---
type: BookChapter
work_id: '516'
book_url: https://nasa.misia.sk/books/1861
book_markdown_url: https://nasa.misia.sk/books/1861.md
language: th
position: 12
canonical_url: https://nasa.misia.sk/book_chapters/5676
markdown_url: https://nasa.misia.sk/book_chapters/5676.md
markdown_source: converted
translations:
  cs: https://nasa.misia.sk/book_chapters/1016.md
  en: https://nasa.misia.sk/book_chapters/1040.md
  ru: https://nasa.misia.sk/book_chapters/5369.md
  th: https://nasa.misia.sk/book_chapters/5676.md
---

# พระธรรมวิวรณ์ - ตราประทับทั้งเจ็ด?

## บทที่ 11 - นิมิตระดับกลางที่สอง: การวัดพระวิหารและ พันธกิจของพยานทั้งสอง

**นิมิตระดับกลางที่สอง:**

**การวัดพระวิหารและ**

**พันธกิจของพยานทั้งสอง**

 

ในบทที่ 11 อันดับแรกพวกเราได้รับคำแนะนำที่สำคัญมากว่า อะไรจะเกิดขึ้นในช่วงสามปีครึ่งหลังจากการสร้างพระวิหารขึ้นมาใหม่ ในข้อตกลงระหว่างประเทศรับรองสิทธิว่า อาคารทางศาสนาทั้งหมดได้รับการคุ้มครอง ไม่ใช่พื้นที่ว่าง ด้วยเหตุที่ข้อพระคัมภีร์กล่าวว่าในช่วงสามปีครึ่งแห่งความทุกข์เวทนาครั้งใหญ่นั้น ลานชั้นนอกถูกมอบไว้ให้กับพวกคนต่างชาติ

*“**และได้มอบไม้อ้อท่อนหนึ่งเป็นเหมือนไม้เรียวแก่ข้าพเจ้า และทูตสวรรค์องค์นั้นยืนอยู่ โดยกล่าวว่า จงลุกขึ้น และจงไปวัด**พระวิหารของพระเจ้า** และแท่นบูชา และคนทั้งหลายที่นมัสการในที่นั่น*

*แต่ลานซึ่งอยู่**ข้างนอกพระวิหารนั้น**ให้อยู่ต่างหาก และไม่ต้องวัด เพราะว่าลานนั้นได้มอบไว้แก่พวกคนต่างชาติแล้ว และเมืองบริสุทธิ์จะถูกพวกเขาเหยียบย่ำลงใต้เท้าเป็นเวลา**สี่สิบสองเดือน****” *(11: 1-2)

สี่สิบสองเดือนแห่งความทุกข์เวทนาครั้งใหญ่และการข่มเหงเหล่านี้ตามมาหลังจากสามปีครึ่งของพันธกิจผู้เผยพระวจนะทั้งสองในระหว่างที่พระวิหารได้ถูกสร้างขึ้นใหม่ นั่นคือ เวลาที่สมบูรณ์แบบและคำอธิบายที่สมบูรณ์แบบ แม้แต่แท่นบูชาก็ยังถูกวัด นั่นทำให้พวกเรานึกถึงดาเนียล 9: 27 โดยตรงที่พวกเราได้รับการบอกกล่าวว่า ในช่วงกลางสัปดาห์สุดท้ายการสังเวยบูชาและเครื่องถวายบูชาจะยุติลง

ในเอเสเคียล 40-47 ผู้เผยพระวจนะได้แลเห็นพระวิหารและทุกสิ่งทุกอย่างที่เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับเรื่องเดียวกันอีกด้วยเช่นกัน บรรยายได้ชัดเจนมากและกล่าวถึงอนาคตของพระวิหารพันปีซึ่งจะถูกสร้างขึ้น พระวิหารที่สาม พระนิเวศของพระเจ้าในกรุงเยรูซาเลมจะถูกสถาปนาขึ้น ณ สถานที่ดั้งเดิมและจะคงอยู่ตลอดช่วงระยะเวลา 1,000 ปี การอ้างอิงพระคัมภีร์ไบเบิลต่อไปนี้เป็นพยานถึงข้อเท็จจริงนี้: อิสยาห์ 2: 2-3; อิสยาห์ 56: 7; เอเสเคียล 47; ฮักกัย 2: 9; เศคาริยาห์ 14: 20-21; วิวรณ์ 7: 15 และอื่นๆ ภูเขาพระวิหารเป็นส่วนหนึ่งของภูเขาศิโยน ดังนั้น 144,000 คน จึงปรากฏให้เห็นอยู่บนภูเขาศิโยน

เวลาได้ถูกกำหนดไว้และคำอธิบายของเหตุการณ์ทั้งหมดรายล้อมด้วยส่วนสุดท้ายนี้เป็นที่ชัดเจนมากสำหรับทุกคนที่สามารถมองเห็นได้ สิ่งที่เกี่ยวกับพันธกิจของพยานทั้งสองจะเป็นเวลานานสามปีครึ่ง: *“**และเราจะให้ฤทธิ์อำนาจแก่พยานทั้งสองคนของเรา และเขาทั้งสองจะ**เผยพระวจนะเป็นเวลาหนึ่งพันสองร้อยหกสิบวัน**นุ่งห่มกายด้วยผ้ากระสอบ**” *(11: 3)

เมื่อข้อพระคัมภีร์กล่าวถึงช่วงเวลา**สี่สิบสองเดือน**หรือ**หนึ่งพันสองร้อยหกสิบวัน**หรือประมาณ**หนึ่งวาระ**, **สองวาระ และการแบ่งเวลา**หรือ**หนึ่งปี, สองปี และครึ่งปี** มักเกี่ยวข้องกับครึ่งหนึ่งของสัปดาห์ที่เจ็ดสิบของดาเนียลอยู่เสมอ แต่มันจำเป็นมากเพื่อจะทำความเข้าใจว่า ครึ่งหนึ่งส่วนใดของเหตุการณ์ที่ถูกกล่าวถึงจำเป็นจะต้องถูกวางไว้

ผู้เผยพระวจนะทั้งสองเป็นผู้ที่ได้รับการเจิม หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ต้นมะกอกทั้งสอง ผู้เผยพระวจนะเศคาริยาห์ได้แลเห็นพวกเขาในบทที่ 4: 11-14 ยืนอยู่ทางด้านขวาและด้านซ้ายของคันประทีปทองคำ เห็นพวกเขายืนข้างคันประทีปมีความหมายว่า พวกเขามีพันธกิจของพวกเขาภายนอกยุคคริสตจักร หลังจากการรับขึ้นไปของเจ้าสาวแห่งพระคริสต์ในพันธสัญญาใหม่เท่านั้น อิสราเอลจะได้รับความรอด (กิจการ 15: 14+16; โรม 11: 25 และอื่นๆ)

ใครที่กำลังเฝ้าดูพันธกิจของพวกเขาอยู่อย่างใกล้ชิดต้องนึกถึงโมเสสและเอลียาห์ ตามสิทธิอำนาจแห่งถ้อยคำของพวกเขาที่พระเจ้าได้ทรงกระทำไว้ พวกภัยพิบัติร้ายแรงมาเหนืออียิปต์ (อพยพ 7-12) และน้ำก็เปลี่ยนเป็นเลือดผ่านทางพันธกิจของโมเสส ในยุคสมัยของเอลียาห์ สวรรค์ถูกปิดเป็นเวลาสามปีครึ่งและไฟตกลงมาจากท้องฟ้า (2 พงศ์กษัตริย์ 1) ทั้งสองสิ่งถูกทำซ้ำในพันธกิจของพยานทั้งสอง ในชีวิตของเอโนคไม่มีอะไรชี้ให้เห็นถึงสิ่งทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นในพันธกิจของพยานทั้งสอง เขาเป็นคนที่เจ็ดนับจากอาดัม (ปฐมกาล 5: 19-24; ยูดาห์ 14; ฮีบรู 11: 5-6) เขาเป็นแบบอย่างที่สมบูรณ์แบบของพวกคนเหล่านั้นที่อยู่ในยุคสุดท้าย คริสตจักรยุคที่เจ็ด พวกเขาจะไม่เห็นความตาย แต่จะมีประสบการณ์กับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายของพวกเขาและการรับเข้าไปในพระสิริ (1 โครินธ์ 15: 51-57; 1 เธสะโลนิกา 4: 13-17 และอื่นๆ.) โมเสสกับเอลียาห์ก็ลงมาบนภูเขาจำแลงพระกายอีกด้วยเช่นกันทูลกับพระเยซูของพวกเราเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในเวลานั้น (มัทธิว 17 และอื่นๆ) พวกเขากล่าวถึงในสามข้อสุดท้ายของพันธสัญญาเดิมในผู้เผยพระวจนะมาลาคี โมเสสผู้เขียนหนังสือห้าเล่มของโทราห์ว่าเป็นผู้เผยพระวจนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับชาวยิว และเอลียาห์เป็นผู้เผยพระวจนะที่สำคัญที่สุดที่ชาวยิวคาดหวังตามความเชื่อตามข้อพระคัมภีร์ของพวกเขาที่จะปรากฏก่อนที่พระเมสสิยาห์จะเสด็จมา

ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์บรรยายถึงบรรดาวีรบุรุษนั้นว่าเป็นพวกที่ถูกส่งมาเพื่อขอให้มีสันติสุข โดยตรงในข้อต่อไปนี้พวกเราจะได้รับแจ้งเกี่ยวกับการฝ่าฝืนพันธสัญญา: *“**ดูเถิด บรรดาผู้แกล้วกล้าของพวกเขาจะร้องไห้อยู่ภายนอก คณะทูตแห่งสันติภาพจะร่ำไห้อย่างขมขื่น*

*บรรดาทางหลวงก็ร้าง คนสัญจรไปมาก็หยุดเดิน **เขาได้หักพันธสัญญาเสีย** เขาเหยียดหยามนครต่างๆ เขาไม่เอาใจใส่คนใดเลย**” *(อิสยาห์ 33: 7-8)

*“**บัดนี้เราจะขึ้นมา* *พระยาห์เวห์ตรัส บัดนี้เราจะเป็นที่ยกย่อง บัดนี้เราจะลุกขึ้นเอง ...*

*บรรดาคนบาปในศิโยนก็กลัว ความสะทกสะท้านได้ทำให้พวกหน้าซื่อใจคดประหลาดใจ ใครในท่ามกลางพวกเราจะอาศัยอยู่กับไฟที่เผาผลาญได้? ใครในท่ามกลางพวกเราจะอาศัยอยู่กับการไหม้เป็นนิตย์ได้**?*

*ตาของเจ้าจะเห็นกษัตริย์ในความงามของพระองค์ ตาของเจ้าจะเห็นแผ่นดินที่อยู่ห่างไกลออกไปมาก**” *(อิสยาห์ 33: 10 + 14 + 17)

*“**และเราจะเทวิญญาณแห่งพระคุณและการวิงวอนบนราชวงศ์ดาวิดและชาวกรุงเยรูซาเลม เขาทั้งหลายจะมองดูเราผู้ซึ่งพวกเขาได้แทง เขาจึงจะไว้ทุกข์เพื่อท่านเหมือนคนไว้ทุกข์เพื่อบุตรชายคนเดียวของตน และจะร้องไห้อย่างขมขื่นเพื่อท่าน เหมือนอย่างคนร้องไห้อย่างขมขื่นเพื่อบุตรหัวปีของตน**”* (เศคาริยาห์ 12: 10)

บรรดาผู้ที่ได้รับการเจิมถูกกล่าวขานว่าเป็นบรรดาผู้กล้าหาญของพระเจ้า พวกเขามีอำนาจเด็ดขาดจริงๆ อะไรก็ตามที่พวกเขาจะพูดในพระนามของพระเจ้าก็จะเกิดขึ้น หน้าที่ของพวกเขาคือ ประการแรกเพื่อจะเรียก 144,000 คน ให้ออกมา และประการที่สองเพื่อจะประกาศการพิพากษาต่อบรรดาประชาชาติตามที่ได้ทำนายไว้ในตอนสุดท้ายของบทที่ 10

พวกเขาถูกสังหารหลังจากการเสร็จสิ้นหน้าที่ของพวกเขา *"**และคนทั้งหลายที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินโลกจะเปรมปรีดิ์เพราะเขาทั้งสอง และจะสนุกสนานรื่นเริง และจะส่งของขวัญให้กันและกัน เพราะว่าผู้เผยพระวจนะทั้งสองนี้ได้ทรมานคนเหล่านั้นที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินโลก**” *(วิวรณ์ 11: 10)

คนทั้งหลายจากบรรดาประชาชาติและทุกภาษาจะได้เห็นซากศพของพวกเขา จนถึงตอนนี้ พวกคนเหล่านั้นที่วิพากษ์วิจารณ์พระคัมภีร์ไบเบิลจริงๆ แล้วกำลังสั่นศีรษะของพวกเขาเมื่อกล่าวถึงข้อนี้และกำลังถามว่า สิ่งนี้จะสามารถเป็นไปได้อย่างไร วันนี้ทุกคนต้องยอมรับว่า มันเป็นไปได้ที่จะแสดงซากศพของพวกเขาให้คนทั่วโลกเห็นได้ผ่านทางโทรทัศน์ บัดนี้สามารถแจ้งให้โลกทั้งโลกรู้สิ่งที่เกิดขึ้นได้ และดังนั้นพระคัมภีร์ไบเบิลจะเป็นความจริงจนถึงตอนจบเสมอ ใช่แล้ว ตรงตลอดไปชั่วนิจนิรันดร์

*“และหลังจากสามวันครึ่งวิญญาณแห่งชีวิตจากพระเจ้าเข้าไปข้างในพวกเขา และพวกเขาก็ลุกขึ้นยืนด้วยความเกรงกลัวยิ่งนักตกอยู่กับพวกคนที่เห็นพวกเขา*

*และหลังจากเวลาสามวันครึ่งแล้ว ลมปราณแห่งชีวิตจากพระเจ้าก็เข้าสู่เขาทั้งสอง และเขาทั้งสองก็ลุกขึ้นยืนบนเท้าของเขาทั้งสอง และความหวาดกลัวเป็นอันมากตกอยู่บนคนทั้งหลายที่ได้เห็นเขาทั้งสองนั้น*

*และเขาทั้งสองได้ยินพระสุรเสียงดังมาจากสวรรค์ โดยตรัสแก่เขาทั้งสองว่า จงขึ้นมาที่นี่เถิด* *และเขาทั้งสองขึ้นไปสู่สวรรค์ในเมฆก้อนหนึ่ง และพวกศัตรูของเขาทั้งสองก็มองดูเขาทั้งสอง*

*และในชั่วโมงนั้นเองก็มีแผ่นดินไหวใหญ่ และหนึ่งในสิบส่วนของเมืองนั้นก็ถล่มลงเสีย และในแผ่นดินไหวนั้นมีคนถูกฆ่าเจ็ดพันคน และพวกคนที่เหลืออยู่นั้นมีความหวาดกลัวยิ่ง และได้ถวายสง่าราศีแด่พระเจ้าแห่งสวรรค์**” *(11: 11-13)

* *

**แตรที่เจ็ด – ความชื่นชมยินดีแห่งชัยชนะในสวรรค์**

**การประกาศการครองราชย์ของพระคริสต์บนโลก**

หลังจากที่ยอห์นได้แลเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในความเกี่ยวข้องกับพันธกิจของผู้เผยพระวจนะทั้งสอง เขาได้มองดูจุดจบจริงๆ ของยุคสุดท้ายและให้การประกาศซึ่งมีอยู่ในแตรของทูตสวรรค์องค์ที่เจ็ดดังต่อไปนี้:

*“**และ**ทูตสวรรค์องค์ที่เจ็ดเป่าแตรขึ้น** และมีเสียงดังหลายๆ เสียงในสวรรค์ โดยกล่าวว่า ราชอาณาจักรทั้งหลายของโลกนี้ได้กลายเป็นราชอาณาจักรทั้งหลายของพระเจ้าของพวกเราแล้ว และเป็นของพระคริสต์ของพระองค์ และพระองค์จะทรงครอบครองตลอดไปเป็นนิตย์และเป็นนิตย์**”*

*และผู้อาวุโสยี่สิบสี่คนซึ่งนั่งต่อพระพักตร์พระเจ้าในบรรดาที่นั่งของตน ก็ซบหน้าลง และนมัสการพระเจ้า*

*โดยทูลว่า ข้าพระองค์ทั้งหลายขอบพระคุณพระองค์ โอ พระเจ้า ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ผู้ซึ่งทรงดำรงอยู่บัดนี้ และทรงดำรงอยู่ในกาลก่อน และจะเสด็จมาในอนาคต เพราะว่าพระองค์ได้ทรงรับฤทธานุภาพอันใหญ่ยิ่งของพระองค์ไว้สำหรับพระองค์แล้ว และได้ทรงครอบครอง**” *(11: 15-17)

ตามที่ได้ประกาศในครั้งนั้นความลึกลับของพระเจ้าในพระคริสต์จะเสร็จสิ้นและพระเยซูจะทรงเริ่มการครองราชย์ของพระองค์ พวกเราก็ได้รับการแจ้งเรื่องการพิพากษาเบื้องต้นระหว่างประชาชาติให้ทราบอีกด้วยเช่นกัน และ

การพิพากษาอันชอบธรรมของพวกคนเหล่านั้นที่เป็นขึ้นมาจากความตายก่อนการครองราชย์พันปีจะเริ่มขึ้นอีกด้วยเช่นกัน พระองค์จะทรงกระทำให้บรรดาผู้รับใช้และผู้เผยพระวจนะของพระองค์นั้นชอบธรรม และจะทรงยกย่องสรรเสริญบรรดาผู้บริสุทธิ์ทุกคนผู้ที่เกรงกลัวพระนามของพระองค์และยังคงสัตย์ซื่อจนถึงความตายในเวลาแห่งความทุกข์เวทนา

*“**และเหล่าประชาชาติมีความโกรธแค้น และพระพิโรธของพระองค์ก็มาถึงแล้ว และ**เวลาแห่งคนทั้งหลายที่ตายแล้ว เพื่อพวกเขาจะถูกพิพากษา และเพื่อพระองค์จะประทานบำเหน็จแก่พวกผู้รับใช้ของพระองค์ (มิใช่บรรดาบุตราและบุตรี), พวกผู้เผยพระวจนะ และแก่วิสุทธิชนทั้งปวง และแก่คนทั้งหลายที่ยำเกรงพระนามของพระองค์ทั้งผู้น้อยและผู้ใหญ่ และจะทรงทำลายคนเหล่านั้นซึ่งทำลายแผ่นดินโลก****” *(11: 18) สำหรับเรื่องนี้ด้วยการพิพากษาอันหลากหลายซึ่งจะเกิดขึ้นก่อนและหลังจากการครองราชย์ราชอาณาจักร สามารถให้ข้ออ้างอิงจากข้อพระคัมภีร์ได้หลายข้อ: อิสยาห์ 2: 2-4; มีคาห์ 4: 1-5; มัทธิว 25: 31; ดาเนียล 7: 9-14; วิวรณ์ 20: 4-6 และอื่นๆ

บรรดาการพิพากษาก่อนการครองราชย์พันปีและการพิพากษาหลังจากที่ได้ถูกกล่าวถึงในรายละเอียด คนเหล่านั้นทุกคนที่เข้าส่วนในการรับขึ้นไปนั้นจะต้องปรากฏอยู่ต่อบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ก่อน พวกเขาต้องถูกพิพากษาก่อนที่พวกเขาจะสามารถพิพากษาโลกและปกครองร่วมกับพระคริสต์ได้ อ. เปาโลเขียนว่า *“**เพราะว่าพวกเราทุกคนจะยืนอยู่ต่อหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ ...*

*ดังนั้น ทุกคนในพวกเราจึงจะทูลเรื่องราวของตนเองต่อพระเจ้า**”* (โรม 14: 10-12)

เขาเขียนต่อไปว่า *“**เพราะว่าพวกเราทุกคนต้องปรากฏตัวที่หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ เพื่อทุกคนจะได้รับตามสิ่งทั้งหลายที่ได้กระทำไปในร่างกายของตน ตามที่เขาได้กระทำแล้ว ไม่ว่าสิ่งนั้นจะดีหรือเลว**” *(2 โครินธ์ 5: 10)

*“**ไม่มีสิ่งเนรมิตสร้างใดๆ ที่ไม่ได้ปรากฏในสายพระเนตรของพระองค์ แต่สิ่งสารพัดก็เปลือยเปล่าและปรากฏแจ้งต่อพระเนตรของพระองค์ผู้ซึ่งพวกเราต้องเกี่ยวข้อง**” *(ฮีบรู 4: 13)

อัครสาวกมั่นใจกับพระเจ้า แต่เขาก็ได้แลเห็นพระเจ้าในฐานะผู้พิพากษาผู้ที่จะประกาศการพิพากษาอันชอบธรรมต่อทุกคน เขาได้ให้คำพยานก่อนที่จะไปอยู่กับพระเจ้า: *“**ต่อจากนี้ มี**มงกุฎแห่งความชอบธรรม**เก็บไว้สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ซึ่งพระเจ้า **ผู้พิพากษาอันชอบธรรม** จะประทานแก่ข้าพเจ้าในวันนั้น และมิใช่แก่ข้าพเจ้าผู้เดียวเท่านั้น แต่แก่คนทั้งปวงเช่นกันที่รัก**การปรากฏของพระองค์****” *(2 ทิโมธี 4: 8)

ก่อนที่กษัตริย์จะขึ้นครองราชย์ของพระองค์บนบัลลังก์ พระองค์ต้องทรงสวมมงกุฎก่อน เมื่อพระเยซูเสด็จลงมาหลังจากงานเลี้ยงอภิเษกสมรสเพื่อจะทรงตัดสินการสู้รบครั้งสุดท้ายและเพื่อจะเริ่มต้นการครองราชย์ของพระองค์ในฐานะจอมกษัตริย์ พวกเราได้รับการบอกกล่าวว่า *“บนพระเศียรของพระองค์มีมงกุฎมากมาย” *พวกคนเหล่านั้นทุกคนที่จะขึ้นครองราชย์ด้วยกันกับพระองค์ในราชอาณาจักรของพระองค์จะได้รับการสวมมงกุฎก่อนการนั่งด้วยกันกับพระองค์บนบัลลังก์ของพระองค์

ถ้าหากบรรดาผู้เชื่อทุกคนจะได้ตระหนักถึงความจริงที่ว่า พวกเขาต้องปรากฏตัวต่อหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ สถานการณ์ทั้งปวงภายในคริสตจักรเจ้าสาวของพระคริสต์จะดูแตกต่างกันออกไปอย่างรวดเร็ว ความยำเกรงพระเจ้าจะกลับมาและคุณธรรมสามัญในการสนทนาและชีวิต *“**แต่เรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายว่า คำที่ไม่เป็นสาระทุกคำที่มนุษย์จะพูดนั้น พวกเขาจะต้องให้การสำหรับคำเหล่านั้นในวันแห่งการพิพากษา*

*เพราะว่าโดยบรรดาคำของท่าน ท่านก็จะได้รับความชอบธรรม และโดยบรรดาคำของท่าน ท่านจะต้องถูกปรับโทษ**” *(มัทธิว 12: 36-37)

*“พระเจ้าจะทรงพิพากษาประชาชนของพระองค์” *(ฮีบรู 10: 30) ในพวกข้อก่อนๆ พวกเราได้รับการบอกกล่าวว่า บรรดาผู้เชื่อเหล่านี้เป็นใครและพวกเขาทำอะไร

ไม่มีอะไรที่จะยังไม่รู้ ไม่มีคำถามใดที่ไม่มีคำตอบ ไม่มีปัญหาใดที่ไม่ได้รับการแก้ไข *“**เหตุฉะนั้น อย่าตัดสินสิ่งหนึ่งสิ่งใดก่อนที่จะถึงเวลา จนกว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมา พระองค์ผู้ทั้งจะทรงนำบรรดาความลึกลับที่ซ่อนอยู่แห่งความมืดมาสู่ความสว่าง และจะทรงสำแดงบรรดาความคิดมุ่งหมายแห่งหัวใจทั้งหลาย และเมื่อนั้นมนุษย์ทุกคนจะได้รับการชมเชยจากพระเจ้า**” *(1 โครินธ์ 4: 5)

อัครสาวกจึงวางเวลาเหล่านี้ไว้อย่างถูกต้องมากแยกออกจากการพิพากษาที่แตกต่างกันออกไป เขาเขียนถึง      ทิโมธีเพื่อนร่วมงานของเขาว่า *“**เหตุฉะนั้นข้าพเจ้าจึงกำชับท่านต่อพระพักตร์พระเจ้า และพระเยซูคริสต์เจ้า ผู้จะ**ทรงพิพากษาทั้งคนเป็นและคนตาย ณ******«******การปรากฏของพระองค์******»******และ******«******อาณาจักรของพระองค์******»****” *(2 ทิโมธี 4: 1)

อ. เปาโล กล่าวถึงการปรากฏของพระคริสต์ เมื่อกล่าวถึงผู้พิพากษาผู้ทรงชอบธรรม ผู้ที่จะประทานมงกุฎแห่งชัยชนะให้แก่เขา ไม่ใช่เพียงแต่เขาเท่านั้นแต่กับคนทุกคนที่รัก**การปรากฏของพระองค์** สิ่งนี้รวมถึงคริสตจักรเจ้าสาวของพระคริสต์ทั้งหมด เขายังหมายถึงการพิพากษาทั้งของคนเป็นและคนตายใน**ราชอาณาจักรของพระองค์** นั่นคือ เมื่อการครองราชย์พันปีได้เริ่มต้นขึ้น

การงานของผู้เชื่อทุกคนและการงานรับใช้ภายในราชอาณาจักรของพระเจ้าจะถูกนำเข้ามาในการทดสอบในวันนั้นด้วย *"**การงานของทุกคนจะถูกสำแดงให้เห็นชัดเจน เพราะวันนั้นจะให้เห็นการงานนั้นได้ชัดเจน เพราะว่าการงานนั้นจะถูกเปิดเผยด้วยไฟ และไฟนั้นจะทดสอบการงานของทุกคนว่าเป็นชนิดอะไรบ้าง**” *(1 โครินธ์ 3: 13)

ขณะนั้น ก่อนการครองราชย์ หลังงานเลี้ยงอภิเษกสมรส พระเยซูเสด็จลงมาและทรงกระทำให้ทั้งสองส่วนของ 2 เธสะโลนิกา 1: 7-10 นั้นสำเร็จได้ ส่วนหนึ่งคือ บรรดาผู้ไม่เชื่อ อีกส่วนหนึ่งคือ บรรดาผู้เชื่อ

*“**และสำหรับพวกท่านผู้ที่ถูกรบกวนนั้น ให้ได้รับความบรรเทาด้วยกันกับพวกเรา เมื่อพระเยซูเจ้าจะทรงปรากฏพระองค์จากสวรรค์ พร้อมกับเหล่าทูตสวรรค์ผู้มีฤทธิ์ของพระองค์*

*ในเปลวเพลิงจะลงโทษสนองต่อคนเหล่านั้นที่ไม่รู้จักพระเจ้า และที่ไม่เชื่อฟังข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์เจ้าของพวกเรา*

*ผู้ซึ่งจะถูกลงโทษด้วยความพินาศเป็นนิตย์ พ้นไปจากพระพักตร์พระเจ้า และจากสง่าราศีแห่งฤทธานุภาพของพระองค์*

*เมื่อพระองค์จะเสด็จมาเพื่อรับสง่าราศีในพวกวิสุทธิชนของพระองค์ และเพื่อให้เป็นที่ชื่นชมในคนทั้งปวงที่เชื่อ (เพราะคำพยานของพวกเรา**ในท่ามกลางพวกท่านได้ถูกเชื่อแล้ว**) ในวันนั้น**”*

เพราะคำสอนเทียมเท็จในการอ้างอิงถึงยอห์น 5: 24 และพวกถ้อยคำที่คล้ายกัน บรรดาผู้เชื่อจำนวนมากอาศัยอยู่ภายใต้ความประทับใจที่ว่า พวกเขาจะไม่ต้องปรากฏตัวต่อหน้าการพิพากษา และเพราะฉะนั้นจึงกระทำตามที่พวกเขาพอใจ พระวจนะของพระเยซูของพวกเราอยู่ในความเกี่ยวข้องกับการพิพากษาครั้งสุดท้ายอย่างแน่นอนที่สุดซึ่งบรรดาผู้เชื่อแท้ที่มีส่วนในการฟื้นคืนพระชนม์ครั้งแรกจะต้องไม่ปรากฏตัวในที่แห่งนั้นอย่างแน่นอน ต้องดูข้อที่ 24 ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อที่ 29 และบริบทที่ให้ไว้ว่า *“**แท้จริงแล้วเรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายว่า ผู้ใดที่ฟังคำของเรา และเชื่อในพระองค์ผู้ได้ทรงส่งเรามานั้น ก็มีชีวิตนิรันดร์ และจะไม่เข้าสู่การปรับโทษ แต่ได้ผ่านพ้นจากความตายไปสู่ชีวิตแล้ว**” *การพิพากษาในที่นี้หมายถึง  การพิพากษาบัลลังก์ขาวครั้งสุดท้าย

*“**อย่าประหลาดใจในสิ่งนี้เลย เพราะเวลานั้นใกล้จะถึงแล้ว ซึ่งในเวลานั้นบรรดาผู้ที่อยู่ในอุโมงค์ฝังศพทั้งหลายจะได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์*

*และจะได้ออกมา คนทั้งหลายที่ได้กระทำดีจะออกมาสู่**การเป็นขึ้นมาแห่งชีวิต** และคนทั้งหลายที่ได้กระทำชั่วร้ายจะออกมาสู่**การเป็นขึ้นมาแห่งการสาปแช่ง****” *(ยอห์น 5: 24-29) การฟื้นคืนพระชนม์ครั้งแรกที่พระเยซูของพวกเราตรัสไว้นั้นคือ การเป็นขึ้นมาแห่งชีวิต และครั้งที่สองคือ การเป็นขึ้นมาแห่งการสาปแช่ง ในการพิพากษาครั้งสุดท้ายนี้ไม่ปรากฏกลุ่มบุตรหัวปีอย่างแน่นอน

ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้แลเห็นในพระวิญญาณว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าแห่งย่านฟ้าอากาศที่ได้ตกลงมากับซาตานก่อนเริ่มการครองราชย์พันปี:

*“แ**ละต่อมาในวันนั้น พระยาห์เวห์จะทรงลงโทษบริวารของผู้สูงทั้งหลายที่อยู่บนที่สูง และบรรดากษัตริย์แห่งแผ่นดินโลกบนแผ่นดินโลก*

*และเขาทั้งหลายจะถูกรวบรวมไว้ด้วยกัน เหมือนอย่างนักโทษทั้งหลายถูกรวบรวมไว้ในคุกมืด และจะถูกกักขังไว้ในคุก และ**หลังจากหลายวัน**พวกเขาจึงจะถูกเยี่ยมเยียน**– ถูกสอบสวน*

*แล้วดวงจันทร์จะสับสน และดวงอาทิตย์จะอับอาย เมื่อพระยาห์เวห์จอมโยธาจะทรงครองราชย์ในภูเขาศิโยน และในกรุงเยรูซาเลม และต่อหน้าพวกผู้อาวุโสของพระองค์อย่างเปี่ยมสง่าราศี**” *(24: 21-23)

บรรดาทูตสวรรค์เหล่านั้นที่ร่วงหล่นไปจากพระเจ้าพร้อมกับลูซิเฟอร์และมนุษย์ทุกคนที่ปฏิเสธและต่อต้านพระเจ้าในความเกี่ยวข้องกับแผนการและพระประสงค์ของพระองค์จะอยู่ในการพิพากษาเบื้องต้นนี้ได้รับการสอบสวนของพวกเขา และพวกเขาจะถูกขังร่วมกัน ตามที่ข้อพระคัมภีร์กล่าวไว้ และการสอบสวนครั้งสุดท้ายของพวกเขา**หลังจากเป็นเวลานาน** กล่าวคือหลังจากการครองราชย์พันปี ซาตานจะถูกขังไว้ ขณะที่เขาจะถูกมัดไว้ก่อนและจากนั้นจึงถูกโยนลงไปในเหวที่ไม่มีก้นเหวเป็นเวลาหนึ่งพันปี (วิวรณ์ 20: 1-2)

ผู้เผยพระวจนะได้กล่าวไว้ในความเกี่ยวข้องกับพวกมรณสักขีเหล่านั้นที่มีส่วนร่วมในการฟื้นคืนพระชนม์ครั้งแรกว่า *“*บรรดาคนตายของพระองค์จะมีชีวิต พร้อมกับศพของข้าพระองค์ เขาทั้งหลายจะเป็นขึ้นมา จงตื่นเถิดและร้องเพลง เจ้าทั้งหลาย ผู้อาศัยอยู่ในผงคลีเอ๋ย” (ดูดาเนียล 12: 2 ด้วย) …

*เพราะดูเถิด พระยาห์เวห์เสด็จออกมาจากสถานที่ของพระองค์ เพื่อลงโทษชาวแผ่นดินโลก เพราะเหตุความชั่วช้าของเขาทั้งหลาย และแผ่นดินโลกจะเปิดเผยโลหิตซึ่งหลั่งอยู่บนมันด้วย และจะไม่ปิดบังบรรดาผู้**ถูกสังหาร**ของมันไว้อีก**” *(อิสยาห์ 26: 19 + 21) ที่นี่คำสำคัญคือ "**ถูกสังหาร**" ใช้คำเดียวกันกับที่เคยใช้กับพระคริสต์ พระเมษโปดกของพระเจ้า ผู้ “**ถูกสังหาร**” (กิจการ 2: 23; วิวรณ์ 5: 9; วิวรณ์ 13: 8) พวกเราต้องสังเกตว่าสิ่งนี้ถูกกล่าวในการอ้างอิงถึงพวกมรณสักขีในอดีตและอนาคต (วิวรณ์ 6: 9-11; 13: 14; 18: 24; 20: 4)

ที่นี่พวกเราไม่ได้กำลังกล่าวถึงพวกคนเหล่านั้นที่เสียชีวิตโดยธรรมชาติและถูกฝังไว้ ที่นี่ไม่มีหลุมศพเปิดขึ้น ข้อความนี้ในบทที่ 11 ไม่เกี่ยวข้องกับการฟื้นคืนพระชนม์โดยทั่วไปของพวกคนตาย เนื่องจากการเชื่อมต่อแสดงให้เห็น ไม่มีหลุมศพเปิดขึ้น; แต่เกี่ยวข้องกับพวกมรณสักขีที่ได้สละชีวิตของพวกเขาด้วยการคงอยู่อย่างสัตย์ซื่อจนถึงที่สุด ใครก็ตามที่ได้ทำผิดในการทำร้ายพวกเขานั้นจะต้องถูกพิพากษาโดยพระเจ้า จากวิธีในการตั้งคำถามว่า *“**บรรดาคนตายของพระองค์จะมีชีวิต พร้อมกับศพของข้าพระองค์เขาทั้งหลายจะเป็นขึ้นมา**”*คำตอบนั้นก็ชัดเจนจริงๆ พวกคนเหล่านั้นที่ถูกกล่าวถึงเป็นของพระเจ้า บรรดาจิตวิญญาณที่อยู่ภายใต้แท่นบูชาในตราประทับดวงที่ห้าได้รับคำสั่งให้อดทนชั่วขณะหนึ่งจนกระทั่งพี่น้องและเพื่อนผู้รับใช้ของพวกเขาสิ้นชีวิตอย่างพวกมรณสักขีแบบเดียวกับที่พวกเขาได้ทำ

ผู้เผยพระวจนะเอเสเคียลยังกล่าวถึงเหตุการณ์นี้ในบทที่ 37 : 1-10 เมื่อเขาเผยพระวจนะเกี่ยวกับกระดูกที่ตายแล้วกำลังจะเข้ามารวมด้วยกัน *“…**และเจ้าจะมีชีวิต**; และเจ้าจะรู้ว่าเราเป็นพระเจ้า ...**จงมาจากลมทั้งสี่ โอ ลมหายใจเอ๋ย และหายใจเข้าไปในคนที่ถูกฆ่าเหล่านี้* *…”*นี่ยังอยู่ในอนาคตและเกี่ยวกับพวกคนยิวที่จะถูกสังหารในหุบเขาโล่ง (ข้อที่ 2)

ส่วนที่สอง ข้อ 11-14 ได้ผ่านมาแล้ว ตามที่มันกล่าวซ้ำๆ เกี่ยวกับพวกหลุมฝังศพที่ถูกเปิดและพวกคนอิสราเอลกลับคืนสู่ดินแดนของพวกเขา *“**โอ ประชากรของเราเอ๋ย เราจะเปิด**บรรดาหลุมฝังศพของพวกเจ้า** และทำให้พวกเจ้า**ออกมาจากหลุมฝังศพทั้งหลายของพวกเจ้า** และนำพวกเจ้าเข้ามายังแผ่นดินแห่งอิสราเอล**...*

*และ (เรา) จะบรรจุวิญญาณของเราไว้ในพวกเจ้า และพวกเจ้าจะมีชีวิต และเราจะวางพวกเจ้าไว้ในแผ่นดินของพวกเจ้าเอง แล้วพวกเจ้าจะทราบว่า เราคือพระยาห์เวห์ผู้ได้ลั่นวาจาแล้ว และได้กระทำสิ่งนั้น พระยาห์เวห์ตรัส**”" *(เอเสเคียล  37: 12+14)

สิ่งนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว ณ การฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ของพวกเราตามมัทธิว 27: 51-56 และช่วงเวลาที่วิสุทธิชนทุกคนจากพันธสัญญาเดิมผู้ได้เข้าส่วนในการฟื้นคืนพระชนม์ครั้งแรก *"**และ**บรรดาอุโมงค์ฝังศพ**ก็ถูกเปิดออก และ**พวกศพ**ของพวกวิสุทธิชนมากมายซึ่งล่วงหลับไปแล้วได้เป็นขึ้นมา*

*และได้ออกมาจาก**บรรดาอุโมงค์ฝังศพ**เหล่านั้นหลังจากการเป็นขึ้นมาของพระองค์ และเข้าไปในนครบริสุทธิ์ และได้ปรากฏแก่คนเป็นอันมาก**”**                           ”*

ตามวิวรณ์ 20: 4 พวกมรณสักขีจากความทุกข์เวทนาครั้งใหญ่คือ พวกผู้ที่ถูกสังหารซึ่งไม่ได้ออกมาจากหลุมศพ แต่จะมีชีวิตอีกครั้งหนึ่งและเข้าส่วนในการครองราชย์พันปี

ตอนสุดท้ายของบทนี้ พันธสัญญากับอิสราเอลก็ถูกเน้นย้ำอีกครั้งหนึ่ง ในบทที่ 10 ทูตสวรรค์แห่งพันธสัญญาทรงปรากฏให้เห็นได้ขณะที่พระองค์ได้เสด็จลงมา ที่นี่พวกเราเห็นสวรรค์เปิดออกและหีบพันธสัญญากำลังปรากฏให้เห็น *“**และพระวิหารของพระเจ้าได้ถูกเปิดออกในสวรรค์ และได้เห็นในพระวิหารของพระองค์นั้นมีหีบแห่งพันธสัญญาของพระองค์ และมีบรรดาฟ้าแลบ และเสียงต่างๆ และฟ้าร้องทั้งหลาย และแผ่นดินไหว และลูกเห็บห่าใหญ่**” *(11: 19)

 

 


## Chapter navigation

- [Previous chapter](https://nasa.misia.sk/book_chapters/5675.md)
- [Book contents](https://nasa.misia.sk/books/1861.md)
- [Next chapter](https://nasa.misia.sk/book_chapters/5677.md)

## Available translations

- [Česky](https://nasa.misia.sk/book_chapters/1016.md)
- [English](https://nasa.misia.sk/book_chapters/1040.md)
- [Русский язык](https://nasa.misia.sk/book_chapters/5369.md)
- [ไทย (Thai)](https://nasa.misia.sk/book_chapters/5676.md)

## Source

- [Canonical HTML page](https://nasa.misia.sk/book_chapters/5676)
- [Markdown representation](https://nasa.misia.sk/book_chapters/5676.md)
