Transcript

พยายามรับใช้พระเจ้าโดยมิใช่น้ำพระทัยพระองค์

William Branham

calendar_month 18. 7. 1965

Formats

ให้พวกเรายังคงยืนอยู่ตอนนี้สักครู่หนึ่งขณะที่พวกเรามีการอธิษฐาน  ให้พวกเราก้มศีรษะชองพวกเราลงครับ 

พระบิดา ข้าพระองค์ทั้งหลายมีความยินดีในเช้าวันนี้ที่ได้กลับมาในพระนิเวศน์ของพระองค์ในรอบการประชุมนี้อีกครั้งหนึ่ง และข้าพระองค์ทั้งหลายอธิษฐานทูลขอพระเจ้าว่า ขอพระองค์ทรงแก้ไขข้าพระองค์ทั้งหลายในเช้าวันนี้สำหรับข้อผิดพลาดทั้งหมดของข้าพระองค์ทั้งหลาย   ขอทรงสำแดงหนทางที่พระองค์ได้ทรงกำหนดไว้ให้ข้าพระองค์ทั้งหลายดำเนินชีวิต และขอทรงประทานพระคุณและความรักของพระองค์แก่ข้าพระองค์ทั้งหลายที่ข้าพระองค์ทั้งหลายจะติดตามหนทางและคำสั่งสอนเหล่านั้นด้วยสุดจิตสุดใจของข้าพระองค์ทั้งหลาย ที่ข้าพระองค์ทั้งหลายจะถูกพบได้ในวันของพระคริสต์โดยปราศจากตำหนิ เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายเชื่อว่า พระเยซูจะทรงปรากฏในไม่ช้า

ข้าพระองค์ทั้งหลายเห็นหมายสำคัญทั้งหมดที่พระเยซูได้ตรัสไว้ว่า จะเกิดขึ้นก่อนการเสด็จมาของพระองค์ซึ่งกำลังถูกกระทำให้สำเร็จในยุคนี้ และข้าพระองค์ทั้งหลายรอคอยช่วงเวลานั้นด้วยความชื่นชมยินดี   เหมือนกับที่อับราฮัมเมื่อชราแล้วได้รอคอยบุตรชายตามพระสัญญา และมองเห็นหมายสำคัญสุดท้ายเหล่านั้นของพระเจ้าที่ลงมายังโลก ดังนั้นเขาจึงรู้ว่าบุตรชายตามพระสัญญานั้นจะมาอีกในไม่ช้า และตอนนี้ข้าพระองค์ทั้งหลายเห็นเรื่องนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกครั้งหนึ่ง พระเยซูทรงบอกข้าพระองค์ทั้งหลายว่าเมื่อหมายสำคัญเหล่านี้เริ่มจะเกิดขึ้นให้เงยศีรษะของข้าพระองค์ทั้งหลายขึ้น เพราะการช่วยกู้ของข้าพระองค์ทั้งหลายกำลังใกล้เข้ามาถึง เวลาของความสับสน  ความทุกข์ยากระหว่างประชาชาติ แผ่นดินไหวในสถานที่ดำน้ำต่างๆ ทะเลคำราม จิตใจมนุษย์ฝ่อไปเพราะความกลัว

ข้าพระองค์ทั้งหลายตระหนักว่า ข้าพระองค์ทั้งหลายกำลังอยู่ในเวลาที่ประชาชาติไม่รู้ว่าจะทำอะไร  สงครามใหม่กำลังจะเกิดขึ้นราวกับว่า มันจะเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวขนาดไหน  โลกกำลังถูกแยกออกมา นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าบางสิ่งบางอย่างที่เลวร้ายกำลังใกล้เข้ามา ข้าพระองค์ทั้งหลายพบว่า พระคัมภีร์ไบเบิลได้กล่าวถึงสิ่งนี้ ดังนั้น พระเจ้า โปรดทรงช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายวันนี้ให้ยืนอยู่ในพระนิเวศน์ของการแก้ไข และรับพระบัญชาจากพระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลายเพื่อไปข้างหน้าในเวลาแห่งความมืดมนเพื่อที่จะฉายแสง เพราะมันอาจเป็นโอกาสสุดท้ายของข้าพระองค์ทั้งหลายที่จะกระทำตามนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายอธิษฐานทูลขอสิ่งนี้ในพระนามพระเยซู อาเมน ให้ที่ประชุมนั่งลงได้ครับ

ผมรู้สึกถึงสิทธิพิเศษอันยิ่งใหญ่นี้ที่ได้อยู่ในคริสตจักรแห่งนี้ในเช้าวันนี้ และขออภัยด้วยที่พวกเราไม่มีที่นั่งว่างรอบๆ สำหรับพวกคุณ และสถานที่นี้แน่นไปด้วยผู้คน และผู้ที่กำลังยืนอยู่ทุกที่ด้านนอก... พวกคุณผู้ที่อยู่ด้านนอก พวกคุณสามารถรับฟังคำเทศนานี้บนวิทยุของพวกคุณได้ ผมลืม... (บราเดอร์เนวิลล์บอกบราเดอร์บรานฮามถึงความถี่ที่จะรับฟังได้) ... 55 ถึง 57 พวกคุณผู้ที่อยู่ด้านนอกและที่อยู่ที่ลานจอดรถและบนถนนสามารถได้ยินคำเทศนานี้บนวิทยุของพวกคุณที่คลื่นความถี่ระหว่าง 55 และ 57

ดังนั้นพวกเราได้พยายาม... ผมจะกลับมาที่นี่เพื่อจัดการประชุม 10 วันเพื่อเทศนาเรื่อง ขันพระพิโรธเจ็ดขันสุดท้าย  เพราะในระหว่างขันเหล่านั้นเป็นแตร และผมเคยบอกกับพวกคุณใน... เมื่อผมกำลังจะเทศนาเรื่องแตรทั้งเจ็ดนั้นผมจะนำมาเทศนาพร้อมกับขันพระพิโรธและภัยพิบัติ และผมคิดว่ามันคงจะเป็นเวลาที่ดี ผมเพิ่งกลับมาจากแอฟริกา และลูกๆ ยังไม่ได้พักร้อน ลูกชายคนเล็กของผม โยเซฟ ต้องการ 2-3 สัปดาห์สำหรับการอ่านหนังสือของเขา เขาสอบผ่านแล้วแต่ได้คะแนนไม่มากนัก ดังนั้นพวกเราจึงให้เขาอยู่ในเมืองทูซอน ขณะที่ผมอยู่ในแอฟริกา และโยเซฟอ่านหนังสือต่อไปและตามบทเรียนของโรงเรียน  และจากนั้นพวกเรากลับมา และผมคิด ขณะที่ลูกๆ กำลังเที่ยวพักร้อน ผมควรจะมีการประชุมเล็กๆ ที่นี่ และเทศนาหัวข้อเหล่านี้ แต่เมื่อพวกเรามาถึงที่นี่ พวกเราพบว่าพวกเราไม่ได้ห้องประชุมโรงเรียน      

และผมรู้ว่า คริสตจักรนี้ไม่เพียงพอให้คนทั้งหลายนั่งได้และให้ความสะดวกสบายแก่พวกเขานักตามที่มันควรจะเป็นเมื่อผมเทศนาเรื่องนี้  เพราะฉะนั้นพวกเราจึงต้องเตรียมการใหม่  และแทนที่จะมีการประชุม 10 คืน ตามที่พวกเราได้วางแผนไว้ ผมจึงได้จัดการประชุมวันอาทิตย์เพียงสองรอบคือวันอาทิตย์นี้และวันอาทิตย์หน้า และวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ 2 รอบ ดังนั้น... และพวกเราไม่เคยโฆษณาเลย และจากนั้นถ้าใครก็ตามได้ยินว่าการประชุมนี้จะเริ่มวันที่ 28 ที่หอประชุมโรงเรียนถ้าพระเจ้าทรงอนุญาต ถ้าคุณมีเพื่อนๆ และได้จองโรงแรมเล็กๆ ไว้ ผมจะยกเลิกการประชุม (เห็นไหมครับ?) เพราะพวกเราจะไม่ได้รับความสะดวกที่จะจัดการประชุม พวกเขาไม่สามารถได้หอประชุมโรงเรียน

และครั้งนี้ผมต้องการเทศนาในหัวข้อ...การประชุมเชิงประกาศในเช้าวันอาทิตย์ และคืนวันอาทิตย์ผมต้องการอธิษฐานเพื่อคนป่วย และพวกเราจะวางใจว่า พระเจ้าจะทรงเยี่ยมเยียนพวกคุณผู้ที่เจ็บป่วย ผมไม่รู้ว่าบิลลี่จะดูแลพวกคุณอย่างไร ผมคาดว่าคงจะแจกบัตรอธิษฐานหรือวิธีใดก็ได้ที่จะควบคุมที่ประชุม แต่พวกเราจะทำทุกอย่างที่พวกเราทำได้เพื่ออธิษฐานให้คนทุกคนในสามอาทิตย์ที่จะถึงนี้ที่พวกเราตั้งใจที่จะมีการประชุมถ้ามันเป็นน้ำพระทัยของพระองค์

และจากนั้นหลายครั้งที่มีการอธิษฐานส่วนตัว คนบางคนเพียงแค่อยากจะพบคุณสักครู่หนึ่งเพื่อเรื่องนั้นเรื่องนี้ และพวกเรากำลังจะ...มีกี่คนที่นี่ที่ต้องการอธิษฐานเป็นการส่วนตัว ขอดูมือคุณหน่อยครับ โอ้! ใครที่ไม่ต้องการครับ?

ดังนั้นแล้วพวกเรา.... มันเป็นการยากที่จะให้ได้ครบทุกคน ดังนั้นขอให้เขียนสิ่งที่คุณต้องการและส่งบัตรอธิษฐานมาให้พวกเรา รวบรวมให้กับบิลลี่ แล้วผมจะได้รับบัตรอธิษฐานจากที่นั่น และคราวนี้ เขาจะประกาศเกี่ยวกับ-ผมคาดว่า-พวกบัตรอธิษฐาน เมื่อไหร่ก็ตามพวกมันจะถูกแจกออกไป

มีพี่น้องผู้รับใช้ในพันธกิจของพวกเรากี่คนที่นี่ในเช้านี้? พวกเราไม่มีโอกาสที่จะ.. ผมไม่คาดว่า พวกคุณจดจำพวกเขาทุกคนได้หรือไม่ครับ? มีผู้รับใช้กี่คนที่อยู่ที่นี่ในเช้านี้? กรุณายกมือของคุณขึ้นหรือยืนขึ้นหน่อยครับ ดูเถิดครับว่ามีผู้รับใช้กี่คนในที่ประชุมนี้ในเช้านี้ ดีครับ! ขอบพระคุณพระเจ้าที่ได้เห็นคนเหล่านี้ ผมหวังว่าเรามีเวลาที่จะจดจำทุกคนในพวกเขา แต่ผมแน่ใจว่าคุณเห็นพวกเขาและพระเจ้าทรงรู้จักพวกเขาและงานรับใช้ของพวกเขา พวกเราอธิษฐานทูลขอให้พระเจ้าอวยพรพวกเขาอย่างมากมาย ไม่ต้องสงสัยว่าหลายคนในพวกเขาได้ปิดการประชุมของพวกเขาเพื่อมาที่นี่-บราเดอร์จูเนียร์ แจ๊คสัน และผมคาดว่า บราเดอร์ดอน รุดเดล  และการประชุมนี้กำลังถ่ายทอดเข้าไปในคริสตจักรของพวกเขา และจากนั้นก็ขึ้นไปถึงนิวยอร์คและที่อื่นๆ ทั่วประเทศ โดยโทรศัพท์ส่วนบุคคลไปยังแต่ละคริสตจักรในเช้าวันนี้

ผมดีใจที่เห็นบราเดอร์ริชาร์ด แบลร์ จัดการประชุมที่นี่ ผมเพิ่งอ่านจดหมายถึงสิ่งยิ่งใหญ่สิ่งหนึ่งที่พระเจ้าได้ทรงกระทำท่ามกลางคนทั้งหลายของพระองค์ที่นั่น วันก่อนตามที่ผมเข้าใจ (ผมอาจจะผิด ช่วยแก้ไขให้ด้วยครับ บราเดอร์แบลร์) เขากำลังทำงาน กำลังช่วยชายผู้หนึ่งต่อสายรถพ่วงหรืออะไรสักอย่าง ผมคิดว่ามันคือสิ่งนั้น (ผมอ่านจดหมายฉบับนี้) และพวกมันกลับด้านบางสิ่งบางอย่าง และมันทำให้กระแสไฟวิ่งลงไปในน้ำที่เด็กชายเล็กๆ อยู่ และมันทำให้เด็กชายเสียชีวิต ท้องของเด็กบวม... พวกเรารู้ว่าไฟฟ้าช็อตแล้วเวลาตายเป็นอย่างไร ตาค้าง ฟันขบเข้าหากัน

มันทำให้พี่น้องของพวกเราตื่นตกใจมาก บราเดอร์แบลร์บอกว่า เขาคิดว่าเขาอาจจะพบผมได้สักที่แห่งหนึ่งเพื่ออธิษฐานเผื่อเรื่องนี้ แต่นึกขึ้นมาได้ว่า “สองสามคนรวมตัวกันในนามของเรา เราจะอยู่ท่ามกลางพวกเขา” และคุณพ่อพยายามเอานิ้วของเขาเข้าไปในปากของเด็กเพื่อให้เปิดออก และพวกเขาคุกเข่าลงและเริ่มอธิษฐานเผื่อเด็กเล็กๆ คนนั้น และเขาก็กลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง

นั่นจริงไหมครับ บราเดอร์แบลร์?  พี่น้องคนหนึ่งในพี่น้องที่สัตย์ซื่อของพวกเราที่นี่ โอ้ เด็กชายคนนั้นก็อยู่ที่นี่ครับ   ขอบพระคุณพระเจ้า ในเวลานี้พวกเราขอเชิญให้พวกคุณยืนขึ้น เด็กชายซันนี่ พวกเราขอบพระคุณพระเจ้าที่รักสำหรับสิ่งนี้ นั่นใช่คุณพ่อของเด็กคนนี้หรือไม่ครับ? คุณคือคุณพ่อใช่ไหมครับ?   ใช่จริงๆ ครับ และนี่คือ บราเดอร์     ริชาร์ด แบลร์ พระเจ้าของพวกเราทรงสามารถกระทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ ใช่ครับท่าน พระองค์ได้ทรงสัญญาไว้ พวกเรากำลังอยู่ในการทรงสถิตของพระเจ้า พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ผู้ทรงพระสิริและยิ่งใหญ่    และทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปได้ถ้าหากพวกเราเพียงแค่เชื่อเท่านั้น

พวกคุณเห็นสิ่งใดที่กระทำ อะไรที่มันถูกจ่ายไปเพื่อชีวิตของชายผู้นั้นเพื่อเชื่อสิ่งนั้น?  รักษาชีวิตเด็กชายผู้นั้น ตอนนี้ พระเจ้าทรงมีผู้รับใช้ที่สัตย์ซื่อที่นั่น บราเดอร์แบลร์และพวกเขาเพื่อการอธิษฐานเผื่อเด็กชายคนนี้ตอนที่เขาอยู่ในสภาพนั้น  ใช่แล้วครับ เมื่อบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น โปรดจำครับว่า คุณเป็นบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ “สองสามคนรวมกันในนามของเราที่ใดก็ตาม เราอยู่ที่นั่น” และอีกครั้งหนึ่งมันถูกเขียนว่า “พระองค์ทรงเป็นความช่วยเหลือพร้อมในยามยากลำบาก” และปัญหาคือว่า เด็กชายผู้ที่นอนตายที่นั่นจากไฟฟ้าช็อตร่างของเขา  ดังนั้น พวกเราขอบพระคุณพระเจ้าเช้านี้ด้วยสุดจิตสุดใจของพวกเราสำหรับสิ่งนี้ที่พระองค์ทรงกระทำเพื่อพวกเรา

พระเจ้าอวยพรผู้คนสัตย์ซื่อเหล่านี้ด้วยเถิด ในเวลาฉุกเฉิน นั่นเป็นเวลาที่มองไปที่พระเจ้า และมองไปที่พระองค์และเป็นมิตรกับพระองค์ก่อนการฉุกเฉินมาถึง พวกเรารู้สิ่งนี้ ถ้าพวกเราได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้า พวกเราสามารถทูลขอพระองค์ได้ทุกอย่างเหมือนกับคุณจะขอกับเพื่อนคนอื่นๆ และพระองค์ทรงเป็นความช่วยเหลือที่พร้อมอยู่เสมอในยามยากลำบาก

ผมเพิ่งได้พบกับน้องสาวของบราเดอร์จอห์น มาร์ติน บนถนนเมื่อวานนี้ มีคนบางคนได้หยุดมองผมที่บนถนนเส้นนั้นและก็โบกมือทักแล้วเดินผ่านไป คุณรู้ไหมครับว่าคุณเห็นผู้คนทุกแห่งหนหยุดเดินและจับมือทักทายกัน และสุภาพสตรีผู้นี้ ผมจำได้ว่าพวกเขาได้โทรศัพท์หาผมเมื่อไม่นานมานี้เมื่อตอนที่คนบางคนได้ขับรถชนที่ด้านหลังของเธอ ทำให้กระดูกสันหลังและส่วนอื่นๆ ข้างบนและล่างทั้งหมดของเธอเปิดออก เธอเกือบจะพิการตลอดชีวิต  เธอกำลังนั่งอยู่ในที่ประชุมในเช้าวันนี้อย่างเพลิดเพลินในการทรงสถิตของพระเจ้า ผมเพิ่งสนทนากับเธอในห้องนี้ ผมอยากจะอธิษฐานเผื่อเธออีกครั้งหนึ่ง และเธออยู่ในบางแห่งที่นี่ ผมคาดว่าเธอจะมาที่นี่ไม่ได้ แต่...ที่นี่ แน่นอน เธอกำลังนั่งอยู่ที่นี่กับพวกเรา ใช่แล้วครับ ให้คุณยืนขึ้นสักหนึ่งนาทีครับ คนทั้งหลายจะ...? นี่คือสุภาพสตรีผู้นี้ที่แพทย์ได้บอกไว้เมื่อ 2-3 วันก่อนว่า เธอจะเดินไม่ได้อีกต่อไป กระดูกสันหลังถูกกระแทกและทุกสิ่งทุกอย่างพังหมดแล้ว และที่นี่เธอยืนได้ สบายดี คุณรู้ไหมครับว่าพระคัมภีร์ไบเบิลได้กล่าวไว้ว่า “และพวกเขาไม่สามารถพูดอะไรค้านได้ เพราะชายผู้นั้นกำลังยืนอยู่ท่ามกลางพวกเขา” ใช่แล้วครับ ที่นี่พวกเราเห็นเด็กชายคนนี้ที่ตายแล้วฟื้น และที่นี่ผู้หญิงคนหนึ่งที่กระดูกสันหลังหักกำลังยืนอยู่ท่ามกลางพวกเรา มันได้ถูกกระทำให้สำเร็จแล้ว ดังนั้น พระเยซูยังทรงเป็นเหมือนเดิมวานนี้, วันนี้ และสืบไปเป็นนิตย์ สาธุการพระนามพระองค์ พวกเราจะมีความสุขเพียงใดที่มีชีวิตอยู่ในการทรงสถิตของพระเจ้า และรับรู้ว่าพระองค์ทรงช่วยเหลือพวกเราอย่างทันการในเวลาแห่งความยากลำบาก

ยินดีที่ได้พบบราเดอร์เวย์ลี่ บราเดอร์มาร์ติน และคนอีกหลายคนในเช้านี้ และขอพระเจ้าอวยพรพวกคุณพี่น้องอย่างมากมาย

ตอนนี้มันเป็น....

ผมรู้ว่าอากาศที่นี่ไม่เย็นนักเพราะคนแน่น แต่ตอนที่ผมออกจากเมืองทูซอนเมื่อวันก่อน มันร้อนเกือบ 104-105 องศา และเกือบจะเที่ยงคืนที่ 93 องศา และผมรู้สึกว่าที่นี่สบายกว่า และพวกเขาบอกว่า 140 องศา ที่พาร์คเกอร์เมื่อวันศุกร์ก่อนที่พวกเราจะเดินทางออกมา และพวกคุณอาจจะจินตนาการได้ว่ามันช่างร้อนกระไร แน่นอนครับ นั่นเป็นในทะเลทราย

และทีนี้สามอาทิตย์ข้างหน้านี้ ผมคิดว่าวันนี้วันที่ 15 ใช่ไหมครับ หรือวันที่ 16? วันที่ 15 ใช่ไหมครับ? วันที่ 18 และวันที่ 28 และ...วันที่ 1 สิงหาคม ใช่ไหมครับ? วันที่ 25...วันที่ 18, วันที่ 25 และวันที่ 1 จะมีรอบประชุมที่คริสตจักรนี้ (พวกคุณไม่รู้หรือครับ) อย่านำอะไรออกไปมากเกินไป  เพราะ (พวกคุณเห็นไหมครับ) พวกเราไม่สามารถนำสิ่งใดเข้ามาได้อีก ... สิ่งที่อยู่ข้างในที่นี่ (พวกคุณรู้ไหมครับ) และมันจะแย่ขึ้นอีก ให้กลับมาถ้าหากคุณทำได้

และดังนั้น ผมอยู่ที่นี่เพื่อที่จะรวบรวมผู้ที่ได้ไว้วางใจเข้าด้วยกัน ผมเป็นแบบรู้สึกรำคาญทุกคนที่ปฏิเสธผมในเรื่องสถานที่เพื่อจัดการประชุมเมื่อรู้สึกว่าได้รับการทรงนำถูกนำให้จัดมัน ดังนั้นผมคิดว่าผมจะถามพวกเขาว่า ถ้าพวกเราไม่สามารถตั้งเต็นท์ของพวกเราและอยู่ค้างที่นี่ได้ พวกคุณรู้ไหมครับ ออกไปจากที่นี่ไปในสนามฟุตบอลหรือในไร่และย้ายเต๊นท์จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งตามที่พระเจ้าทรงนำ และผมรู้สึกว่านั่นเป็นอะไรที่พระเจ้าทรงกำลังกระทำอยู่ พวกคุณรู้ไหมครับว่ามีนิมิตหนึ่งที่เกี่ยวกับเรื่องนั้น และผมคิดว่ามันอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น... คราวนี้ (พวกคุณรู้ไหมครับ) หลายครั้งหลายคราที่พวกเราคิดว่ามันแย่เพราะบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น แต่ (พวกคุณรู้ไหมครับ) นั่นอาจจะทรงเป็นพระเจ้า (เห็นไหมครับ) ทรงกำลังขับเคลื่อนเข้าสู่สิ่งเหล่านี้  เมื่อพระเจ้าตรัสแล้ว พระองค์จะทรงกระทำตามนั้น

สองคืนก่อน เพียงประมาณ 1 เดือน ก่อนไปแอฟริกา บางทีคนหลายคนที่มีเทปบันทึกเสียง (ในพวกคุณที่ได้รับเทป) เรื่อง “การเลือกสรรเจ้าสาวของพระคริสต์” ที่ได้เทศนาในรัฐแคลิฟอร์เนีย  สองสามนาทีสุดท้ายของเทปนั้น ผมจำไม่ได้ถึงการอยู่ที่นั่น แต่พระวิญญาณของพระเจ้าเสด็จมาในทางนั้น ผมได้ตำหนิพวกเขาถึงวิธีที่พวกเขาดำเนินชีวิตและทำสิ่งต่างๆ หลังจากที่ข่าวประเสริฐได้เทศนาและประกาศต่อหน้าพวกเขาอย่างมาก และทันใดนั้นพระวิญญาณบริสุทธิ์ตรัสว่า “คาเปอร์นาอุม (เห็นไหมครับ) เมืองที่เรียกตนเองโดยชื่อของทูตสวรรค์ (นั่นคือ เมืองลอสแอนเจลิส) เจ้าได้ถูกยกขึ้นสู่สวรรค์แต่ได้ถูกนำลงมาสู่นรก” ดูเถิดครับ และจากนั้นหลังจากจบการประชุม เหตุเพราะผมอยู่ข้างนอก บราเดอร์โมสเซลี่ย์และบราเดอร์บิลลี่ก็อยู่กับผมและเขาพูดว่า “ได้กลับเข้าไปและได้เห็น และมีพวกคนนอนอยู่เต็มพื้นทั้งหมด” ผู้รับใช้ต่างก็ร่ำไห้สะอื้น

และผมได้ไปและได้รับข้อพระวจนะ ผมพูดว่า ”มีบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับสิ่งนั้นในพระคัมภีร์ไบเบิล” ที่พระเยซูได้ทรงกระหนาบเมืองคาร์เปอร์นาอุม เมืองชายฝั่งทะเลทั้งหลายที่พระองค์ได้เสด็จไป  ทำไมพระเยซูตรัสว่า “คาร์เปอร์นาอุม เจ้าถูกยกขึ้นสู่สวรรค์และถูกนำลงมาสู่นรก” พระองค์ตรัสว่า “เพราะถ้าสิ่งที่ได้ถูกกระทำในเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์ มันก็ได้ถูกกระทำในเจ้า เมืองเหล่านั้นก็อาจจะยังคงอยู่ในวันนี้” และตอนนั้นเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์ก็อยู่ที่ก้นทะเลแล้ว และหลังจากนั้นเพียง 100 ปี หรือประมาณนั้นหลังจากคำเผยพระวจนะของพระเยซู คาร์เปอร์นาอุมเมืองชายฝั่งทะเลเพียงเมืองเดียวที่พระองค์ได้เสด็จไปแล้วเกิดแผ่นดินไหวทำให้มันจมลงไปในทะเล พวกคุณรู้ไหมครับว่า นั่นแหล่ะเป็นคำตอบโดยตรงต่อรัฐแคลิฟอร์เนีย ต่อเมืองลอสแองเจลิส

และจากนั้นต่อมาวันก่อนที่เมืองทูซอน ขณะที่ผมเพิ่งกลับมา แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ได้เกิดขึ้นที่นั่น และนักวิทยาศาสตร์ได้ออกโทรทัศน์วาดโครงร่าง มันอยู่ในหนังสือพิมพ์กล่าวว่า โลกในยุคต่อมาแยกจากหมู่เกาะอะลูเทียนหรือจากทวีปอลาสก้า รอบๆ หมู่เกาะอะลูเทียนประมาณ 200 ไมล์ออกไปในทะเล กลับมาในเมืองซาน ดิเอโก มีบ้านเรือนหลายหลังได้พังทลายลงจากข้างบนลงมารวมทั้งโรงแรมเล็กๆ หลายแห่ง และในการแถลงการณ์ของเหล่านักวิทยาศาสตร์ที่ถูกซักถามว่า "นั่นอาจจะพังทลายลงมาสักวันหนึ่งได้หรือไม่?”

เขาตอบว่า “มันอาจจะหรือ? มันจะเกิดขึ้น!” และเขาใช้ชื่อเชิงวิทยาศาสตร์ของลาวาที่เป็นสาเหตุของแผ่นดินไหวรอบๆ เมืองซาน ดิเอโกและลงมาที่นั่น มันเป็นที่ๆ กลวง และทั้งหมดเริ่มพังทลายลงเหมือนทรายที่กำลังล่ม  ตอนนี้มันเป็นแค่รอยแยกและถูกดึงอย่างหลวมๆ หลายนิ้ว พวกเขาสามารถนำเรดาห์และเครื่องมือติดตามรอยแยกนั้นและทำเครื่องหมายไว้ และมันก็เริ่มดึงหลายนิ้วมากขึ้นและอาจจะ 2 หรือ 3 นิ้ว ในวันต่อมาหลังจากที่ได้รับคำเผยพระวจนะนั้น

และพวกคนที่สัมภาษณ์นักวิทยาศาสตร์บอกว่า “มันอาจจะไม่อยู่ในยุคของพวกเรา”

เขากล่าวว่า “มันสามารถเกิดขึ้นใน 5 นาที หรือ 5 ปี แต่มันจะพังทลายลงมาแน่”

คุณซิมพ์สัน  ผมไม่คิดว่าเธออยู่ที่นี่กับพวกเราวันนี้หรือ... ผมเห็นบราเดอร์เฟรดกำลังนั่งอยู่ที่นี่ แต่ผมไม่ทราบว่าคุณซิมพ์สันอยู่ที่ไหน เธอได้ไปร่วมประชุมและได้รับคำเผยพระวจนะที่ผมได้เผยไว้ประมาณปี 1935 หรือประมาณนั้น ผมได้เผยว่า “เวลาจะมาถึง (มันได้ถูกบันทึกไว้ในบางแห่งในหนังสือ) ทะเลนั้นจะนองเข้าไปถึงทะเลทราย” ดูสิ่งที่จะเกิดขึ้น ถ้าหลายพันตารางไมล์ตกลงไปในลาวาของโลกและลื่นเข้าไปในนั้น จะมีคนหลายล้านคนตายในครั้งเดียว และนั่นจะก่อให้เกิดคลื่นขนาดยักษ์... ระลึกว่า วัดไปใน the Salton Sea (ทะเลที่ตื้นอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย) 100-200 ฟุตต่ำกว่าระดับน้ำทะเล น้ำตรงนั้นอาจจะมาเกือบถึงเมืองทูซอนพร้อมกับคลื่นยักษ์ที่มาทั่วพื้นที่นั้น และทะเลนั้นจะนองเข้าใปยังทะเลทรายนั้น

ประชาขาติกำลังแตกสลาย                                                                                                                                    

อิสราเอลกำลังตื่นขึ้น                                                                                                                                    

หมายสำคัญต่างๆ ที่เหล่าผู้เผยพระวจนะได้บอกไว้ล่วงหน้า                                                                                           

วันของชาวต่างชาติถูกนับไว้แล้ว                                                                                                                    

กับความสยดสยองที่อยู่ตรงหน้า                                                                                                                                 

จงกลับมาสู่ที่ของเจ้า โอ้ ผู้ที่กระจายไป

พวกเราอยู่ในยุคสุดท้าย เวลานี้พระเจ้าอวยพรคุณอย่างมากมาย ผมได้เริ่มเทศนาเรื่องนั้นและลืมเรื่องเวลา อย่างไรก็ตาม พวกเราจะหายไปอย่างรวดเร็วมากเพื่อเข้าสู่ความเป็นนิรันดร์

และคราวนี้ในพระธรรมมาระโก บทที่ 7 ข้อที่ 7 เพื่อจะนำข้อความหนึ่งเข้าสู่หัวข้อเรื่องนี้ซึ่งจะถูกอ่านในพระธรรม 1 พงศาวดาร บทที่ 13 เพื่อทำข้อความหนึ่งสำหรับเรื่องนี้-ผมอยากจะอ่านมาระโก 7:7 ว่า  

.... พวกเขานมัสการเราโดยหาประโยชน์มิได้ ด้วยเอาบทบัญญัติของมนุษย์มาดูว่าเป็นพระดำรัสของพระเจ้า

ตอนนี้ผมไม่รู้อะไร นอกจากถ้อยคำที่พระเจ้าทรงมอบให้แก่ผม และนั่นเป็นทั้งหมดที่ผมสามารถเทศนาได้ และตอนนี้ผมจะเทศนาเรื่องที่ผมคิดว่าดี และค่ำคืนนี้ผมต้องการเทศนาเรื่อง “อาหารแข็งในฤดูกาลที่กำหนด” ถ้าเป็นน้ำพระทัยพระเจ้า “อาหารฝ่ายวิญญาณในฤดูกาลที่กำหนด”  และวิธีการที่จะได้รับมัน ในเวลานี้และเช้าวันนี้คือ  “พยายามรับใช้พระเจ้าโดยมิใช่น้ำพระทัยพระองค์”

พระเจ้าทรงสูงสุด และพวกเราเห็นที่นี่ว่าอะไรที่ดาวิดได้กระทำในข้อพระคัมภีร์ อ่านพระธรรม 1 พงศาวดาร บทที่ 13 และเขาก็.... ความตั้งใจของเขานั้นดี แต่พระเจ้ามิได้ทรงให้ความดีกับพวกเราเนื่องจากความตั้งใจดี มีเพียงทางเดียวเท่านั้นที่จะรับใช้พระเจ้า นั่นคือ การกระทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าตามพระบัญชาของพระองค์ และพระองค์ทรงสูงสุด ไม่มีใครที่จะบอกให้พระองค์ทรงกระทำอะไรและกระทำอย่างไร พระองค์ทรงกระทำด้วยวิธีของพระองค์.... พระองค์ทรงรู้วิธีที่ถูกต้อง และนั่นทำให้ผมรู้สึกดีและมันควรจะทำให้พวกเราทุกคนรู้สึกดีด้วย และผมมั่นใจว่ามันเป็นอย่างนั้น เพราะว่าคนหนึ่งก็อาจจะไปทางนี้ และอีกคนก็ไปทางนั้น และอีกคนหนึ่งก็ไปทางอื่น....

แต่กระนั้นสิ่งหนึ่งที่ยิ่งใหญ่เกี่ยวกับพระเจ้าคือ พระองค์ทรงไม่เคยทอดทิ้งพวกเรา ในเวลานี้โดยปราศจากความรู้ว่าความจริงคืออะไรและจะกระทำมันอย่างไร  พระเจ้าอาจจะไม่ทรงลงโทษพวกเราเพราะพวกเราทำบางสิ่งบางอย่างที่พวกเราไม่รู้ว่ามันจะจบอย่างไร และจากนั้นทรงปล่อยให้พวกเราสะดุดล้มในบางสิ่งบางอย่าง พระองค์ทรงไม่ใช่พระเจ้าแบบนั้น พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่ตรัสได้และทรงปรารถนาให้บุตรทั้งหลายของพระองค์เชื่อ และดังนั้นพระองค์ทรงรู้ว่าอะไรดีที่สุดและเมื่อไรที่จะทรงกระทำ และจะทรงกระทำมันอย่างไร  พวกเรามีความคิดของพวกเราได้แต่พระองค์ทรงสัพพัญญู

และจากนั้น ถ้าพระองค์ทรงตั้งระบบหนึ่งที่พระองค์จะทรงกระทำและไม่ทรงบอกพวกเราว่า สิ่งใดจะเกิดขึ้นและมันจะเกิดขึ้นอย่างไร จากนั้นพวกเราก็สะดุดล้ม มันอาจจะได้ถูกพิสูจน์ในการสะดุดล้มและความพยามยามกระทำบางสิ่งบางอย่างของพวกเรา แต่ละคนจะถูกพิสูจน์ แต่มีเพียงหนทางเดียวเท่านั้น และนั่นคือ พระวจนะของพระองค์

และอีกสิ่งหนึ่ง ที่นี่ดาวิด... พวกเราเห็นว่าในใจของดาวิด เขาต้องการกระทำบางสิ่งบางอย่างที่ดี เขาไม่มีแรงจูงใจที่ไม่ดีหรือจุดประสงค์ที่ไม่ดี แต่พระนิเวศน์หรือหีบพันธสัญญาของพระเจ้าอยู่ห่างจากประชาชนของพระองค์ และเขาต้องการนำหีบพันธสัญญากลับมาอยู่ในที่เดิมนั้น  ดังนั้นพวกเขาจึงปรึกษาพระเจ้าเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาปรารถนา

แทนที่จะปล่อยมันไป พวกเรา... เกิดขึ้นอะไรขึ้นเล่าครับ ถ้าหาก บราเดอร์แบลร์และคุณพ่อของเด็กชายคนนี้บอกว่า “เออ แย่จัง เด็กได้รับบาดเจ็บ ตายแล้ว ผมคาดว่าก็แค่บางสิ่งบางอย่างที่ได้เกิดขึ้นแล้ว”? แต่กระนั้นพวกเขาได้เข้าเฝ้าพระเจ้าอย่างรวดเร็ว

เกิดอะไรขึ้นเล่าครับ ถ้าหากสุภาพสตรีเล็กๆ คนนี้ และสามีของนาง-พันธกรของข่าวประเสริฐ-สองสามคืนก่อน ... หรือหลายวัน เมื่อสุภาพสตรีเล็กๆ คนนั้นที่กระดูกสันหลังหักไปแล้วได้ยืนขึ้นมา....? แพทย์บอกว่า “นางจะพิการตลอดชีวิตของนาง” เกิดอะไรขึ้นเล่าครับ ถ้าหากสามี ... นางบอกว่า “ดีล่ะ ที่รัก ให้เรามาปลอบใจกันถึงเรื่องนั้นกันเถิด”? แต่กระนั้นพวกเขาได้ทำบางสิ่งบางอย่างทันที พวกเขาได้เข้าเฝ้าพระเจ้า มีกี่อย่างในพระคัมภีร์ไบเบิลที่พวกเราสามารถอ้างถึงได้เมื่อผู้คนมีปัญหา เข้าเฝ้าพระเจ้าใช่ไหมครับ?

ดีล่ะครับ ดังนั้น ในยุคของพวกเขา พวกเขามีสถานที่นัดพบเพียงที่เดียวเท่านั้นที่พวกเขาจะสามารถเข้าเฝ้าพระเจ้าได้ และนั่นคือที่หีบพันธสัญญาภายใต้พระโลหิต นั่นยังเป็นสถานที่นัดพบเพียงที่เดียวเท่านั้นภายใต้พระโลหิต ที่นั่งแห่งพระคุณถูกประพรมเพื่อประทานพระเมตตาแก่ผู้นมัสการ ... หรือผู้ทูลขอเมื่อเขามาถึงหีบพันธสัญญาเพื่อทูลขอวิงวอนพระเจ้า และพระเจ้าทรงมีกิจวัตรที่พิเศษอย่างหนึ่ง วิธีที่คุณจะต้องทำเกี่ยวกับสิ่งนั้น และพระองค์จะไม่ทรงรับสิ่งอื่นใดเลย พระองค์จะไม่ทรงรับการถวายใดๆ เลย ยกเว้นวิธีที่พระองค์ได้ทรงกำหนดไว้

ไม่นานมานี้ผมเพิ่งเทศนาเรื่องหนึ่ง (พวกคุณหลายคนรู้เกี่ยวกับมัน) คือ มีสถานที่ที่ถูกจัดเตรียมไว้เพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่พระเจ้าจะทรงพบกับผู้นมัสการ สถานที่ซึ่งพระองค์ตรัสว่า “เราจะใส่ชื่อของเรา”  ถ้าพวกเราสามารถพบคริสตจักรที่พระเจ้าทรงใส่พระนามของพระองค์ในนั้น นั่นแหละพวกเราได้สถานที่ๆ จะพบพระองค์แล้ว พระเจ้าตรัสว่า “เราจะไม่อวยพรในทุกๆ ประตู เพียงแค่ประตูที่เราใส่นามของเราในนั้น   เราจะวางนามของเราในสถานที่แห่งเดียว และเจ้าต้องพบเราที่นั่น นั่นเป็นสถานที่เดียวที่เราจะพบกับเจ้า” และเราพบว่า โดยประตูนั้นที่พระองค์ทรงใส่พระนามของพระองค์เป็นสถานที่แห่งเดียวที่พระเจ้าจะทรงพบกับผู้นมัสการ และพระนามของพระองค์คือ พระเยซูคริสต์ พระนามของพระเจ้าคือ พระเยซูคริสต์

พระเยซูตรัสว่า “เรามาในพระนามของพระบิดาของเรา” บุตรชายทุกคนมาในนามของคุณพ่อของเขา และพระเยซูเสด็จมาในพระนามของพระบิดาของพระองค์ และไม่มีนามอื่นใดภายใต้ฟ้าสวรรค์ที่ถูกประทานให้ท่ามกลางมนุษย์ ไม่ว่ามันจะถูกเรียกว่า เมธอดิสท์, แบ๊บติสต์, เพรสไบทีเรียน, คริสตจักรของพระคริสต์ อะไรก็ตามแต่ที่ถูกเรียกขาน มีเพียงสถานที่นัดพบเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่พระเจ้าทรงพบกับมนุษย์ และนั่นคือเมื่อเขาอยู่ในพระเยซูคริสต์ สถานที่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น และสิ่งเก่าๆ ทั้งหมดนี้ย้อนกลับไปที่นั่นภายใต้แบบของพันธสัญญาเดิมนั้น ผมอยากจะให้พวกคุณเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ว่า ตอนนี้มันเป็นบทเรียนวันอาทิตย์ ผมมีพวกข้อพระคัมภีร์และบันทึกย่อที่เขียนไว้ที่นี่ และผมคิดว่าสิ่งนี้จะช่วยให้พวกคุณเข้าใจได้ เหมือนกับสิ่งต่างๆ ในอดีตที่เกิดขึ้นแล้วเพื่อเป็นตัวอย่างให้กับพวกเรา

ตอนนี้พวกเราพบว่า พระเจ้าทรงมีวิธีการกระทำสิ่งต่างๆ แต่ดาวิดได้รับการอวยพรของพระเจ้าให้เป็นกษัตริย์ อย่างไรก็ตามเขาคิดว่าเขาจะต้องกระทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อพระเจ้า และเขาไม่เคยได้กระทำมันในวิธีที่ถูกต้องเลย

พวกเราสังเกตไหมครับว่า พระเจ้าทรงเปิดเผยสำแดงถ้อยคำของพระองค์ในฤดูกาลของพระองค์เองซึ่งถูกเลือกสรรไว้แล้ว คราวนี้ มาร์ติน ลูเทอร์ ล่วงรู้เกี่ยวกับคำเทศนาวันนี้ได้อย่างไร? เพรสไบทีเรียน.... ได้อย่างไร มาร์ติน.... ได้อย่างไร หรือคริสตจักรคาทอลิกล่วงรู้คำเทศนาของมาร์ติน ลูเทอร์ได้อย่างไร?  จอห์น เวสลีย์ ล่วงรู้คำเทศนาของลูเทอร์ได้อย่างไร? เวสลีย์ล่วงรู้คำเทศนาเกี่ยวกับเพ็นเทคอสต์ได้อย่างไร? หรือเพ็นเทคอสต์ล่วงรู้คำเทศนานี้ได้อย่างไร? เห็นไหมครับ พระองค์ทรงเปิดเผยสำแดงมันในฤดูกาลของพระองค์ เพราะว่ามันเป็นเมล็ดพืช และขณะที่มันเติบโตและเติบใหญ่ พระเจ้าทรงเปิดเผยสำแดงพระองค์เอง

เหมือนกับความร้อนของดวงอาทิตย์ที่เปิดขึ้นมา เมื่อมันยังอุ่นและเช้าอยู่ มันส่องลงมาบนพื้น-เมล็ดพืช-จากนั้นให้ใบงอกขึ้นในอีกขั้นหนึ่งของดวงอาทิตย์ แสงอาทิตย์ที่ร้อนแรงจะฆ่าเมล็ดพืช ถ้ามันเป็นเมล็ดพืชที่กำลังสุก... หรือเป็นช่วงเวลาที่กำลังสุก ดังนั้น พระเจ้าทรงควบคุมดวงอาทิตย์และทรงควบคุมธรรมชาติเพื่อให้ตอบสนองต่อถ้อยคำของพระองค์  พระเจ้าทรงควบคุมคริสตจักร ผู้ที่ได้รับการเลือกสรรไว้, เจ้าสาว เพื่อพบกับฤดูกาลที่พวกเขากำลังมีชีวิตอยู่

แม้แต่ธรรมชาติโดยตัวของมันเองซึ่งบอกพวกเราในปัจจุบันนี้ ขณะที่พวกเราเห็นประชาชาติกำลังแตกสลาย โลกกำลังจมลง ลายมือที่เขียนอยู่บนกำแพง พวกเราเห็นคริสตจักรและสภาวะที่มันเป็นอยู่ พวกเราเห็นเจ้าสาวและสภาวะที่นางเป็นอยู่ และพวกเรารู้โดยธรรมชาติว่าคริสตจักรกำลังเตรียมตัวที่จะไป ช่างเป็นเวลาที่สง่างามจริงๆ มันเป็นเวลาที่ผู้เผยพระวจนะทุกคนรอคอยที่จะได้เห็นเวลานี้

คราวนี้พระเจ้าทรงเปิดเผยสำแดงถ้อยคำของพระองค์ตามฤดูกาลของมันเพียงเท่านั้น มาร์ติน ลูเทอร์ อ่านพระคัมภีร์ไบเบิลเล่มเดียวกับที่พวกเราอ่าน เวสลี่ย์อ่านพระคัมภีร์ไบเบิลเล่มเดียวกับมาร์ติน ลูเทอร์อ่าน เพ็นเทคอสต์อ่านพระคัมภีร์ไบเบิลเล่มเดียวกับที่พวกเราอ่าน พระเยซูทรงอ่านพระคัมภีร์ไบเบิลเล่มเดียวกับที่พวกฟาริสีอ่าน แต่กระนั้นพวกเขาได้..... พยายามที่จะเก็บรักษาข้าวโพดในระยะต้นๆ เมื่อมันกำลังสุก พวกเขาล้มเหลวที่จะเห็นเวลาของพวกเขา

ทีนี้ดาวิดได้ทำสิ่งเดียวกันที่นี่ พระเจ้าทรงเปิดเผยสำแดงพระวจนะของพระองค์ในฤดูกาลของพระองค์และต่อผู้ที่พระองค์ทรงเลือกที่จะเปิดเผยสำแดง พระเจ้าทรงเลือกไว้ตั้งแต่ก่อนการทรงสร้างโลก  ทุกการกระทำของพระองค์ทรงได้รับรู้ล่วงหน้าโดยพระองค์ ได้รับการซ่อนไว้จากมนุษย์ พระเจ้าทรงเพียงเปิดเผยสำแดงให้แก่พวกเขาตามที่พระองค์ทรงชอบพระทัย  มันเป็นฤดูกาลที่ได้รับการทรงเลือกไว้แล้วของพระองค์ บุคคลที่ได้รับการทรงเลือกไว้แล้วของพระองค์ และพระองค์ไม่ได้ทรงเลือกกลุ่มหรือส่วน มันเป็นบุคคลที่ได้รับการทรงเลือกไว้แล้ว พระองค์ทรงกระทำมันอย่างไรเล่า!

ใครที่จะกล้าแก้ไขพระองค์ได้เล่า? และทูลว่า “เวลานี้ พระบิดา พระองค์ทรงกระทำผิดพลาดโดยทรงใส่ชื่อชายคนนี้ในพันธกิจนี้ ชายคนนี้ไม่เชื่อเหมือนที่พวกเราเชื่อ” ใครจะทูลพระเจ้าว่าพระองค์ได้ทรงกระทำผิดได้เล่า? มันจะทำให้คนบางคนมีความผิดพลาดเล็กน้อยมากขึ้นที่ผมจะทูลพระองค์อย่างนั้น พระเจ้าทรงรู้ว่าพระองค์ทรงกำลังทำอะไร พระเจ้าทรงรู้ว่าจะทรงเลือกใครและทรงไม่เลือกใคร จะทรงกระทำอะไรและจะทรงกระทำมันเมื่อไหร่ ไม่ว่าพวกเราคิดมากเท่าไหร่ว่าบุคคลคนนี้มีคุณสมบัติพอที่จะทำการงานหนึ่งๆ ได้หรือไม่ พระเจ้าทรงรู้ว่าใครมีคุณสมบัติสำหรับเวลาและฤดูกาลนั้น หรือเวลานั้นและเวลาที่ถูกต้องที่จะทำมัน

และคริสเตียนแท้จริงๆ ผู้เชื่อแท้จริงๆ ในพระเจ้ารอคอยพระองค์เพื่อสิ่งเหล่านี้ รอคอยพันธกิจของคุณ ถ้าหากคุณรู้สึกถึงการทรงเรียก ให้แน่ใจว่ามันมาจากพระเจ้า ให้แน่ใจว่ามันใช่ ให้แน่ใจว่ามันเป็นเวลาของสิ่งที่คุณกำลังพูดถึงอยู่ พระคัมภีร์ไบเบิลกล่าวว่า “ผู้ที่รอคอยพระเจ้าจะได้รับเรี่ยวแรงใหม่ เขาจะบินขึ้นดั่งนกอินทรี พวกเขาจะวิ่งและไม่เหนื่อย ถ้าเขาจะเดิน เขาจะไม่ล้ม”

สังเกตไหมครับว่า ดาวิด กษัตริย์ของอิสราเอลได้รับการเจิมตั้ง ซามูเอลได้เทน้ำมันลงบนดาวิด เขาได้รับการทรงเลือกโดยพระเจ้าเพื่อเป็นกษัตริย์ของอิสราเอล และดาวิดได้รับการเปิดเผยสำแดงให้นำหีบพันธสัญญาของพระเจ้าขึ้นมาที่เมืองของดาวิด ไม่มีอะไรผิด แต่กระนั้นคุณเห็นไหมครับ ดาวิดได้กระทำผิด

คราวนี้ดูเหมือนว่า ถ้าหากชายคนหนึ่งเหมือนอย่างนั้นที่ได้รับการเปิดเผยสำแดง ชายผู้ยอดเยี่ยมคนหนึ่งที่พระเจ้าได้ทรงเลือกไว้ให้เป็นกษัตริย์ .... (กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยดำรงอยู่บนแผ่นดินโลกนอกเหนือจากพระคริสต์ ผมคาดว่าเป็นดาวิด เพราะพระคริสต์ทรงเป็นบุตรดาวิด) ทีนี้ชายที่ยอดเยี่ยมได้รับการเจิมมาสดๆ ร้อนๆ มาจากการทรงสถิตจริงๆ ของพระเจ้า ได้รับการเปิดเผยสำแดงเพื่อจะกระทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อพระเจ้าและอยากจะทำมันเพื่อพระเจ้า แต่กระนั้นการเปิดเผยสำแดงนั้นผิด ทีนี้นั่นเป็นเรื่องใหญ่ มันจะเกี่ยวกับหัวข้อเทศนาของพวกเรา พยายามรับใช้พระเจ้าโดยมิได้รับการทรงเรียกให้ทำ

สังเกตไหมครับว่า ดาวิดได้รับการเปิดเผยสำแดง และสังเกตไหมครับว่า มันไม่ใช่ผู้เผยพระวจนะนาธานาเอลที่ได้รับการเปิดเผยสำแดง แต่มันเป็นกษัตริย์ดาวิดที่ได้รับการเปิดเผยสำแดง ทั้งนี้ดาวิดก็ไม่ได้ปรึกษานาธานาเอลเกี่ยวกับพวกมัน เขาไม่เคยถามนาธานาเอล นอกจากนั้นคุณเห็นที่นี่ใน 1 พงศาวดารไหมครับ? ดาวิดได้ปรึกษาแม่ทัพกองพันและกองร้อย เขาไม่เคยปรึกษานาธานาเอล เขาได้ปรึกษาคนทั้งหลาย และเขาได้ปรึกษาพวกปุโรหิตและพวกนักศาสนศาสตร์ของยุคนั้น พวกนักเขียนและพวกนักศาสนศาสตร์ ดาวิดได้ปรึกษาก่อนแล้วกล่าวว่า “ถ้าหากสิ่งนี้เป็นมาจากพระเจ้า ให้เราลงไปและนำหีบพันธสัญญาของพระเจ้าของเราขึ้นมาเข้ามาในเมืองนี้ และให้เราปรึกษาพระเจ้าก่อนที่เราจะกระทำสิ่งต่างๆ”

พวกเขาได้กล่าวไว้ในยุคของซาอูล พวกเขาไม่ได้ปรึกษาพระเจ้าเรื่องหีบพันธสัญญา อูริม... อูริม ทูมมิม พวกเขาไม่ได้กระทำสิ่งนั้น และดาวิดกล่าวว่า “บัดนี้ให้พวกเรากลับไปหาพระเจ้า พวกเราทุกคน ให้พวกเรากลับไปยังสิ่งที่ถูกต้อง ให้พวกเราลงไปและนำหีบพันธสัญญามาที่นี่ (พูดอีกอย่างหนึ่งคือ นำการทรงสถิตของพระเจ้ามายังเมืองนี้) ให้พวกเรามาจัดงานฟื้นฟู ให้พวกเรานำคนทั้งหลายกลับมา” นอกจากนั้นเขามีการเปิดเผยสำแดงซึ่งดูเหมือนดี แต่มันไม่ใช่น้ำพระทัยของพระเจ้า

แทนที่จะถามแหล่งที่เขาควรจะถาม เขากลับไปปรึกษาเหล่าแม่ทัพของเขาแทน เพราะเขาเพิ่งได้เป็นกษัตริย์ และเขาจึงทำตามเส้นทางความคิดนั้นที่เป็นของเหล่าหัวหน้าแม่ทัพของเขาและเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ของเขา

จากนั้นเขาได้เข้าไปในคริสตจักรเพียงในนามและได้ถามว่าถ้าหากพวกเขาจะสามารถจัดงานฟื้นฟูได้ มีพวกปุโรหิต, พวกนักเขียน, เหล่าแม่ทัพของกองพันทั้งหลาย และเหล่าแม่ทัพของกองร้อยทั้งหลาย  ดาวิดได้ปรึกษาพวกเขาว่า “สิ่งนี้เป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าหรือไม่”?  พวกเขากล่าวว่ามันเป็น แต่กระนั้น คุณเห็นไหมครับ ดาวิดพลาดที่ไม่ได้ถามแหล่งสำคัญที่พระเจ้าทรงเกี่ยวข้องด้วยเสมอ (ดูเถิดครับ) เขาพลาดไปแล้วที่จะได้รับมัน

ทีนี้ความตั้งใจของเขาดี แรงจูงใจของเขาดี จุดประสงค์ของดาวิดดี เพื่อจะนำการฟื้นฟูมาในเมืองนั้น นำคนทั้งหลายกลับมาหาพระเจ้า แต่กระนั้นเขาไม่เคยปรึกษาหนทางที่พระเจ้าทรงบอกเขาให้ทำมัน ดูเถิดครับ

แม้แต่ประชาชนทุกคนก็เห็นด้วย, และพวกปุโรหิตว่า กษัตริย์ดาวิดนั้นทรงถูกต้อง พวกเขาต้องการให้หีบพันธสัญญากลับมาในเมืองนั้น ทีนี้พวกเขาต้องการการทรงสถิตของพระเจ้า พวกเขาต้องการการฟื้นฟู แต่พระเจ้ามิได้ทรงสัญญาว่าจะทรงเปิดเผยสำแดงพระวจนะของพระองค์ในฤดูกาลของมันให้แก่ประชาชน พระเจ้ามิได้ทรงสัญญาว่าจะทรงเปิดเผยสำแดงมันให้แก่กษัตริย์ในฤดูกาลนี้ พระเจ้าไม่ทรงเปลี่ยนสักคำหนึ่ง พระองค์มิได้ทรงสัญญาว่าจะทรงกระทำอย่างนั้น

ไม่ว่าความจริงใจอย่างไร และแรงจูงใจอันดีอะไร และจุดประสงค์อันดีอะไร และคนทั้งหลายต้องการสิ่งเหล่านี้อย่างไร และเห็นความจำเป็นของมัน มีน้ำพระทัยของพระเจ้าซึ่งได้ดำเนินไปในสิ่งเหล่านี้ นั่นคือสิ่งที่ผมอยากจะขับเคลื่อนลงไปให้แน่น ผมอยากจะทำสิ่งนี้เพื่อพวกคุณจะต้องได้เห็นมัน ถ้าหากพระวิญญาณของพระเจ้าทรงสถิตอยู่ในคุณ และนั้นเป็นเหตุผลที่ผมยังคงค้างอยู่ที่นี่อีกนาน ไม่ได้ใช้เวลาของพวกคุณคนทั้งหลายบนโทรศัพท์และบนการเชื่อมต่อ แต่ผมอยากจะให้พวกคุณเห็นมัน ถ้าหากพวกคุณไม่มีเวลาก็ให้รับเทปบันทึกเสียงนั้นไป นั่นที่นั่น....

ไม่ว่ามันจำเป็นมากแค่ไหน ทุกคนเห็นด้วยว่ามันจำเป็นมากแค่ไหน นั่นเป็นความจริงมากแค่ไหน ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องค้นหาคือ สิ่งนั้นเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าหรือไม่?

ทีนี้พระเจ้ามิเคยทรงสัญญาว่าพระองค์จะทรงเปิดเผยสำแดงพวกสิ่งลี้ลับของพระองค์ต่อกษัตริย์ทั้งหลายของพระองค์ พระเจ้าจะทรงเปิดเผยสำแดงสิ่งลี้ลับทั้งหลายต่อประชาชนของพระองค์

บางสิ่งบางอย่างเหมือนในยุคของมีคายาห์ บุตรของอิมลาห์.... ตามที่พวกเราละไป ไม่ใช่ข้อความ แต่เป็นอีกครั้งหนึ่ง เพื่อจะนำเรื่องนี้เข้ามาและทำให้มันเป็นจริงสำหรับพวกคุณ แท้จริงแก่พวกคุณ ดังนั้นพวกคุณจะไม่พลาดมัน

มีในยุคสมัยของมีคายาห์.... เขาเป็นชายที่น่าสงสาร และเขามาจากครอบครัวที่ยากจน แต่อาหับ กษัตริย์แห่งอิสราเอลในฐานะชนชาติภายใต้พระเจ้า เขาตั้งโรงเรียนขึ้นมาต่างหากและได้เลี้ยงดูเหล่าผู้เผยพระวจนะที่ถูกเลือกมา และมีพวกเขาอยู่ 400 คน ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง และพวกเขาเป็นพวกผู้ชายที่ยอดเยี่ยม พวกเขามิได้เป็นเหล่าผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จ พวกเขาเป็นเหล่าผู้เผยพระวจนะชาวฮีบรู พวกคนแท้ พวกเขาปรึกษาพระเจ้าโดยคนเหล่านี้ และพวกเขาก็ได้เผยพระวจนะ  แต่กระนั้นพวกคุณเห็นไหมครับ เมื่อการทิ้งไพ่ใบสุดท้ายมาถึง พวกเขาทุกคนได้ออกนอกพระวจนะของพระเจ้าและน้ำพระทัยของพระองค์

เยโฮซาฟัทได้ลงมาจากเยรูซาเล็มเพื่อพบกษัตริย์อาหับ และพวกเขาสวมใส่เสื้อผ้าของพวกเขา และนั่งที่ประตูเมือง และได้นำเหล่าผู้เผยพระวจนะขึ้นมาต่อหน้าพวกเขา เริ่มแรกอาหับได้กล่าวว่า “พวกเรามีสถานที่แห่งหนึ่งที่เมืองราโมท-กิเลอาด ที่จริงๆ แล้วเป็นของพวกเรา” ตอนนี้นั่นคือ “พระเจ้าตรัสดังนี้” โยชูวาได้แบ่งมันไว้เพื่อประชาชนและมอบให้แก่พวกเขา แต่พวกคนฟิลิสเตียได้ยึดมันไป และกล่าวว่า “ที่นี่ลูกๆ ของพวกเราต้องการขนมปัง และพวกเราไม่มีที่ดินเพียงพอเพื่อปลูกขนมปัง และศัตรูของพวกเรา พวกคนฟิลิสเตีย ให้อาหารแก่ลูกๆ ของเรา-พวกคนนอกรีต-ในดินแดนจริงๆ ที่พระเจ้าพระยาเวห์ได้ประทานให้แก่พวกเรา” นั่นตรงมากครับ และกล่าวว่า “ที่นี่พวกเราประชาชนของพระองค์ นั่งที่นี่กับลูกๆ ของพวกเราที่ต้องการอาหาร และศัตรูของพวกเราให้อาหารแก่ลูกๆ ของพวกเราบนดินแดนที่พระเจ้าได้ทรงเรียกพวกเราออกมาจากอียิปต์และประทานมันให้แก่พวกเรา” นั่นจะยกนักศาสนศาสตร์ขึ้นมา มิใช่หรือครับ?  เขากล่าวว่า “ให้พวกเราขึ้นไปและยึดดินแดนที่พระเจ้าประทานให้แก่เรา?”  ​

เยโฮชาฟัทกล่าวว่า “ได้ เราจะช่วยท่าน พวกเราเป็นพี่น้องกัน ท่านอยู่ในยูดาห์ และเราอยู่ในเยรูซาเล็ม” (หรือมันเป็นในทางกลับกัน? ผมเชื่อว่า.... ไม่ใช่ครับ นั่นถูกต้อง ผมคิดว่าเยโฮซาฟัท....) อย่างไรก็ตาม เยโฮชาฟัทเป็นคนดี, กษัตริย์, คนชอบธรรมที่รักพระเจ้า อาหับเป็นผู้เชื่ออุ่นๆ ไม่ร้อนไม่เย็น ดังนั้นพวกเขาจึงนำพวกเขาลงไป เยโฮชาฟัทกล่าวว่า “จงฟัง ให้พวกเราปรึกษาพระเจ้าก่อน พวกเราควรจะค้นหาเกี่ยวกับเรื่องนี้” (เห็นไหมครับ ถ้าหากดาวิดได้ทำเหมือนที่เยโฮซาฟัทได้ทำ....) เขากล่าวว่า “พวกเราควรจะทำสิ่งนี้หรือไม่?”  

และการเป็นคนอิสราเอล อาหับกล่าวอย่างรวดเร็วว่า “ได้อย่างแน่นอน เรามีเหล่าผู้เผยพระวจนะชาว 400 คน-คนฮีบรูเหมือนที่พวกเราเป็น-เหล่าผู้เผยพระวจนะคนฮีบรูขององค์กรของพวกเราเอง และเราจะปรึกษาพวกเขา พวกเขาเป็นเหล่าผู้เผยพระวจนะ”

ทีนี้พวกคุณเห็นไหมครับ

คุณกล่าวว่า “นั่นทำให้ผมสะดุด บราเดอร์บรานฮาม ผู้เผยพระวจนะหรือ?” โอ้ ใช่! มีคนหนึ่งในยุคสมัยของเยเรมีห์ผู้ที่กล่าวว่าพวกเขาจะลงไปที่นั่นเพียงสองปีเท่านั้น พระเจ้าทรงบอกเยเรมีห์ 70 ปี วางแอกไว้รอบคอของเขา และผู้เผยพระวจนะได้ทำลายมัน-ฮานันยาห์ นอกจากนั้นคุณรู้ไหมครับว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา โอ้ ใช่ครับ! คุณต้องอยู่กับพระวจนะของพระเจ้า

ดังนั้นผู้เผยพระวจนะเหล่านี้จึงขึ้นมาและได้เผยพระวจนะ และกล่าวว่า “จงขึ้นไป พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับท่าน” และคนหนึ่งในพวกเขา ผมเชื่อ-ตอนนี้ผมลืมชื่อของเขา หัวหน้า เศเดคียาห์ ผมเชื่อ-เขาได้วางเครื่องเป่าทำจากเหล็ก 2 ชิ้นและกล่าวว่า “พระเจ้าตรัสดังนี้ โดยสิ่งนี้ [ตอนนี้ชายคนนั้นจริงใจ] ท่านจะผลักศัตรูของท่านกลับเข้าไปในดินแดนของพวกเขาและยึดสิ่งที่เป็นของพระเจ้า มันเป็นของท่าน” ผมไม่เชื่อว่าเขาเป็นคนหน้าซื่อใจคด ผมเชื่อว่าเขาเป็นคนดี ผมเชื่อว่าพวกเขาเหล่าผู้เผยพระวจนะทุกคนนั้นเป็นคนดี

คุณบอกว่า “เหล่าผู้เผยพระวจนะหรือ?” ใช่ครับ จำได้ไหมครับว่า ชายจริงๆ ผู้ที่ยินยอมให้สังหารพระเยซูตามที่ได้เผยพระวจนะไว้ เพราะว่ามันเป็นหน้าที่ของเขา เขาเป็นมหาปุโรหิตในปีนั้น และการเป็นนั้นเขามีหน้าที่นั้นและยึดถือหน้าที่นั้น พระวิญญาณพระเจ้าได้เสด็จมายังเขา นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาได้รับความรอดหรือเกี่ยวข้องอะไรกับมัน และเขาได้เผยพระวจนะ (คายาฟัส) เพราะมันเป็นหน้าที่ของเขาที่ได้ทำมัน

และเหล่าผู้เผยพระวจนะเหล่านี้ การเป็นเหล่าผู้เผยพระวจนะของเหล่าผู้เผยพระวจนะในหน้าที่ และพระวิญญาณของพระเจ้าได้เสด็จลงมาบนพวกเขา พวกคนที่มีของประทานทั้งหลายของพระวิญญาณบริสุทธิ์

ผมเข้าใจว่า ผมกำลังพูดกับพวกเพ็นเทคอสต์ 99% แต่คนหลายคน.... คนๆ หนึ่งหลายครั้ง พระเจ้าทรงสามารถจัดการกับพวกเขาได้ ทรงให้ของประทานหนึ่งแก่พวกเขา และคนทั้งหลายจะพยายามเบียดเสียดเข้าไปหาพวกคนเหล่านั้น ถ้าหากพวกเขาไม่ได้รับการทรงเรียกและถูกใช้มาโดยพระเจ้าอย่างแท้จริงแล้ว เขาจะเป็นเหตุให้ผู้ชายหรือผู้หญิงคนนั้นพูดบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ใช่น้ำพระทัยของพระเจ้า เพราะว่าคนพวกนั้นผลักดันให้พวกเขาทำอย่างนั้น

ผมต้องติดตามศิษยาภิบาลผู้เล็กน้อยของพวกเราในเรื่องนั้นได้อย่างไรเล่าครับ เช้าวันหนึ่งข้างนอกที่นี่ในป่า ประมาณตีสามในตอนเช้า กล่าวว่า “ให้ไปบอกบราเดอร์เนวิลล์” ผมมาหาคุณมิใช่หรือครับ บราเดอร์เนวิลล์?

ทุกคน “บราเดอร์เนวิลล์เผยพระวจนะเหนือผม บอกผมอย่างนี้ อย่างนั้น” เห็นไหมครับ? คุณได้ทำให้เขาพูดหลายอย่างแล้วนั่นจะไม่เกิดขึ้น พวกเขาผู้ที่รอคอยเพื่อจะค้นหาสิ่งที่พระเจ้าทรงประสงค์ที่จะกระทำ ดูเถิดครับ

ดังนั้น พวกคนเหล่านี้มองดูมันในความรู้สึกตามธรรมชาติ “มันเป็นของพวกเรา” นอกจากนั้นพวกคุณเห็นไหมครับ พวกเขาไม่ได้ค้นหาพระวจนะของพระเจ้าและน้ำพระทัยของพระองค์

จากนั้นมีคายาห์ลงมา และเขามีนิมิต เขาได้ตรวจสอบก่อน คุณสังเกตไหมครับ? กล่าวว่า “รอก่อน ให้เวลาข้าพเจ้าคืนนี้ ให้ข้าพเจ้าค้นหา และพรุ่งนี้ข้าพเจ้าอาจจะตอบท่านได้” เขาไม่ได้ตอบอย่างรวดเร็วว่า “พระเจ้าตรัสดังนั้น” เหมือนที่เห็นพ้องกับเหล่าผู้เผยพระวจนะคนอื่นๆ เขากล่าวว่า “ข้าพเจ้าจะพูดสิ่งที่พระเจ้าตรัสเท่านั้น”  และวันต่อมาพวกเราค้นพบว่า พระเจ้าทรงบอกสิ่งที่จะเกิดขึ้นแก่เขา และมันตรงกันข้ามกับคนอื่นๆ มันตรงกันข้ามกับโรงเรียนทั้งหมด และแม้แต่คนหนึ่งในพวกเขาได้เดินขึ้นมาและต่อยเข้าที่หน้าเขา แต่เห็นไหมครับว่า เขาได้รอคอยพระเจ้า และเมื่อเขาได้ทำอย่างนั้น เขาก็เปรียบคำเผยพระวจนะของเขา .... นิมิตของเขา กับพระวจนะที่จารึกไว้ และมันตรงกับพระวจนะ

เมื่อคนบางคนบอกว่าพวกเขาได้รับการสำแดงให้บัพติศมาคนทั้งหลายในพระนามพระบิดา, พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ นั่นขัดแย้งกับพระวจนะของ ไม่มีใครที่เหลือของพวกเขาเคยทำอย่างนั้น เมื่อพวกเขากล่าวว่า “โอ้ พวกเราจะส่งสิ่งนี้, สิ่งนั้น และอีกสิ่งหนึ่ง” และสิ่งอื่นๆ นั่นขัดแย้งกับพระวจนะ เมื่อพวกเขากล่าวว่าพวกเขาไม่เชื่อในพงศ์พันธุ์ของชาติงูร้าย นั่นขัดแย้งกับพระวจนะ เรื่องอื่นๆ ทั้งหมดเหล่านี้ที่ขัดแย้งกับพระวจนะ มันต้องอยู่กับพระวจนะและในฤดูกาลของพระเจ้า

ทีนี้ถ้าหากดาวิดกระทำอย่างนั้นแล้ว.... หีบพันธสัญญากำลังมาแต่ไม่ใช่เวลานั้น หีบพันธสัญญาก็จะไม่มีที่วาง

ตอนนี้สังเกตไหมครับว่า เมื่อพวกเขาลงไปเพื่อนำหีบพันธสัญญา มา พวกคนที่มีตำแหน่งสูงทุกคนกล่าวว่า ”นั่นคือสิ่งที่ต้องทำ  ดาวิด ขอพระสิริจงมีแด่พระเจ้า! พวกเราต้องการการฟื้นฟู“ นั่นคือเพ็นเทคอสต์แท้ในวันนี้-แบ๊บติสต์, เพรสไบทีเรียน “ดาวิด ท่านเป็นกษัตริย์ของพวกเรา ท่านเป็นแม่ทัพ....อย่างนี้-และ-อย่างนั้น,และจอมเจ้านายอย่างนี้-และ-อย่างนั้น และจอมพลอย่างนี้-และ-อย่างนั้นจะเป็นที่การประชุมของท่าน เพราะพวกเขากล่าวว่านั่นเป็นสิ่งที่ต้องกระทำ ดาวิด ท่านมีคนทั้งประเทศกับท่าน” นั่นเป็นเรื่องสำคัญในปัจจุบันนี้ ผมไม่ต้องการคนทั้งประเทศ ผมต้องการพระเจ้า ถ้าหากปราศจากคนอื่นใดที่อยู่เคียงข้าง

ดาวิดมีแม่ทัพทั้งหมด เขาได้รับความร่วมมือด้วยกับเหล่ากองกำลังทหาร เขาได้รับความร่วมมือกับทุกนิกาย, กับนักศาสนศาสตร์ทุกคน, กับ.... ทั้งหมด ทุกคนเห็นด้วยกับเขา อาหับก็เช่นเดียวกันและคนอื่นๆ ในข้อพระคัมภีร์ แต่เขาไม่ได้มีพระเจ้า เพราะว่าเขาได้ออกนอกน้ำพระทัยพระเจ้า  ผมหวังว่าพวกเราเข้าใจเรื่องนี้

สังเกตไหมครับว่า พวกเขาได้ทำทุกๆ ศาสนกิจที่พวกเขาสามารถทำได้แล้ว บางทีพวกเขาอาจจะทำการโฆษณาต่างๆ และทุกสิ่งทุกอย่าง “การฟื้นฟูใหญ่ หีบพันธสัญญาจะถูกนำกลับมา พวกเราจะมีการฟื้นฟู พวกเรากำลังจะทำสิ่งนี้”

สังเกตไหมครับว่า ดาวิดได้ส่งพวกนักร้อง เขาได้ส่งคนทั้งหลายไปพร้อมกับพิณ, กับแตร และพวกเขาทำศาสนกิจทุกอย่างที่พวกเขารู้ว่าจะทำอย่างไร และพระเจ้าก็ยังคงทรงมิได้อยู่ในงานนั้น เห็นไหมครับว่ามันเป็นบางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใช่ไหมครับ?   

พวกเขานำเหล่านักร้องทั้งหมดไปด้วย พวกเขานำเหล่านักเล่นพิณ นักเป่าแตร เหล่าหญิงชาย ใครก็ตามที่ร้องเพลงได้ พวกเขานำพวกผู้คนเหล่านั้นทั้งหมดเดินทางไปที่นั่น และพวกเขาได้เคลื่อนไปอย่างเชิงศาสนกิจ ผมไม่ต้องการพูดอย่างนี้แต่จำเป็นต้องพูด  ดังนั้นเป็นดั่งเหล่านิกายปัจจุบันนี้  ทั้งเพ็นเทคอสต์และทั้งหมดก็กำลังเคลื่อนไปอย่างเชิงศาสนกิจทุกอย่างในการร้องเพลงและการตะโกน

สังเกตไหมครับว่า ดาวิดได้ตะโกนด้วยสุดกำลังของเขา และเขาได้ร้องเสียงดัง และเขาได้กระโดดโลดเต้น และเขาได้ทำการเคลื่อนไหวเชิงศาสนกิจของทุกศาสนาที่อยู่ที่นั่น และพระเจ้าก็มิได้ประทับอยู่ในที่นั่น และท่าทีของเขา และวัตถุประสงค์ของเขา และทุกสิ่งทุกอย่างนั้นถูกต้อง แต่เขาได้ดำเนินไปในทางที่ผิดกับมัน ดูเถิดครับ เขาได้ทำการเคลื่อนไหวเชิงศาสนกิจทุกประการ ได้ตะโกน, ร้อง, มีเหล่านักร้องพิเศษ, นักโห่ร้องพิเศษ และทุกสิ่งทุกอย่างอื่นๆ พวกเขาได้เต้นรำในฝ่ายวิญญาณ พวกเขาได้ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นศาสนกิจ

มันก็เหมือนกับพวกงานประกาศครูเสดใหญ่ในยุคของพวกเรา พวกเขาต้องการชนะโลกนี้เพื่อพระคริสต์ ไม่มีสิ่งเช่นนั้นหรอกครับ พวกงานฟื้นฟูใหญ่ที่เลื่อนแผ่นดิน พวกสิ่งยิ่งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้น ถ้าหากพวกเขาสามารถตระหนักได้เพียงเท่านั้นว่าวันนั้นได้ผ่านไปแล้ว นางได้สร้างสงคราม แต่กระนั้นพวกเขากำลังสร้างพวกงานประกาศครูเสด,  องค์กรต่างๆ และทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็เหมือนกับที่มันเป็นในยุคของดาวิด มันไม่เกิดผล

พวกเราไปและมีงานฟื้นฟู ... ของพวกเรา เหล่านักประกาศข่าวประเสริฐผู้ยิ่งใหญ่บางคนในปัจจุบันนี้ พวกเขากล่าวว่าพวกเขาทำให้คนสามแสนคนกลับใจในระยะเวลา 6 สัปดาห์ และ 1 ปีผ่านไปหลังจากนั้น พวกเขาไม่สามารถพบคน 30 คนที่ยังอยู่ในความเชื่อ มีบางสิ่งบางอย่างผิด มันคืออะไร มันเหมือนกับที่ดาวิดได้ทำ เหล่าบรรดาศักดิ์อันสูงส่ง, เหล่าบุรุษผู้ยิ่งใหญ่, เหล่านักเทศน์ผู้ยิ่งใหญ่, โรงเรียนใหญ่ๆ ทั้งหลาย, สิทธิอำนาจอันยิ่งใหญ่ แต่กระนั้นพวกเขายังคงปรึกษานิกายเดิมๆ แทนที่การมองตรงไปยังพระวจนะของพระเจ้าและเห็นฤดูกาลใดที่ดำเนินอยู่ คุณไม่สามารถปลูกอาหารบางประเภทได้ตลอดเวลานอกจากเพียงในช่วงเวลาหนึ่งของปี

คราวนี้ให้พวกเราดูว่าเกิดอะไรขึ้นแล้ว แม้ว่าความรู้สึกทางศาสนกิจและเรื่องต่างๆ ของพวกเขาดี, ความตั้งใจของพวกเขาดี, งานประกาศครูเสดของพวกเขาดี, การร้องเพลงของพวกเขาดี, การเต้นรำของพวกเขาดี, การโห่ร้องของพวกเขาดี, ดนตรีของพวกเขาดี, และพวกเขามีหีบพันธสัญญา หีบพันธสัญญาที่ไม่มีพระเจ้ามีอะไรดีเล่า?  มันก็เป็นเพียงแค่กล่องไม้กล่องหนึ่ง, แผ่นหินสองแผ่น นั่นก็เหมือนกับการรับศีลมหาสนิท, การได้รับบัพติศมา การได้รับบัพติศมานั้นดีอย่างไรเล่า ถ้าหากคุณไม่ได้กลับใจเสียก่อน? การรับศีลมหาสนิทดีอย่างไรเล่า? คุณก็กลายเป็นคนหน้าซื่อใจคดถ้าหากคุณไม่ดำเนินชีวิตและเชื่อส่วนที่เหลือของพระวจนะของพระเจ้า รับแค่บางส่วนแต่ไม่รับส่วนที่เหลือ แสดงว่ามีบางสิ่งบางอย่างผิดปกติ

คราวนี้เมื่อทั้งหมดนี้เกิดขึ้น.... ตอนนี้ให้พวกเราเห็นว่าอะไรเกิดขึ้นเมื่อพระเจ้าและยุคสมัยของพระองค์และเวลาของพระองค์ไม่ได้ถูกใคร่ครวญ เพียงแค่เป็นความคิดของมนุษย์

คนหลายคนบอกกับผมว่า “ทำไมท่านไม่มาที่นี่และจัดการประชุม? ดีล่ะครับ พวกเราโทรมาหาท่าน เซ็นนี่ เซ็นนั่นหรืออื่นๆ” เดี๋ยวก่อน! คุณอาจจะต้องการมัน แต่พระเจ้าตรัสว่าอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้? คนหลายคนบอกกับผม.... ผมได้รับเชิญ ผมได้รับการสัมภาษณ์-การสัมภาษณ์ส่วนตัวและอีกหลายอย่าง-ที่รออยู่เป็นปี เดี๋ยวก่อน! ผมจะรู้ได้อย่างไรว่าจะเทศนาอะไรจนกว่าพระเจ้าทรงบอกผมให้เทศนาอะไร เห็นไหมครับ? ต้องรอคอย นั่นคือเหตุผลที่ผมบอกว่า “จงเขียนสิ่งนั้นลงไปและขอให้ผมเห็นสิ่งที่พระเจ้าได้ตรัสไว้” ดูเถิดครับ จงรอคอย “ผู้ที่รอคอยพระเจ้าจะได้รับกำลังใหม่ของพวกเขา” ใช่ไหมครับ? 

สังเกตไหมครับว่า พวกเขาได้ปรึกษาเหล่าปุโรหิตของยุคสมัยนั้นเพียงเท่านั้น-เหล่านักศาสนศาสตร์, นิกายต่างๆ และสังเกตไหมครับว่า โดยการปรึกษา-เหล่าปุโรหิตและการปรึกษาที่ประชุม, การปรึกษาคนทั้งหลายนี้-พวกเขาทำผิดแล้ว

สังเกตไหมครับว่า หีบพันธสัญญาเป็นพระวจนะ พวกเรารู้ว่านั่นใช่ เพราะหีบพันธสัญญาคือพระคริสต์ และพระคริสต์ทรงเป็นพระวจนะ ดูเถิดครับ หีบพันธสัญญาหรือพระวจนะไม่ได้ถูกวางในการแต่งตั้งครั้งแรก ... ตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งในตอนเริ่มแรก โอ้ อย่าพลาดที่จะเข้าใจในเรื่องนี้ คริสตจักร! ทุกสิ่งทุกอย่างสมบูรณ์ ทุกสิ่งทุกอย่างดูดีเหมือนกับงานฟื้นฟูใหญ่งานหนึ่งที่กำลังมา แต่เพราะว่าพวกเขาได้พลาดไปที่จะปรึกษาบุคคลที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องนี้.... พวกเขาได้ปรึกษาปุโรหิต, ได้ปรึกษาบรรดาศักดินา, ได้ปรึกษาเหล่านักศาสนศาสตร์, ได้ปรึกษาเหล่านักร้อง และทุกสิ่งทุกอย่างด้วยกันในการตกลงเดียวกัน และองค์กรใหญ่ของกองทัพ และรวมทั้งเหล่ากองกำลังแห่งชาติ ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในความกลมกลืนกันเพื่อการประชุมใหญ่ แต่พวกเขาได้พลาดไปที่จะปรึกษาพระเจ้า ดังนั้นจึงมีอาหับ แล้วก็มีคนอื่นๆ ช่างเป็นช่วงเวลาหนึ่ง!

ทีนี้อย่าพลาดเรื่องนี้ครับ พวกเขาได้พลาดไปที่จะได้รับมัน เพราะพวกเขาไม่ได้ปรึกษา และโดยการกระทำอย่างนั้น (จับตาดูเถิดครับ) โดยการไปหาปุโรหิต, โดยการไปหาเหล่านักศาสนศาสตร์ และโดยการไปหาเหล่ากองกำลังทหาร และไม่แม้แต่กระทั่งพิจารณานาธานาเอล – ผู้ส่งสาส์นที่พระเจ้าทรงใช้มาในเวลานั้น พวกเขาได้ทำผิด พวกเขาได้ไปนำหีบพันธสัญญาขึ้นมา และวางมันบนรถเข็นใหม่ วางมันบนรถเข็นใหม่ (หรือนิกายใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น) และไม่ได้ทำตามกฎที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ให้เพื่อบรรจุหีบพันธสัญญา หีบพันธสัญญาควรจะถูกแบกไว้บนไหล่ของบรรดาเลวี แต่ดูเถิดครับท่าน เมื่อคุณได้เริ่มต้นอย่างผิดๆ คุณก็จะทำผิดไปเรื่อยๆ

สมมุติว่าถ้าหากกระสุนลูกหนึ่งจะได้ถูกเล็งไปที่เป้าหมาย และคุณเหนี่ยวไกให้ห่างออกไปจากที่นี่ 1,000 หลา จากจุดที่ 100 หลา คุณเฉไป 4-5 นิ้ว คุณก็เริ่มผิดแล้ว โอ้ พระเจ้าขอทรงช่วยพวกเราให้รู้ว่าสิ่งนี้ได้เริ่มผิดไปแล้ว ที่เขาเรียกกันว่า-บรรดางานประกาศครูเสดใหญ่ในยุคนี้

พระเจ้าทรงมิได้ถูกปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ เหล่าปุโรหิตและเหล่านักศาสนกิจได้ถูกปรึกษา องค์กรต่างๆ ได้ถูกปรึกษา “ดีล่ะ ท่านจะมีเช่นนี้-และ-เช่นนั้น” ไหม? ผมเชื่อว่าถ้าหากพวกเราสามารถนำทุกคนมารวมกัน....” อย่านำทุกคนมารวมกัน ให้เพียงแต่รับพระวจนะของพระเจ้าเกี่ยวกับสิ่งนั้น

จากนั้นพวกเราพบว่า เมื่อพวกเขาทำสิ่งนั้น พวกเขาทำอะไรเล่า? พวกเขากำลังดำเนินตามโปรแกรมทางศาสนาเดิมๆ ของพวกเขาไปเรื่อยๆ โดยอยู่นอกพระวจนะของพระเจ้าและน้ำพระทัยของพระเจ้า สิ่งเหล่านั้นได้ตายไปหลายปีแล้ว สิ่งต่างๆ ของพวกเขาได้แห้งเหือดไปหลายปีมาแล้ว

มันได้แห้งเหือดไปในยุคของพระเยซูเจ้า พวกเขาไม่รู้เลย พระองค์ตรัสว่า “ถ้าหากท่านทั้งหลายรู้จักโมเสส ท่านทั้งหลายก็จะรู้จักเรา เพราะโมเสสได้กล่าวไว้ว่า เราจะมา” 

ทรงกล่าวว่า “บรรพบุรุษของเรารับประทานมานาในถิ่นทุรกันดาร”

ทรงกล่าวว่า “พวกเขาทั้งหมดตาย ตาบอด” พระองค์ทรงเรียกพวกเขาว่าพวกฟาริสี พวกผู้นำทางศาสนา “เว้นแต่ท่านเชื่อว่าเราเป็นผู้นั้น ท่านจะตายในบาปทั้งหลายของท่าน” แต่พวกเขาไม่ได้กระทำอย่างนั้น พวกเขายึดติดอยู่ในวิธีการของพวกเขา พวกเขาต้องทำในวิธีการของพวกเขาเท่านั้น

นั่นเป็นวิธีการที่ดาวิดได้ทำ เขาได้ทำในวิธีการของเขา ดังนั้นเขาจึงเพียงกล่าวว่า ”ท่านรู้ไหมว่าเราจะทำอะไร? เราจะเคลื่อน” เขามีการเปิดเผยสำแดง “เราจะเคลื่อนเดี๋ยวนี้ ดังนั้นเราจะทำวิธีใหม่ ยุคแห่งการอัศจรรย์ได้ผ่านพ้นไปแล้ว ดังนั้นเราจะสร้างองค์กรใหม่ของเรา เราจะสร้างรถเข็นใหม่ การแสดงสิ่งใหม่ที่ได้เริ่มขึ้นแล้ว” ช่างเป็นการเผยพระวจนะเทียมเท็จอะไรเช่นนี้ คุณต้องกลับไปสู่วิธีที่พระเจ้าตรัสและให้ทำสิ่งนั้น

พวกเขาวางหีบพันธสัญญาลงบนไหล่ของบรรดาเลวี และนั่นอยู่เหนือหัวใจ หีบพันธสัญญา, พระวจนะ ไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในนิกายใหม่ ในทฤษฎีของคนบางคน แต่ถูกบรรจุไว้ในใจ พระวจนะของพระเจ้าไม่ได้ถูกรับโดยเหล่านิกายต่างๆ มันถูกรับด้วยใจของมนุษย์ที่ซึ่งพระเจ้าทรงสามารถเสด็จมาในที่แห่งนั้นและทรงเปิดเผยสำแดงพระองค์เอง และพระองค์ทรงเปิดเผยสำแดงสิ่งนั้นตามพระวจนะของพระองค์ นั่นคือพระเจ้า ถ้าหากมันไม่ใช่ มันไม่ใช่ และจากนั้นคือ พระวจนะแห่งฤดูกาลนั้น 

แน่นอนครับว่า ฟาริสีอาจจะกล่าวว่า “ใครบอกพวกเราว่าพวกเราทำอย่างนี้และทำอย่างนั้นไม่ได้? โมเสสให้คำสั่งเหล่านี้แก่พวกเรา” แต่โมเสสก็ได้กล่าวไว้ด้วย

ซาตานบอกว่า ”เพราะมันได้ถูกเขียนไว้แล้ว เขาจะให้....ของเขา”

พระเยซูตรัสว่า “และมันได้ถูกเขียนไว้ด้วย”

ฤดูกาลนี้, เวลานี้ “ถ้าหากท่านรู้จักโมเสส.... ท่านมีผู้ที่จะกล่าวโทษท่าน โมเสส ถ้าหากท่านรู้จักโมเสส ท่านก็จะรู้จักเรา”  พระองค์ตรัสว่า “เพราะโมเสสเขียนถึงเราไว้ว่า “พระเจ้าของท่านทั้งหลายจะยกผู้เผยพระวจนะท่านหนึ่งขึ้นมาท่ามกลางพี่น้องของท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงฟังเขา”” ถ้าหากพวกเขารู้จักโมเสส พวกเขาก็รู้จักพระองค์ 

ตอนนี้ตั้งใจฟังใกล้ๆ อย่าพลาดสิ่งนี้ตอนนี้ เห็นไหมครับ สิ่งแรกเมื่อพวกเขาได้ปรึกษาปุโรหิต, ได้ปรึกษาเหล่าบรรดาศักดินา, ได้ปรึกษากองทัพ, ได้ปรึกษาที่ประชุม, เพื่อนบ้าน เพื่อจะรวมตัวกันเพื่องานประชุมใหญ่ที่จะมาถึง พวกเขาได้พลาดที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องไปแล้ว พวกเขาไม่ได้ปรึกษาพระเจ้า และโดยการกระทำอย่างนั้นจึง-ไม่ได้หันกลับไปและเห็นว่ามันเป็นเวลาใด....

โอ้ บราเดอร์ ฟังครับ พวกเรากำลังอยู่ในเวลาใด? ยุคใด? เวลาใดที่พวกเราอยู่? มันไม่ใช่เวลาสำหรับสิ่งเหล่านี้ที่พวกเขากำลังพูดถึง นั่นผ่านพ้นไปแล้ว การพิพากษาอยู่ใกล้แค่เอื้อม คุณสามารถเห็นสิ่งที่กำลังแตกสลาย คุณจำเรื่องศิลาบนภูเขานั้นได้ไหม? เวลาแห่งการพิพากษา คุณจำการเปิดเผยสำแดงหรือนิมิตเรื่องเจ้าสาวของพระคริสต์ได้ไหม? ให้เก็บรักษาเธอไว้ให้อยู่ในย่างก้าว อย่าปล่อยให้เธอออกไปนอกทาง

สังเกตไหมครับว่า บนบ่าของเหล่าปุโรหิต....

และดาวิดและพวกปุโรหิตทุกคนนั้นน่าจะรู้ดีกว่า แต่มันคืออะไรเล่า? เหล่าปุโรหิตควรจะรู้ดีกว่า พวกนักเขียน, พวกนักศาสนศาสตร์ควรจะรู้ดีกว่า เพราะพระวจนะได้กล่าวไว้ว่าไม่ให้ทำอย่างนั้น

และวันนี้เมื่อพวกเขาอยากจะบอกว่า “โอ้ พระเยซูคริสต์ไม่ทรงเป็นเหมือนเดิมเมื่อวานนี้, วันนี้ และสืบไปเป็นนิตย์  นั่นเป็นเรื่องของกระแสจิต นั่นคืออย่างนี้, อย่างนั้น หรืออื่นๆ” พวกเขาพลาดที่จะเห็นพระวจนะที่ได้รับการสัญญาไว้ “โอ้ นั่นเป็นวันหนึ่งที่ได้ผ่านพ้นไปแล้ว”

ดาวิดกล่าวว่า “โอ้ ดีล่ะ เดี๋ยวก่อน บนบ่าของพวกปุโรหิต นั่นย้อนกลับไปเมื่อโมเสสออกมา แน่นอน พวกเราจะวางหีบพันธสัญญาบนรถเข็นใหม่วันนี้ ข้าพเจ้าได้รับการเปิดเผยสำแดงถึงเรื่องนี้”

ปุโรหิตกล่าวว่า “อาเมน ดาวิด” ดูเถิดครับ

ได้รับอิทธิพลจากสภาสังคายนาสากลใหม่ของพวกเขาว่า พวกเขาควรจะรวมตัวเข้าด้วยกันและทำแบบนี้และแบบนั้น นั่นคือสิ่งที่พวกปุโรหิตสะดุดอยู่ พวกเขาไม่เคยปรึกษาบุคคลที่ถูกต้อง พวกเขาไม่ได้ทำมันให้ถูกต้อง ดังนั้นพวกเขาจึงตกอยู่ในปัญหา ใช่แล้วครับ

ผมเกรงว่าหลายสิ่งหลายอย่างในปัจจุบันนี้.... เมื่ออาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่ง คนใหญ่คนโตที่สุดของเพ็นเทคอสต์ที่ได้ยืนต่อหน้ากลุ่มทางศาสนาในคืนก่อนในกรุงชิคาโก.... ผมได้คาดว่าจะไปประชุมที่นั่นด้วยกับพวกนักธุรกิจ แต่ผมคิดว่าผมอาจจะอยู่ในแอฟริกาในเวลานั้น แต่ผมได้กลับมาวันก่อนหน้าที่จะเริ่มการประชุม และพวกเขาได้เลือกบุคคลที่มีปัญญามากคนหนี่งของเพ็นเทคอสต์ และเขาได้ยืนขึ้นและกล่าวแก่พวกเขาว่า การเคลื่อนไหวของการสังคายนาสากลนี้เป็นสิ่งที่มาจากพระเจ้า และกล่าวว่าพวกเขาทั้งหมดกำลังกลับมา แม้แต่คริสตจักรคาทอลิกจะกลับมาในสภาพเริ่มแรกของเขา ทุกคนพูดภาษาแปลกๆ เพื่อเป็นการยืนยันและอื่นๆ และพวกเขาไม่รู้ว่านั่นเป็นหลุมพรางของวิญญาณชั่ว!

และชายผู้หนึ่งที่ผมไม่รู้จัก.... บางครั้งคุณปลูกเมล็ดพืช คุณไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่ประธานของสมาคมนักธุรกิจพระกิตติคุณสมบูรณ์ (ฟูลก็อดสเปล) ทันทีทันใดที่นักพูดผู้ยิ่งใหญ่ได้นั่งลง เขากล่าวว่า “ผมนอบน้อมเกินไปที่จะพูดสิ่งต่างๆ ที่คัดค้านพวกวิทยากรของพวกเรา แต่นั่นไม่ใช่แบบที่ บราเดอร์บรานฮามได้กล่าวไว้ว่ามันจะเกิดขึ้น นอกจากนั้นเขาได้กล่าวไว้ว่านั่นจะนำไปสู่สัญลักษณ์ของสัตว์ร้าย“  

เขาบอกว่า “นอกจากนั้นบราเดอร์บรานฮามไม่รู้ว่าเขากำลังพูดเกี่ยวกับสิ่งใด”

บอกว่า “พวกเราเป็น .... เชื่อเขาทำ”

และในกรุงชิคาโกพวกเขากล่าวว่า ”มีกี่คนที่นี่ที่อยากจะให้ผมขึ้นมาและให้เรื่องของผมถึงเรื่องนั้น?“ พวกเขาเริ่มร้องเสียงดังและตะโกน เห็นไหมครับว่าคุณกำลังปลูกเมล็ดพืช คุณไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ให้หว่านเมล็ดพืชไปเรื่อยๆ เมื่อเวลานั้นมาถึงบางคนของพวกเขา...

เหมือนอย่างโธมัส เขาเกือบจะเป็นคนสุดท้ายที่ได้เห็นพระเจ้า แต่เขาต้องเห็นพระองค์เพื่อจะเชื่อพระองค์ ดูเถิดครับ เมื่อพวกเขาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น.... โอ้ โธมัสเข้ามา แต่เขาได้ล่าช้าไปบ้าง

ตอนนี้เมื่อพวกเขาเห็นสิ่งเหล่านี้ที่ถูกทำนายไว้และกล่าวว่า “พระเจ้าตรัสดังนี้” เกิดขึ้น จากนั้นพวกเขาพูดว่า “ขอน้ำมันของพวกท่านให้พวกเราบ้าง” ดูเถิดครับ

นอกจากนั้นคราวนี้สังเกตไหมครับว่า อิทธิพล.... บางครั้งบรรดาผู้ยิ่งใหญ่มารวมกัน คุณได้ยินพวกเขาพูดเรื่องใหญ่โตเรื่องนั้น-และ-เรื่องนี้ และเรื่องใหญ่โตเรื่องนั้น-และ-เรื่องนี้ .... ยิ่งใหญ่ของพวกเรา จงอย่าทำอย่างนั้น ไม่มีใครใหญ่โตท่ามกลางพวกเรา มีผู้เดียวที่ยิ่งใหญ่ นั่นคือพระเจ้า พวกเราเป็นพวกพี่น้องชายและหญิง ผมไม่สนใจหรอกครับว่าคุณเป็นศิษยาภิบาลของคริสตจักรที่มีสมาชิก 5 คน นั่นไม่ได้ทำให้คุณเล็ก แต่นั่นทำให้คุณเป็นพี่น้องชายคนหนึ่ง (ดูเถิดครับ) ถ้าคุณจริงใจต่อพระวจนะของพระเจ้า ผมไม่สนสิ่งใด ....อย่างไร คุณไม่ได้เล็กลง พระเจ้ามิได้ทรงมีพวกบุตรเล็กๆ และพวกบุตรใหญ่ๆ พระองค์ทรงมีเพียงบุตรทั้งหลายที่เหมือนกัน

สังเกตไหมครับว่า พระเจ้าพระองค์เองได้เสด็จมาจากพระราชวังงาช้างที่เต็มไปด้วยพระสิริเพื่อทรงกลายมาเป็นคนหนึ่งของพวกเรา ทีนี้ ใครเล่าครับที่เป็นผู้ยิ่งใหญ่? ได้นำ.... มิได้เสด็จลงมาที่นี่ในสภาพของปุโรหิต แต่ได้เสด็จลงมาในสภาพผู้รับใช้และได้ทรงล้างภาชนะดินจริงๆ ที่พระองค์ได้ทรงสร้าง เท้าของเหล่าอัครสาวกของพระองค์ใน....  ตอนนี้ใครยิ่งใหญ่?

แต่คนเหล่านี้ที่ได้รับอิทธิพล พวกเขาไม่เข้าใจ พวกเขาคิดว่าบางสิ่งบางอย่างใหม่กำลังจะเกิดขึ้น (ไม่ใช่) บางสิ่งบางอย่างที่พระเจ้ามิได้ตรัสไว้กำลังจะเกิดขึ้น พวกเขาได้ไปในทางที่ผิด นั่นคือความกระตือรือร้นทั้งหมดที่เป็นเมื่อ.... เริ่มเกิดขึ้นนานมาแล้ว แต่ละนิกายต้องมีผู้รักษาโรคที่อัศจรรย์ แต่ละนิกายต้องมีสิ่งนี้, สิ่งนั้น หรือสิ่งอื่นๆ แต่ละนิกายต้องมีดาวิดน้อย ดูเถิดครับ แต่ละนิกายต้องมีสิ่งนี้, สิ่งนั้น หรือสิ่งอื่นๆ เห็นไหมครับว่าเกิดอะไรขึ้นแล้ว? มันเกิดสิ่งที่เหมือนกันที่เคยได้กระทำแล้วที่นี่ สิ่งเดียวกัน อิทธิพล....

พระวจนะสำหรับฤดูกาลนี้-เวลาที่พวกเขากำลังดำเนินชีวิตอยู่-ถูกละเลยไป

สังเกตไหมครับว่า บ่าของพวกเลวีเป็นวิธีแรกเริ่มที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้เพื่อกระทำสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ วางหีบพันธสัญญาบนบ่าของพวกคนเลวี สิ่งใดก็ตามที่นอกเหนือจากนั้นก็ขัดแย้ง พระเจ้าตรัสอะไรไว้ พระองค์ก็ทรงหมายถึงอย่างนั้น พระเจ้าทรงมิอาจเปลี่ยนแปลงได้ นั่นเป็นเหตุผล จงอยู่กับพระวจนะของพระองค์

ผมมีพระธรรม 1 พงศาวดาร 15:15 ถ้าคุณอยากจะจดข้อนั้นลงไป

สังเกตครับ ตอนนี้สังเกตไหมครับว่า ที่นั่นในการติดตามพระเจ้า.... ตอนนี้ผมอยากจะให้คุณจดสิ่งนี้ไว้ในใจของคุณ การรักษาพระบัญญัติของพระเจ้า, การกระทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ถูกต้องเพื่อพระเจ้า,  การปรนนิบัติอย่างถูกต้อง มีสิ่งที่ต้องกระทำ 5 ประการ เพื่อการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าอย่างถูกต้อง

ทีนี้ดาวิดกำลังปรนนิบัติพระเจ้า เขากำลังทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เขารู้ว่าจะทำ เว้นแต่ละเลยพระเจ้า ดูเถิดครับ เขากำลังทำบางสิ่งบางอย่างที่ถูกต้อง, บางสิ่งบางอย่างที่ดีต่อประชาชน, บางสิ่งบางอย่างที่ดีต่อคริสตจักร

แต่มี 5 ประการที่สำคัญ ผมอยากจะให้คุณจำสิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าผู้ปรนนิบัติจะจริงใจในการกระทำแค่ไหน-การปรนนิบัติพระเจ้า- 5 ประการนี้ต้องมีไว้เสมอ

ประการแรก มันต้องเป็นเวลาของพระองค์ที่จะกระทำ

เกิดอะไรขึ้นเล่าถ้าหากโมเสสมาถึงแล้วหล่าวว่า ”เราจะสร้างเรือลำหนึ่งและล่องไปบนแม่น้ำไนล์เหมือนที่โนอาห์ได้ทำแล้ว”? ยุคของโนอาห์นั้นใช่สำหรับการสร้างเรือ แต่ไม่ใช่ยุคของเขา

เกิดอะไรขึ้นเล่าถ้าหากพระเยซูเสด็จมาแล้วตรัสว่า ”เราจะบอกท่านทั้งหลายพวกเราจะทำอะไร พวกเราจะขึ้นไปบนภูเขาเหมือนที่โมเสสได้ทำและรับพระราชบัญญัติใหม่”? เห็นไหมครับ โอ้ โอ้ พระองค์ทรงเป็นพระราชบัญญัตินั้น ดูเถิดครับ คุณต้องอยู่ในเวลาของพระองค์ มันต้องเป็นฤดูกาลของพระองค์ ตอนนี้คุณเข้าใจเรื่องนั้นไหมครับ?

ต้องเป็นในเวลาของพระองค์  มันต้องเป็นในฤดูกาลของพระองค์ เวลาและฤดูกาล

และมันต้องสอดคล้องตามพระวจนะของพระองค์ที่ตรัสไว้แล้ว

ผมไม่สนใจครับว่า คุณพูดว่าควรจะเป็นอย่างนี้ หรือควรจะเป็นอย่างนั้น มันต้องเป็นไปตามพระวจนะของพระองค์ ตามเวลาของพระองค์และฤดูกาลของพระองค์ และมันต้องถูกมอบให้แก่บุคคลที่พระองค์ได้ทรงเลือกไว้เพื่อจะทำมัน

ผมไม่สนใจครับว่า มีบรรดาศักดิ์สูงแค่ไหน.... มีกษัตริย์ดาวิดผู้ทรงยิ่งใหญ่เหมือนกับพวกเขา พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์เหนือชนชาตินั้น แต่กระนั้นพระองค์ทรงมีวิธีปฏิบัติหนึ่ง พระองค์ได้ทรงบอกพวกเขาว่าพระองค์จะทรงกระทำมันอย่างไร แต่พวกเขาได้พลาดไปที่จะทำมัน

มันต้องสอดคล้องกับพระวจนะของพระองค์, สอดคล้องกับเวลาของพระองค์, สอดคล้องกับรายการของพระองค์

และมันต้องถูกกระทำโดยบุคคลที่พระองค์ทรงเลือกไว้ให้กระทำ

โมเสสได้พยายามวิ่งหนีจากมัน “ให้คนอื่นไปทำแทน!” แต่กระนั้นพระเจ้าทรงเลือกโมเสสให้กระทำ พวกเขาหลายคน.... อ. เปาโลได้พยายามที่จะเลี่ยง คนอื่นๆ อีกหลายคน แต่มันต้องเป็นบุคคลที่พระองค์ทรงเลือกไว้ให้กระทำ และพระวจนะของพระเจ้าต้องมายังบรรดาผู้เผยพระวจนะของพระองค์ก่อน (อาโมส 3:7) “พระเจ้าจะมิได้ทรงกระทำอะไรเลย โดยมิได้เปิดเผยความลึกลับให้แก่ผู้รับใช้ของพระองค์ผู้เผยพระวจนะของพระองค์ก่อน” ประการที่ 4

และผู้เผยพระวจนะต้องได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้องโดยพระวจนะของพระเจ้า

คุณต้องมี 5 ประการ มันต้องเป็นวิธีการนั้น: เวลาของพระองค์, ฤดูกาลของพระองค์ (เมื่อพระองค์ตรัสแล้ว มันจะเกิดขึ้น), และบุคคลนั้นที่พระองค์ทรงเลือกไว้, และมันต้องมายังผู้เผยพระวจนะคนนั้น, และผู้เผยพระวจนะคนนั้นจะต้องได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นผู้เผยพระวจนะที่ถูกต้อง พวกเราพบว่ามีพวกเขาหลายคนในพระคัมภีร์ไบเบิลมาเผยพระวจนะและไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าจริง ผู้เผยพระวจนะของพวกเราคือ พระเยซูคริสต์

ดังนั้นคราวนี้สังเกตไหมครับ เห็นไหมครับว่า พระเจ้ามิได้ทรงเปิดเผยสำแดงสิ่งนี้แก่พวกเขาโดยวิธีการกระทำมันที่จัดเตรียมไว้ของพระองค์ พวกเขายอมรับวิธีการของดาวิด พวกเขายอมรับวิธีการของพวกปุโรหิต  พวกเขายอมรับวิธีการของพวกนักเขียน, พวกนักศาสนศาสตร์ แต่ไม่ใช่วิธีการของพระเจ้า นาธานาเอล ... เขาเป็นผู้เผยพระวจนะในยุคนั้น ต่อมานาธานาเอลบอกพวกเขาให้กระทำมันอย่างไร  แต่เห็นไหมครับว่า พวกเขาได้กระทำมันไปโดยมิได้ปรึกษานาธานาเอล ไม่มีสักคำหนึ่งที่กล่าวว่า นาธานาเอลได้ให้คำปรึกษา ทั้งหมดของอิทธิพล สิ่งยิ่งใหญ่จะเกิดขึ้นต่อไป.... และผมคิดถึงเพลงนี้:

โปรด . . . ทรง. . . ช่วยข้าฯ ผู้มีใจที่ร้อนรนด้วยเถิด พระเจ้าข้า

ขอทรงให้ข้าฯ ถ่อมใจที่หยิ่งผยองของข้าฯ ลง (เพื่อจะไปกับพวกเขาที่เหลืออยู่)

เพียงร้องเรียกพระนามของพระองค์

ขอทรงสอนข้าฯ ให้อย่ายืนบนสิ่งที่ผู้อื่นกระทำ

ให้รอคอยคำตอบของพระองค์ในการอธิษฐาน

นั่นคือหนทางนั้นที่มันเป็น ขอทรงให้ข้าฯ ได้เห็นสิ่งนั้นเกิดขึ้นในทางที่ถูกต้อง ดังนั้นข้าฯ เชื่อ

คราวนี้พระเจ้าได้ทรงเปิดเผยสำแดงสิ่งนี้แก่พวกเขาทางดาวิด และทางเหล่าพันธกร และทางประชาชนของพระองค์ และทางเหล่าแม่ทัพกองพัน และเหล่าแม่ทัพกองร้อย แต่มิได้โดยทางนาธานาเอลผู้ที่กล่าวว่า “พระเจ้าตรัสดังนี้” และพระเจ้าตรัสว่าพระองค์จะมิได้ทรงกระทำอะไรเลยโดยมิได้ทรงสำแดงให้แก่ผู้เผยพระวจนะคนนั้นของยุคนั้นก่อนว่าจะกระทำสิ่งใด เห็นไหมครับว่าพวกเขาได้ทำอะไรไปเล่า? พวกเขาได้ออกไปจากพระวจนะของพระเจ้าทันที ได้ออกไปและวางหีบพันธสัญญาลงบนรถเข็นใหม่ ดูเถิดครับ ดังนั้นพวกเขาได้ไปกระทำมันโดยแยกจากพระราชบัญญัติของพระเจ้าในวิธีการที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ และนั่นคือสิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้วในทุกวันนี้ เพื่อนทั้งหลาย นั่นคือเหตุผลที่พวกเรามีงานประกาศครูเสดใหญ่ๆ หลายงานและอื่นๆ อีกมากมายที่ไม่เกิดผล ความไม่สัตย์ซื่อมากขึ้น, บาปมากขึ้น, .... มากขึ้น ผมบอกคุณครับ ชนชาตินี้ได้สิ้นสุดแล้ว ไม่ใช่เพียงแค่ชนชาตินี้เท่านั้น แต่ชนชาติอื่นๆ ด้วย ชนชาตินี้เหมือนอังกฤษในยุคหนึ่งที่ได้เป็นโสเภณีของชนชาติที่เหลือทั้งหมด

หนทางที่ลงไปในประเทศโมซัมบิก 480 ไมล์จากอารยธรรม ในป่า เด็กๆ พวกนิกายฟังเพลงเอลวิส เพรสลีย์ โยกศีรษะของพวกเขาขึ้นและลงอย่างนั้นทั้งคืนกับหูฟังอันเล็กๆ ที่จะดึงผู้คนให้แห่มายังเมืองโรดีเซียเพื่อมาดูเอลวิส เพรสลีย์ และพวกเขายังบอกว่า “เขาเป็นคนเคร่งศาสนามาก และ แพ็ท บูน และพวกเขา” เพราะมันคือยูดาสของเวลานี้ และพวกเขาไม่รู้เรื่องนั้น มันเป็นส่วนที่เลวร้าย พวกเขาเชื่อว่าพวกเขาถูก พระเยซูมิได้ทรงบอกยุคคริสตจักรเลาดิเซียนี้หรือว่า “เจ้าเปลือย, น่าสมเพช, หมดหวังเหมือนศพ, ตาบอดและยังไม่รู้ตัว”? ไม่รู้เรื่องนั้น!

ดีล่ะครับ เด็กๆ เพ็นเทคอสต์ลงไปในแอฟริกาและรอบๆ บอกว่า “เอลวิส เพรสลีย์ ร้องเพลงเพราะที่สุดเท่าที่พวกคุณเคยฟังมา” ไม่ต้องสงสัย แต่กระนั้นดาวิดก็ร้องเพลงเพราะด้วย ไม่ต้องสงสัยว่าพวกนักร้องก็ร้องเพราะด้วย แต่มันทำให้ความตายมาโจมตีค่ายที่พัก เห็นไหมครับว่าพวกเราอยู่ที่ไหนกันในวันนี้ เพื่อนๆ เอ๋ย?

บ่าของพวกเลวีเป็นวิธีการแรกเริ่มของพระเจ้าเพื่อขนหีบพันธสัญญา และพวกเขานำมันไปวางในรถเข็นใหม่ ตอนนี้มันจะไม่เกิดผล พวกเขาไม่ได้ปรึกษาอย่างถูกวิธี ดูเถิดครับ ดังนั้นพวกเขาก็เข้าใจผิดๆ ... และจึงไปกระทำมันในวิธีการผิดๆ และนั่นคือสิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบันนี้

เมื่อคนทั้งหลาย ไม่ว่าจะจริงใจเพียงไร พยายามรับใช้พระองค์นอกหนทางที่พระองค์ได้ทรงจัดเตรียมไว้ในการเปิดเผยสำแดง พวกเขาก็มักจะทำให้มันยุ่งเหยิงเสมอ พระเจ้าทรงกำหนดมันไว้ในวิธีการของพระองค์ มนุษย์เอ๋ย ไม่ว่าคุณจริงใจเพียงไรที่จะกระทำมันนอกหนทางของสิ่งนั้น คุณจะทำให้มันยุ่งเหยิง

บางสิ่งบางอย่างเหมือนกับบาลาอัมในยุคของบาลาอัม  พระเจ้าทรงบอกบาลาอัม ผู้เผยพระวจนะผู้นั้น.... เขาเป็นผู้เผยพระวจนะคนหนึ่ง ผู้เผยพระวจนะบาลาอัม เขาเป็นผู้เผยพระวจนะ และพระวจนะของพระเจ้ามาถึงเขาอย่างเฉพาะเจาะจง กล่าวว่า ”จงอย่าลงไปที่นั่น ผู้นั้นเป็นผู้ที่เราเลือกไว้ ผู้นั้นเป็นคนที่ถูกเลือไว้ของเรา”

และบาลาอัมก็ปรึกษากับบรรดาศักดินา, เหล่ากองทัพทหาร, พวกนักเทศน์, ผู้ทรงอิทธิพล และกล่าวว่า ”ดีล่ะ ข้าพเจ้าบอกท่านว่า กษัตริย์จะทรง...” เห็นไหมครับว่าเป็นรูปแบบเดียวกับดาวิดจริงๆ   รูปแบบเดียวกับปัจจุบันนี้ เพียงนำทุกสิ่งทุกอย่างมาไว้ในรูปแบบหนึ่ง และพวกคุณจะเห็นมัน พวกคุณเห็นมันให้กล่าวว่า “อาเมน!” ดูเถิดครับ เห็นไหมครับ? ช่างเหมือนกับที่มันเป็นตอนนี้จริงๆ

แต่พวกนักสอนศาสนาได้กล่าวไว้, พวกปุโรหิตได้กล่าวไว้, พวกนักเขียนได้กล่าวไว้, พวกนักศาสนศาสตร์ได้กล่าวไว้ว่า “นี่เป็นวิธีการที่มันจะถูกกระทำให้สำเร็จได้” แต่มันไม่ใช่ครับ! และมันก็ได้รับการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันไม่ใช่

และพระเจ้าทรงบอกบาลาอัมว่า-เขาเป็นผู้เผยพระวจนะเป็นอย่างแรก-พระองค์ได้ทรงบอกเขาว่า “จงอย่าลงไป!”

แต่อิทธิพลของคนอื่นๆ เหล่านี้ทำให้เขาทำมันในทางตรงกันข้ามกับสิ่งที่พระเจ้าตรัสไว้ให้ทำมัน และมันกลายเป็นคำแช่งสาปแทนที่จะเป็นการฟื้นฟู โอ้ แน่นอนครับว่า บาลาอัมได้ลงไปที่นั่นและได้บอกคนทั้งหลายว่า “เดี๋ยว รอก่อน! ท่านรู้อะไรไหม?” บอกว่า “พวกเราเป็นชาวโมอับ ท่านจำได้ไหม ลูกสาวของโลทเป็นราชินีของพวกเรา นางเป็นต้นกำเนิดของพวกเรา พวกเราทุกคนเป็นสายเลือดเดียวกัน พวกเราทุกคน.... นิกายต่างๆ ทั้งหมดของพวกเราเหมือนกันหมด“ คุณจงอย่าไปผสมกับสิ่งนั้น จงอยู่ห่างจากที่นั่น ดูเถิดครับ แล้วเขากล่าวว่า “พวกเราทุกคนเหมือนกัน เพราะประชาชนของท่านเหมือนประชาชนของเรา พวกเราสามารถแต่งงานกันได้ ดังนั้นพวกเราจึงสามารถมีสภาสังคายนาสากลแท้ได้ ดูเถิดครับ พวกเราทั้งหมดสามารถรวมตัวกันและกลับมายังสิ่งที่เป็นต้นฉบับอีกครั้งหนึ่งได้ พระเจ้าได้ทรงสาปแช่งสิ่งนั้น บาปนั้นอิสราเอลจึงไม่เคยได้รับการยกโทษให้อภัย มันได้ตกอยู่กับพวกเขาพวกคนที่เหลืออยู่ของพวกเขา มันไม่เคยได้รับการยกโทษให้อภัย พวกเขาได้พินาศไปในถิ่นทุรกันดารกับมัน (นั่นใช่แล้วครับ!) เพราะว่าพวกเขาไม่กระทำตามวิธีการที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้ด้วยวิธีการของการกระทำที่ถูกพิสูจน์แล้วว่าจริงของพระองค์

สังเกตไหมครับว่า สิ่งนี้ที่พวกเขาได้ทำไปนั้นทำให้ชนอิสราเอลตายในความตายในถิ่นทุรกันดาร และพระเยซูตรัสว่า “พวกเขาคือทุกคนที่ได้พินาศและตายไป” จับตาดูครับว่าใครที่ยืนอยู่กับโมเสสที่นั้น- โยชูวาและคาเลบ-ในรายการนั้น

สังเกตอีกครั้งหนึ่งไหมครับว่า ที่นี่ดาวิด เขาได้ทำสิ่งใด และเขาได้ทำตอนไหน? มันได้ทำให้ความตายเกิดขึ้นกับผู้ที่จริงใจ และผมคาดว่าพวกเราก็ยังเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ผมอยากจะให้คุณได้ยินทั่วพื้นที่ สิ่งนี้ที่ดาวิดได้ทำไปโดยปราศจากการปรึกษานาธานาเอลและการรับพระวจนะของพระเจ้าสำหรับสิ่งนั้น มันทำให้ความตายเกิดขึ้นกับคนทั้งหลายที่จริงใจ ใช่ครับ ที่นั่นเขายื่นมือของเขาออกไปข้างหน้าพร้อมกับมีหีบพันธสัญญาอยู่ มันออกมาจากบ้านของเขา และวัวตัวนั้นก็สะดุด และหีบพันธสัญญาก็ร่วงหล่น

พวกเขาได้ทำสิ่งหนึ่งผิดไป ... สองสิ่งผิดไป ประการแรกพวกเขาไม่เคยได้ปรึกษานาธานาเอล ประการต่อมาที่พวกเขาได้ทำคือ พวกเขาได้ลงไปที่นั่นโดยมิได้ปรึกษาพระวจนะของพระเจ้าซึ่งซามูเอลเป็นพระวจนะในยุคนั้น และพวกเขามิได้เคยปรึกษาพระวจนะของพระเจ้าจากนั้นเมื่อพวกเขาได้ทำไปแล้ว พวกเขาได้ทำให้ขัดแย้งกับพระวจนะของพระเจ้า และที่นี่มีคนดีผู้ชายคนหนึ่งที่ได้เป็นผู้อารักขา-เขาเป็นบาทหลวงผู้หนึ่ง-คิดว่า “ดีล่ะ ที่นี่ ข้าพเจ้าไม่ต้องการให้พระเจ้าเสียพระทัย” ดังนั้นเขาจึงวางมือของเขาบนหีบพันธสัญญา โดยที่เขาไม่ใช่คนเลวี และเขาจึงตาย-สามประการ

คราวนี้จงคิดให้หนักและจับตาดูว่าสิ่งใดที่นิกายต่างๆ ได้ทำไปแล้วในปัจจุบันนี้ ดูเถิดครับ พวกเขาได้ปฏิเสธมัน ได้เรียกมันว่า คำสอนเทียมเท็จ ดูเถิดครับ พวกเขาอยู่ที่ไหน พวกเขาจะมีสภาสังคายนาสากลของพวกเขาที่ใช่ ได้เรียกมันว่ากระแสจิต เมื่อพระเจ้าพระองค์เองทรงพิสูจน์อย่างถูกต้องให้เห็นว่ามันเป็นความจริงและด้วยการพิสูจน์ว่ามันเป็นความจริงว่า “โอ้ พวกเขาเป็นแค่ชนกลุ่มน้อยที่มีปัญญาแค่หางอึ่งที่นั่น” พวกเขาบอกว่า ”ไม่รู้สิ่งที่พวกเขาพูดอยู่เกี่ยวกับอะไร” ใช่แล้วครับ พวกเราอย่า แต่ให้พูดพระวจนะของพระองค์ จากนั้นพระเจ้าทรงรู้ว่าพระองค์กำลังตรัสเกี่ยวกับอะไร ดูเถิดครับ ผมอธิบายมันไม่ได้- ไม่มีใครอื่นอธิบายได้-แต่กระนั้นพระองค์ทรงพิสูจน์มันได้

คราวนี้สังเกตไหมครับว่า ปัจจุบันนี้ผู้เชื่อที่จริงใจคนนหึ่งที่มาหาพระคริสต์ อยากจะมาด้วยสุดจิตสุดใจของเขา ได้ถูกสังหารฝ่ายวิญญาณด้วยวิธีการเดียวกัน คนจริงใจหลายคนไปคริสตจักรคาทอลิกและอยากจะกลายเป็นคริสเตียน ไปเมธอดิสท์, แบ๊บติสต์, เชิร์ช อ๊อฟ ไครสท์ และแม้แต่เพ็นเทคอสต์ (ดูเถิดครับ) และอยากจะกลายเป็นคริสเตียน วางมือของเขาบนมัน เข้าร่วมกับพวกเขา

จากนั้นเมื่อดาวิดจึงได้เห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น มันทำให้เขาตื่นขึ้น บราเดอร์ จงอย่าตื่นสายเกินไปที่ข้างนอกนั่น เขาได้เห็นว่าความตายได้มาปะทะแล้ว แสดงผลให้ผมเห็นหน่อย ทำไมสิ่งนี้ถึงเรียกว่า งานฟื้นฟู การนำคนทั้งหลายกลับมาในคริสตจักรต่างๆ ได้สำเร็จเพื่อประเทศชาติ ... สู่พระกายของบรราดผู้เชื่ออย่างนั้นหรือครับ? มันไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย นอกจากได้สร้างพวกองค์กรและพวกนิกายใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ มีพวกสมาชิกเพิ่มมากขึ้นและอื่นๆ แล้วประเทศชาติดีขึ้นไหมเล่าครับ?

พวกเขาบอกว่าพวกเขากำลังจะไป.... อเมริกา.... “พระเจ้าอวยพรอเมริกา มันเป็นประเทศคริสเตียน” มันได้ห่างไกลจากการเป็นประเทศคริสเตียนหนึ่งล้านไมล์ ผมไม่แม้แต่อธิษฐานเผื่อมัน ผมสามารถอธิษฐานเผื่อมันได้อย่างไรเล่าครับ และมันจะไม่กลับใจภายใต้ฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าซึ่งได้รับการสำแดงให้เห็นต่อหน้ามัน และด้วยการปฏิเสธ, การปิดประตูต่างๆ ต่อมัน และการเดินหนีหรือครับ? ผมมอบถวายมันไว้แด่พระเจ้า และนางกำลังห่างไกลไปเรื่อยๆ และตอนนี้นางกำลังจะจม ให้จับตาดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นครับ

คนจริงใจหลายคนไปเข้าร่วมกับองค์กรหนึ่ง, หรือกลุ่มหนึ่ง, หรือลัทธิหนึ่งของบางแหล่ง และที่นั่นพวกเขาตายในฝ่ายวิญญาณ คุณบอกอะไรพวกเขาไม่ได้เลย พวกเขาได้รับสิ่งเหล่านั้นเจาะลึกเข้าไปในพวกเขา “เพราะบาทหลวงเหล่านี้กล่าวไว้อย่างนี้ และท่านนี้กล่าวไว้อย่างนี้ ท่านนี้กล่าวไว้อย่างนี้” คุณแสดงให้พวกเขาเห็น ณ ที่นี่ ในพระวจนะของพระเจ้าที่กล่าวว่า “พระเจ้าตรัสดังนี้” “แต่ศิษยาภิบาลของพวกเรา....” ผมไม่สนใจสิ่งที่ศิษยาภิบาลของคุณพูด ผมไม่สนใจสิ่งที่ผมพูด หรือคนอื่นๆ พูด ถ้าหากมันขัดแย้งกับพระวจนะของพระเจ้าที่พิสูจน์แล้วว่าจริง ชั่วโมงนี้, เวลานี้, คำเทศนานี้ และอื่นๆ ให้ลืมมัน! ให้อยู่ห่างจากมัน และผมต้องยืนต่อหน้าทุกคนในวันแห่งการพิพากษา พวกคุณรู้เรื่องนั้นไหมครับ และสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ผมพูดนั้น ด้วยรู้ว่าผมอายุมากแล้วตอนนี้ ไม่ใช่ว่าผมรู้บางสิ่งบางอย่าง แต่กระนั้นพระเจ้าทรงสัพพัญญู ผมเพียงแค่ตามสิ่งที่พระองค์ได้ตรัสไว้

ปัจจุบันนี้มองดูที่งานประกาศครูเสดใหญ่ทั้งหลายที่พวกเรามีทั่วประเทศ มันพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันไม่มีประโยชน์อันใด และพระเยซูมิได้ตรัสไว้ที่นี่ในพระธรรมมาระโก 7:7 หรือว่า “พวกเขานมัสการเราโดยหาประโยชน์มิได้ (ดาวิดได้นำหีบพันธสัญญาขึ้นมาโดยหาประโยชน์มิได้; อาหับได้ฝึกฝนเหล่าผู้เผยพระวจนะโดยหาประโยชน์มิได้; บาลาอัมได้รับเงินนั้นไปโดยหาประโยชน์มิได้) ด้วยนำบทบัญญัติของมนุษย์มาอวดอ้างว่าเป็นนพระดำรัสสอนหรือ”? มันเป็นพระบัญญัติของพระเจ้าเท่านั้นที่ถูกนับ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม....

คุณได้ยินเรื่องนั้นมามากว่า “พวกเขาเป็นพวกคนจริงใจมากๆ” “พวกเขาจริงใจมากๆ” ดีล่ะครับ สิ่งนั้นไม่มีความหมายอะไรเลย  พยานพระยะโฮวาห์, เซเวนเดย์ แอดเวนติสต์ และพวกลัทธิต่างๆ เหล่านั้นได้ออกไปที่ข้างนอกนั่นบนถนนและทำสิ่งต่างๆ ที่คนหนึ่งคนใดในพวกเราจะไม่ทำ พวกคาทอลิกยืนอยู่ตามมุมถนนและขอเงินและอื่นๆ ระเบียบต่างๆ ของพวกเขาเหล่านั้นเหมือนอย่างนั้น และมีมูลค่าหลายพันล้านเท่าของหลายพันล้านของดอลลาร์ แต่ก็ยังมาขออีก จริงใจ ไม่ต้องสงสัย หลายคริสตจักรไปและเทศนาและอื่นๆ และเหล่าพันธกรยืนในธรรมมาสน์และทำทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาสามารถทำได้เพื่อจะได้พวกสมาชิกใหม่ๆ เข้ามาในคริสตจักรของพวกเขา แต่มันเป็นหีบพันธสัญญาใหม่ มันมีหีบพันธสัญญาเดียวเพียงเท่านั้นที่จะติดตาม นั่นคือ พระวจนะของพระเจ้า สิ่งใดที่ขัดแย้งกับหีบพันธสัญญานั้น จงอยู่ห่างจากมัน มันอยู่บนรถเข็นใหม่และมิใช่บนบ่าของพวกคนเลวีของพระเจ้า นั่นใช่ครับ จงอยู่ห่ายจากสิ่งนั้น ไม่มีอะไรที่จะต้องไปข้องเกี่ยวกับมัน

งานประกาศครูเสดใหญ่ๆ ทั้งหลายของพวกเรา หลายล้านและหลายพันล้านคนได้ทำการสารภาพบาป และผมสงสัยว่าจะมีสักหนึ่งร้อยคนในพวกเขาไหม ดูเถิดครับ ไม่ได้หมายความถึงสิ่งหนึ่ง จากนั้นมองดูที่พระวจนะที่ได้สัญญาไว้

คุณจะคิดว่างานนั้นล้มเหลว และพวกเรารู้ว่ามันล้มเหลว ปัจจุบันนี้พวกนักฟื้นฟูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศของพวกเราบางคนได้กล่าวว่า มันล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง คริสตจักรรู้ว่ามันล้มเหลว ทุกคนรู้ว่ามันล้มเหลว ดีล่ะครับ ทำไมมันเป็น? ทำไมมันถึงล้มเหลว? มันเป็นเพื่อวัตถุประสงค์อันดี เพื่อจะนำคนทั้งหลายมาในการทรงสถิตของพระเจ้า งานประกาศครูเสดใหญ่ๆ ทั้งหลาย และคนหลายล้านคนได้ใช้จ่ายเงินของพวกเขา และใส่ไปในงานครูเสดใหญ่ๆ ทั้งหลาย และคริสตจักรต่างๆ ทั้งหมดก็ไปด้วยกัน พวกหอประชุมใหญ่ๆ และสิ่งใหญ่โตต่างๆ ได้เกิดขึ้น แล้วทำไมจึงล้มเหลวเล่าครับ? มันเป็นเพราะว่าพวกเขาไม่เคยรู้เวลาที่พวกเขามีชิวิตอยู่ ไม่แปลกใจที่พระเยซูทรงยืนขึ้นและทรงกันแสงในพระทัยของพระองค์ น้ำตาไหลอาบแก้มของพระองค์และตรัสว่า ”เยรูซาเล็ม โอ้ เยรูซาเล็ม เจ้าได้เอาหินขว้างบรรดาผู้เผยพระวจนะทุกคนที่เราได้ส่งมาให้พวกเจ้า เราใคร่จะรวบรวมลูกๆ ของเจ้าไว้เนืองๆ เหมือนแม่ไก่กกลูกๆ ของมันให้อยู่ใต้ปีกของมัน และพวกเจ้าไม่ยอมเลย บัดนี้เวลาของเจ้ามาถึงแล้ว”

คุณไม่สามารถสัมผัสถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่กำลังร้องเสียงดังออกมาจากคุณหรือ? “โอ้ อเมริกาและโลก เราใคร่จะรวบรวมพวกเจ้า แต่พวกเจ้าไม่ยอมเลย บัดนี้เวลาของพวกเจ้ามาถึงแล้ว พระแห่งความเพลิดเพลินของพวกเจ้า, พระแห่งความโสมมของพวกเจ้า, พระแห่งเมืองโสดมและโกโมราห์ของพวกเจ้า ที่มายังท่ามกลางพวกเจ้า....” แม้แต่เด็กเล็กๆ ของพวกเราก็มีผมทรงเต่าทองและหน้าม้ากันไปถ้วนหน้าของพวกเขา ความชั่วร้ายเล็กๆ น้อยๆ ได้เริ่มแพร่หลายออกไป พวกผู้หญิงของพวกเราก็หายไปเกินกว่าที่จะกู้คืนกลับมาได้ พวกผู้ชายของพวกเราก็กลายเป็นพวกสาวใหญ่เดินไปเดินมารอบๆ ใส่กางเกงขาสั้นทำท่าเหมือนเด็กผู้หญิง และผมยาวประบ่าของพวกเขา และ.... พวกเราเป็นชาวโสโดม และไฟและพระพิโรธของพระเจ้าก็รอคอยพวกเราอยู่

คุณรู้ไหมครับว่า พระองค์จะทรงประหารอย่างไร พระเจ้าจะทรงทำลายมันอย่างไร? วิธีการที่พระองค์ทรงกระทำเสมอ เมื่อโสเภณีคนหนึ่งได้กระทำสิ่งใดผิด นางได้ถูกขว้างด้วยก้อนหินจนถึงแก่ความตาย พวกเขาหยิบก้อนหินขึ้นมาเพื่อจะสังหารผู้หญิงคนนั้นที่เป็นโสเภณี นั่นเป็นวิธีการที่พระองค์จะทรงประหารคริสตจักรนั้น พระคัมภีร์ไบเบิลกล่าวไว้ว่า พระองค์จะทรงส่งพายุลูกเห็บลงมาจากฟ้าสวรรค์ซึ่งจะหนักหนึ่งร้อยปอนด์ต่อลูก และพระองค์จะทรงขว้างลูกเห็บใส่พวกเขา ใครเล่าจะหยุดพระองค์ได้? วิทยาศาสตร์อะไรที่จะกล่าวได้ว่ามันเป็นไปไม่ได้? พระองค์จะทรงกระทำมันเหมือนที่พระองค์ได้ทรงสร้างเรือลำหนึ่งและทรงลอยเรือไปเพื่อให้โนอาห์ปลอดภัย พระองค์จะทรงกระทำมันอีกครั้งหนึ่งเพื่อคริสตจักรของพระองค์ และโดยทางพระราชบัญญัติของพระองค์เองและวิธีการของพระองค์เอง พระองค์จะทรงขว้างก้อนหินใส่หญิงแพศยาคนนั้นที่ได้ล่วงประเวณีกับเหล่ากษัตริย์และเหล่าแม่ทัพกองร้อยและกองพัน พระองค์จะทรงขว้างก้อนหินใส่หญิงแพศยาให้ถึงแก่ความตายโดยทางพระราชบัญญัติของพระองค์เองค์ที่พระองค์ได้ทรงกำหนดไว้ ใครเล่าจะกล่าวได้ว่าพระองค์ว่าพระองค์มิอาจจะทรงกระทำลูกเห็บได้?

ถามผู้รู้บางคนว่า หยดน้ำฝนเกิดขึ้นได้อย่างไร และทำให้เป็นวงกลม และใส่กลับไปในเครื่องพ่นไอน้ำและหยิบขึ้นมามากขึ้นและมากขึ้นจนกระทั่งได้น้ำหนักระดับหนึ่ง และจากนั้นมันก็ตกลงมา พระองค์พระเจ้าผู้ที่แรงดึงดูดไม่สามารถยึดพระองค์ไว้บนแผ่นดินโลกนี้ได้และพระองค์ได้ทรงลอยขึ้นไปอยู่ในฟ้าสวรรค์ พระเจ้าผู้ทรงสร้างแรงดึงดูดทรงสามารถสร้างเครื่องพ่นไอน้ำขนาดมหึมาพอที่จะเหวี่ยงก้อนหินจนกระทั่งมันมีน้ำหนักหนึ่งร้อยปอนด์ได้ พระองค์ตรัสว่า พระองค์จะทรงกระทำมัน และพระองค์จะทรงกระทำมัน ใครเล่าจะทูลพระองค์ให้อย่าทรงกระทำมันได้? พระองค์จะทรงกระทำมัน เพราะว่าพระองค์ได้ตรัสไว้แล้วว่าพระองค์จะทรงกระทำ

พวกเราอยู่ในยุคสุดท้าย พวกเรากำลังยืนอยู่ใกล้การพิพากษา  ทำไม? พวกเขาพยายามกินมานาเก่าที่หล่นมาแล้วเมือ่ 50 ปีก่อนโน้น คริสตจักรเพ็นเทคอสต์, คริสตจักรโฮลี่เนสพยายาม ... มากว่า 200 ปีแล้ว, ลูเทอร์แรน ประมาณ 300 ปีหรือมากกว่านั้น หลายร้อยปีผ่านมาแล้ว พวกเขาพยายามกินมานาเก่า โอ้ บราเดอร์ สิ่งเหล่านั้นมิได้จำเริญขึ้น มันได้ปนเปื้อน มันมี-ผมได้พูดเสมอว่า “พวกตัวหางกระดิก” ในมัน – พวกตัวหนอนแมลง มันจะทำให้คุณตายได้ถ้าคุณกินมัน”

พบว่า ถ้าหากดาวิดหรือใครก็ตามที่เหลือของพวกเขาจะได้ปรึกษามานาของเวลานั้นเพียงเท่านั้น ถ้าหากพวกปุโรหิต, และพวกผู้เผยพระวจนะ, และพวกนักเทศน์ และพวกนักศาสนศาสตร์ และพวกโรงเรียน และพวกนิกายต่างๆ จะปรึกษาเวลานั้นเพียงเท่านั้น แต่ตอนนี้มันจะไม่ได้ให้ประโยชน์อะไรแก่พวกเขา มันได้ย้ายไปแล้ว มันจะไม่ช่วยอะไรเลยแม้แต่น้อย บัดนี้นางได้จากไปแล้ว นางได้ล้ำเส้นนั้นไปประมาณ 5 ปีที่แล้ว ระหว่างการกลับใจ, การพิพากษา และพระเมตตา

สังเกตไหมครับว่า สิ่งใดต่อจากนั้น.... สิ่งใดสามารถถูกกระทำให้สำเร็จได้? สิ่งใดจะถูกกระทำให้สำเร็จได้เล่า? สิ่งใดที่จะสำเร็จได้เล่า? ให้พวกเราปรึกษาผู้เผยพระวจนะ, พระคัมภีร์ไบเบิลซึ่งพวกเราไม่สามารถเพิ่มเติมหรือนำอะไรออกจากหนังสือนี้ไปได้ ถ้าหากพวกเราทำ พระเจ้าจะทรงนำพวกเราออกจากหนังสือแห่งชีวิต พระคัมภีร์ไบเบิลได้กล่าวไว้ในพระธรรมมาลาคี บทที่ 4 ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ พระธรรมวิวรณ์ บทที่ 10 ตราประทับทั้งเจ็ดจะถูกเปิดออกและเปิดเผยสำแดงความลึกลับที่ถูกซ่อนอยู่ผ่านพวกการปฎิรูปเหล่านี้ พระองค์ได้ตรัสไว้ว่ามันจะสำเร็จได้อย่างไร มันอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิล “พระเจ้าตรัสดังนี้” พระเจ้าได้ทรงระบุเรื่องนั้นไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ และได้ทรงพิสูจน์มันว่าเป็นความจริงโดยบรรดาหมายสำคัญและการอัศจรรย์ในท้องฟ้าและสวรรค์และทุกสิ่งทุกอย่างอื่นๆ เป็นเวลา 33 ปี คุณคิดว่า พวกเขาจะฟังสิ่งนี้ไหม? ไม่ครับ พวกเขาตายไปแล้ว พวกเขาได้วางมือของพวกเขาลงในบางสิ่งบางอย่างที่ได้สังหารสิ่งทั้งปวง ไม่ใช่ครับ มันจะไม่-มันจะไม่เกิดขึ้นอีกเลย

เมื่อสิ่งนี้ได้เกิดขึ้นให้ดาวิดได้เห็น โอ้ พระเจ้า ขอทรงส่งดาวิดที่สามารถมองเห็นได้ว่าเขากำลังยืนอยู่ที่ไหน ที่สามารถมองออกไปและเห็นพระเจ้าผู้ได้ทรงกระทำพระสัญญาว่าถึงสิ่งที่ ... พระองค์จะทรงกระทำมันอย่างไรในวันนี้ พระเจ้าได้ตรัสถึงมัน ณ ที่นี่ ในพระวจนะของพระองค์ว่าพระองค์จะทรงกระทำมันอย่างไร

พระเจ้าได้ทรงบอกมีคายาห์ มีคายาห์ได้ตรวจสอบนิมิตของเขาต่อเหล่าผู้เผยพระวจนะบรรดาศักดิ์ 400 คน เขาได้ตรวจสอบนิมิตของเขาเพื่อดูว่ามันถูกต้อง เขาได้มองกลับไปยังสิ่งที่ผู้เผยพระวจนะท่านนั้นที่ได้กล่าวไว้ก่อนเขาเพื่อจะเห็นถึงสิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้ว เขาได้มองย้อนไปและเขาได้เห็นเอลียาห์กำลังยืนอยู่ที่นั่นกล่าวว่า “อาหับ สุนัขจะเลียโลหิตของท่านด้วย” ตอนนี้เขาเห็นแล้วว่านิมิตนั้นตรงตามพระวจนะของพระเจ้าจริงๆ ดังนั้นเขาจึงแถลงนิมิตนั้น และเขาก็ถูกต้อง นั่นใช่แล้วครับ ไม่ว่าพวกเขาที่เหลือได้กล่าวอะไรก็ตาม เขาก็ยึดตามพระวจนะ

ทีนี้ให้พวกเรามามองดูนิมิตที่พวกเรามีทุกวันนี้ มันกำลังสร้างคริสตจักรไหม? มันเป็นสิ่งใหม่ไหม? มันเป็นสิ่งยอดเยี่ยมที่กำลังจะเกิดขึ้นไหม? หรือมันเป็นการพิพากษา? ให้มองย้อนกลับไปและดูพระสัญญาของวันนี้ ดูว่าพวกเรากำลังอยู่ในฤดูกาลอะไร

คุณกล่าวว่า “สาธุการพระเจ้า บราเดอร์ ผมจริงใจ ผมเข้าร่วมกับคริสตจักร ผมมีปริญญาศิลปศาสตร์บัณฑิต ผมได้กระทำสิ่งนี้” นั่นไม่เป็นไร นั่นดี ไม่มีอะไรต่อต้านมัน ดาวิดก็เหมือนกัน, พวกปุโรหิตของยุคนั้นก็เหมือนกัน, พวกนักศาสนศาสตร์ก็เหมือนกัน แต่กระนั้นมันก็ขัดแย้งกับพระวจนะของพระเจ้า

พระเจ้าได้ตรัสไว้ว่าพระองค์จะทรงกระทำมันอย่างไรในยุคนี้, พระองค์จะทรงรื้อฟื้นสิ่งทั้งปวงได้อย่างไร, สิ่งใดที่พระองค์จะทรงกระทำอีกครั้งหนึ่ง พระองค์ได้ทรงสัญญาว่าจะทรงรื้อฟื้น นั่นใช่แน่นอน ในพระธรรมโยเอล 2:25 พระองค์ได้ทรงสัญญาว่าพระองค์จะทรงรื้อฟื้น “เราจะให้บรรดาปีของเจ้าคืนสู่สภาพเดิม คือที่ตั๊กแตนวัยกระโดดได้กินเสีย“ พวกเขามี.... เห็นไหมครับ นั่นเป็นหนอนตัวเดียวกัน มันอยู่ในช่วงของอายุขัยที่แตกต่างกัน และเมื่อนิกายคาทอลิกได้เริ่มกิน,  จากนั้นก็ลูเทอร์แรน, เมธอดิสท์ และเพ็นเทคอสต์ และทั้งหมด ลงมา พระองค์ตรัสว่า ”เราจะรื้อฟื้นทุกสิ่งทุกอย่างกลับไปสู่คริสตจักรที่เหมือนกับคริสตจักรที่เคยเป็นในยุคแรก”

เฝ้าดูนิมิตนั้นในคืนก่อน เจ้าสาวคนเดียวกันแน่ๆ มาด้านนี้, มาด้านนี้ หลังจากพวกหญิงโสเภณีที่สวมชุดราตรีของพวกนางได้ผ่านไป สิ่งเก่าๆ ของพวกเขาขึ้นมาในแบบนี้ และการเต้นรำเพลงร็อคแอนด์โรล และเรียกตัวของพวกเขาเองว่า คริสตจักร คุณบอกว่า “ดีล่ะ พวกเราไม่ได้ทำอย่างนั้น” นั่นคือแบบที่พระเจ้าทรงมองเห็นคุณ มันไม่ได้เป็นสิ่งที่คุณเห็นตัวของคุณเองหรอก มันคือแบบที่พระเจ้าทรงมองเห็นคุณ ไม่มีมนุษย์คนไหนมองเห็นว่าตัวของเขาเองผิด มันคือเมื่อคุณมองดูในกระจกแห่งพระวจนะของพระองค์ มันบอกคุณว่าคุณผิดหรือไม่ผิด ถ้าหากดาวิดได้ทำอย่างนั้น เขาก็จะมองเห็นความผิดของเขาได้ ถ้าหากอาหับได้ทำอย่างนั้น หรือถ้าหากเหล่าผู้เผยพระวจนะพวกเขาได้ทำอย่างนั้น เขาก็จะมองเห็นความผิดของพวกเขาได้

ผู้เผยพระวจนะที่ได้รับการพิสูจน์ว่าจริงท่านหนึ่งได้กล่าวว่า อาหับจะตายและพวกสุนัขจะเลียโลหิตของเขา และคำเผยพระวจนะของเขาก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ดังนั้นเขาจึงรู้ว่าเขาถูก แม้แต่เยโฮชาฟัทควรจะได้เห็นสิ่งนั้นและรู้จักมัน เมื่อมีคายาห์ได้เห็นนิมิตนั้น เขาไม่เห็นด้วยกับพวกคนเหล่านั้นมากนักในยุคนั้น แต่กระนั้นเขาได้ยึดถือว่า “พระเจ้าตรัสดังนั้น” เขาถูกต้องแล้ว

สังเกตไหมครับว่า ตอนนี้พวกเรากำลังนำเรื่องของดาวิดมาในยุคนี้เมื่อพวกเราเห็นเวลาที่ยอดเยี่ยมที่พวกเรากำลังมา สังเกตไหมครับว่า สิ่งใดที่ดาวิดกำลังพยายามจะทำด้วย ผมมีโน้ตย่อที่นี่ในเรื่องนั้น เขากำลังพยายามจะนำหีบพันธสัญญามายังเมืองของดาวิด นิกายของเขาเอง

มองย้อนไปที่โน่นเมื่อพระเจ้าได้ตรัสไว้ครั้งแรกที่นี่บนแม่น้ำสายนั้นว่า “ดั่งที่ยอห์น ผู้ให้รับบัพติศมา ถูกส่งไปก่อนการเสด็จมาครั้งที่หนึ่ง....” บราเดอร์ ที่ประชุมทั้งหลายไม่สามารถทนได้กับเรื่องนั้น ไม่ ทั้งอเมริกา, พวกเขาทั้งหมด พวกเขาต้องมีผู้หนึ่งบางแห่ง โอ้ พวกเขาทุกคนต้องทำมัน ดูเถิดครับ แน่นอนจริงๆ พวกเขาทุกคนต้องนำมันมายังบ้านของพวกเขาเอง

ทำไมจึงต้องการนำหีบพันธสัญญามายังเมืองของดาวิด? มันไม่มีสถานที่ที่พร้อมสำหรับหีบพันธสัญญานั้นหรือ และนั่นเป็นเหตุผลที่คุณไม่สามารถนำคำเทศนานี้มายังนิกายได้ พระวจนะ; หีบพันธสัญญา; พระเยซูคริสต์ ทรงเป็นเหมือนเดิมเมื่อวานนี้, วันนี้ และสืบๆ ไปเป็นนิตย์ และทุกสิ่งที่เป็นการระบุของพระองค์ คุณไม่สามารถนำมันมายังองค์กรของคุณได้ พวกเขาจะไม่เชื่อมันเพราะว่าไม่มีที่ว่างสำหรับมัน พระคัมภีร์ไบเบิลมิได้กล่าวไว้หรือว่า พระเยซูประทับอยู่นอกคริสตจักรยุคเลาดิเซียทรงพยายามจะเข้าไปข้างใน? ไม่มีสถานที่ในเมืองของดาวิด ไม่ว่าเมืองนั้นจะภักดีเพียงใด และมันใหญ่แค่ไหน และอื่นๆ มันยังคงไม่ใช่สถานที่แห่งนั้น มันจะอยู่ที่กรุงเยรูซาเล็ม นั่นเป็นสถานที่ซึ่งต่อมาหีบพันธสัญญาจะไปอยู่เมื่อผู้เผยพระวจนะท่านนั้นได้บอกกับพวกเขาให้กระทำสิ่งใดกับมัน ดูเถิดครับ ดังนั้นดาวิดจึงต้องนำหีบพันธสัญญามายังเมืองของเขาเอง ไม่มีสถานที่ใดที่เพียบพร้อมสำหรับมัน

พระคริสต์ทรงเป็นหีบพันธสัญญาของพวกเรา และพวกเขาจะไม่รับ พระคริสต์ทรงเป็นพระวจนะ พวกเขาจะไม่รับ พวกเขาต้องการคำสอนของพวกเขา, นิกายของพวกเขา, หีบพันธสัญญาใหม่ หรือคนหามคนใหม่ พวกเขาต้องการให้นิกายแบกหีบพันธสัญญาใหม่ไว้ จำได้ไหมครับว่า พระคริสต์ทรงเป็นหีบพันธสัญญาของพวกเรา คุณเชื่อไหมครับว่าพระคริสต์ทรงเป็นพระวจนะ? ดังนั้นนั่นคือหีบพันธสัญญานั้น นั่นถูกต้องไหมครับ? ตกลงครับ พระคริสต์มิอาจถูกหามไปยังตำแหน่งที่ถูกต้องของพระองค์ได้ด้วยรถเข็นของนิกายใดๆ พระองค์ทรงกระทำกิจในบุคคลคนหนึ่งๆ และไม่ใช่กับกลุ่มๆ หนึ่ง พระองค์มิเคยทรงกระทำกิจกับกลุ่มๆ หนึ่ง แต่เฉพาะบุคคลคนหนึ่ง เมื่อพระองค์ตรัสไว้แล้ว... ถ้าหากพระองค์ได้ทรงกระทำ พระองค์ก็ทรงขัดแย้งกับพระวจนะของพระองค์ (อาโมส 3:7) และคุณไม่สามารถทำให้มันเป็นคำโกหกได้ ไม่ครับท่าน! มันเป็นความจริง

แต่เห็นไหมครับ พวกเขาได้พยายาม... หีบพันธสัญญามิอาจถูกแบกหามได้โดยองค์กร มีหัวหน้ามากเกินไปในนั้น ดูเถิดครับ มันไม่สามารถทำได้สำเร็จ พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้ว่าพระองค์จะไม่ทรงกระทำมันและพระองค์จะไม่ทรงกระทำมัน พระองค์ได้ตรัสไว้.... เมื่อพระองค์ได้ทรงสัญญาว่าจะทรงกระทำวิธีการอื่นบางอย่าง นั่นคือเหตุผลที่พระองค์ได้ทรงสัญญาไว้ว่าพระองค์จะไม่ทรงกระทำมัน (อย่าคิดว่าพวกเขาคิดอย่างนั้น ผมสามารถสัมผัสมันได้ ดูเถิดครับ)

ดังนั้นพระองค์จึงทรงสัญญาว่า พระองค์จะทรงกระทำในวิธีการที่แน่นอน และสิ่งใดที่ขัดแย้งกับสิ่งนั้นพระองค์จะไม่ทรงกระทำมัน ดูเถิดครับ แต่กระนั้นโดยวิธีการแรกเริ่มของพระองค์ตามที่พระองค์ได้ตรัสไว้ในพระธรรมอาโมส 3 : 7 นั่นคือวิธีการที่พระองค์จะทรงกระทำมัน  และสิ่งนั้นต้องได้รับการพิสูจน์แล้วว่าจริงและถูกต้อง  ตอนนี้คุณรู้ไหมครับว่าพระองค์ได้ทรงสัญญาอะไรไว้ในปัจจุบันนี้ ดังนั้นพระองค์ทรงกำลังกระทำมันในปัจจุบันนี้ นั่นคือสิ่งที่พระองค์ได้ตรัสไว้ว่าพระองค์จะทรงกระทำ พระองค์จะทรงเปิดตราประทับทั้งเจ็ดเหล่านั้น และสิ่งทั้งปวงที่พระองค์จะทรงกระทำคือ ทรงเปิดเผยสำแดงความลึกลับทั้งหลายที่ซ่อนอยู่ที่นั่น การบัพติศมาเหล่านี้และสิ่งต่างๆ ทั้งหมดถูกทำให้ยุ่งเหยิงได้อย่างไร และที่นี่มันอยู่ในการทรงสถิตของพระองค์จริงๆ  วิทยาศาสตร์พิสูจน์ว่าจริง ฟ้าสวรรค์ได้ประกาศ มนุษย์ทั้งหลายกำลังยืนมองที่มันและดูว่ามันจะเกิดขึ้น ไม่มีสักสิ่งหนึ่งที่พระองค์ได้ตรัสแล้วพระองค์มิได้ทรงกระทำให้สิ่งนั้นเป็นจริง นั่นแหล่ะครับ ดังนั้นพวกเราจึงเห็นได้ว่าพวกเราอยู่ที่ไหนในวันนี้

คราวนี้คนไหนก็ตามที่มีพระวิญญาณของพระองค์รู้ว่า ... มีพระวิญญาณของพระเจ้าทรงสถิตอยู่ในเขา รู้ว่านี่เป็นความจริง เพราะว่าพระวิญญาณของพระเจ้าจะไม่ทรงกล่าวขัดแย้งกับพระวจนะของพระองค์ ไม่ ไม่เลย มันจะตรงกับพระวจนะ คุณบอกว่า “ผมได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผมได้ตะโกน, ผมได้พูดภาษาแปลกๆ, ผมได้เต้นรำในพระวิญญาณ” นั่นมิได้หมายถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลยสำหรับพระเจ้า ดูเถิดครับ ดาวิดได้ทำ ... เหมือนสิ่งเดียวกันในทางปฏิบัติ พวกเขาได้ร้องเพลงสุดกำลังของเขา และโห่ร้องสุดแรงของเขา พวกเขาที่เหลือทุกคนได้ทำ และพวกเขากำลังเดินตรงเข้าไปสู่ความตาย นั่นใช่ครับ นั่นไม่มีอะไรที่ต้องไปทำอย่างนั้น

มันเป็นพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่สำคัญ พระวจนะของพระเจ้า พวกเขาผู้ที่รอคอยพระเจ้า ใช่ครับท่าน

ดูเถิดครับว่า พวกเขาผู้ที่มีพระวิญญาณของพระเจ้าในพวกเขามองดูที่พระสัญญาสำหรับยุคนี้, และจับตาดู, และรอคอยจนกว่าพวกเขาจะเห็น และจากนั้นพวกเขากล่าวว่า “ใช่แล้ว” พระเจ้าทรงเปิดเผยสำแดงแก่พวกเขา

เหมือนนาธานาเอล, ฟิลลิปได้เดินทางไปและพบนาธานาเอล และนาธานาเอลกล่าวว่า “ตอนนี้ รอเดี๋ยว ข้าพเจ้ารู้ว่านั่นได้สัญญาไว้ แต่ให้ข้าพเจ้าดูก่อน” และเมื่อเขาได้เห็นนิมิต เขากล่าวว่า “ใช่แล้ว”

ผู้หญิงคนนั้นกล่าวว่า “ตอนนี้ดิฉันรู้แล้ว ดิฉันได้ฟังหลักศาสนศาสตร์ทุกประเภทมาแล้ว ดิฉันได้ทำอย่างนี้และอย่างนั้น และดิฉันอ่านพระคัมภีร์ไบเบิลด้วยตนเอง และดิฉันรู้ว่ามีพระเมสสิยาห์กำลังเสด็จมาที่จะทรงกระทำสิ่งเหล่านี้ ท่านต้องเป็นผู้เผยพระวจนะของพระองค์” 

พระองค์ตรัสว่า “เราเป็นผู้นั้น”

นางกล่าวว่า “มาเถิด มาดูชายผู้นี้ พระคริสต์” นางได้รอคอยจนกระทั่งนางได้เห็นพระเมสสิยาห์ผู้นั้นที่ทรงถูกระบุไว้ในพระวจนะของพระเจ้า จากนั้นนางจึงกล่าวว่า “นั่นเป็นสิ่งที่พวกเรารอคอยมา 400 ปี พวกเราไม่เคยมีผู้เผยพระวจนะหรืออะไรเลย พระองค์ทรงอยู่ที่นี่ และพระองค์เองทรงกล่าวว่าพระองค์ทรงเป็นผู้นั้น ตอนนี้.... [จุดว่างบนเทป] ออกมาและดูผู้ที่บอกถึงสิ่งทั้งหลายที่ฉันได้ทำไป” แต่กระนั้นพวกปุโรหิตต้องการจะปลงพระชนม์พระองค์ และพวกเขาก็กระทำสำเร็จในที่สุด แต่พวกเขาไม่สามารถสังหารพระวิญญาณของพระเจ้าได้ในวันนี้ นั่นใช่แล้วครับ ไม่ พวกเขาไม่สามารถสังหารพระวิญญาณได้ พระวิญญาณทรงสถิตอยู่ที่นี่เพื่อจะทรงนำพวกเราเข้ามาข้างใน ดังนั้นพวกเราจึงรู้สึกขอบพระคุณ

สังเกตไหมครับว่า พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่เพียงไร พระราชกิจทั้งหลายของพระองค์ทรงยิ่งใหญ่เพียงไร พระองค์มิเคยทรงล้มเหลว

เวลานี้พระเจ้าทรงมีหนทางแรกเริ่มและได้ทรงจัดเตรียมไว้ และพระองค์จะไม่ทรงกระทำสิ่งใดที่ขัดแย้งกับหนทางนั้น

เวลานี้พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้ในยุคสุดท้ายถึงสิ่งที่พระองค์จะทรงกระทำ และพระองค์ได้ทรงส่งคำเทศนาและคำเทศนานี้จะมีรูปแบบเดียวกันเหมือนที่เอลียาห์มี, เหมือนที่เอลีชามี, เหมือนที่ยอห์น ผู้ให้รับบัพติศมามี และมันจะหันจิตใจของคนทั้งหลาย ไม่ใช่ไปยังพวกนิกาย แต่กลับไปยังบรรพบุรุษอัครทูตแรกเริ่ม กลับไปยังพระวจนะ สิ่งเหล่านี้ถูกพิสูจน์แล้วว่าจริง เสียงของทูตสวรรค์องค์สุดท้าย (พระธรรมวิวรณ์ บทที่ 10) : ในเวลานั้นทูตสวรรค์องค์ที่เจ็ดความลึกลับเหล่านี้อยู่ในนั้น.... ทำไมเมธอดิสท์, ที่นี่, และแบ๊บติสต์, และเชิร์ช อ๊อฟ ไครสท์ และพยานพระยะโฮวาห์ ทั้งหมดทำอย่างนั้น? ความลึกลับของพวกเขาจะถูกเปิดเผยสำแดงในยุคสุดท้ายเมื่อทูตสวรรค์ทั้งเจ็ด ... คำเทศนาของทูตสวรรค์องค์ที่เจ็ด เมื่อเขา ไม่ใช่เมื่อเขาเริ่มทำสิ่งนี้ แต่เมื่อเขาเริ่มป่าวประกาศคำเทศนาของเขา ดูเถิดครับ ไม่ใช่ปีทั้งกลายในการตระเตรียม แต่เมื่อเขาเริ่มป่าวประกาศคำเทศนานี้ ความลึกลับเหล่านี้จึงถูกเปิดเผยสำแดง และที่นี่พวกเขาเป็น ด้วยไม่รู้จักพวกเขา พวกคุณเป็นพยานให้กับเรื่องนั้น

และจากนั้นในหอดูดาวใหญ่แห่งนั้น.... ดังนั้นโลกจึงอยู่ในความสงสัย.... พวกเขายังคงแปลกใจถึงสิ่งที่ได้เกิดขึ้น

ในเมืองทูซอนที่หอดูดาวใหญ่ทั้งหลายพวกเขาได้ถ่ายรูปบางอย่างบนท้องฟ้าที่นั่น แล้วยังคงสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น มันคืออะไร? พวกเขายังคงเขียนในหนังสือพิมพ์ว่า “มีใครรู้สิ่งนี้เกี่ยวกับสิ่ง ... มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร?” ไม่มีหมอกบนนั้น ไม่มีอากาศ ไม่มีความชุ่มชื้นที่ 30 ไมล์ในอากาศนั้น โอ้! “มีหมายสำคัญในฟ้าสวรรค์ข้างบน และเมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น แผ่นดินไหวในที่ต่างๆ จากนั้นหมายสำคัญของบุตรมนุษย์จะปรากฏขึ้นในท้องฟ้า” วันนั้น (พระธรรมลูกา) บุตรมนุษย์จะเปิดเผยสำแดงพระองค์เองอีกครั้งหนึ่ง ... พระองค์เองจะทรงได้รับการเปิดเผยสำแดง และโลกจะเหมือนเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์  โอ้ พี่น้อง จงอย่าเพิกเฉยต่อสิ่งทั้งหลายที่เป็นฝ่ายวิญญาณ ดูเถิด ค้นหาในข้อพระคัมภีร์เพราะท่านคิดว่าท่านมีชีวิตนิรันดร์ และพวกเขาเป็นพวกที่เป็นพยานของพระวจนะ พวกเขาเป็นผู้ที่เป็นพยานของความจริง สิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าทรงกำลังกระทำในเวลานี้

และตอนนี้ จับตาดูครับ พวกคนที่มีพระวิญญาณของพระเจ้ารอคอยสิ่งเหล่านี้ และเมื่อพวกเขาเห็นสิ่งเหล่านี้ พวกเขาก็เชื่อในสิ่งเหล่านั้น พระเยซูตรัสว่า “ไม่มีมนุษย์คนใดมาถึงเราได้ เว้นแต่พระบิดาทรงนำมาและทุกคนที่พระบิดามอบให้แก่เรา (พระเยซูทรงเป็นพระวจนะ) พวกเขาจะมาหาเรา”

ผมหนักแน่นมากในเช้าวันนี้ ดูเถิดครับ พวกเขารอคอยพระเยซู รอคอย และเมื่อพวกเขารอคอย พวกเขามองเห็นว่าพระสัญญาของยุคนี้ถูกกระทำให้เห็นว่าเป็นจริง มันเสริมกำลังความเชื่อของพวกเขาในพระวจนะของพระองค์ เพราะพระองค์ได้ทรงสัญญาว่าจะทรงกระทำมัน และที่นี่พระองค์ทรงกำลังกระทำอยู่ ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัย พระเจ้าตรัส พระวจนะของพระองค์ตรัสก่อน และจากนั้นพระวิญญาณของพระเจ้าทรงนำสิ่งที่พระวจนะตรัสไว้ว่ามันจะเกิดขึ้นขึ้น .... ผิด พวกเรามีสิ่งปลอมแปลงมากมาย พวกเรายังคงมีพวกมันมาก พวกคนที่จริงใจพยายามทำสิ่งต่างๆ ในทางนี้และทางนั้น แต่จับตาดูว่าเกิดอะไรขึ้น คนทั้งหลายจะวางมือของพวกเขา และจากนั้นก็ตาย

สังเกตไหมครับว่า

ไม่มีแผนงานของคนในนิกายที่จะเกิดผลได้ การสร้างสมาชิกเพื่อหีบพันธสัญญาของนิกายที่มนุษย์ได้สร้างขึ้นมาด้วยตัวของพวกเขาเอง.... พระเจ้าทรงไม่เคยมีนิกาย พระองค์ทรงไม่เคยมีนิกาย และมันเป็นสิ่งที่มนุษย์ได้สร้างขึ้นมา

ทีนี้ผมแปลกใจว่าปัจจุบันนี้ถ้าหากแผนการในงานประกาศครูเสด และงานฟื้นฟูใหญ่ทั้งหลายของพวกเราทั้งหมด พวกเรายังไม่ได้เติมหีบพันธสัญญาของเมธอดิสท์, หีบพันธสัญญาของแบ๊บติสต์ และหีบพันธสัญญาของเพรสไบทีเรียนให้เต็ม แล้วหีบพันธสัญญาของพระคริสต์ พระวจนะ? และถ้าหากเจ้าสาวของพระคริสต์เป็นของพระวจนะ ดังนั้นนางจึง ... เป็นของพระคริสต์ ส่วนของเจ้าบ่าว นางจึงเป็นของพระวจนะ พระวจนะที่มิใช่สำหรับยุคของพระองค์ แต่เป็นพระวจนะของยุคนี้ที่พระองค์ได้ทรงสัญญาไว้ว่าจะเป็นยุคนี้ ทรงกล่าวไว้ว่าพระองค์ได้ทรงส่งพระวจนะออกไปเพื่อจะทรงปั้นเจ้าสาวของพระองค์และทรงนาง หวังว่าพวกเราเห็นมัน อย่านำความคิดบางอย่างของคุณเองมาใช้ตอนนี้ หรืออย่านำความคิดของคนอื่นมา ให้ใช้พระวจนะที่พิสูจน์แล้วว่าจริงที่นี่ในพระคัมภีร์ไบเบิล กล่าวว่า....

พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้ในพระวจนะของพระองค์ว่า พระองค์จะทรงเลือกเจ้าสาวของพระองค์อย่างไรในยุคสุดท้าย คุณรู้เรื่องนั้นไหมครับ? พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้ว่า พระองค์จะทรงเลือกอย่างไร และโดยแผนการทรงเลือกของพระคริสต์ในตอนแรกเริ่ม, ด้วยการทรงเลือกเวลา, ด้วยการทรงเลือกฤดูกาลที่พระองค์.... พระองค์มิอาจจะทรงพลาดเจ้าสาวของพระองค์ได้ เพราะนางเป็นส่วนของพระวจนะนั้น พระองค์มิอาจจะทรงเลือกนางด้วยนิกายเมื่อพระองค์มิได้ทรงเลือกพระคริสต์โดยนิกาย พระคริสต์ได้เสด็จมายังนิกายหรือครับ? พระองค์ได้เสด็จมาโดยนิกายหรือครับ? ไม่ใช่ครับ! พวกเขาปฏิเสธพระองค์ ดีล่ะครับ นั่นคือสิ่งที่พวกนิกายได้ทำแล้ว ดังนั้นเมื่อพระองค์ทรงเลือกเจ้าสาว พระองค์อาจจะเสด็จมาทางอื่นได้ไหมครับ? พระองค์ได้ทรงนำพระคริสต์มาที่นี่ได้อย่างไรเล่าครับ? โดยถ้อยคำของเหล่าผู้เผยพระวจนะ นั่นถูกต้องไหมครับ? พระองค์จะทรงนำเจ้าสาวของพระองค์มาที่นี่ได้อย่างไรเล่าครับ? โดยถ้อยคำของเหล่าผู้เผยพระวจนะ พระองค์ได้ทรงชี้ให้เห็นว่าทรงเป็นพระองค์เมื่อพระองค์เสด็จมาได้อย่างไรเล่าครับ? โดยชายผู้หนึ่งที่มีวิญญาณของเอลียาห์อยู่เหนือเขาผู้ที่ออกมาจากถิ่นทุรกันดาร พระองค์จะทรงชี้ให้เห็นเจ้าสาวของพระองค์ได้อย่างไรเล่าครับ? พระองค์ได้ทรงสัญญาไว้ในพระธรรมมาลาคี บทที่ 4 ถึงสิ่งเดียวกันก่อนที่พระองค์จะทรงทำลายแผ่นดินโลกนี้เหมือนอย่างที่มันเคยเป็นในยุคของเมืองโสโดม

จำได้ไหมครับว่า เมืองโสโดมได้ถูกเผาไหม้ นั่นถูกต้องไหมครับ? ดีล่ะครับ โลกนี้จะถูกเผาไหม้ พระเยซูตรัสไว้อย่างนั้น และมันจะเป็นเวลาเหมือนในพระธรรมลูกา บทที่ 17 ข้อที่ 13 ที่กล่าวไว้ว่า ในวันนั้นจะเหมือนเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์ ต่อจากนั้นบุตรมนุษย์จะปรากฏ และจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้นเล่าครับ? ตามพระธรรมมาลาคี พระองค์จะทรงเผาแผ่นดินโลกนี้อีกครั้งหนึ่ง และพวกผู้ชอบธรรมในยุคพันปีจะเดินออกมาจากขี้เถ้าของพวกคนชั่วร้าย นั่นถูกต้องไหมครับ? เห็นไหมครับว่าดังนั้นพวกเราจึงอยู่ในยุคสุดท้าย พวกเรากำลังนั่งอยู่ที่นี่ที่ประตูเวลานี้รอคอยพระองค์เสด็จมา

สังเกตไหมครับว่า พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้ในพระะวจนะของพระองค์ว่า พระองค์จะทรงเลือกเจ้าสาวของพระองค์ด้วยวิธีการแรกเริ่มของพระองค์ที่พระองค์ทรงเลือกเจ้าบ่าว พระองค์ทรงบอกล่วงหน้าโดยเหล่าผู้เผยพระวจนะและได้ทรงส่งผู้เผยพระวจนะมาเพื่อจะชี้ให้เห็น ผู้เผยพระวจนะผู้นั้นกำลังนั่งอยู่บนฝั่งแม่น้ำจอร์แดนกล่าวว่า “รอก่อน!”

พวกเขาถามว่า “ท่านเป็นพระเมสสิยาห์ใช่หรือไม่?”

เขาตอบว่า “ไม่ใช่ เราไม่ใช่พระเมสสิยาห์”

“ท่านต้องเป็นพระเมสสิยาห์แน่ๆ”

“แต่เราไม่ใช่พระองค์ แต่กระนั้นพระองค์ทรงกำลังยืนอยู่ท่ามกลางท่านทั้งหลาย และฉลองพระบาทพระองค์ เราก็ไม่คู่ควรที่จะแก้ เมื่อพระองค์เสด็จมา ทรงกระทำให้พระองค์เองให้รู้แจ้ง....” และวันนี้พระองค์ทรงกำลังยืนอยู่ท่ามกลางพวกเราในลักษณะพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสำแดงพระองค์เองมากขึ้นและมากขึ้น ทรงเข้ามาในคริสตจักรสำแดงพระองค์เองให้รู้แจ้ง เพราะพระองค์และเจ้าสาวของพระคริสต์และเจ้าบ่าวจะเป็นเหมือนกันคือ ทรงกระทำพระองค์เองให้รู้แจ้งด้วยพระองค์เอง และวันหนึ่งคุณจะเห็นว่าผู้นั้นที่คุณสัมผัสได้ในใจของคุณและเห็นการชี้ให้เห็นของพระองค์จะกลายเป็นการส่วนตัวต่อคุณ จากนั้นคุณและพระวิญญาณเป็นหนึ่งเดียว คุณผูกผันโดยพระวจนะ และพระวาทะทรงดำรงอยู่ในปฐมกาล มันจะกลับไปยังปฐมกาล ซึ่งคือ พระเจ้า “และวันนั้นท่านทั้งหลายจะรู้ว่า เราอยู่ในพระบิดา พระบิดาทรงอยู่ในเรา เราอยู่ในท่านทั้งหลาย และท่านทั้งหลายอยู่ในเรา” ฮาเลลูยา! พวกเราอยู่ที่นี่ ฮาเลลูยา! ผมดีใจมากที่จะเห็นพระองค์เป็นการส่วนพระองค์เองท่ามกลางพวกเราและเห็นสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสัญญาไว้ในพระวจนะ ไม่ใช่สิ่งที่เป็นอารมณ์ของคนบางคน, ร้องเพลง,  และกระโดด และเต้นรำ แต่โดยพระวจนะของพระองค์ (อาเมน) พระองค์ทรงสำแดงพระองค์เองให้เป็นที่ประจักษ์็

ให้ดูเมื่อพวกเขาได้นำ ... พวกเขาได้สร้างพระวิหารและได้นำหีบพันธสัญญาเข้ามาในพระวิหาร พระเจ้าได้เสด็จเข้าไปในที่นั่นด้วยเสาเพลิง อาเมน มีดาวิดกระโดดและตะโกนร้อง มีพวกนักร้องและเหล่าปุโรหิตทั้งหมดร้องเพลงต่อไปขณะที่พวกเขาได้ออกนอกน้ำพระทัยพระเจ้า แต่กระนั้นเมื่อพระเจ้าได้ทรงชี้ให้เห็นหีบพันธสัญญาในสถานที่และตำแหน่งของพระองค์ ก่อนที่พวกเขาจะสามารถนำหีบพันธสัญญาเข้ามาในที่นั่นได้ ที่นี่มีเสาเพลิงนำทาง ลงไปเหนือปีกของเครูบและตรงข้างหลังห้องชั้นใน สถานที่พักของพระองค์, เสาเพลิง และพระสิริของพระเจ้าอยู่ในที่นั่นจนกระทั่งพวกเขาไม่สามารถเห็นว่าจะปรนนิบัติได้อย่างไร อาเมน พระสิริของพระเจ้าจะปิดตาของนักศาสนศาสตร์ทุกคน เมื่อพระองค์เสด็จมาเพื่อรับเจ้าสาวของพระองค์ นางจะถูกรับไปในยามกลางคืนดั่งที่มันเป็นสำหรับพวกเขา พวกเขาไม่แม้แต่จะเห็นเมื่อนางไป โอ้ ขอพระเจ้าทรงได้รับการสรรเสริญ!

สังเกตไหมครับ พระเจ้าทรงสัญญาว่า พระองค์จะทรงนำเจ้าสาวของพระองค์ออกมา สิ่งที่พระองค์จะทรงกระทำคือ จะมีเมล็ดพืช จะมีแสงสว่างในเวลาเย็น พระองค์จะทรงกระทำสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดได้อย่างไร และด้วยวิธีการนั้นที่พระองค์ได้ทรงวางแผนการไว้แต่แรกเริ่มในพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่อย่างแน่นอน และมันไม่ใช่ด้วยพวกนิกาย มันไม่ใช่ด้วยระบบของพวกเราที่ใช้พวกเรากำลังใช้อยู่ปัจจุบันนี้ พวกเรากำลังเป็นสาเหตุของความตาย คนทั้งหลายกำลังวางมือของพวกเขาลงบนมันและจะตายจากมัน ดูเถิดครับ

พระวจนะ.... คำเทศนายามย็นต้องเกิดผลในยามเย็น คำเทศนายามเย็นต้องหว่านเมล็ดพืชของยามเย็น ไม่ใช่เมล็ดพืชของยามเช้า นั่นถูกต้องไหมครับ? ฉากเหตุการณ์ตอนกลางวัน.... มันเป็นพวกเมล็ดพืชที่ข้างหลังนั้นคือนิกาย มันตายแล้ว เน่าเปื่อยไปแล้ว แต่คำเทศนายามเย็นจะแสดงให้เห็นแสงสว่างในยามเย็น จะแสดงให้เห็นผลของยามเย็น คำเทศนายามเย็น.... เวลาของพระเยซู คำเทศนาตอนกลางวันได้แสดงให้เห็นผลของกลางวัน คำเทศนาในปฐมกาลได้แสดงให้เห็นผลในปฐมกาลคือ ได้ทำการทรงสร้าง พระองค์ได้ทรงสร้างพระบุตรของพระองค์ตามพระฉายของพระองค์เองในตอนกลางวัน ในยามเย็นพระองค์ทรงสร้างเจ้าสาวเพื่อพระบุตร ดูเถิดครับ โดยอะไร? โดยพระวาทะ พระองค์ได้ทรงสร้างแผ่นดินโลกอย่างไร? พระองค์ได้ตรัสเข้าไปในการดำรงอยู่ได้อย่างไร? โดยพระวาทะของพระองค์! ผู้ใดทรงเป็นพระบุตรของพระองค์? พระวาทะ! “ในเริ่มแรกนั้นพระวาทะทรงเป็นอยู่แล้ว และพระวาทะทรงอยู่กับพระเจ้า.... และพระวาทะได้รับสภาพเป็นเนื้อหนัง และทรงอาศัยอยู่...” พระองค์จะทรงรับเจ้าสาวของพระองค์ไปได้อย่างไร? โดยพระวาทะ! ไม่ใช่โดยรถเข็นใหม่ ไม่ใช่โดยความคิดของนักศาสนศาสตร์บางคน แต่ตามพระวจนะของพระองค์พระองค์จะทรงชี้ให้เห็นนางได้ ตอนนี้อย่าใส่สิ่งหนึ่งสิ่งใดไปที่พระวจนะหรือนำสิ่งหนึ่งสิ่งใดออกไปจากพระวจนะ ให้ปล่อยให้เป็นไปตามที่พระวจนะทรงเป็น ดูเถิดครับ

ยามเย็นพระองค์ได้ทรงสัญญาไว้ว่า พระองค์จะทรงเปิดเผยสำแดง-ทรงเปิดตราประทับทั้งเจ็ดเหล่านั้นและทรงแสดงให้เห็นว่า คริสตจักรทั้งหลายพวกเขาได้พลาดอะไรไปในตอนนั้น พระธรรมวิวรณ์ บทที่ 10, และพระธรรมมาลาคี บทที่ 4 พระธรรมลูกา บทที่ 17 ข้อที่ 30 พระเจ้าได้ตรัสไว้ว่า พระองค์จะทรงกระทำอย่างนั้น ตอนนี้ขอให้พวกเราอย่าสับสน ให้พวกเราเก็บรักษามันไว้ให้ถูกต้องเหมือนอย่างนั้น

ผมขอจบเรื่องนี้.... เกือบจะ 11.45 น. แล้ว ผมขอจบในการเทศนาเรื่องนี้ เพื่อนๆ ครับ ในพระนามพระเยซูเจ้า สิ่งเหล่านี้เรียบง่ายเกินไปสำหรับคุณที่จะไม่เชื่อ มันเรียบง่ายเกินไปสำหรับคุณที่จะไม่เห็นมัน แน่นอนครับว่าคุณสามารถเห็นเรื่องนั้นได้ แน่นอนครับว่าโลกจะได้เห็นสิ่งที่พระเจ้าจะทรงกระทำ แต่คุณอย่าถูกอิทธิพลด้วยสิ่งที่นิกายต่างๆ มีทุกวันนี้ ผมไม่สนใจครับว่าพวกเขาเป็นคนดีแค่ไหน เขาจริงใจเพียงใด แต่ถ้าเขาไม่พูดตามกฎเกณฑ์และผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า พระคัมภีร์ไบเบิลบอกว่า ไม่มีชีวิตในพวกเขา

ดาวิดคิดว่าเขาถูกต้องแล้ว เขาจริงใจ เหล่าปุโรหิตพวกเขาคิดว่าพวกเขาถูกต้องแล้ว พวกเขาจริงใจ นอกจากนั้นพวกเขายังล้มเหลวที่ไม่ได้ปรึกษาพระเจ้าเกี่ยวกับมัน และพวกเขาได้ทำมันแล้วอย่างไร? พวกเขาอาจจะบอกว่า “พวกเราได้อธิษฐานตลอด” แต่นั่นไม่ใช่วิธีการในการกระทำมันของพระเจ้า พระเจ้าได้ทรงสัญญาว่า พระองค์จะไม่ทรงกระทำอะไรเลยจนกว่าพระองค์จะทรงเปิดเผยสำแดงให้กับบรรดาผู้รับใช้ของพระองค์ เหล่าผู้เผยพระวจนะ และที่นั่นนาธานาเอลยืนอยู่ท่ามกลางพวกเขา และพวกเขาไม่เคยปรึกษาเขาเลย

ตอนนี้ให้อ่านพระธรรมพงศาวดารอีกสักสองสามบทถัดไป และคุณจะพบว่า เมื่อดาวิดได้นั่งลงในพระนิเวศน์และกล่าวว่า “มันถูกแล้วหรือ (นาธานาเอลกำลังนั่งอยู่กับเขา) ที่ข้าพเจ้าควรจะอยู่ในไม้สนซีดาร์และหีบพันธสัญญาของพระเจ้าซึ่งอยู่ใต้เต๊นท์ที่ข้างนอกนั่น” และนาธานาเอลได้รับจากพระเจ้าว่าต้องบอกให้ดาวิดทำสิ่งใด

และดาวิดได้ทำผิดไป ดังนั้นพระเจ้าตรัสว่า “จงบอกดาวิดผู้รับใช้ของเราดาวิดเรารักเขา เราทำให้ชื่อเขาเป็นเหมือนเหล่าบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินโลก แต่กระนั้นเราไม่สามารถปล่อยให้เขากระทำเรื่องนี้ได้ (ดูเถิดครับ) เขาทำให้เราผิดหวัง (ดูเถิดครับ) เราไม่สามารถปล่อยให้เขาทำเรื่องนี้ได้ เราจะนำชายคนหนึ่งมา ลูกชายของเขาจะสร้างพระนิเวศน์นิรันดร์ของพระเจ้า” และนั่นก็คือดาวิด ซึ่งเป็นแบบอย่างของซาโลมอน แต่ต่อมาโซโลมอนก็ล้มเหลวอีก ทุกคนต้องจะต้องล้มเหลว มนุษย์ทุกคนต้องล้มเหลว พระเจ้าพระองค์เดียวเพียงเท่านั้นที่มิอาจทรงล้มเหลวได้ พระองค์มิอาจทรงล้มเหลวได้ นั่นเป็นสิ่งเดียวเพียงเท่านั้นที่พระเจ้ามิอาจทรงกระทำได้คือ ทรงล้มเหลว และพระเจ้าทรงเป็นพระวจนะ และพระวจนะ.... ไม่ว่ามันจะดูเหมือนมันกำลังจะมาในทางอื่นนี้ มันจะมาในทางตามที่พระเจ้าได้ตรัสไว้แล้ว

คราวนี้จำได้ไหมครับว่า พวกคุณต้องตามฤดูกาล, เวลา (ดูเถิดครับ) และพวกเราอยู่ในฤดูกาลอะไร เวลาใด-และทำการพิสูจน์-ให้เห็นว่านั่นเป็นความจริงอย่างแน่นอน

ตอนนี้ให้นำทุกประการเหล่านี้ที่ต้องมี, พระวจนะทั้งหมด, ทุกประเภท, และทุกสิ่ง และมองดูว่าคุณกำลังนั่งอยู่ที่ไหน คิดถึงเวลาที่พวกเรากำลังมีชีวิตอยู่ มองย้อนไปที่โน่นว่า 1 ใน 10 ของโลกนี้พร้อมแล้วที่จะล่มสลาย นักวิทยาศาสตร์กล่าวเรื่องนั้น พวกเขากำลังมองดูนาฬิกาอยู่ สองสามปีที่ผ่านมาพวกเขากล่าวว่า “มันแค่ 3 นาทีเท่านั้นก่อนถึงเที่ยงคืน” อาจเป็นแค่ 1 นาที อาจเป็นครึ่งนาทีตอนนี้

พวกเขากล่าวว่า “มันจะไม่เกิดขึ้นในชนรุ่นของพวกเรา”

“มันอาจจะเกิดขึ้นใน 5 นาทีก็ได้” และสังเกตไหมครับ สิ่งต่อไปที่เขาได้กล่าวว่า “5 ปี” ตอนนี้ผมไม่ได้พูดอย่างนั้น นักวิทยาศาสตร์เขาได้พูดไว้อย่างนั้น พวกมันจะรุมตอมจากรัฐแแคลิฟอร์เนียเหมือนกับพวกแมลงวัน ดูเถิดครับ ดีล่ะครับ เหมือนในยุคที่โลทได้ออกมาจากเมืองโสโดม เหมือนกับวันที่ไฟตกลงมาบนแผ่นดินโลกเหมือนฝน วันหนึ่งในวันเหล่านี้พระเจ้าจะทรงนำคำเทศนาของพวกเราไป และพวกเรากำลังจะไปจากที่นี่ บางสิ่งบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน  เมื่อคริสตจักรหายไป, พระกายของพระองค์, เจ้าสาวของพระคริสต์

ตอนนี้ผมอยากจะอ่านข้อพระคัมภีร์ให้พวกคุณฟัง และผมอยากจะให้คุณอ่านกับผมด้วย ผมอยากจะให้เปิดไปที่พระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติบทที่ 4 ในการปิดการประชุม ผมคิดว่าผมได้เทศนาพอแล้วที่พวกคุณจะเข้าใจ เฉลยธรรมบัญญัติบทที่ 4 ผมจะอ่านสองที่ในที่นี่ และสำหรับคริสตจักรแห่งนี้ และพวกเทปนี้ ... คนทั้งหลายผู้ที่กำลังฟังเทป และผู้ที่เชื่อมต่ออยู่ในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศนี้  ผมอยากจะให้คุณฟังบทนี้ใกล้ๆ จริงๆ เพื่อคุณจะไม่พลาด นี่คือสิ่งที่ ... เฉลยธรรมบัญญัติบทที่ 4  ตอนนี้ผมจะเริ่มที่ข้อ 1  ผมอยากจะอ่านข้อที่ 1 และจากนั้นผมจะอ่านข้อที่ 25 และ 26 คุณอ่านทั้งหมดได้เมื่อคุณกลับไปถึงบ้าน แต่เพื่อย่นเวลาเพื่อที่พวกเราจะออกไปตรงเวลาได้ เพราะผมจะต้องกลับมาอีกคืนนี้ถ้าเป็นน้ำพระทัยพระเจ้า ฟังผู้เผยพระวจนะท่านนี้กล่าว เขาอยู่ในการทรงสถิตของพระเจ้า เขารู้สิ่งที่เขากำลังพูด ฟังครับ

“ฉะนั้นบัดนี้ โอ้ คนอิสราเอลทั้งหลาย จงตั้งใจฟังบรรดากฎเกณฑ์และคำตัดสินซึ่งข้าพเจ้าสอนท่านทั้งหลาย จงกระทำตามเพื่อท่านทั้งหลายจะมีชีวิตอยู่ และเข้าไปยึดครองแผ่นดินซึ่งพระยาเวห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของท่านทั้งหลายประทานแก่พวกท่าน

(นั่นคือแบบยุคพันปีของพวกเรา)

ท่านทั้งหลายจงอย่าเพิ่มเติมคำที่ ข้าพเจ้าได้บัญชาพวกท่านไว้ และจงอย่าให้ถ้อยคำเหล่านั้นถดถอยลง [จงอย่าเพิ่มเติมสิ่งหนึ่งลงในนั้น และอย่านำสิ่งหนึ่งออกจากนั้น ให้อยู่.... ให้พูดในสิ่งที่พระคัมภีร์กล่าว] เพื่อท่านทั้งหลายจะรักษาพระบัญญัติของพระยาเวห์พระเจ้าของพวกท่าน ซึ่งข้าพเจ้าได้บัญชาท่านทั้งหลาย  

นัยน์ตาของท่านทั้งหลายได้เห็นกิจการ ซึ่งพระยาเวห์ทรงกระทำ ... เพราะเหตุพระบาอัลเปโอร์แล้ว ด้วยว่าบรรดาคนที่ติดตามพระบาอัลเปโอร์นั้น พระยาเวห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายได้ทรงทำลายคนเหล่านั้นจากท่ามกลางพวกท่าน (ตอนนี้พวกคุณเป็นพวกคนที่ถูกแยกออกมาจากพวกเขานิกายทั้งหลาย เห็นไหมครับ ดูเถิดครับ)

แต่ท่านทั้งหลายผู้ได้ยึดมั่นอยู่ในพระยาเวห์พระเจ้าของพวกท่าน ทุกคนได้มีชีวิตอยู่จนถึงวันนี้ [คุณไม่เคยตายไปกับนิกายต่างๆ  ของคุณ คุณมีชีวิตอยู่ตอนนี้ในการทรงสถิตของพระเจ้า ปิด อย่าพลาดสิ่งนั้น)

ข้อที่ 25 เมื่อพวกเขากำลังเข้าไปยังดินแดนนั้น ทีนี้ให้จับตาดูว่าเกิดอะไรขึ้น

และเมื่อท่านทั้งหลายจะได้บังเกิดพวกลูกหลาน และพวกเหลนโหลน และท่านทั้งหลาย ... ได้อยู่ในแผ่นดินนั้นมาช้านาน และจะกระทำตัวของท่านทั้งหลายให้เสื่อมทราม {นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว] และได้ทำ ... พวกรูปเคารพแกะสลัก [บางสิ่งบางอย่างอื่นๆ] หรือรูปเหมือนสิ่งหนึ่งสิ่งใด และจะกระทำความชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระยาเวห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย เพื่อยั่วยุให้พระองค์ทรงกริ้ว [ฟังครับ!]

ข้าพเจ้าขอเชิญฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกให้เป็นพยานกล่าวโทษท่านทั้งหลายในวันนี้ [ดูเถิดครับ] ว่า ท่านทั้งหลายจะพินาศอย่างสิ้นเชิงจากแผ่นดินนี้ [หรือสถานที่แห่งนี้] ซึ่งท่านทั้งหลายจะข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปยึดครองมัน ท่านทั้งหลายจะไม่ได้อยู่ในแผ่นดินนั้นช้านาน แต่ท่านทั้งหลายจะถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง

นี่เป็นสิ่งที่โมเสสพูดกับพวกคนอิสราเอลหลังจากที่เขาได้รับการพิสูจน์ให้เห็นจากพระเจ้าโดยเสาเพลิงและได้ร้ว่าเขาเป็นผู้ที่ได้รับการรับรองว่าเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าให้นำพวกเขาออกไป และก่อนที่พวกเขาจะเข้าไปยังดินแดนแห่งนั้น ก่อนที่พวกเขาได้เข้าไป โมเสสกล่าวว่า “บัดนี้ถ้อยคำที่ข้าพเจ้าได้กล่าวกับท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอเชิญฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกให้เป็นพยานกล่าวโทษท่านทั้งหลาย ถ้าหากท่านทั้งหลายเพิ่มเติมสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือนำคำหนึ่งคำใดออกจากพระวจนะ ท่านทั้งหลายจะไม่อยู่ในดินแดนที่พระเจ้าประทานให้แก่ท่านทั้งหลาย” ดังนั้นผมจึงขอกล่าวในพระนามพระเยซูคริสต์ คุณอย่าเพิ่มสิ่งหนึ่งเข้าไป อย่าใส่ความคิดของคุณเข้าไปในพระวจนะ ให้คุณแค่พูดสิ่งที่ได้กล่าวไว้ในเทปทั้งหลาย ให้คุณทำสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงบัญชาให้ทำเพียงเท่านั้น อย่าเพิ่มเติมอะไร

เหมือนที่พระองค์ได้ ... ทรงรักษาพระสัญญาของพระองค์แก่พวกเรา ทุกพระสัญญาที่พระองค์ได้ทรงกระทำแล้วพระองค์ได้ทรงรักษามัน พระเจ้าได้ทรงบอกคุณแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น และมันก็ได้เกิดขึ้นไหมครับ? ผมนำฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกมาต่อหน้าพวกคุณวันนี้เพื่อท้าทายว่า พระเจ้าเคยตรัสอะไรแล้วพระองค์มิได้ทรงกระทำให้สำเร็จไหม พระองค์จะทรงกระทำเพื่อพวกเราในสิ่งที่พระองค์ได้ตรัสไว้ไหม? พระองค์ได้ทรงกระทำตามวิธีการนั้นที่พระองค์ได้ทรงกล่าวไว้ว่าพระองค์จะทรงกระทำไหม? นั่นแน่นอนครับ ดังนั้นพระองค์จะทรงกระทำต่อไปอีก อย่าเพิ่มเติมอะไรเข้าไปในพระวจนะ อย่าตัดอะไรออกไปจากพระวจนะ จงเชื่อพระวจนะและเดินอย่างถ่อมใจต่อพระเจ้าของคุณ เพราะพวกเรากำลังใกล้การเข้าไปยังดินแดนแห่งนั้นแล้ว ดังนั้นคุณจะไม่หันกลับ คุณจะไม่หันกลับมาสู่ชีวิตประเภทนี้อีก คุณจะกลับไปสู่ความเป็นอมตะ คุณจะเปลี่ยนเมื่อความบาปถูกนำออกไป เมื่อซาตานถูกมัด และเวลาหนึ่งพันปีคุณจะอยู่บนแผ่นดินโลกนี้ที่พระเจ้าได้ประทานให้แก่คุณ “เพราะคนใจถ่อมจะได้แผ่นดินโลกเป็นมรดก” “คนทั้งหลายที่กระทำตามบรรดาพระบัญญัติของพระองค์จะได้รับพร เพื่อพวกเขาจะได้มีสิทธิ์เข้าไปในนครนั้น ด้วยว่าภายนอกนั้นมีเหล่าคนใช้เวทมนตร์, คนมุสา, คนเล่นชู้ทั้งหลาย และพวกสุนัข พวกเขาจะไม่ได้เข้าส่วน” ผู้ที่รักษาพระบัญญัติของพระเจ้าเท่านั้นจะได้รับการช่วยกู้

อย่ารับเอาสิ่งใหม่บางสิ่ง มันกำลังบินอยู่ไปทั่วทุกแห่ง และจะมีมากกว่านั้นที่จะมา แต่อย่าไปรับเอาพวกสิ่งใหม่เหล่านี้ พระเจ้าของคุณได้ทรงป่าวประกาศความจริงให้แก่คุณถึงสิ่งที่เป็นความจริงแล้ว พระเจ้าของคุณได้ทรงพิสูจน์แล้วว่าความจริงคืออะไรและโดยพระวจนะของพระองค์และโดยพระวิญญาณของพระองค์ “มิใช่ด้วยกำลัง มิใช่ด้วยฤทธานุภาพ แต่ด้วยวิญญาณของเรา” และพระวิญญาณ.... พระเจ้าทรงมองหาคนเหล่านั้นผู้ที่นมัสการพระองค์ในวิญญาณและความจริง “พระวจนะของพระเจ้าคือ ความจริง” และพระองค์ได้ทรงพิสูจน์มาตลอดแล้วว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นเหมือนเดิมเมื่อวานนี้, วันนี้ และสืบๆ ไปเป็นนิตย์ พระองค์ได้ทรงสำแดงพวกเมล็ดพืชยามเย็นให้คุณเห็น พระองค์ได้ทรงสำแดงมันให้คุณเห็นในพระวจนะ พระองค์ได้พิสูจน์มันให้คุณเห็นด้วยพระวิญญาณของพระองค์

อย่าริเริ่มหรือลององค์กร อย่าพยายามสร้างสิ่งอื่นใดลงบนนั้น แต่ให้ถ่อมใจต่อพระพักตร์ของพระเจ้าของคุณ เพราะมันดูเหมือนประตูที่จะเปิดกว้างเข้าไปสู่ดินแดนแห่งพระสัญญาในไม่ช้า ดังนั้นให้พวกเราเข้าไปข้างในด้วยเสียงร้องเพลงและความชื่นชมยินดีจริงๆ เมื่อเจ้าสาวและเจ้าบ่าวได้ไปถึงที่บัลลังก์

ใช้ชีวิตอย่างถ่อมใจ; ใช้ชีวิตด้วยความรัก รักผู้อื่น อย่านำสิ่งไร้สาระมาไว้ในท่ามกลางพวกคุณ ถ้าหากคุณเห็นบางสิ่งบางอย่างกำลังเกิดขึ้นในใจคุณที่ต่อต้านคนบางคน ให้นำมันออกไปจากที่นั่นทันที อย่างให้,,,, และซาตานจะทำอย่างดีที่สุดของมันที่จะอยู่ท่ามกลางพวกคุณ ดูเถิดครับ คุณอย่าปล่อยให้เรื่องนั้นเกิดขึ้น คนบางคนที่มีลิ้นลื่นอาจจะมาด้วยและพยายามจะนำคุณออกไปจากความจริง คุณคิดไหมครับว่าพวกเขาอาจจะพูดให้โมเสสออกมาจาการทรงสถิตของพระเจ้าในที่ซึ่งเขาได้ยืนอยู่ที่นั่นและได้เห็นมันหรือ? ไม่ครับท่าน ไม่ใช่ครับ พวกเราอย่านำอะไรออกจากมันหรือเพิ่มเติมอะไรในมัน ให้รักษามันไว้ในทางที่พระเจ้าได้ตรัสไว้ พวกเราไม่ต้องการนิกาย พวกเราไม่ต้องการองค์กรต่างๆ พวกเราไม่ต้องการการทะเลาะวิวาท พวกเราไม่ต้องการการปะทะกัน พวกเราต้องการพระเจ้า และพระองค์ทรงเป็นพระวจนะ เวลานี้ให้พวกเราก้มศีรษะของพวกเราลง

โอ้ พระเจ้า ข้าพระองค์มองไปรอบๆ ด้วยตาฝ่ายวิญญาณ ข้าพระองค์พยายามจะดูสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ข้าพระองค์เห็นพระวจนะของพระองค์ในทางที่มันได้รับการพิสูจน์แล้วว่าจริง ในทางที่มันได้รับการพิสูจน์ให้เห็นแล้ว ตลอด 33 ปีที่ผ่านมาลงมาที่นี่บนแม่น้ำ สิ่งที่พระองค์ได้ตรัสไว้ และที่นี่มันเป็น 33 ปีที่ผ่านมา และพระองค์ทรงกำลังกระทำตามสิ่งที่พระองค์ได้ตรัสไว้ และพระองค์ได้ทรงกระทำสิ่งที่พระองค์ได้ตรัสแล้ว พระบิดา ข้าพระองค์ทั้งหลายอยู่ห่างไกลจากมันในความพยายามที่จะทำให้พระวจนะของพระองค์น้อยลงหรือมากขึ้น เพียงเก็บรักษามันไว้ในทางที่พระองค์ได้ตรัสไว้ เพียงเดินอย่างถ่อมใจและติดตามพระองค์

คนเหล่านี้เป็นพวกเขา พระบิดา ที่พระองค์ได้ประทานพันธกิจให้ เว้นแต่คนเหล่านั้นที่หลับอยู่ทั่วประเทศทั่วโลก พวกสุสานที่นี่เก็บคนเหล่านั้นมากมายที่รอคอยพระองค์ เหล่าธรรมมิกชนผู้ได้รับพระพร แต่กระนั้นมันเป็นตามที่พระคัมภีร์กล่าวไว้ ข้าพระองค์ทั้งหลายที่เป็นอยู่ก็จะไม่ล่วงหลับไปก่อน เมื่อแตรดัง คนที่ตายจะฟื้น จากนั้นถูกรับขึ้นไปก่อนแล้วข้าพระองค์ทั้งหลายก็จะถูกรับไปพร้อมกับคนเหล่านั้น เมื่อพระสิริพระเจ้าเต็มไปทั่วโลก มันจะซ่อนคริสตจักรจากโลก โลกจะไม่แม้แต่ได้เห็นมันเมื่อมันไป

พระบิดาพระเจ้า ขอทรงรักษาคนเหล่านี้ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ พวกเขาเป็นของพระองค์ ข้าพระองค์อธิษฐาน พระเจ้า ขอให้ข้าพระองค์ทั้งหลายจะเดินอย่างถ่อมใจต่อพระองค์เสมอ ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่รู้ว่านานเท่าไร ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่อยากรู้ว่านานเท่าไร มันไม่ใช่ธุระของข้าพระองค์ทั้งหลาย นั่นเป็นธุระของพระองค์ มันไม่ใช่ความประสงค์ของข้าพระองค์ทั้งหลายที่จะรู้ว่าพระองค์จะเสด็จมาเมื่อไหร่ มันเป็นความประสงค์ของข้าพระองค์ทั้งหลาย พระบิดา ที่จะรักษาความถ่อมใจจนกว่าพระองค์เสด็จมาจริงๆ และเดินกับพระองค์  มันเป็นความประสงค์ของข้าพระองค์ทั้งหลายสำหรับพระองค์ที่จะให้ทรงสำแดงพระองค์เองท่ามกลางให้เป็นที่รู้จักนานๆ ครั้ง พระบิดา ท่ามกลางข้าพระองค์ทั้งหลาย เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะสามารถเห็นได้ว่าข้าพระองค์ทั้งหลายกำลังเดินอยู่กับพระองค์

ขอทรงยกโทษให้อภัยบาปทั้งสิ้นของข้าพระองค์ทั้งหลายในอดีต ขอทรงนำข้าพระองค์ทั้งหลายและขอทรงปกป้องข้าพระองค์ทั้งหลายจากทุกกับดักของวิญญาณชั่วในอนาคต ขอทรงนำข้าพระองค์ทั้งหลายและขอทรงชี้ทางให้ข้าพระองค์ทั้งหลาย โอ้ พระเจ้า พระบิดาของข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอทรงยกโทษให้อภัยบาปทั้งสิ้นของข้าพระองค์ทั้งหลายและขอทรงช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายให้เป็นบุตรทั้งหลายของพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นพวกคนชั้นต่ำต้อย ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นพวกคนที่ถูกขับออกโดยสังคมต่างๆ ของโลกนี้ โดยนิกายทั้งหลายของคริสตจักรต่างๆ ข้าพระองค์ทั้งหลายเห็นจุดจบ และข้าพระองค์ทั้งหลายขอบพระคุณพระองค์สำหรับสายตาฝ่ายวิญญาณที่ข้าพระองค์ทั้งหลายได้เห็นพระวจนะของพระองค์ที่จะมองเห็นยุคสุดท้าย เพราะสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดจำต้องเกิดขึ้นก่อนการขว้างหินจากฟ้าสวรรค์ ขอทรงช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด พระบิดา ขอทรงให้ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่ได้อยู่ที่นี่ในวันนั้น แต่ขอให้หายเข้าไปในการทรงสถิตของพระองค์ บินเข้าไปในพระทรวงของพระองค์

ขอทรงเยียวยารักษาโรคผู้คนที่เจ็บป่วยและคนที่ทุกข์ทรมานเถิด พระบิดา ข้าพระองค์ทั้งหลายอธิษฐานขอให้คืนนี้พระองค์จะทรงให้ข้าพระองค์ทั้งหลายมีการประชุมที่ยอดเยี่ยม ขอไม่ให้มีผู้อ่อนล้าในท่ามกลางข้าพระองค์ทั้งหลายเพราะการทรงสถิตของพระองค์ พระบิดา ขอให้ใจของข้าพระองค์ทั้งหลายจดจ่ออยู่ที่พระองค์ พระบิดา และข้าพระองค์ทั้งหลายรู้ว่า เงิน, ทรัพย์สมบัติ, สิ่งต่างๆ ของโลกนี้ไม่มีความหมาย แค่ชั่วคราว พวกมันทุกอย่างต้องไป การงานของข้าพระองค์ทั้งหลาย, ที่อยู่ของข้าพระองค์ทั้งหลาย, เพื่อนๆ ของข้าพระองค์ทั้งหลาย ทุกสิ่งทุกอย่างต้องไป ไม่ว่าพวกเรารวยแค่ไหน, จนแค่ไหน, มีชื่อเสียงหรือไม่มีชื่อเสียงแค่ไหน ทุกคนต้องไป แต่มีสิ่งเดียวเพียงเท่านั้นที่ข้าพระองค์ทั้งหลายที่นี่ต้องยึดเป็นศูนย์กลางและนั่นคือ พระเยซูคริสต์ ดังนั้นพระเจ้า ขอให้ข้าพระองค์ทั้งหลายวางทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นรองลงและให้ยึดพระองค์ไว้ และพระองค์ทรงเป็นพระวจนะของพระเจ้า (โปรดประทานเถิด พระบิดา!) พระวจนะของเวลานี้ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าจริง

พระวจนะแห่งยุคของโมเสสที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าจริงคือ พระเยซู พระวจนะแห่งยุคของอิสยาห์, เอลียาห์, ยอห์น, ทุกคนที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าจริงคือ พระเยซู และพระวจนะยุคปัจจุบันนี้ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าจริงคือ พระเยซู ทรงเป็นเหมือนเดิมเมื่อวานนี้, วันนี้ และสืบๆ ไปเป็นนิตย์  ขอทรงช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด พระบิดา ที่จะเชื่อสิ่งนั้น, ที่จะเห็นสิ่งนั้น, และจะเดินในพระวจนะของพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายทูลขอในพระนามพระเยซู

ด้วยศีรษะของพวกเราที่ก้มลง ผมแปลกใจครับว่าถ้าหากมีคนบางคนที่นี่ที่ยังไม่เคยให้พระองค์ทรงเป็นทุกสิ่งที่ต้องการ, ทรงเป็นใหญ่.... คุณเชื่อ แค่เชื่อยังไม่เพียงพอ ผมเชื่อว่าภรรยาของผมเป็นผู้หญิงที่ดี ผมรู้จักคุณพ่อคุณแม่ของเธอ ผมรู้จักเธอมาหลายปี เธอดำเนินชีวิตตรงไปตรงมา ผมเชื่อว่าเธอเป็นผู้หญิงที่ดี แต่นั่นไม่ได้ทำให้เธอเป็นของผม เธอไม่เคยกลายเป็นของผมจนกระทั่งผมได้รับเธอ เธอได้รับผม เวลานี้พระเยซูทรงต้องการจะรับคุณ แล้วคุณจะไม่รับพระองค์และเข้าส่วนในพระวจนะของพระองค์หรือ? ถ้าหากคุณยังไม่เคยทำอย่างนั้น  ... ให้พวกคุณก้มศีรษะของพวกคุณลงและถ่อมใจของพวกคุณลง ผมไว้วางใจ....

ไม่มีที่ว่างที่จะเรียกคุณออกมาที่แท่นบูชาที่นี่ อย่างไรก็ตามผมไม่ได้คิดอะไรกับพวกเขามากไป ผมเชื่อว่าพระเจ้าทรงเยี่ยมเยียนคุณในที่ๆ คุณอยู่ ให้คุณยกมือของคุณขึ้นมาและกล่าวว่า “บราเดอร์บรานฮาม โปรดจดจำผมในคำอธิษฐาน ผมต้องการทำอย่างนั้น” พระเจ้าอวยพรคุณ พระเจ้าอวยพรคุณ โอ้ มีมือที่ยกขึ้นมาในทุกที่ “ผมอยากจะเป็นเช่นนั้น” พระเจ้าอวยพรคุณ บราเดอร์ และอวยพรคุณ บราเดอร์ พวกคุณทุกคนที่อยู่รอบๆ “ผมอยากจะเป็นเช่นนั้น” พระเจ้าอวยพร.... “ผมอยากจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ” ผมเห็นมัน.... ดีล่ะครับ ตอนนี้มองดูครับ เพื่อนๆ อาจจะมีบางสิ่งบางอย่างเล็กๆ น้อยๆ.... ถ้าหากคุณไม่เป็นอย่างนั้น ดังนั้นมีบางสิ่งบางอย่างที่เป็นคุณให้เป็นศูนย์กลางนอกจากสิ่งนั้น คุณอยู่ใกล้ชิดกับสิ่งนั้น คุณกำลังมองมันอยู่ คุณมองมัน คุณได้มองมันเคลื่อนไหวขึ้นมาหลายปี คุณเห็นว่ามันเติบใหญ่แล้วตอนนี้ ถ้าหากมันหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับพวกเราและไม่มีสิ่งอื่นใดที่จะคงอยู่ถาวรตลอดไปนอกจากสิ่งนั้น ทำไมคุณจึงไม่หันศีรษะของคุณกลับจากสิ่งนั้นที่คุณได้กำลังมองมันอยู่และให้ตัวคุณเองเป็นศูนย์กลางบนพระองค์ ผู้ซึ่งเป็นศูนย์กลางของชีวิตทั้งหมด ทั้งหมดที่ต้องติดตามคือพระองค์ คุณจะไม่ทำสิ่งนี้ในขณะที่พวกเราอธิษฐานด้วยกันหรือครับ?

แด่พระเจ้า มีมือมากมายของเหล่าชาย, หญิง, เด็กชาย, เด็กหญิง, แม้แต่เหล่าพันธกรก็ได้ยกมือของพวกเขาขึ้นมา พวกเขาอยากจะบอกว่า พวกเขาอยากจะกลายเป็นมาอยู่ตรงกลางรอบๆ พระเยซูเจ้า และยังดูเหมือนว่าพวกเขาไม่อาจจะทำได้ มีบางสิ่งบางอย่างดึงพวกเขามาทางนี้และทางนั้น มันอาจจะเป็นนิกายๆ หนึ่ง; มันอาจจะเป็นบุคคลๆ หนึ่ง; มันอาจจะเป็นบาปๆ หนึ่ง, มันอาจจะเป็นบางสิ่งบางอย่างซึ่งซ่อนอยู่ในใจของพวกเขา ข้าพระองค์มิรู้ได้ พระบิดา พระองค์ทรงรู้ดีที่สุด ไม่ว่ามันจะเป็นอย่างไรก็ตาม ในเวลานี้ พระบิดา ขณะที่พระองค์กำลังทรงเรียกคนอื่นๆ.... พระองค์ได้ทรงเลือกพวกเขา พวกเขาเป็นของพระองค์ และขณะที่พระองค์ทรงเรียกพวกเขา ขอให้พวกเขาได้รับการปลดปล่อยจากบาปที่ตรึงอยู่ตามที่พระคัมภีร์ไบเบิลกล่าวว่า “ให้หันจากบาปซึ่งขัดขวางพวกเราอยู่อย่างง่ายดาย และให้พวกเราวิ่งด้วยความอดทนการแข่งกันที่ตั้งไว้ต่อหน้าพวกเรานั้น” มองที่สิ่งใดเล่า? ที่งานของพวกเราหรือ? ที่นิกายของพวกเราหรือ? ที่การเข้าร่วมของพวกเราหรือ? ที่สภาทั้งหลายหรือ? ที่พระคริสต์, ผู้ประพันธ์ และผู้กระทำให้สำเร็จสำหรับความเชื่อที่พวกเรามีในพระองค์ ขอทรงกระทำสิ่งนั้นเถิด พระบิดา สำหรับข้าพระองค์ทั้งหลายวันนี้ ข้าพระองค์ทั้งหลายทูลขอสิ่งนี้ในพระนามของพระองค์และเพื่อพระสิริของพระองค์

เวลานี้ พวกเขาเป็นของพระองค์ พระบิดา ขอทรงกระทำกิจกับพวกเขาตามที่พระองค์ทรงเห็นสมควร ขอทรงกระทำกิจกับข้าพระองค์ทั้งหลายตามที่พระองค์ทรงเห็นสมควร ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นของพระองค์ ในพระนามพระเยซู อาเมน

ข้าฯ รักพระองค์ ข้าฯ รักพระองค์

เพราะพระองค์ทรงรักข้าฯ ก่อน

และทรงจ่ายราคาความรอดของข้าฯ

บนไม้กางเขนที่โกละโกธา

คุณลืมอาหารเย็นแล้วหรือครับ? คุณลืมว่าเด็กๆ ทุกคนสุขสบายดีในรถที่อยู่ข้างนอกนั้นหรือไม่ครับ? คุณลืมอดีตทั้งหมดและเข้าใจถึงสิ่งที่คุณกำลังสัมผัสอยู่ตอนนี้หรือไม่ครับ? มันเป็นวัตถุที่อยู่ต่อหน้าคุณทุกวี่ทุกวัน ให้สิ่งนั้นเป็นศูนย์กลางของสิ่งใดๆ ก็ตาม.... ให้ปล่อยสิ่งที่เหลือไป อย่างไรก็ตามพวกมันกำลังเสื่อมสลายไป โอ้ ให้พวกเราติดตามพระองค์อยู่เสมอ เหมือนเอลีชาที่ติดตามเอลียาห์ ให้พวกเราติดตามพระองค์ เพราะสักวันหนึ่งพวกเราจะต้องถูกรับขึ้นไปด้วย พวกเราได้เห็นรถรบเพลิงที่ได้ยกพระองค์ออกมาจากหลุมศพ พวกเราสัมผัสว่าพระองค์ทรงสถิตอยู่ท่ามกลางเราเวลานี้ สักวันหนึ่งพระองค์จะทรงปล่อยฝูงม้าให้ออกมาจากพุ่มไม้ พวกเราจะขึ้นไป พวกคุณจะไม่รักพระองค์หรือครับ?

.........................................

และได้ทรงจ่ายราคาความรอดของข้าฯ

บนไม้กางเขนที่โกละโกธา

โอ้ ให้พวกคุณเพียงอาจจะ ... ลองหลับตาและนึกถึงพระองค์ทรงแขวนอยู่ที่โน่นได้ไหมครับ? 

ข้าฯ รักพระองค์ (ใครอื่นที่ข้าฯ อาจจะรักได้เล่า?)

ข้าฯ รักพระองค์

เพราะพระองค์ทรงรักข้าฯ ก่อน

และได้ทรงจ่ายราคาความรอดของข้าฯ

บนไม้กางเขนที่โกละโกธา

ทุกครั้งที่ผมกลับบ้าน คนบางคนไปแล้ว ผมจะไม่อยู่สองสามเดือน กลับมา คนบางคนก็ไปอีก ผมเริ่มเศร้าทุกครั้งที่ผมมา วันก่อนเด็กชายคนหนึ่งที่ผมได้ไปโรงเรียนด้วยกัน เดินลงมาที่ถนน และเขาบอกว่า “สวัสดี บิลลี่”

ผมจ้องมองเขา เขาเคยเป็นหนุ่มน้อยหน้าตาดี ผมดำเงามากจริงๆ และหวีไปด้านหลัง เดี๋ยวนี้มันขาวเหมือนหิมะ หน้าท้องที่เคยแบนราบมาก บัดนี้มีพุงออกมาเหมือนอย่างนี้ ผมบอกว่า “สวัสดี จิม” ผมจ้องมองเขา ผมสัมผัสใจของผม ผมคิดว่า “พระเจ้า เด็กชายคนนั้นและข้าพระองค์ ... ผู้ชายคนนั้นและข้าพระองค์มีอายุเท่ากัน” จากนั้นผมรู้ว่าวันคืนของผมถูกนับไว้แล้ว ผมรู้ว่ามันอาจจะอีกไม่นานนัก

ผมมองไปรอบๆ ผมคิดว่า “ข้าพระองค์สามารถทำอะไรได้เล่า พระบิดา? ขอทรงช่วยข้าพระองค์ ข้าพระองค์ไม่อยากจะแซงหน้าพระองค์ ข้าพระองค์อยากจะอยู่ ... ข้างหลังพระองค์ ขอพระองค์ทรงนำหนทางและข้าพระองค์ และผมคิดว่า “อายุ 56 ปี โอ้ อาจจะอยู่ได้อีกไม่นานนัก”

และผมมองลงไปเห็นเพื่อนที่ดีของผม บิลล์ เด๊าช์ กำลังนั่งอยู่ที่นั่น อายุ 72 หรือ 73 ปี

ผมมองไปรอบๆ ผมเห็นเด็กๆ เหล่านี้พวกเขาคิดว่า “ดีล่ะ ผมจะรอจนกว่าผมจะมีอายุเท่ากับบราเดอร์บรานฮาม ผมจะคิดเรื่องนั้น....” ที่รัก คุณอาจจะไม่เคยได้เห็นสิ่งนั้น ผมสงสัยมากที่คุณเห็นสิ่งนั้น ดูเถิดครับ แต่ให้คิดว่าถ้าหาก บราเดอร์บิลล์ เด๊าช์ มีชีวิตอยู่ตลอดจนถึงวันนี้ เขาจะอายุ 115 หรือ 116 ปี พวกเขากำลังตายทุกๆ ชั่วโมง ดังนั้นมันแตกต่างอะไรที่คุณมีอายุเท่าไหร่? คุณกำลังทำอะไรกับเวลานั้นที่คุณมีชีวิตอยู่เล่าครับ? คุณกำลังทำอะไรเพื่อพระเยซูในเวลานี้ เห็นไหมครับ?  โอ้ ผมอยากจะเห็นพระองค์ ผมอยากจะเห็นเวลาที่ผมมองดูและเห็นร่างกายแก่ๆ เหล่านี้ทั้งหมดได้รับการเปลี่ยนแปลง เห็นพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปในชั่วพริบตาเดียว ถ้าหากมันไม่เป็นไปตามนั้น ดังนั้นพวกเราก็เป็นพวกคนที่โง่ที่สุดคือ กิน, ดื่ม และสนุกสนาน เพื่อพรุ่งนี้คุณก็ตายไป ดูเถิดครับ คุณเป็นเหมือนสัตว์ คุณตายและกลายเป็นผงคลีดินและก็เท่านั้น แต่มีไม่อมตะ ... วิญญาณอมตะอยู่ในคุณ บราเดอร์ พวกเราได้ยินแล้วจากฟ้าสวรรค์ พวกเราได้เห็นการพิสูจน์แล้ว พวกเรารู้ว่าพระองค์ทรงเป็น และผู้ให้รางวัลแก่คนเหล่านั้นผู้ที่แสวงหาพระองค์อย่างขะมักเขม้น

ในเวลานี้ สมาชิกทั้งหลายของพระกายพระคริสต์ ขณะร้องเพลงนั้นอีกครั้งหนึ่ง ผมอยากจะให้พวกคุณนั่งในที่นั่งของพวกคุณและจับมือกันและกันขณะที่เราร้องเพลงนั้นอีกครั้งหนึ่ง 

ข้าฯ รักพระองค์ (ให้ทักทาย

พี่น้องชายหญิงของคุณ) ข้าฯ รักพระองค์

เพราะพระองค์ทรงรักข้าฯ ก่อน (ริชาร์ด!)

                และทรงจ่ายราคาความรอดของข้าฯ

บนไม้กางเขนที่โกละโกธา

คุณรักพระองค์ไหม กล่าวว่า “อาเมน!” คุณรักพระวจนะของพระองค์ไหม กล่าวว่า “อาเมน!” คุณรักสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำไหม กล่าวว่า “อาเมน!” คุณรักพระกายของพระองค์ไหม กล่าวว่า “อาเมน!” ดังนั้น คุณรักกันและกัน อาเมน! นั่นแหล่ะครับ “โดยสิ่งนี้มนุษย์ทุกคนจะทราบว่าท่านทั้งหลายเป็นพวกสาวกของเรา ถ้าท่านทั้งหลายมีความรักต่อกันและกัน”

เวลานี้ผมได้วางมือของผมบนผ้าเช็ดหน้าเหล่านี้แล้ว ถ้าหากพวกคุณต้องการได้รับพวกมันก่อนคืนนี้....

ผมกำลังจะมอบให้กับ บราเดอร์ริชาร์ด แบลร์ พระเจ้าได้ทรงตอบคำอธิษฐานของเขา เขาและพี่น้องชายคนนั้น ด้วยการอธิษฐานที่นี่วันก่อนเพื่อจะนำเด็กชายเล็กๆ คนนี้ให้กลับมานั่งท่ามกลางพวกเราวันนี้ นั่นคือได้ชีวิตคืนกลับมาเพราะความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา.... และตอนนี้ผมจะให้เขาอธิษฐานสักครู่หนึ่งก่อนที่พวกเราจะแยกย้ายกันกลับไป เพียงสักครู่หนึ่ง แล้วพวกเราอาจจะกลับมาได้อีกครั้งหนึ่งคืนนี้ มันประมาณ 12.05 น. แล้วจากนาฬิกาเรือนนั้น และผมอยากจะให้พวกคุณกลับมาในคืนนี้ ถ้าหากพวกคุณสามารถมาได้ ถ้าหากพวกคุณอยู่รอบๆ ถ้าหากพวกคุณต้องกลับบ้าน ขอพระเจ้าทรงให้คุณขับรถได้อย่างรวดเร็วบนถนนของคุณ และทรงช่วยคุณ และทรงปกป้องคุณ ถ้าคุณสามารถอยู่ที่นี่และต้องการอยู่ ยินดีต้อนรับพวกคุณที่จะอยู่ เวลานี้ขอพระเจ้าสถิตอยู่กับคุณ

จนกว่าพวกเราจะพบกัน จนกว่าพวกเราจะพบกัน 

จนกว่า (ให้พวกเรายกมือของพวกเราขึ้นแด่....)

พบกันที่ฝ่าพระบาทของพระเยซู

จนกว่าพวกเราจะพบกัน จนกว่าพวกเราจะพบกัน 

พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับคุณ จนกว่าเราจะพบกันอีกครั้งหนึ่ง

[บราเดอร์บรานฮามเริ่มคลอเพลงเดิม] (นั่นเป็นวิธีการอำลาจากพระนิเวศน์ของพระเจ้า: เต็มไปด้วยการอธิษฐาน, ความถ่อมใจ, ความไว้วางใจ พวกเราจะพบกันอีกครั้งหนึ่งคืนนี้ครับ ถ้าหากพวกเราไม่พบกัน พระเจ้าสถิตอยู่กับคุณ) จนกว่าพวกเราจะพบกันอีกครั้งหนึ่งครับ

ให้พวกเราก้มศีรษะของพวกเราลงในเวลานี้ บราเดอร์แบลร์ 

Available translations