---
type: BookChapter
work_id: '516'
book_url: https://nasa.misia.sk/books/1861
book_markdown_url: https://nasa.misia.sk/books/1861.md
language: th
position: 14
canonical_url: https://nasa.misia.sk/book_chapters/5678
markdown_url: https://nasa.misia.sk/book_chapters/5678.md
markdown_source: converted
translations:
  cs: https://nasa.misia.sk/book_chapters/1018.md
  en: https://nasa.misia.sk/book_chapters/1042.md
  ru: https://nasa.misia.sk/book_chapters/5371.md
  th: https://nasa.misia.sk/book_chapters/5678.md
---

# พระธรรมวิวรณ์ - ตราประทับทั้งเจ็ด?

## บทที่ 13 - นิมิตของดาเนียลในการทบทวนและความเกี่ยวข้องกับพระธรรมวิวรณ์

**นิมิตของดาเนียลในการทบทวน**

**และ****ความเกี่ยวข้องกับพระธรรม****วิวรณ์**

 

จากบทที่ 13 ถึง 19 พวกเราพบสัญลักษณ์ทั้งหลายซึ่งได้กล่าวถึงแล้วในพระธรรมดาเนียลและใช้กับช่วงระยะเวลาการเผยพระวจนะ เพื่อความเข้าใจที่ดีขึ้นพวกเราจะกล่าวถึงโดยย่อกับสิ่งทั้งหลายที่เขาได้เห็น

เขาได้เห็นสี่อาณาจักรโลกซึ่งต่อเนื่องกันในรูปของรูปปั้นซึ่งประกอบด้วยโลหะสี่ชนิดที่แตกต่างกัน (ดาเนียล บทที่ 2) เขายังได้รับคำอธิบายของรูปปั้นที่เขาได้แลเห็นอีกด้วยเช่นกัน ดังนั้นวันนั้นมันจึงเหมือนกับวันนี้ พระเจ้าผู้ทรงทราบทุกสิ่งทุกอย่างนั้นทรงเปิดเผยสำแดงความลับทั้งหลายของพระองค์ให้แก่บรรดาผู้รับใช้ของพระองค์, บรรดาผู้เผยพระวจนะ *“**ความลึกลับซึ่งกษัตริย์ทรงต้องการนั้น พวกนักปราชญ์, พวกหมอดู, พวกโหร, พวกหมอดูฤกษ์ยาม ไม่สามารถสำแดงให้กษัตริย์ทราบได้*

*แต่มีพระเจ้าองค์หนึ่งในสวรรค์ผู้ทรงเผยความลึกลับทั้งหลายได้**…”* (2: 27-28)

ในบทที่ 7 ผู้เผยพระวจนะดาเนียลเห็นพัฒนาการของอาณาจักรโลกทั้งสี่ที่มาถึงจุดสิ้นสุดของอารยธรรมปัจจุบันนี้ เขาเฝ้ามองดูลมทั้งสี่ทิศแห่งฟ้าสวรรค์ที่พัดกระหน่ำทะเลใหญ่ซึ่งสัตว์สี่ตัวออกมา ในภาษาเชิงสัญลักษณ์และเผยพระวจนะ ที่นี่พวกเรากำลังกล่าวถึงทะเลของมวลชนและประชาชาติ จากทุกทิศทุกทางใต้ฟ้าสวรรค์ บรรดาประชาชาติต่างตื่นตระหนกและสัตว์ร้ายสี่ตัวที่แตกต่างกันนี้ ซึ่งความหมายทางสัญลักษณ์คือ อาณาจักรโลกที่ต่อเนื่องกันทั้งสี่ซึ่งเกิดขึ้นมา แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ประชาชาติก็ยังใช้พวกสัญลักษณ์สัตว์ร้ายเช่นนั้นเป็นพวกตราสัญลักษณ์ประจำชาติของพวกเขาเช่นที่ผู้เผยพระวจนะได้แสดงให้พวกเขาเห็น

*“**สัตว์มหึมาเหล่านี้ ซึ่งมีสี่ตัวคือ กษัตริย์สี่องค์ซึ่งจะขึ้นมาจากแผ่นดินโลก**…*

*สัตว์ตัวที่สี่นั้นจะเป็นอาณาจักรที่สี่บนแผ่นดินโลก ซึ่งจะผิดแผกจากอาณาจักรทั้งสิ้น**…”* (ดาเนียล 7: 17+23)

ตามดาเนียล บทที่ 2 และ 7 พวกเราสามารถติดตามพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ได้ อาณาจักรทั้งหลายที่อธิบายไว้ในบทที่ 2: 31-43 และในบทที่ 7: 1-7 นั้นเหมือนกัน อาณาจักรแรกมีตัวแทนเป็นสิงโตประหลาดที่มีปีกสองปีกเหมือนนกอินทรี มันหมายถึง อำนาจอันยิ่งใหญ่ของอาณาจักรนี้ซึ่งถอดออกมาจากพื้นดินและพิชิตอาณาจักรอื่นๆ ทั้งหมด ปีกทั้งสองเป็นตัวแทนของสหราชอาณาจักรอัสซีเรียและบาบิโลเนีย แต่ละอาณาจักรมีผู้นำของอาณาจักรนั้นๆ เป็นตัวแทน ดังนั้นอำนาจของสัตว์ร้ายจึงแสดงให้เห็นด้วยการยืนบนเท้าสองเท้าของผู้ชายคนหนึ่ง อาณาจักรแรกของบทที่ 7: 4 นั้นเปรียบเทียบได้กับศีรษะทองคำของบทที่ 2: 38

อาณาจักรที่สองมีสัญลักษณ์เป็นหมีที่มีกระดูกซี่โครงสามซี่ในปากของมัน (7: 5) คือ อาณาจักรมีโด-เปอร์เซียซึ่งทำลายอาณาจักรอัสซีเรีย/บาบิโลเนีย ผู้ปกครองถูกแสดงด้วยกระดูกซี่โครงสามซี่ในปากของเขา เขาได้พิชิตสามประเทศที่สวยงามมากที่สุดในสมัยของเขา: บาบิโลเนีย, ลิเดีย และอียิปต์ อาณาจักรที่สองนั้นเปรียบเทียบได้กับทรวงอกเงินของรูปปั้นในดาเนียล 2: 39ก

สัตว์ร้ายตัวที่สามเป็นสัญลักษณ์ของเสือดาวที่มีสี่ปีกและสี่หัว เป็นตัวแทนของอเล็กซานเดอร์มหาราช เขาทำลายอาณาจักรมีโด-เปอร์เซีย และขยายอำนาจการปกครองของเขาเข้าไปสู่ทุกทิศทุกทางภายใต้ฟ้าสวรรค์ หัวทั้งสี่แสดงว่า อาณาจักรกรีกจะถูกแบ่งแยกออกเป็นสี่อาณาจักร อาณาจักรที่สามของข้อที่ 6 นั้นเปรียบเทียบได้กับทองเหลืองของรูปปั้นในดาเนียล 2: 39ข

ด้วยอาณาจักรโลกที่สี่ซึ่งดำรงอยู่จนถึงจุดจบ พวกเราจึงต้องกล่าวถึงอย่างใกล้ชิดมากขึ้น

*“**หลังจากนี้ ข้าพเจ้าได้เห็นในบรรดานิมิตกลางคืน และดูเถิด สัตว์ตัวที่สี่ ร้ายกาจและน่ากลัว และแข็งแรงยิ่งนัก และมันมีฟันเหล็กซี่ใหญ่ มันกินและหักเป็นชิ้นๆ และกระทืบสิ่งที่เหลือนั้นเสียด้วยเท้าของมัน และมันต่างกับสัตว์อื่นทั้งสิ้นที่อยู่ก่อนมัน และมันมีเขาสิบเขา**” *(ดาเนียล 7: 7)

ข้อความนี้เปรียบเทียบกับเหล็กและดินเหนียวของรูปปั้นในดาเนียล 2: 40-43 ในดาเนียล 7: 8 พวกเราได้รับการบอกกล่าวว่า ทันใดนั้นมีเขาเล็กอีกอันหนึ่งงอกขึ้นมา ต่อหน้ามันเขาสามอันในเขารุ่นแรกเหล่านั้นได้ถูกถอนรากออกไป นอกจากนั้นเขาอันนี้มีตาเหมือนตามนุษย์ และมีปากพูดเรื่องใหญ่โตทั้งหลาย เขานี้จะพูดดูหมิ่นพระเจ้าและข่มเหงบรรดาธรรมิกชนจนกระทั่งพระเจ้าทรงตั้งการพิพากษาขึ้นมา (7: 20-25)

ในรูปปั้นนี้แสดงให้เห็นสี่อาณาจักรของโลกที่ต่อเนื่องกันด้วยโลหะที่แตกต่างกัน ได้แก่ ทอง, เงิน, ทองเหลืองและเหล็ก สองขาของส่วนร่างกายรูปปั้นนี้หมายถึง ระยะสิ้นสุดโดยตรง และกล่าวถึงตะวันออกและตะวันตก นิ้วเท้าทั้งสิบเป็นส่วนหนึ่งของสองเท้า ฉะนั้นในตอนท้ายยุโรปตะวันออกและตะวันตกจะเป็นสหภาพยุโรป เท้ากับนิ้วเท้ากล่าวถึง ช่วงระยะสุดท้ายและวัสดุที่ไม่เหมือนกัน นอกจากนั้นเหล็กและดินเหนียวและติดอยู่ด้วยกัน ตอนนี้ในวาระสุดท้ายของยุคนี้เกิดการรวมตัวของทั้งสองระบบที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงขึ้นมา

ผู้เผยพระวจนะได้แสดงความมั่นคงดุจ*เหล็ก*ของบรรดาชนชาติอุตสาหกรรมตะวันตก และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ถูกละเลยดุจ*ดินเหนียว*ของบรรดารัฐยุโรปตะวันออก ทั้งๆ ที่มีความแตกต่างกัน พวกเขาก็ต้องเกาะติดด้วยกันและกันตามนิมิตของวาระสุดท้าย แต่จะไม่ปะปนกัน พวกเขาแต่งเติมความเป็นหนึ่งเดียวกันตามคำทำนายของวาระสุดท้าย กลุ่มการเมืองสุดท้ายซึ่งจัดเรียงกันนั้นไม่ได้มาจากวัสดุเดียว มันไม่ได้เติบโตในทางธรรมชาติ แต่เกิดขึ้นมาในการดำรงอยู่ผ่านการเจรจาต่อรอง

มหาอำนาจโลกสุดท้ายนี้จะถูกทำลายอย่างกะทันหันตามที่เปิดเผยไว้ในคำตักเตือนของพระเจ้า เพราะมันจะมีส่วนร่วมในการสู้รบใหญ่ครั้งสุดท้ายกับอิสราเอล ดาเนียลอธิบายเหตุการณ์นี้ดังต่อไปนี้: *“**พระองค์ได้ทรงเห็นจนกระทั่งหินก้อนหนึ่งถูกตัดออกมามิใช่ด้วยมือ ซึ่งกระทบปฏิมากรบนเท้าของปฏิมากรอันเป็นเหล็กและดินเหนียว และได้ทำให้เท้าเหล่านั้นแตกเป็นชิ้นๆ*

*… และก้อนหินที่กระทบปฏิมากรนั้นได้กลายเป็นภูเขาใหญ่ลูกหนึ่ง และเต็มแผ่นดินโลกทั้งหมด**” *(2: 34-35)

ก้อนหินก้อนนี้คือ พระคริสต์ ตามที่ข้อพระคัมภีร์หลายข้อยืนยัน (อิสยาห์ 8: 14; เศคาริยาห์ 3: 9; สดุดี 118: 22; มัทธิว 21: 42; 1 เปโตร 2: 4)

*“ดูเถิด**เราวางศิลามุมเอกก้อนหนึ่งลงในศิโยน เป็นที่ทรงเลือกสรรไว้ และทรงล้ำค่า และผู้ใดที่เชื่อในพระองค์นั้นก็จะไม่ได้รับความอับอาย**” *(1 เปโตร 2: 6)

*“**ผู้ใดก็ตามที่จะล้มทับศิลานั้น จะถูกทำให้แตกหักไป แต่ผู้ใดก็ตามที่จะถูกศิลานี้ตกทับ ศิลานั้นจะบดขยี้ผู้นั้นจนแหลกเป็นผุยผง**” *(ลูกา 20: 18)

อ้างอิงจากเศคาริยาห์ 3: 9 ตาทั้งเจ็ดจับจ้องอยู่ที่ศิลาที่มีชีวิตนี้ เลขเจ็ดแสดงถึงความเป็นพระเจ้าของพระองค์ ในดาเนียลพวกเราไม่เห็นพระองค์ในฐานะที่ทรงเป็นศิลามุมเอกของคริสตจักรแต่ในฐานะที่ทรงเป็นศิลาที่จะพังทลายและทุบบรรดาอาณาจักรและศัตรูทั้งหลายของอิสราเอล

ภูเขาซึ่งศิลานั้นจากมากล่าวถึงพระลักษณะของพระเจ้าซึ่งมิอาจจะเข้าไปถึงได้ จากสถานที่ซึ่งพระบุตรได้เสด็จมาและจะเสด็จกลับเข้ามาหลังจากการเสร็จสิ้นแผนการแห่งความรอดของพระเจ้า พระสิริของพระเจ้าจะเต็มแผ่นดินโลกทั้งปวง และพระเจ้าจะทรงสถิตอยู่ทั่วทุกหนแห่ง นักร้องเพลงสดุดีร้องว่า *“ข้าพเจ้าจะเงยหน้า**ของข้าพเจ้าขึ้นดูบรรดาภูเขา ซึ่งความช่วยเหลือของข้าพเจ้ามาจากที่นั่น**!**” *(สดุดี 121: 1) พระองค์จะทรงเป็นความช่วยเหลือของอิสราเอลและต่อสู้ในการสู้รบครั้งสุดท้ายเพื่อพวกเขา พระองค์จะเสด็จมาอย่างมีชัยชนะ

ตามที่ได้ทำนายไว้ในข้อพระคัมภีร์เผยพระวจนะ ราชอาณาจักรของพระเจ้าในเวลานั้นเริ่มต้นบนแผ่นดินโลก *“**และในสมัยของกษัตริย์เหล่านี้ พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์จะทรงสถาปนาราชอาณาจักรหนึ่ง ซึ่งจะไม่มีวันถูกทำลาย และราชอาณาจักรนั้นจะไม่ตกเป็นของประชาชนอื่น แต่ราชอาณาจักรนั้นจะทำให้แตกเป็นชิ้นๆ และทำลายอาณาจักรเหล่านี้ทั้งหมด และราชอาณาจักรนั้นจะยั่งยืนอยู่เป็นนิตย์**"** *(ดาเนียล 2: 44)

** **

**สัตว์เจ็ดเศียรออกจากทะเล**

ในวิวรณ์ บทที่ 13 สามอาณาจักรแรกที่ดาเนียลเห็นมิได้กล่าวถึง เพราะพวกมันเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว ในยุคสุดท้ายพวกเราเกี่ยวข้องกับอาณาจักรสุดท้ายคือ อาณาจักรโรมัน มันถูกอธิบายว่าเป็นสัตว์ร้ายที่มีเจ็ดหัวและสิบเขา เป็นที่น่าสังเกตว่า สัตว์ร้ายตัวนี้สอดคล้องกับคำอธิบายของซาตานอย่างแม่นยำ มังกรแดงที่มีเจ็ดหัวและสิบเขา (วิวรณ์ 12: 3) ประมุขแห่งโลกนี้ใช้มหาอำนาจของเขาผ่านบุคคลของปฏิปักษ์พระคริสต์และใช้อิทธิพลบนแผ่นดินโลก *“…**และมังกรนั้นได้มอบอำนาจของมัน และที่นั่งของมัน และสิทธิอำนาจอันใหญ่ยิ่ง**” *(วิวรณ์ 13: 2) มีความเกี่ยวข้องกับโลกที่โอบรับอำนาจซึ่งถูกใช้จากที่นั่งเฉพาะแห่งหนึ่ง

ถ้าหากมีคนอ่านเกี่ยวกับเจ็ดหัวและสิบเขา พวกนักวิชาการพระคัมภีร์ไบเบิลคิดว่าควรจะเป็นเจ็ดหรือสิบรัฐพิเศษ พวกเขามิได้คิดการณ์ไกล กล่าวคือ สัตว์ร้ายไม่เพียงแต่ประกอบด้วยหัวและเขาเพียงเท่านั้น ไม่ว่ามีเจ็ด, สิบ, สิบสอง, ยี่สิบหรือสามสิบห้ารัฐก็ตาม ก็นับว่าไม่มีสาระสำคัญ ความสำคัญอยู่ในข้อเท็จจริงที่ว่า ภายในสหรัฐยุโรปจะมีเจ็ดหัวที่นำและสิบเขาที่ตาม

เป็นที่น่าสังเกตว่า หัวทั้งหกนั้นมิได้ถูกกล่าวถึงในการเชื่อมโยงกับการใช้อำนาจนี้จากที่นั่งเฉพาะแห่งหนึ่ง พวกมันมิได้ถูกกล่าวถึงว่าฟกช้ำและมิได้ถูกกล่าวถึงในกระบวนการรักษาเยียวยา ดังนั้นพวกเราจึงกล่าวถึงเฉพาะกับประเทศผู้นำเท่านั้นซึ่งเป็นผู้นำหลักในอาณาจักรโรมันซึ่งได้รับบาดแผลร้ายแรงนี้ว่า *“**และข้าพเจ้าได้เห็นว่าหัวๆ หนึ่งของสัตว์ร้ายดูเหมือนได้รับบาดแผลจนถึงแก่ความตาย แต่แผลที่ทำให้ถึงตายของมันนั้นได้รับการรักษาให้หาย**…”* (ข้อที่ 3) มีเพียงหัวเดียวซึ่งได้รับบาดเจ็บที่ถูกกล่าวถึงเพียงเท่านั้น แต่บาดแผลร้ายแรงนี้ได้รับการรักษาให้หายอีกครั้งหนึ่ง พวกเราต้องมองเข้าไปในประวัติศาสตร์ มีเพียงชนชาติเดียวเพียงเท่านั้นที่มียศศักดิ์เรียกว่า “จักรวรรดิโรมันศักดิ์สิทธิ์แห่งชาติเยอรมัน” ยืนยันตามประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีบรรดาจักรพรรดิเยอรมัน – โรมัน และบรรดาสมเด็จพระสันตะปาปาเยอรมัน-โรมัน เห็นได้ชัดว่าเยอรมนีได้ถูกกำหนดไว้ให้เป็นผู้นำในสหภาพยุโรป เยอรมนีมีเศรษฐกิจแข็งแกร่งที่สุด และในด้านประชากรนั้นเป็นประเทศที่ใหญ่มากที่สุดในสหภาพยุโรป ดังนั้นจึงเข้าใจได้ว่า เหตุใดจึงเกิดการพัฒนาภายหลังการรวมเข้าด้วยกันของเยอรมนีตามสนธิสัญญาโรมัน ซึ่งได้จดจ่อบน “หัวใจของยุโรป” ให้มีบทบาทพิเศษตามนั้น บทบาทพิเศษนี้กำลังถูกเน้นย้ำโดยมหาอำนาจโลกในปัจจุบันคือ สหรัฐอเมริกา และตรงกับคำเผยพระวจนะในพระคัมภีร์ไบเบิล เยอรมนีมีประเทศเพื่อนบ้านมากที่สุด, ตั้งอยู่ใจกลาง และมีพรมแดนติดกับประเทศยุโรปตะวันออกหลายประเทศ มันเป็นจุดหมายปลายทางทางภูมิศาสตร์และทางการเมืองเพื่อเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างยุโรปตะวันออกและยุโรปตะวันตก

คำพูดที่กระจ่างแจ้งมากคือ *“บาดแผลด้วยดาบ”* (ข้อที่ 14) มันเกิดขึ้นโดยดาบแห่งพระวิญญาณ - พระวจนะของพระเจ้า (เอเฟซัส 6: 17) ซึ่งคมยิ่งกว่าดาบสองคม (ฮีบรู 4: 12) พวกเราได้รับการบอกกล่าวว่า คนทั้งโลกประหลาดใจกับการรักษาเยียวยาของ “บาดแผลปางตาย”* *นี้ ในยุคของการปฏิรูป ดาบของพระวิญญาณ ซึ่งเป็นพระวจนะของพระเจ้า ได้ถูกเทศนาอย่างมีพลัง ส่งผลให้คริสตจักรปกครองในประเทศชั้นนำแห่งนี้ได้รับความเดือดร้อนดุจบาดแผลปางตาย การแบ่งแยกทางศาสนาเกิดขึ้นผ่านการปฏิรูป หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศเดียวกันก็มีประสบการณ์การแบ่งแยกครั้งที่สองซึ่งเป็นเรื่องการเมือง และด้วยเหตุนี้ทวีปยุโรปจึงถูกแบ่งแยกออกเป็นตะวันออกและตะวันตกดั่งกรณีที่เคยเป็นมา เมื่อมันถูกแบ่งแยกออกเป็นพวกโปรเตสแตนต์และพวกคาทอลิก

ใครจะคิดได้ว่ามันจะเกิดขึ้นจริง สิ่งที่ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา นายโรนัลด์ เรแกน ได้เรียกร้องในเดือนมิถุนายน 1987 ระหว่างการเยือนกรุงเบอร์ลินของเขา ด้วยการยืนที่นั่นมองดู ณ “ประตูบรันเดนบูร์ก” ที่ถูกก่อขึ้นมาด้วยอิฐ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่แท้จริงของการแบ่งแยกระหว่างตะวันออกกับตะวันตก เขากล่าวว่า “นายกอร์บาชอฟ เปิดประตูนี้ ทลายกำแพงนี้” สองปีกว่าๆ ต่อมา ด้วยการเปิด “ประตูบรันเดนบูร์ก” และการรื้อถอนกำแพงได้กลายเป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในยุคนี้ อีกไม่นานก็จะสำเร็จตามที่วิลลี่ แบรนดท์กล่าวไว้ว่า “ตอนนี้ต้องเติบโตไปด้วยกัน เป็นของคู่กัน" ประโยคนั้นใช้กับเยอรมนีและทั่วทั้งยุโรป

การรวมเข้าด้วยกันของเยอรมนีและในการเชื่อมต่อกับมัน การรวมตัวของยุโรปและการยอมรับของคริสตจักรคาทอลิกโดยโปรเตสแตนต์นั้นทำให้คำเผยพระวจนะของพระคัมภีร์ไบเบิลสำเร็จในวาระสุดท้าย การแบ่งแยกจบลง, บาดแผลปางตายหายดีแล้ว, ทุกสิ่งทุกอย่างเติบโตไปด้วยกันทั้งในทางการเมืองและทางศาสนา ทุกประเทศที่เป็นของจักรวรรดิโรมันกำลังรวมตัวกัน และดังนั้นมหาอำนาจโลกก็ผงาดขึ้นต่อหน้าต่อตาของพวกเรา — สหภาพยุโรป ทั้งโลกประหลาดใจและสังเกตเห็นด้วยความประหลาดใจว่าเร็วแค่ไหน เกือบข้ามคืน ทุกสิ่งทุกอย่างแตกต่างกัน กระบวนการรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วมากในแวดวงการเมืองและศาสนา มันเป็นชัยชนะในศตวรรษที่ 20 เมื่อนิกายโรมันคาทอลิกโลกพิชิตลัทธิคอมมิวนิสต์โลกในปี ค.ศ. 1989 ดังนั้นข้อพระคัมภีร์จึงสำเร็จต่อหน้าต่อตาของพวกเรา ทั้งหมดนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว เพื่อให้มหาอำนาจโลกฝ่ายวิญญาณของกรุงโรมจะได้รับความเหนือกว่าและเข้ายึดมหาอำนาจโลกฝ่ายการเมืองสุดท้าย

*“อำนาจของสัตว์ร้าย”* อันพิเศษนี้ มิใช่เกี่ยวกับเฉพาะอำนาจบางอย่างโดยทั่วไป แต่เป็นบุคคลที่มีอำนาจเป็นตัวเป็นตนและเป็นตัวแทนมากกว่า (ดาเนียล 7: 17 ว.) ประธานผู้รับใช้ของสหภาพยุโรปนั้นมีอำนาจจำกัดเหมือนกับประธานาธิบดีคนอื่นๆ, อธิการบดี, นายกรัฐมนตรี และผู้นำแห่งรัฐ เขาสามารถแลกเปลี่ยนและลงคะแนนเสียงได้ อย่างไรก็ตาม ผู้นำทางศาสนาก็เป็นผู้นำแห่งรัฐอีกด้วยเช่นกันและไม่สามารถถูกแทนที่หรือลงคะแนนเสียงได้และมีอำนาจระดับโลก ในคำเผยพระวจนะพระคัมภีร์ไบเบิลพวกเราได้รับการบอกกล่าวอย่างชัดแจ้งว่า ทั้ง - ศาสนาและการเมือง – จะรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งอำนาจทางศาสนาจะมีอำนาจเหนือกว่า (วิวรณ์ บทที่ 17) ในท่ามกลางคริสตจักรทั้งหมดนั้นมีเฉพาะนิกายโรมันคาทอลิกเพียงเท่านั้นที่มีลักษณะของรัฐ เธอมีการแลกเปลี่ยนพวกเอกอัครราชทูตกับบรรดาประชาชาติในโลกนี้ วาติกันเป็นรัฐของตนเองภายในอีกรัฐอื่นๆ เป็นของทั้งเจ็ดและเป็นที่แปด (17: 11)

การเมืองยุโรปจะอยู่ภายใต้อิทธิพลเบ็ดเสร็จของผู้นำทางศาสนานี้ คริสตศาสนจักรที่เหลือจะยอมจำนน ด้วยการเข้าร่วมในสภาสังคายนาสากล - ในนิกายโรมันคาทอลิกขั้นสุดท้าย ยังมีศาสนาอื่นๆ อีกด้วยเช่นกันที่จะยอมจำนนและยอมรับเขา ระเบียบโลกใหม่ที่หลายคนพูดถึงมีความคืบหน้ามากกว่าที่คนทั่วไปได้ตระหนัก แล้วตอนนี้สิทธิอำนาจของยุโรปยืนเหนือบรรดารัฐเดียว สิ่งที่ได้รับการตัดสินใจในสตราสบูร์กเป็นช่องทางผ่านบรัสเซลส์ไปยังทุกรัฐที่เป็นของสหภาพยุโรป บางประเทศที่โปรเตสแตนต์ปกครองก็ลังเลเพราะว่าพวกเขามีความคิดเกี่ยวกับทิศทางทางการเมืองที่จะใช้ เพื่อให้ข้อพระคัมภีร์เป็นจริง ทุกประเทศต้องยอมจำนน ผู้ใดก็ตามที่จะไม่ยอมจำนนนั้นก็จะต้องทนทุกข์ทรมานกับผลที่ตามมา *"**ใครจะเปรียบเหมือนสัตว์ร้ายนี้? ใครสามารถทำสงครามกับสัตว์ร้ายนี้ได้**?*

*“**และได้มอบปากแก่**สัตว์ร้ายนั้น**ที่พูดบรรดาสิ่งใหญ่โตและคำหมิ่นประมาททั้งหลาย และได้มอบอำนาจแก่**สัตว์ร้ายนั้น**ให้กระทำต่อไปเป็นเวลา**สี่สิบสองเดือน****” *(ข้อ 4ข-5)

ใครคือ **"เขา"** ผู้ซึ่งได้รับอำนาจและผู้ที่พูดเหมือนสัตว์ร้ายซึ่งจะพูดบรรดาสิ่งใหญ่โต? *"**และมันอ้าปากของมันในการกล่าวคำหมิ่นประมาทต่อพระเจ้า เพื่อหมิ่นประมาทพระนามของพระองค์ และพลับพลาของพระองค์ และคนเหล่านั้นที่อาศัยอยู่ในสวรรค์**”* (ข้อที่ 6) จากข้อความนี้พวกเราเห็นชัดถึงความเกี่ยวข้อง พระเยซูได้ทรงให้พระสัญญาในยอห์น บทที่ 14 ว่า พระองค์จะทรงจัดเตรียมคฤหาสน์ทั้งหลาย, จะเสด็จกลับมา และจะทรงนำคนทั้งหลายของพระองค์เองกลับบ้าน ตั้งแต่วินาทีแรกของการรับขึ้นจนถึงตอนเริ่มต้นการครองราชย์พันปีนั้นบรรดาผู้พิชิตอาศัยอยู่ในฟ้าสวรรค์

"เผด็จการโลก" โดยพฤตินัยผู้นี้คือ ผู้ซึ่งมีอำนาจฝ่ายศาสนาและฝ่ายโลกได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกันอยู่ในตัวของเขา ไม่รู้จักขีดจำกัดในการยกย่องตนเอง ผู้คนจะมองดูเขาเหมือนเทพเจ้าในร่างมนุษย์ และทุกศาสนา และอำนาจทางการเมืองจะยอมจำนนต่อเขา ผู้เผยพระวจนะดาเนียลกล่าวถึงเขาว่า *“**และท่านจะพูดบรรดาถ้อยคำใหญ่โตต่อต้านองค์ผู้สูงสุด และจะให้วิสุทธิชนทั้งหลายขององค์ผู้สูงสุดนั้นอิดหนาระอาใจ และคิดที่จะเปลี่ยนแปลงบรรดาวาระและกฎหมายทั้งหลาย และพวกเขาจะถูกมอบไว้ในมือของท่าน จนถึง**หนึ่งวาระ และสองวาระ และครึ่งวาระ****” *(ดาเนียล 7: 25) ยอห์นก็ได้กล่าวถึงด้วยเช่นกัน ผู้เผยพระวจนะดาเนียลกล่าวถึงสามปีครึ่งจะเป็นความทุกข์เวทนาครั้งใหญ่และการข่มเหง อย่างไรก็ตามความกดดันซึ่งจะมาถึงบรรดาคริสเตียนที่เชื่อพระคัมภีร์ไบเบิลในระยะเวลาอันสั้นเฉพาะ**ก่อน**ที่การรับขึ้นไปซึ่งไม่ได้ให้กำหนดเวลาที่แน่นอนไว้

ถ้าหากพูดถึงการข่มเหงดังกล่าว ผู้คนก็ส่ายหัวของพวกเขาในความไม่เชื่อ แม้กระทั่งมีพวกคนเหล่านั้นที่ไม่สามารถเชื่อได้ว่า ในช่วงระหว่างหนึ่งพันปีแห่งการครองราชย์ของคริสตจักรโรมันในยุคมืด คนหลายล้านคนเสียชีวิตในฐานะพวกมรณสักขี พวกเราไม่ควรลืมยุคสมัยที่คนทั้งหลายถูกจัดว่าเป็นพวกนอกรีต ถูกเผาที่เสา และสิทธิการสอบสวนในคืนของเซนต์ บาร์โธโลมิว คนหลายคนไม่สามารถเข้าใจได้ว่า ชาวยิวหกล้านคนและคนจำนวนหลายแสนคนที่ไม่ยอมจำนนต่อระบอบการปกครองเฉพาะระบอบนั้นได้ถูกสังหารด้วยความรู้หรือความร่วมมือของคริสตจักรในช่วงที่สามภายใต้ฮิตเลอร์ สิ่งนี้เกิดขึ้นในศตวรรษที่ยี่สิบในวิธีที่โหดร้ายทารุณที่สุด

*“**และได้มอบให้**เขา**ทำสงครามกับพวกวิสุทธิชน และ**ชนะพวกเขา** และให้**เขา**มีอำนาจเหนือทุกตระกูล และทุกภาษา และทุกประชาชาติ**” *(วิวรณ์ 13: 7) ต่อจากคำกล่าวนี้ พวกเราอ่านคำเตือนในข้อที่ 10: *“**ผู้ที่นำให้เข้าในการเป็นเชลย ก็จะเข้าไปในการเป็นเชลย ผู้ที่ฆ่าด้วยดาบ จะต้องถูกฆ่าด้วยดาบ นี่แหละคือความอดทนและความเชื่อของพวกวิสุทธิชน**”*

ผู้นำทางศาสนาคนนี้ในวาระสุดท้ายเป็นที่รู้กันว่าเขาได้รับการบูชาและเกียรติ ซึ่งจริงๆ แล้วนั้นเป็นของพระเจ้าองค์เดียว: *“**และบรรดาคนที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินโลกจะบูชาสัตว์ร้ายนั้น ผู้ซึ่งชื่อของพวกเขามิได้ถูกจดไว้ในหนังสือแห่งชีวิตของพระเมษโปดกผู้ทรงถูกปลงพระชนม์ตั้งแต่การวางรากฐานของโลก**” *(วิวรณ์ 13: 8)

เครื่องหมายอีกประการหนึ่งของบุคคลนี้คือ “พรหมจรรย์” ซึ่งผู้เผยพระวจนะดาเนียลกล่าวถึง: *“**และเขาจะไม่เห็นแก่พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเขา หรือ**ความปรารถนาของพวกผู้หญิง** หรือเห็นแก่พระองค์ใดเลย เพราะเขาจะลำพองตัวขึ้นเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง* *แต่ในสถานที่ของเขา เขาจะถวายเกียรติแก่พระแห่งป้อมปราการ**…”* (ดาเนียล 11: 37-38ก) กล่าวคือ มีสงครามครูเสดและสงครามโดยทั่วไป พรหมจรรย์ต่อต้านระเบียบอันศักดิ์สิทธิ์ที่วางไว้ในปฐมกาลเริ่มแรกและกำลังอธิบายโดยอัครสาวกเปาโลว่าเป็น คำสอนของปีศาจ (1 ทิโมธี 4: 1-4) เฉพาะบรรดาบุตรที่แท้จริงของพระเจ้าเท่านั้นที่จะหลีกหนีจากอุบายของศาสนานี้ได้และจะต่อต้านกับผู้หลอกลวงคนนี้ได้ — กลุ่มหนึ่งก่อนการรับขึ้นไป, อีกกลุ่มหนึ่งหลังจากนั้น

โลกทั้งโลกจะบูชาเขา — นักการเมืองทุกคน, คนทั้งหลายในยศสูง, พวกคนมีชื่อเสียงของนิกายทั้งหลาย – ตามที่เขียนไว้แล้ว พวกคนที่อยู่อาศัยในโลกทุกคนจะบูชาเขา เว้นแต่พวกคนเหล่านั้นที่มีชื่อบันทึกไว้ในหนังสือแห่งชีวิตของพระเมษโปดกก่อนการวางรากฐานของโลก นอกจากนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาของการปฏิรูป บรรดานักวิชาการพระคัมภีร์ไบเบิลนำโดย ดร. มาร์ติน ลูเทอร์ ได้ชี้ให้เห็นถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงผู้นี้ซึ่งถูกพบในสมเด็จพระสันตะปาปาแล้วและก่อนหน้านี้ (ดูคำนำของลูเทอร์ เรื่อง ผู้เผยพระวจนะดาเนียล)

ในการปฏิรูปการโต้กลับ คณะเยซูอิตได้คิดค้นความคิดที่ว่า ปฏิปักษ์พระคริสต์ควรจะเป็นคนยิวคนหนึ่ง และจึงได้ให้การยืนยันที่เข้าใจผิดนี้ แม้แต่พวกเพื่อนโปรเตสแตนต์ของอิสราเอล, พวกผู้ประกาศข่าวประเสริฐทางวิทยุและพวกนักเทศน์ก็ได้นำแนวคิดนี้มาใช้ คนอื่นๆ ค้นหาบุคคลนี้ในศาสนาอิสลาม มันเป็นการโกหกที่แย่มากซึ่งวิญญาณของการหลอกลวงนี้ได้พยายามทำให้น่าเชื่อถือสำหรับพวกคนเหล่านั้นที่คิดว่าจะฉลาด เรื่องนั้นเขียนไว้ที่ไหนในข้อพระคัมภีร์? ตาม 2 เธสะโลนิกา บทที่ 2 ที่กล่าวถึงชายผู้นี้ พระเจ้าได้ทรงช่วยกู้พวกคนเช่นนั้น ผู้ที่ไม่เชื่อความจริง จะเชื่อคำโกหก และจากนั้นก็ถูกพิพากษา

เนื่องจากพระคริสต์ทรงมีหลายตำแหน่งซึ่งแสดงให้เห็นพระองค์ในทุกพื้นที่ ปฏิปักษ์ของพระองค์ก็ยังมีหลายตำแหน่งอีกด้วยเช่นกัน พระคริสต์ทรงเป็น**พระบุตรพระเจ้า** ปฏิปักษ์เป็น*บุตรแห่งความพินาศ** *พระคริสต์ทรงเป็น**ผู้เผยพระวจนะแท้**แห่งพระสัญญา และชายคนนี้เป็น*ผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จที่*ทำนายไว้ เป็นต้น อัครสาวกเปาโลกล่าวถึง*คนบาปคน*นี้ว่าเป็น *“คนชั่ว” “**ผู้ซึ่งต่อต้านและยกตัวเองขึ้นเหนือสิ่งสารพัดที่ได้ชื่อว่าเป็นพระเจ้า หรือที่ได้รับการนมัสการ แล้วเพื่อมัน เหมือนอย่างพระเจ้า จะนั่งในพระวิหารของพระเจ้า โดยสำแดงตัวเองว่ามันเป็นพระเจ้า**”*(2 เธสะโลนิกา 2: 4) เพราะว่าเขาทำหน้าที่ในฐานะเป็นตัวแทนของพระบุตรพระเจ้า เขายังได้รับการบูชาอีกด้วยเช่นกัน แม้กระทั่งเขาใช้ตำแหน่งที่เป็นของพระเจ้าเพียงองค์เดียวเท่านั้น - "พระบิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์" นั่นขัดกับพระคัมภีร์โดยสิ้นเชิง: *“**และอย่าเรียกผู้หนึ่งผู้ใดว่าเป็นบิดาของพวกท่านบนโลกนี้ เพราะพระองค์ผู้เดียวทรงเป็นพระบิดาของพวกท่าน ผู้ซึ่งทรงสถิตในสวรรค์**”* (มัทธิว 23: 9) ในคำสอนของเขาเขาอ้างว่าไม่มีข้อผิดพลาดในสิ่งใดก็ตามที่เขาประกาศจาก "ที่นั่งของเขา" ในฐานะพระเจ้าพระองค์เองบนบัลลังก์ของพระองค์ เขาแสดงตนเองในฐานะเป็นตัวแทนของพระคริสต์ แต่พระคริสต์ไม่มีตัวแทน บนตรงกันข้าม: พระองค์ทรงวิงวอนเพื่อคนของพระองค์เองทุกคน

อัครสาวกยอห์นกล่าวถึงบุคคลลึกลับผู้นี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเป็นปฏิปักษ์พระคริสต์; ซึ่งหมายความอย่างชัดแจ้งว่า คนๆ นี้พูดเกี่ยวกับพระเจ้าและพระคริสต์ ในความเป็นจริงเป็นการต่อต้านพระเจ้าและพระคริสต์ เขาสร้างคริสตจักรของตนเองด้วยอำนาจฝ่ายโลกควบคู่ไปกับคริสตจักรของพระเยซูคริสต์และไม่ได้มีส่วนในพระราชกิจแห่งการไถ่ที่สำเร็จแล้ว การยกโทษให้อภัยบาปซึ่งเขาอ้างว่าทำเพื่อตัวของเขาเอง ในการสอนและการปฏิบัติเขาได้คิดค้นหลักคำสอนและประเพณีของตนเองขึ้นมาและได้วางพวกมันไว้ต่อต้านพระวจนะของพระคริสต์ ในพระธรรมวิวรณ์ คนๆ นี้ซึ่งขัดกับบรรดาผู้เผยพระวจนะแท้ทุกคนนั้นถูกเรียกว่า *“ผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จ”* (19: 20)

 

**สัตว์ร้ายออกมาจากแผ่นดิน**

ส่วนที่สองของวิวรณ์ บทที่ 13 ลึกลับยิ่งกว่าส่วนแรก *“**และข้าพเจ้าเห็นสัตว์ร้ายอีกตัวหนึ่งขึ้นมาจากแผ่นดิน และมันมีเขาสองเขาเหมือนลูกแกะ และมันพูดเหมือนเป็นมังกร*

*และมันใช้อำนาจทั้งสิ้นของสัตว์ร้ายตัวแรกนั้นที่มาก่อนมัน และทำให้แผ่นดินโลกและคนทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินโลกนั้นบูชาสัตว์ร้ายตัวแรกนั้น ผู้ซึ่งแผลถึงตายของมันนั้นได้รับการรักษาให้หายแล้ว**” *(ข้อที่ 11-12)

อำนาจของสัตว์ร้ายตัวที่สองนี้ออกมาจากแผ่นดินโลก ไม่ใช่ออกมาจากทะเล ในคำเผยพระวจนะของพระคัมภีร์ไบเบิล มีการกล่าวถึงหลายประเทศในยุโรปว่าเหมือนน้ำมากหลาย (วิวรณ์ 17: 15) ความเกี่ยวข้องกับสัตว์ร้ายตัวที่สองก็คือ มันเข้ามาอยู่ในการดำรงอยู่ที่ซึ่งประชาชาติมากมายและภาษาทั้งหมดเหล่านี้ไม่ได้อยู่ สัญลักษณ์ของลูกแกะที่พูดแบบประเทศคริสเตียนที่มีเสรีภาพทางศาสนาเต็มรูปแบบอย่างมีเอกลักษณ์บนแผ่นดินโลก เขาสองเขากล่าวถึง อำนาจฝ่ายโลกและฝ่ายศาสนา มหาอำนาจโลกที่สองหมายถึง สหรัฐอเมริกาในการเปรียบเทียบกับ “สหรัฐแห่งยุโรป” ตามที่พวกเราได้รับการบอกกล่าวว่าช่วงเวลานั้นจะมาถึง เมื่อโปรเตสแตนต์ที่สองนี้มุ่งเน้นสัตว์ร้ายจะพูดเหมือนมังกรโรมันและใช้อำนาจของสัตว์ร้ายตัวแรก

อำนาจของสัตว์ร้ายตัวที่สองจะมองเห็นมันได้เพราะสัตว์ร้ายตัวแรกซึ่งบาดแผลปางตายของมันหายแล้วนั้นจะได้รับการบูชาและการยอมรับจากพวกคนที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินโลก อำนาจนี้เป็นที่รู้จักกันโดยเฉพาะด้วยพวกสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี *"**และสัตว์ร้ายนี้แสดงการอัศจรรย์ต่างๆ อันใหญ่ยิ่ง จนกระทั่งมันทำให้ไฟตกลงจากท้องฟ้าอากาศมาสู่แผ่นดินโลกในสายตาของมนุษย์ทั้งหลาย*

*และได้ล่อลวงคนทั้งหลายที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินโลกโดยใช้ปฏิหาริย์เหล่านั้น ซึ่งมันมีอำนาจที่จะกระทำในสายตาของสัตว์ร้ายนั้น โดยกล่าวแก่คนทั้งหลายที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินโลกว่า พวกเขาควรสร้างรูปจำลองให้แก่สัตว์ร้าย ซึ่งได้รับบาดแผลนั้นโดยดาบเล่มหนึ่ง และยังมีชีวิตอยู่นั้น**"** *(วิวรณ์ 13: 13-14)

ในการอ้างอิงถึงอาณาจักรฝ่ายศาสนา อัครสาวกเปาโลเขียนเกี่ยวกับบรรดาหมายสำคัญและการอัศจรรย์ที่โกหกซึ่งตรงข้ามกับบรรดาหมายสำคัญและการอัศจรรย์แท้จริงซึ่งได้เกิดขึ้นแล้วในพันธกิจของพระเยซูของพวกเรา, บรรดาอัครสาวกและแม้กระทั่งปัจจุบันนี้เพื่อยืนยันพระวจนะ

*“**แม้แต่**ผู้นั้น** ผู้ซึ่งการมาของมันจะเป็นตามการกระทำกิจของซาตาน ด้วยอำนาจทั้งปวงและบรรดาหมายสำคัญและการอัศจรรย์ที่โป้ปด*

*และพร้อมกับบรรดาการหลอกลวงแห่งการอธรรมในพวกเขาที่พินาศอยู่ เพราะพวกเขาไม่รับความรักแห่งความจริงไว้ เพื่อพวกเขาจะรอดได้**” *(2 เธสะโลนิกา 2: 9-10)

มหาอำนาจโลกที่สองมีต้นกำเนิดมาจากนิกายโปรเตสแตนต์ คนทั้งหลายจากทั่วยุโรปซึ่งได้หลบหนีจากการข่มเหงทางศาสนามาและได้พบบ้านเกิดใหม่ การรวมตัวของพวกโปรเตสแตนต์ในสภาคริสตจักรโลกเป็นภาพของคริสตจักรโลกโรมัน มันได้รับชีวิต กล่าวคือ การดำรงอยู่ของมันจะได้รับการยอมรับ สภาคริสตจักรโลกได้ยกเสียงของมันขึ้นเกี่ยวกับสงครามอ่าว ตัวอย่างเช่น ระหว่างการประชุม ณ เมืองแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1991 สมเด็จพระสันตะปาปาและพวกหัวหน้าบาทหลวงของเขาคาดว่าจะออกแถลงการณ์ต่างๆ ไม่มากก็น้อย นอกจากนั้นตอนนี้สภาคริสตจักรโลกก็มีบางสิ่งบางอย่างที่จะพูด *“**และ**มัน**มีอำนาจที่จะให้ชีวิตแก่รูปจำลองของสัตว์ร้ายนั้น เพื่อให้รูปจำลองของสัตว์ร้ายนั้นทั้งพูดได้ และกระทำให้บรรดาคนที่ไม่ยอมบูชารูปจำลองของสัตว์ร้ายนั้นต้องถูกสังหารเสีย**” *(13: 15) การข่มเหงจะต่อต้านบรรดาผู้เชื่อแท้ พวกคนที่ไม่เลื่อมใสศรัทธาที่จะเป็นสมาชิกของคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิก และจะไม่เข้าร่วมกับสภาคริสตจักรโลกโปรเตสแตนต์

ในพระธรรมดาเนียล พวกเราได้รับการบอกกล่าวอย่างชัดเจนว่า การบูชารูปจำลองนั้นหมายถึงอะไร ตามที่ได้อธิบายไว้ในวิวรณ์บทที่ 13 รูปปั้นในยุคสมัยของดาเนียลเป็นรูปปั้นของชายคนหนึ่ง (ดาเนียล 2: 32-33) หลังจากที่ผู้เผยพระวจนะได้แลเห็นรูปปั้นนั้นในนิมิตและได้บรรยายถึงรูปปั้นเดียวกันนั้นแล้ว รูปปั้นนั้นก็ถูกสร้างขึ้นในเมืองของบาบิโลน และมีการวัดอย่างแม่นยำ (ดาเนียล 3: 1) ความเกี่ยวข้องในขณะนั้นคือ บาบิโลนในเมโสโปเตเมียที่แม่น้ำยูเฟรติส ประเทศอิรักในปัจจุบันนี้ วันสุดท้ายของบาบิโลนสามารถพบได้ในศูนย์กลางโลกที่แม่น้ำไทเบอร์ สิ่งนี้เขียนไว้อย่างชัดเจนในข้อพระคัมภีร์เผยพระวจนะทั้งหลาย

จากนั้นรูปปั้นของอำนาจของสัตว์ร้ายซึ่งปรากฏให้มองเห็นได้ก็ถูกสร้างขึ้น และประชาชนทุกคน, ทุกเผ่า, และทุกภาษาได้รับคำสั่งจากผู้มีสิทธิอำนาจสูงสุดให้บูชารูปปั้นปฐมฤกษ์นี้ *“**จากนั้นโฆษกก็ประกาศด้วยเสียงดังว่า มีพระบัญชาแก่ท่านทั้งหลาย โอ เหล่าประชาชน, บรรดาประชาชาติ และภาษาทั้งหลาย ว่า*

*...**พวกท่านจงกราบลงและนมัสการปฏิมากรทองคำที่กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ได้ทรงตั้งขึ้น*

*และผู้ใดก็ตามที่ไม่กราบลงและนมัสการ ในชั่วโมงนั้นเองจะถูกโยนเข้าไปในท่ามกลางเตาไฟอันร้อนแรง**” *(ดาเนียล 3: 4-6)

เรื่องราวของชายสามคนในเตาไฟนั้นเป็นที่รู้จักโดยทั่วไป พวกเขาไม่ประสงค์ที่จะก้มลงต่อหน้ารูปปั้นนั้นและไม่ยอมจำนนต่อคำสั่งนั้น จากนั้นการข่มเหงจึงมาถึงพวกคนเหล่านั้นที่ไม่ได้คุกเข่าลงต่อหน้ารูปปั้นนี้ แต่กลับบูชาพระเจ้าเที่ยงแท้เพียงองค์เดียวเท่านั้น

พวกคนเหล่านั้นที่ยังคงซื่อสัตย์ต่อพระเจ้ามีความกล้าหาญและได้กล่าวปณิธานดังต่อไปนี้ว่า *“ถ้า**หากเป็นเช่นนี้คือ พระเจ้าของพวกข้าพระองค์ผู้ซึ่งพวกข้าพระองค์ปรนนิบัติ ทรงสามารถช่วยพวกข้าพระองค์ให้พ้นจากเตาไฟอันร้อนแรงนั้นได้ พระองค์ก็จะทรงช่วยพวกข้าพระองค์ให้พ้นจากพระหัตถ์ของพระองค์ โอ ข้าแต่กษัตริย์*

*แต่ถ้าหากไม่เป็นอย่างนั้น ขอพระองค์ทรงทราบเถิด โอ ข้าแต่กษัตริย์ ว่าพวกข้าพระองค์จะไม่ปรนนิบัติพระทั้งหลายของพระองค์ และจะไม่นมัสการปฏิมากรทองคำซึ่งพระองค์ได้ทรงตั้งขึ้น**”* (ดาเนียล 3: 17-18) เรื่องนี้เขียนขึ้นเพื่อเป็นกำลังใจให้บรรดาผู้เชื่อทุกคนที่อาจจะตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายคลึงกันในวาระสุดท้าย พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับคนทั้งหลายของพระองค์เอง พระองค์ทรงไม่เคยทอดทิ้งพวกเขา และพวกเขายังคงสัตย์ซื่อจนถึงความตาย

คำอธิบายหกประการเปิดผ้าคลุมของความลับและความลึกลับของหมายเลข 666 ใครก็ตามตีความรูปปั้นรูปนั้นที่สามารถพูดเป็นโทรทัศน์ได้ก็ไม่เคยเข้าใจเรื่องนี้ได้ โทรทัศน์เป็นวัตถุที่ตายแล้วซึ่งไม่สามารถพูดได้ด้วยตัวของมันเอง แต่เป็นพวกช่องสัญญาณภาพและถ่ายทอดสุนทรพจน์ทั้งหลายซึ่งถูกบันทึกไว้หรือซึ่งถูกกล่าวไว้ที่บางหนแห่งบนแผ่นดินโลก

1) สิ่งสำคัญที่สุดคือ จะต้องรู้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงเฉพาะรูปปั้นเพียงเท่านั้น แต่เป็น*รูปของสัตว์ร้าย* (วิวรณ์13: 15)

2) มันไม่เพียงแต่เป็นหมายเลขเฉพาะเท่านั้นที่คนบางคนตีความว่ามันเป็นคอมพิวเตอร์โลกที่ซึ่งข้อมูลทั้งหมดมารวมเข้าด้วยกัน แต่เป็น*หมายเลขของสัตว์ร้าย*มากกว่า (13: 18)

3) มันไม่ใช่เป็นเพียงแค่ชื่อๆ หนึ่ง แต่เป็น*ชื่อของสัตว์ร้าย* (13: 17);

4) และไม่ใช่หมายเลขบางหมายเลขของชื่อๆ หนึ่ง แต่เป็น*หมายเลขของชื่อของสัตว์ร้าย* (15: 2),

5) และไม่ใช่แค่เครื่องหมายบางอย่างเพียงเท่านั้น แต่เป็น*เครื่องหมายของสัตว์ร้าย* (16: 2)

6) และ*เครื่องหมายของชื่อของเขา* (14: 11)

จากการรวมหกประการนี้เข้าด้วยกัน ซึ่งแต่ละครั้งมี**จุดอ้างอิง****“สัตว์ร้าย”** เดียวกัน มาจากนัยสำคัญโดยรวม เฉพาะถ้าหากคนบางคนเข้าใจเพียงแค่ว่า มันเป็**นจุดอ้างอิง**เดียวกันเสมอ มันอาจจะเป็นไปได้ที่จะทิ้งบรรดาการตีความที่ทำขึ้นที่บ้านทั้งหมดไว้เบื้องหลังและใช้มุมมองของข้อพระคัมภีร์อันไม่มีข้อผิดพลาด

คำศัพท์คำว่า "รูปจำลอง" นั้นพบได้ในการเชื่อมต่อที่หลากหลายจากบทแรกในพระคัมภีร์ไบเบิล *“ดังนั้นพระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ในแบบพระฉายของพระองค์เอง* *…”* (ปฐมกาล 1: 27ก) พระฉายของพระเจ้าเป็นรูปแบบของรูปลักษณ์พระองค์ที่มองเห็นได้ สิ่งที่มองไม่เห็นได้ปรากฏให้เห็นได้ในรูปแบบของร่างกาย พระคริสต์ทรงเป็นพระฉายที่แสดงให้เห็นได้ของพระเจ้า (2 โครินธ์ 4: 4; ฮีบรู 1: 3 และอื่นๆ) ในทางกลับกัน ในบุคคลของปฏิปักษ์พระคริสต์ บุตรแห่งความพินาศ (2 เธสะโลนิกา 2: 3) พวกเราพบรูปภาพฝ่ายแผ่นดินโลกของบุตรแห่งรุ่งอรุณที่ตกลงมา (อิสยาห์ 14: 12) ลูซิเฟอร์, ปฏิปักษ์พระคริสต์, บุตรแห่งรุ่งอรุณ ที่ได้พยายามจะยกตนเองขึ้นในสวรรค์ให้เท่ากับพระเจ้า; ชายคนนี้บนแผ่นดินโลกที่นี่ก็เช่นกัน ภาพของสัตว์ร้ายเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ดำรงอยู่ในฐานะเป็นสิ่งมีชีวิตซึ่งมีชีวิตอยู่

 

**เครื่องหมายลึกลับของสัตว์ร้าย**

ตอนนี้พวกเราจะกล่าวถึงเครื่องหมายของสัตว์ร้าย *“**และมันได้บังคับคนทั้งปวง ทั้งผู้น้อยและผู้ใหญ่, คนมั่งมีและคนยากจน, ไทและทาส ให้รับเครื่องหมายอันหนึ่งไว้ในมือขวาของพวกเขา หรือในหน้าผากของพวกเขา**” *(วิวรณ์ 13: 16)

พวกเราไม่ได้กล่าวถึงเครื่องหมายที่มองเห็นได้ภายนอกอย่างแน่นอน เนื่องจากชาวยิวต้องแบกรับในช่วงเวลาที่แตกต่างกันในประวัติศาสตร์ ตราประทับของพระเจ้าโดยที่พระเจ้าทรงตั้งเครื่องหมายของพระองค์ไว้ด้วยพระองค์เองก็ไม่ปรากฏให้เห็นได้อีกด้วยเช่นกัน 144,000 คน จากสิบสองเผ่าของอิสราเอลจะถูกประทับตราในหน้าผากของพวกเขาซึ่งจะมองไม่เห็น ตราประทับของพระเจ้ามิใช่การเก็บรักษาหรือการฉลองวันเฉพาะวันหนึ่ง พระเจ้าทรงสร้างวันบังคับวันหนึ่งไว้สำหรับอิสราเอล แต่นั่นไม่ใช่ตราประทับของพระองค์ แต่เป็นหมายสำคัญของพันธสัญญามากกว่า (อพยพ 31: 12-17) พวกคนเหล่านั้นที่อยู่ในคริสตจักร พวกเขาถูกทำให้ชอบธรรมโดยความเชื่อในพระคริสต์ ได้รับตราประทับของพระเจ้า เหมือนอับราฮัมผู้สัตย์ซื่อ (โรม 4: 11; 2 โครินธ์ 1: 22) พวกเขาถูกประทับตราด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์จนกระทั่งถึงวันแห่งการไถ่ของร่างกายของพวกเขา (เอเฟซัส 1: 13; 4: 30) ไม่ใช่จนกระทั่งวันเฉพาะวันหนึ่งของสัปดาห์

ในช่วงเวลาแห่งความทุกข์เวทนาคนทั้งหลายจะถูกบังคับให้ยอมรับระบบศาสนาและน้อมคารวะแก่มัน มิเช่นนั้นพวกเขาจะไม่สามารถซื้อหรือขายได้ *หน้าผาก* หมายถึง การตัดสินใจซึ่งถูกทำในศีรษะ นั่นคือ พูดด้วยความคิด *มือ* หมายถึง การกระทำ บางสิ่งบางอย่างที่กำลังดำเนินการและเป็นไปตามการตัดสินใจที่ทำขึ้น พวกคนเหล่านั้นที่เข้าร่วมระบบยืนยันการเป็นสมาชิกของพวกเขากับลายเซ็น บรรดาผู้เชื่อพระคัมภีร์ไบเบิลจะต้องทนทุกข์ทรมานและถูกข่มเหงโดยระบบศาสนา เช่น ถ้าหากมีคนบางคนหางานและถูกถามเกี่ยวกับศาสนาหรือสมาชิกนิกาย การตัดสินใจสามารถทำได้ตรงไปทันทีว่าบุคคลนั้นได้งานหรือไม่ได้งานนั้น

เครื่องหมายเป็นธรรมชาติฝ่ายวิญญาณและถูกเชื่อมโยงกับ «การสอน» ในทางหนึ่งบรรดาผู้เชื่อแท้ได้รับและดำเนินการคำสอนที่แท้จริงของพระเจ้าและปฏิบัติตาม ในทางอื่นพวกคนเหล่านั้นที่เป็นของระบบยอมจำนนต่อคำสอนของปฏิปักษ์ คำสอน, ความเชื่อ และความเชื่อมั่น ยังไม่ถูกแบกรับไป, การถูกใส่และถอดออก, ในหน้าผากและเห็นได้ที่มือ ดังนั้นในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่หมายถึงคือ บรรดาการกระทำซึ่งถูกปฏิบัติตามความเชื่อที่รับไว้ในใจนั้น**การประทับตราด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์เกิดขึ้นหลังจากการได้รับพระวจนะแห่งความจริงแล้ว**(เอเฟซัส 1: 13); **เครื่องหมายของสัตว์ร้ายถูกรับโดยการยอมรับถ้อยคำเทียมเท็จ**

ข้อความต่อไปนี้จะให้การรู้แจ้งขั้นสุดท้ายได้ว่า เครื่องหมายนั้นมิใช่ความแตกต่างที่มองเห็นได้บางประเภท มันเปิดเผยให้เห็นความจริงมากกว่าที่ว่า ภายใน**เครื่องหมายของสัตว์ร้าย**นี้มี**หมายเลขของชื่อของเขา**: *“**และเพื่อไม่ให้ผู้ใดซื้อหรือขายได้ เว้นแต่ผู้ที่มี**เครื่องหมาย**นั้น หรือ**ชื่อของสัตว์ร้าย**นั้น หรือ**หมายเลขของชื่อของเขา***

*นี่คือสติปัญญา จงให้ผู้ที่มีความเข้าใจนับ**หมายเลขของสัตว์ร้าย**นั้น เพราะว่าเป็น**หมายเลขของมนุษย์คนหนึ่ง** และ**หมายเลขของเขา**คือ หกร้อยหกสิบหก**” *(13: 17-18) นี่คือ การเปิดเผยสำแดงโดยรวมของเครื่องหมายลึกลับซึ่งพบใน**การรวมกันสามเท่า**ซึ่งแต่ละครั้งมี**สัตว์ร้ายเป็นจุดอ้างอิง** สรุปเป็นเลข 666 ได้มาจากตำแหน่งของผู้ชายคนนี้

 

VICAR  OF  THE  SON  OF  GOD

V  I  C  A  R  I  U  S      F  I  L  I  I      D   E   I

5+1+100+.+.+1+5+. .+1+50+1+1  +500+.+1  =  666

 

เครื่องหมายสามารถเป็นความแตกต่างฝ่ายธรรมชาติและฝ่ายวิญญาณได้อีกด้วยเช่นกัน; บางสิ่งบางอย่างที่ใครๆ ก็รู้จัก ไม่มีใครคาดหวังที่จะเห็นบางคนสวมใส่ชื่อและหมายเลขของสัตว์ร้ายนี้ให้เห็นได้ อัครทูตเปาโลกล่าวว่า*“**ข้าพเจ้ามีรอยเครื่องหมายเหล่านั้นของพระเยซูเจ้าฝังอยู่ในร่างกายของข้าพเจ้าแล้ว**” *(กาลาเทีย 6: 17) แน่นอนว่าเขาไม่ได้มีบาดแผลที่มองเห็นได้ของพระผู้ช่วยให้รอด ซึ่งน่าจะเป็นการเยาะเย้ย แต่น่าจะเป็นการระบุฝ่ายวิญญาณมากกว่า พวกเราต้องถามว่า เครื่องหมายที่แท้จริงโดยที่สถาบันศาสนาแห่งนี้ถูกระบุไว้คืออะไร? เพื่อให้รู้เรื่องนั้น พวกเรา

ต้องไปยังปฐมกาล ณ เวลานั้นที่มันเกิดขึ้น **ถ้าหากพวกเรารู้ว่า การข่มเหงนั้นถูกใช้โดยเครื่องหมายอะไร ****หลังจากที่คริสตจักรรัฐโรมันเกิดขึ้นในศตวรรษที่****4 พวกเราจะรู้ได้ว่ามันจะมีผลบังคับใช้อย่างไรอีกครั้งหนึ่ง** เครื่องหมายของคริสตจักรแม่คือ *ความเชื่อ*ที่คิดค้นขึ้น*ในตรีเอกานุภาพ*ซึ่งหมายความว่า พระเจ้าจากนิรันดร์กาลจะทรงดำรงอยู่ในสามบุคคลที่แตกต่างกัน ซึ่งทุกองค์ควรจะทรงเป็นนิรันดร์เท่าเทียมกัน, ทรงสัพพัญญูเท่าเทียมกัน และทรงฤทธานุภาพเท่าเทียมกัน ความเชื่อของตรีเอกานุภาพนี้ถูกบังคับมายังคนทุกคนโดยคำสั่งของรัฐบาล มันถูกใช้เป็นแรงกดดัน และมันทำให้เกิดการข่มเหงชาวยิวและพวกคนที่เชื่อคนละอย่างตลอดหนึ่งพันปีของการปกครองของคริสตจักรรัฐโรมัน

คำอ้างอิงต่อไปนี้กล่าวด้วยเสียง:

“**โรมตะวันออก 28.2.380. ความเชื่อตรีเอกานุภาพ** **ศาสนา-รัฐ**จักรพรรดิเทออดอซิอุสมหาราชที่ 1 ซึ่งซีซาร์กราเทียนโรมันตะวันตกหลังจากการสิ้นพระชนม์ของวาเลนส์ 379 ทรงสร้างซีซาร์แห่งตะวันออก ทรงมีพระราชกฤษฎีกามายังบรรดาประเทศที่อยู่ใต้บังคับบัญชาความเชื่อคริสเตียนของตรีเอกานุภาพในรูปแบบที่มันได้รับการอนุมัติ ณ สภาไนซีอา 325”

“**คอนสแตนติโนเปิล 1.5.381. ความเชื่อตรีเอกานุภาพภาระผูกพันสำหรับพวกคริสเตียน** ในสภาสังคายนาสากลที่สอง พวกหัวหน้าบาทหลวงอนุมัติคำสั่งบังคับของจักรพรรดิเทออดอซิอุสมหาราชที่ 1 ณ กุมภาพันธ์ 380 ซึ่งชาวโรมันทุกคนถูกเรียกร้องให้ยอมรับคริสเตียนความเชื่อตรีเอกานุภาพ ตามที่ได้กำหนดไว้ ณ สภาไนซีอา 325 ความเชื่อตรีเอกานุภาพซึ่งประกอบด้วยตรีเอกานุภาพ พระเจ้าพระบิดา, พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ดังนั้นจึงได้ประกาศคำสารภาพแห่งความเชื่อที่ถูกต้องเพียงอย่างเดียวสำหรับคริสเตียนทุกคนและกำลังถูกยกขึ้นให้เป็นศาสนาที่ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐ” (B. Harenberg, Chronik der Menschheitsgeschichte, หน้า 212)

ดังนั้นเครื่องหมายของสัตว์ร้ายหลักๆ จึงเกี่ยวข้องกับหลักคำสอนของตรีเอกานุภาพ ซึ่งยังไม่มีจุดอื่นใดที่นำมาใช้เป็นคำสารภาพของความเชื่อโดยบรรดาคริสตจักรโปรเตสแตนต์ตามจารีตประเพณีทุกแห่ง พวกเขาต่อสู้เพื่อมัน มันเป็นบทความแรกของเนื้อหาแห่งความเชื่อ ในคริสตจักรคาทอลิกและตอนนี้ในบรรดาคริสตจักรโปรแตสแตนท์อีกด้วยเช่นกัน  เครื่องหมายไม้กางเขนถูกทำขึ้นมาด้วยมือขวา มันเป็นการฆาตกรรมหลายเท่า จักรพรรดิคอนสแตนติน ผู้ซึ่งอ้างว่าได้เห็นไม้กางเขนบนท้องฟ้า ต่อมาคริสตจักร-รัฐของเขาได้นำเครื่องหมายไม้กางเขนมาใช้และได้ทำให้มันเป็นภาคบังคับ ภายใต้เครื่องหมายตรีเอกานุภาพของไม้กางเขนนี้ โดยพวกเขากล่าวว่า “ในพระนามของพระบิดา, พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์” คริสตจักรโรมันถูกจัดว่ามีความโหดร้ายในบรรดาสงครามครูเสดและการสังหารหมู่ทั้งหมด ชาวยิวและพวกคนเหล่านั้นที่เชื่อคนละอย่างได้ถูกบังคับให้จูบไม้กางเขนหรือตาย

ก่อนจักรพรรดิคอนสแตนติน ไม่มีการปฏิบัติเกี่ยวกับเครื่องหมายไม้กางเขนตามประวัติศาสตร์คริสตจักรและยังไม่มีการสอนเกี่ยวกับตรีเอกานุภาพคริสเตียนอีกด้วยเช่นกัน เฉพาะพวกตรีเอกานุภาพนอกรีตและพวกข้อพิพาททางคริสต์ศาสนาเพียงเท่านั้น พวกคนเหล่านั้นที่เชื่อความจริงตามพระคัมภีร์ไบเบิล พวกเขาไม่ห้อยรูปไม้กางเขนที่มีพระเยซูทรงถูกตรึงอยู่ และไม่ทำเครื่องหมายไม้กางเขน (การใช้มือทำเป็นรูปไม้กางเขนพร้อมกับพูดคำว่า พระบิดา-พระบุตร-พระวิญญาณบริสุทธิ์)  พวกเขาเชื่อในการงานอันศักดิ์สิทธิ์แห่งความรอดซึ่งสำเร็จแล้วโดยพระคริสต์ที่ไม้กางเขนแห่งโกละโกธา พวกเขาเชื่อว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ในพระคริสต์และทรงทำให้โลกกลับคืนดีกับพระองค์เองด้วยการสิ้นพระชนม์เพื่อการลบมลทินบนไม้กางเขน ดั่งที่ อ. เปาโลและบรรดาผู้เชื่อในยุคแรกได้ให้คำพยานไว้ พวกเราก็เช่นกัน *"**ข้าพเจ้าถูกตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว แต่อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าก็ยังมีชีวิตอยู่ แต่ไม่ใช่ข้าพเจ้าเอง แต่พระคริสต์ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า**…”* (กาลาเทีย 2: 20)

พวกเรายังรู้จากประวัติศาสตร์คริสตจักรอีกด้วยว่า ไม่มีสิ่งเช่นนี้ที่เป็นคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิกในศตวรรษแรกหลังพระคริสต์ และยังไม่มีกรีกออร์โธดอกซ์หรือคริสตจักรอื่นใดในการดำรงอยู่ในฐานะศาสนาที่ถูกจัดตั้งขึ้น ในศตวรรษแรกที่นั่นมีอยู่หลายทิศทาง ตั้งแต่จักรพรรดิคอนสแตนติน ถูกบังคับรวมกันเข้าสู่คริสตจักรเดียวใน “จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์” ณ สภาไนซีอา (325) ไม่มีสมเด็จพระสันตะปาปา, ไม่มีพวกพระคาร์ดีนัล ฯลฯ; ไม่มีแม้แต่ที่สภาคอนสแตนติโนเปิล (381) และเมืองเอเฟซัส (431) ประวัติของบรรดาพระสันตะปาปาเริ่มต้นด้วยลีโอที่ 1 ในปี ค.ศ. 441 ในเมืองไนซีอา พวกผู้แทนจากพวกสาขาคริสเตียนแตกต่างกันทั้งหมดได้ถูกรวบรวมและถูกอภิปรายอย่างรุนแรง ภายใต้การอุปถัมภ์ของรัฐ การจัดตั้งนิกายครั้งแรกกลายเป็นคริสตจักรของรัฐในศตวรรษที่ 4 และ 5 คริสตจักรจึงมิได้ถูกก่อตั้งโดยพระคริสต์อย่างแท้จริงและด้วยเหตุนี้จึงไม่มีอะไรเหมือนกับพระองค์ ไม่ทั้งในด้านการสอนหรือการปฏิบัติ

เครื่องหมายของสถาบันโลกนี้ซึ่งรับผิดชอบการข่มเหงทั้งหมด เป็นตัวแทนในศีรษะของมันในฐานะที่เป็นสิทธิอำนาจคำสอนสูงสุด เหตุฉะนั้นถ้าหากคนบางคนกล่าวต่อต้านสิ่งที่เรียกว่า “หลักคำสอนอันศักดิ์สิทธิ์ที่สุด” ของคริสตจักรโรมัน กล่าวคือ ต่อต้านตรีเอกานุภาพของนาง ผู้นั้นก็ได้ดูหมิ่นนาง และในสายตาของพวกเขาคือ คนนอกรีตที่ต้องตาย ตอนนี้พวกเราจะให้คำอ้างอิงซึ่งเขียนไว้ในสมัยปัจจุบัน: “เพราะว่าสภาวาติกันที่สองในพระราชกฤษฎีกาเกี่ยวกับสัมพันธภาพระหว่างศาสนาต่างๆ (ฉบับที่ 20) คิดเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องพวกคริสเตียนที่เชื่อในตรีเอกานุภาพของพระเจ้า มันต้องได้รับการพิสูจน์ในการสามัคคีธรรมที่แยกออกจากกันมาก ผู้ที่ปฏิเสธความเชื่อตรีเอกานุภาพก็ยังเป็นคริสเตียนได้” (Herder-Verlag, Lexikon der Sekten …, หน้า 151) ไม่มีที่ว่างสำหรับการสนทนา การตัดสินใจนี้ถือเป็นที่สิ้นสุด

ในกาลที่อุบัติขึ้นแล้วนั้นเป็นเช่นไรฉันท์ใด มันจะย่อมเป็นอย่างนั้นฉันท์นั้น ดังนั้นตอนนี้มันจะทำซ้ำเมื่อพวกคาทอลิกและพวกโปรเตสแตนต์รวมเป็นหนึ่งเดียวกันบนพื้นฐานของ*หลักข้อเชื่อตรีกานุภาพ* ซึ่งจะเป็นการบังคับมายังพวกคริสเตียนทุกคน พวกโปรเตสแตนต์ที่รวมกันเป็นหนึ่งเดียวจะทำให้ตนเองแข็งแกร่งและเล่นบทบาทในการพยายามบังคับพวกกลุ่มผู้ประกาศข่าวประเสริฐที่เชื่อคนละอย่างเพื่อจะได้รับ*เครื่องหมาย*นี้ รัฐจะทำงานจับมือกับคริสตจักรอีกครั้งหนึ่ง *“**และมันได้บังคับคนทั้งปวง ทั้งผู้น้อยและผู้ใหญ่, คนมั่งมีและคนยากจน, ไทและทาส ให้รับเครื่องหมายอันหนึ่งไว้ในมือขวาของพวกเขาหรือในหน้าผากของพวกเขา*

*และเพื่อไม่ให้ผู้ใดซื้อหรือขายได้ เว้นแต่ผู้ที่มีเครื่องหมายนั้น**…”* (13: 16-17)

สภาคริสตจักรโลกจะไม่พึงพอใจที่ยังคงมีบรรดาการสามัคคีธรรมของโปรเตสแตนต์ที่ปฏิเสธที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการรวมเป็นหนึ่งเดียวนั้น พวกเขาคือพวกคนที่เชื่อในพระเจ้านิรันดร์เที่ยงแท้องค์เดียว ผู้ซึ่งทรงเปิดเผยสำแดงพระองค์เองเพื่อจะทรงนำความรอดมาสู่พวกเราและทรงไถ่พวกเราผ่านทางพระเยซูคริสต์ พวกเขาจะปฏิเสธปฏิปักษ์พระคริสต์เพราะพวกเขายอมรับว่า พระคริสต์ทรงเป็นผู้นำองค์เดียวเพียงเท่านั้น

พวกเครื่องหมายหลักข้อเชื่อนี้เป็นของคริสต์ศาสนาที่ผิดและความรู้เทียมเท็จเกี่ยวกับพระเจ้าและพระคริสต์ ดังนั้นสถาบันนี้ในฐานะที่ไม่มีองค์กรอื่นที่ได้ข่มเหงพวกคนเหล่านั้นซึ่งได้สั่งสอนและเชื่อแตกต่างกัน ในอดีตโลหิตหลั่งออกมามากมาย พวกคนเหล่านั้นที่จะไม่รับเครื่องหมายนี้ของคริสตจักรแม่จะเผชิญกับการข่มเหง ผู้ใดก็ตามที่รับและเชื่อหลักข้อเชื่อตรีเอกานุภาพแล้วรับบัพติศมาในแบบตรีเอกานุภาพจะมีเครื่องหมายนี้โดยอัตโนมัติ ตามที่ทราบกันโดยทั่วไปคริสตจักรโรมันโต้แย้งว่าในนางผู้เดียวเท่านั้นเป็นความรอดและมันเป็นไปได้โดยผ่านทางศีลระลึกทั้งหลายของนางเท่านั้น นักบวชในโบสถ์นั้นดูแลพวกศาสนกิจทุกอย่างตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ด้วยผลอะไรเล่า? สมาชิกทั้งหลายของพวกเขาพวกคนซึ่งได้รับและเข้าส่วนของพวกศีลระลึกของพวกเขาทุกคน แผ่นดินสมมุติในสถานล้างบาปผู้ตายที่ถูกคิดค้นขึ้นมา นั่นคือความรอดหรือ? ข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์สอนแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง (กิจการ 4: 10-12)

คริสตจักรของสมเด็จพระสันตะปาปาได้วาง “การสังเวยบูชามิสซา” ของมันซึ่งถูกคิดค้นขึ้นมานั้นต่อต้านการสังเวยบูชาของพระคริสต์ที่ถูกต้องและครั้งเดียวสำหรับทั้งหมดเพียงเท่านั้น ดูเหมือนว่าบางสิ่งบางอย่างได้ถูกอบเพื่อจะถูกเปลี่ยนเข้าไปเป็นพระคริสต์ที่เป็นตัวอักษร, ทรงถูกแบกรับ, ทรงได้รับการนมัสการและรับประทาน พวกคนเหล่านั้นทุกคนซึ่งมิอาจจะยอมรับคำสอนดังกล่าวก็ถูกวางอยู่ภายใต้คำสาปแช่งในสภาคริสตจักรต่างๆ พระเจ้าตรัสดังนี้ในพระวจนะของพระองค์เกี่ยวกับพระผู้ไถ่และพระราชกิจการไถ่ที่เสร็จสิ้นของพระองค์: *“**โดยพระประสงค์นั้นเอง พวกเราจึงได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์ โดยทางการถวายพระกายของพระเยซูคริสต์**เพียงครั้งเดียวสำหรับทั้งหมด** ...*

*แต่มนุษย์ผู้นี้ หลังจากพระองค์ได้ทรงถวาย**เครื่องบูชาเพียงหนเดียว**เพื่อบาปทั้งหลายซึ่งใช้ได้เป็นนิตย์ ก็เสด็จประทับเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า ....*

***เพราะว่าโดยการทรงถวายเครื่องบูชาหนเดียว พระองค์ได้ทรงกระทำให้คนทั้งหลายที่ถูกชำระให้บริสุทธิ์แล้วถึงที่สำเร็จเป็นนิตย์****” *(ฮีบรู 10: 10+12+14)

ในแผนการแห่งความรอดของพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงกระทำการโดยพระเยซูคริสต์ พระเจ้าของพวกเรา พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงกระทำพระราชกิจตามการประกาศพระวจนะแห่งความจริง คริสตจักรทำหน้าที่ในนามของเธอเองตามสูตร “ในพระนามพระเจ้าพระบิดา, พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์” ด้วยมิได้ตระหนักถึงพระนามที่แท้จริงกับคำอธิบายทั้งสาม คริสตจักรที่แท้จริงของพระคริสต์ทำหน้าที่ตามพระบัญชาของพระเจ้าในพระนามพันธสัญญาของ**พระเยซูคริสต์เจ้า**ในพันธสัญญาใหม่ ในพระองค์ผู้เดียวที่มนุษยชาติค้นพบความรอดของพระเจ้า

ในวิวรณ์ บทที่ 17 คริสตจักรอื่นๆ ทั้งหมดที่เข้าร่วมคริสตจักรแม่รวมอยู่ในคำศัพท์คำว่า *“มหานครบาบิโลน มารดาของพวกหญิงแพศยาทั้งหมด”* มีเขียนเกี่ยวกับสิ่งที่นางมีอยู่บนหน้าผากของนางว่า: *“**และบนหน้าผากของนางมีชื่อเขียนไว้ว่า**“**ความลึกลับ บาบิโลนมหานคร แม่ของหญิงโสเภณีทั้งหลาย และของบรรดาสิ่งน่าสะอิดสะเอียนแห่งแผ่นดินโลก**”*

*และข้าพเจ้าเห็นหญิงผู้นั้นเมามายด้วยโลหิตของพวกวิสุทธิชน และด้วยโลหิตของพวกพยานผู้ยอมตายของพระเยซู และเมื่อข้าพเจ้าเห็นนางแล้ว ข้าพเจ้าก็ประหลาดใจด้วยความอัศจรรย์ใจยิ่งนัก**” *(17: 5-6)

พวกคริสตจักรลูกสาวโปรเตสแตนต์ที่มีเครื่องหมายหลักคำสอนตรีเอกานุภาพเดียวกันจะกลับคืนสู่อ้อมอกของมารดา ดังนั้นมันจะเป็น "มหานครบาบิโลน" ที่เมาด้วยโลหิตของพวกผู้พลีชีพ ยอห์นเห็นนางอย่างที่นางเป็นและประหลาดใจ ทุกคนที่เชื่อหลักคำสอนตรีเอกานุภาพและเป็นพวกสมาชิกในพวกนิกายก็ได้รับเครื่องหมายนั้นแล้ว พวกคนเหล่านั้นที่ออกจากความเลื่อมใสศรัทธาตามพระคัมภีร์ไบเบิลมิอาจจะยอมจำนนต่อหลักข้อเชื่อนี้ได้จะต้องทนทุกข์ทรมานด้วยการข่มเหงและการคว่ำบาตร **ในทำนองเดียวกันด้วยเครื่องหมายเดียวกัน**** คริสตจักรแห่งนี้ได้บังคับใช้การข่มเหงครั้งแรกของนาง นางจะบังคับใช้กับครั้งสุดท้ายอีกด้วยเช่นกัน**

ส่วนที่สำคัญคือ ความจริงและความเท็จมีความคล้ายคลึงกันมาก จนกระทั่งถ้าเป็นไปได้ พวกเขาจะล่อลวงแม้คนที่ถูกเลือกสรรให้หลง (มัทธิว 24: 24) ในมัทธิว บทที่ 7 จากข้อที่ 21 พระเยซูตรัสเกี่ยวกับพวกคนเหล่านั้นที่ได้กระทำการใหญ่ทั้งหลายซึ่งเกิดขึ้นจริงโดยการเคลื่อนของพระวิญญาณ ตามที่ทราบกันในปัจจุบันโดยพวกผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐทางโทรทัศน์ตรีเอกานุภาพและการประชุมคาริสเมติกทั้งหลาย พวกคนเหล่านี้พยายามที่จะทำให้ตัวของพวกเขาเองชอบธรรม แต่พระเยซูได้ทรงปฏิเสธพวกเขาว่าเป็นพวกผู้กระทำการชั่วร้าย พระองค์ทรงไม่เคยแม้แต่รู้จัก การเคลื่อนไหวที่แท้จริงของพระวิญญาณจะเป็นไปตามคำสอนที่แท้จริงของพระวจนะของพระเจ้า

มันต้องได้รับอนุญาตให้ถามว่า:

เหตุใดพระเจ้าพระองค์เองจึงไม่เคยตรัสเกี่ยวกับ “ตรีเอกานุภาพ”?

เหตุใดไม่มีผู้เผยพระวจนะที่เคยพูดถึง “พระเจ้าตรีเอกานุภาพ”?

ทำไมไม่มีอัครสาวกพูดถึงสามพระองค์ในพระลักษณะพระเจ้า?

เหตุใดคำศัพท์คำว่า "พระเจ้าพระบุตร" และ "พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์" ไม่เป็นที่รู้จักในพระคัมภีร์ไบเบิล?

เหตุใดจึงไม่มีการโต้เถียงกับชาวยิวหรือในยุคสมัยอัครสาวกเกี่ยวกับพระลักษณะพระเจ้า?

เหตุใดจึงไม่มีสักคนเดียวที่ได้รับบัพติศมาเข้าไปในสูตรตรีเอกานุภาพในยุคสมัยอัครสาวกและในยุคสมัยหลังอัครสาวก?

เหตุใดบรรดาอัครสาวกทุกคนจึงได้รู้แจ้งอย่างแม่นยำในมัทธิว 28: 19 โดยเฉพาะการให้บัพติศมาโดยการจุ่มให้มิดในพระนาม**พระเยซูคริสต์เจ้า** (กิจการ 2: 38; 8: 16; 10: 48; 19: 5; โรม 6: 3)? เหตุผลคือ เพราะพวกเขาถูกสอนโดยพระเยซูพระองค์เอง และพวกเขาได้รับการเปิดเผยสำแดงโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่พระเยซูชาวนาซาเร็ธทรงเป็น “อิมมานูเอล” ซึ่งแปลว่า “พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับพวกเรา" พวกเขารู้ว่า พระนามพันธสัญญาในพันธสัญญาใหม่คือ **พระเยชูวา**ซึ่งหมายถึง **พระยาห์เวห์พระผู้ช่วยให้รอด** เช่นเดียวกับ *"อิมมานูเอล"* หมายถึง *พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับพวกเรา** *พวกเขารู้ว่า พระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียวได้ทรงเปิดเผยสำแดงพระองค์เองในฐานะเป็นพระบิดา, พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ สิ่งนี้เกิดขึ้นเพื่อความรอดของพวกเราในพระนามพันธสัญญาในพันธสัญญาใหม่ซึ่งบรรดาบุตราและบุตรีของพระเจ้าทุกคนได้รับบัพติศมาในช่วงเวลาของพันธสัญญาใหม่

ไม่ว่าจะเป็นในบรรดาถ้อยคำ, การกระทำ หรือการบัพติศมา — ทั้งหมดที่ได้กระทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าในคริสตจักรของพระองค์ไม่ได้เกิดขึ้นในสูตรนิรนาม, เสียงวิเศษ และไม่ใช่ในการพูดตำแหน่งซ้ำๆ นอกจากในพระนาม**พระเยซูคริสต์เจ้า** (โคโลสี 3: 17) ไม่ใช่ในตำแหน่งทั้งหลายหรือในสูตรที่เข่าทุกเข่าจะคุกลง แต่ในพระนามพันธสัญญาศักดิ์สิทธิ์ของ**พระเยซูคริสต์เจ้า** (ฟิลิปปี 2: 9-11)

ในพันธสัญญาเดิมพระเจ้าได้ประทานพระสัญญาไว้บนภูเขาซีนายเกี่ยวกับพระนามของพระองค์แล้ว *“…**ในทุกสถานที่ซึ่งเราให้จดจำนามของเรา เราจะมาหาเจ้าและจะอวยพรเจ้า**” *(อพยพ 20: 24ข)

เมื่อมีการประกาศการประสูติของพระผู้ไถ่แล้ว พระนามของพระองค์ได้ถูกกล่าวอย่างชัดเจนว่า*“และนางจะคลอดบุตรชาย**และท่านจงเรียกนามของพระองค์ว่า เยซู** (ในภาษาฮีบรู: **Yahshua**); **เพราะว่าพระองค์จะโปรดช่วยชนชาติของพระองค์ให้รอดจากบาปทั้งหลายของพวกเขา*

*บัดนี้บรรดาสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น เพื่อสิ่งนี้จะสำเร็จซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสไว้โดยผู้เผยพระวจนะผู้นั้น โดยกล่าวว่า*

*ดูเถิด หญิงพรหมจารีคนหนึ่งจะมีเด็กในครรภ์ และจะคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเขาทั้งหลายจะเรียกนามของท่านว่า อิมมานูเอล ซึ่งแปลว่า พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับพวกเรา**” *(มัทธิว 1: 21-23)

พันธกิจทั้งหมดที่พระเจ้าได้ทรงวางไว้ในคริสตจักรพันธสัญญาใหม่ปฏิบัติภายใต้การนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ โดยสิทธิอำนาจของพระวจนะของพระเจ้าในพระนามพระเยซูคริสต์เจ้า คณะสงฆ์ทั้งปวงปฏิบัติโดยใช้สูตร “ในพระนามพระบิดา, พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์” โดยมิได้เอ่ยถึงแม้แต่พระนามซึ่งเป็นจุดจริงในพระบัญชา ไม่มีแม้แต่สักครั้งเดียวที่ผู้เผยพระวจนะหรืออัครสาวกทำซ้ำสูตรดังกล่าวอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า ไม่น่าแปลกใจว่า ในสูตรเดียวกันนี้ไสยศาสตร์และการปฏิบัตินอกรีตทั้งหมดจึงได้เกิดขึ้นในบรรดาประเทศที่เรียกว่าคริสเตียน

พวกคุณทุกคนที่เป็นคนของพระเจ้า จงฟัง: ถ้าหากพวกคุณอยู่ในบรรดาคริสตจักรและนิกายตรีเอกานุภาพ — นี่คือ ชั่วโมงแห่งความจริง ชั่วโมงแห่งการตัดสินใจ การเปิดเผยสำแดงโดยสมบูรณ์ของพระคริสต์ และการเปิดโปงเบ็ดเสร็จของปฏิปักษ์พระคริสต์ แสงสว่างกำลังถูกแยกออกจากความมืด คำเทศนานี้ถึงพวกคนที่กระจัดกระจายของพระเจ้าที่กำลังออกไปตอนนี้ในการทรงเรียกครั้งสุดท้าย: *“**เหตุฉะนั้นจงออกมาจากท่ามกลางพวกเขา และพวกเจ้าจงแยกตัวออกมา* *พระเจ้าตรัส และอย่าแตะต้องสิ่งที่เป็นมลทิน และเราจะรับพวกเจ้าไว้*

*และจะเป็นบิดาแก่พวกเจ้า และพวกเจ้าจะเป็นบรรดาบุตราและบุตรีของเรา**’**องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัส**” *(2 โครินธ์ 6: 17-18; วิวรณ์ 18: 4)

พระเจ้าตรัสดังนี้ในข้อพระคัมภีร์ตอนนี้มีความชัดเจนมาก เฉพาะพวกคนเหล่านั้นที่ออกมาจากอาณาจักรบาบิโลน-ตรีเอกานุภาพเท่านั้นที่จะสามารถรับบัพติศมาเข้าสู่พระกายของพระคริสต์โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้อย่างแท้จริง (1 โครินธ์ บทที่ 12) พระคริสต์และปฏิปักษ์พระคริสต์แยกออกจากกันโดยเฉพาะ การผสมผสานระหว่างสองค่ายนี้เป็นไปไม่ได้ ไม่มีใครที่ยังสามารถคงความเป็นกลางได้ กลุ่มหนึ่งถูกประทับตราโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ อีกกลุ่มหนึ่งถูกทำเครื่องหมายโดยระบบสัตว์ร้าย

ผู้ใดก็ตามที่ได้ยินเสียงแตรของข่าวประเสริฐนิจนิรันดร์จะต้องติดตามการทรงเรียกอันศักดิ์สิทธิ์นี้ ตอนนี้ต้องตัดสินใจ ไม่ว่าจะติดตามพระคริสต์หรือปฏิปักษ์พระคริสต์ ไม่ว่าพวกเราจะถูกประทับตราโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์หลังจากได้รับพระวจนะแห่งความจริง หรือไม่ว่าพวกเราจะยอมรับเครื่องหมายของสัตว์ร้ายและยังคงหลงผิดอยู่ บรรดาผู้เผยพระวจนะไม่รู้จักคำสอนเทียมเท็จเกี่ยวกับพระเจ้าตรีเอกานุภาพ; บรรดาอัครสาวกไม่รู้จักการบัพติศมาสามพระนามเทียมเท็จ พระเจ้าได้ทรงปฏิเสธระบบศาสนาเทียมเทียมเท็จอย่างเด็ดขาดโดยสิ้นเชิง

สิ่งทั้งปวงถูกห่อหุ้มด้วยคนๆ หนึ่งซึ่งเป็นตัวแทนของระบบ และหมายเลขนี้พบในตำแหน่งของคนๆ นี้ และได้แสดงให้แก่พวกเราแล้วในข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ตั้งแต่ยุคการปฏิรูป บรรดาอาจารย์สอนพระคัมภีร์ไบเบิลที่มีชื่อเสียงทุกคนก็เห็นมันตามที่มันเป็นอยู่ ไม่มีความเป็นไปได้อื่นใดในคำอธิบายเดียวทั้งหมดที่อาจจะถูกวางได้

 

 


## Chapter navigation

- [Previous chapter](https://nasa.misia.sk/book_chapters/5677.md)
- [Book contents](https://nasa.misia.sk/books/1861.md)
- [Next chapter](https://nasa.misia.sk/book_chapters/5679.md)

## Available translations

- [Česky](https://nasa.misia.sk/book_chapters/1018.md)
- [English](https://nasa.misia.sk/book_chapters/1042.md)
- [Русский язык](https://nasa.misia.sk/book_chapters/5371.md)
- [ไทย (Thai)](https://nasa.misia.sk/book_chapters/5678.md)

## Source

- [Canonical HTML page](https://nasa.misia.sk/book_chapters/5678)
- [Markdown representation](https://nasa.misia.sk/book_chapters/5678.md)
