ผู้เผยพระวจนะเศคาริยาห์เป็นพยานว่า *“**ดูเถิด ข้าพเจ้าเห็นคันประทีปทำด้วยทองคำล้วนอันหนึ่ง มีขันอยู่ที่ยอด และมีตะเกียงอยู่บนนั้นเจ็ดดวง และมีท่อเจ็ดท่อนำไปยังตะเกียงซึ่งอยู่บนยอดนั้นดวงละท่อ**” *(เศคาริยาห์ 4: 2) ขันมีน้ำมันอยู่เหนือคันประทีปโดยมีท่อทั้งเจ็ดที่นำไปสู่คันประทีปทั้งเจ็ดนั้นเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความบริบูรณ์ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างสดใหม่ในคริสตจักรพันธสัญญาใหม่อยู่เสมอในช่วงคริสตจักรเจ็ดยุค

*“**และพระองค์ทรงถือดวงดาวเจ็ดดวงไว้ในพระหัตถ์ขวาของพระองค์* *…”* *และพระองค์ทรงถือดวงดาวเจ็ดดวง*ซึ่งเป็นทูตสวรรค์ทั้งเจ็ดของคริสตจักรทั้งเจ็ดอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ผู้ส่งสารของพระเจ้าเหล่านี้มีพระบัญชาเหนือธรรมชาติโดยตรง ไม่มีผู้ใดใช้อำนาจเหนือพวกเขาได้ ไม่มีสภาที่สามารถมีอิทธิพลต่อพวกเขาได้ พวกเขามีพระเจ้าตรัสดังนี้ของพระวจนะของพระเจ้าสำหรับคริสตจักร ยอห์นเห็นสิ่งที่ออกมาจากพระโอษฐ์ของบุตรมนุษย์ *“**มีพระแสงสองคมที่คมกริบ และสีพระพักตร์พระองค์เหมือนดวงอาทิตย์ที่ฉายแสงด้วยกำลังของดวงอาทิตย์นั้น**” *(ข้อที่ 16) พระแสงสองคมคือ พระวจนะของพระเจ้าซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเยซู

ผู้ใดก็ตามที่อ่านพระลักษณะของ*บุตรมนุษย์*อันสูงส่งอย่างตรึกตรองย่อมรู้ซึ้งถึงความท่วมท้นของผู้ทำนายซึ่งเป็นผู้บันทึกว่า *“**และเมื่อข้าพเจ้าได้เห็นพระองค์ ข้าพเจ้าก็ล้มลงแทบพระบาทของพระองค์เหมือนกับคนที่ตายแล้ว และพระองค์ทรงวางพระหัตถ์ขวาของพระองค์บนตัวข้าพเจ้า โดยตรัสแก่ข้าพเจ้าว่า**“**อย่ากลัวเลย เราเป็นเบื้องต้นและเป็นเบื้องปลาย*

*เราเป็นผู้ที่ดำรงชีวิตอยู่ และได้ตายแล้ว และดูเถิด เราก็ยังดำรงชีวิตอยู่ตลอดไปเป็นนิตย์ อาเมน และถือลูกกุญแจเหล่านั้นแห่งนรกและแห่งความตาย**” *(ข้อที่ 17-18) เมื่อพระเยซูทรงปรากฏเป็น*บุตรมนุษย์*นั่นแสดงให้เห็นว่า พระองค์ทรงเกี่ยวข้องในฐานะผู้เผยพระวจนะ; เมื่อพระองค์ทรงปรากฏเป็น*พระบุตรพระเจ้า*นั้นเกี่ยวข้องกับพระองค์ในฐานะพระผู้ช่วยให้รอด เมื่อเรียกว่า*บุตรดาวิดนั้นเกี่ยวข้องกับพระองค์ในฐานะกษัตริย์*

 


## Chapter navigation

- [Previous chapter](https://nasa.misia.sk/book_chapters/5665.md)
- [Book contents](https://nasa.misia.sk/books/1861.md)
- [Next chapter](https://nasa.misia.sk/book_chapters/5667.md)

## Available translations

- [Česky](https://nasa.misia.sk/book_chapters/1006.md)
- [English](https://nasa.misia.sk/book_chapters/1030.md)
- [Русский язык](https://nasa.misia.sk/book_chapters/5359.md)
- [ไทย (Thai)](https://nasa.misia.sk/book_chapters/5666.md)

## Source

- [Canonical HTML page](https://nasa.misia.sk/book_chapters/5666)
- [Markdown representation](https://nasa.misia.sk/book_chapters/5666.md)
