Book
คริสต์ศาสนาตามประเพณี - ความจริง หรือ การหลอกลวง
Ewald Frank
Formats
Typ písma
Výška riadku
Medzera odseku
Veľkosť písma
Navigate
Kapitoly
expand_more
Navigate
Kapitoly
Navigate
Kapitoly
Jump to any chapter without leaving the reader.
Kapitola 3
บทที่ 1 - บนการทดสอบ การวิจัยของปัญญาจารย์ การสอบสวนฝ่ายวิญญาณตามกาลเวลา
3 / 32
ผมได้รับการสนับสนุนให้เขียนอย่างอิสระเพราะว่ามันเป็นความจริงที่สถาปนาแล้วว่า ในปัจจุบันไม่มีสิ่งใดเป็นที่ยอมรับได้อย่างง่ายๆ โดยปราศจากการพิสูจน์ ตัวอย่างโดยทั่วไปสำหรับเรื่องนี้เป็นหัวข้อข่าวในเดือนกันยายน ค.ศ. 1988 และได้ออกมาในสื่อมวลชน. ภาระใจคือเรื่องเกี่ยวกับผ้าห่อศพแห่งตูริน เชื่อกันว่าเป็นของแท้แน่นอนและได้รับการยกย่องในฐานะเป็นศิลปวัตถุมาหลายร้อยปี ตอนนี้ทั้งโลกเริ่มประหลาดใจหลังจากมีบรรดาการทดสอบอิสระในอังกฤษ, สหรัฐอเมริกา และสวิตเซอร์แลนด์ ที่ได้นำมาซึ่งผลลัพธ์เดียวกันว่า ผ้าลินินชิ้นนี้มีมาจากช่วงเวลาแห่งยุคมืดและมิใช่
หมายถึงผ้าห่อศพของพระคริสต์ แม้จะได้มีการตรวจสอบยืนยันแล้วก็ตาม คณะสงฆ์ที่เคารพสนับสนุนว่าการปลอมแปลงนี้ยังคงได้รับต่อไปในความเลื่อมใสของศิลปวัตถุ แม้ว่าหลังจากเรื่องนี้จะกลายเป็นที่รู้จักของพวกคนทั้งหลายโดยทั่วไปแล้วก็ตามยังคงอยู่ในข้อผิดพลาดเดิม
ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1988 รอง ดร. เอียน เพสลีย์ จากไอร์แลนด์เหนือได้ทำให้เกิดความวุ่นวายในรัฐสภายุโรปที่เมืองสตราสบูร์ก เขากล้าที่จะพูดขึ้นมาในฐานะโปรเตสแตนต์ที่หายากที่แทบจะไม่มีเลยนับตั้งแต่ยุคปฏิรูปเป็นต้นมา เขา
ได้แสดงโปสเตอร์ที่มีข้อความว่า "จอห์น พอล ที่ 2 – ผู้ต่อต้านพระคริสต์" และดังนั้นจึงทำให้เกิดการปั่นป่วนและได้ประท้วงต่อต้านสมเด็จพระสันตะปาปาที่พูดที่นั่น สื่อมวลชนได้รายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ในพวกหนังสือพิมพ์รายวันส่วนใหญ่ด้วยรูปถ่ายและรายงานในหน้าแรก หลังจากวันนั้นมีคนเพียงไม่กี่คนที่พูดถึงเรื่องนี้และชีวิตก็กลับมาเป็นปกติอีกครั้งหนึ่ง มีบางสิ่งบางอย่างใหม่ๆ ที่จะได้ให้รายงานประจำวัน
มันเป็นเรื่องน่าเศร้าแต่จริงที่ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาคณะสงฆ์และฆราวาสได้รวมพระเจ้าและคริสตจักรเข้ามาไว้ด้วยกัน และพวกคนทั้งหลายเพราะว่าพวกเขารู้สึกผิดหวังกับสถาบันของพวกเขาที่หันมาต่อต้านพระองค์และต้องการจะกำจัดทั้งสองอย่างไป มันเป็นการตัดสินใจที่น่าเศร้ามากซึ่งผู้คนมากมายได้ติดตามมา ผมไม่เคยลืมตอนเย็นในเมือง kibbutz ประมาณ 15 กม. ทางตะวันตกของกรุงเยรูซาเล็ม ในฐานะหัวหน้าทัวร์ผมได้รวบรวมกลุ่มสำหรับการประชุมเล็กๆ หลังอาหารเย็น พวกแขกหลายคนได้เข้าร่วมรวมทั้งพวกคนยิวบางคน สิ่งนี้ได้รับการชื่นชม ผมอ่านข้อความสองสามข้อจากพันธสัญญาเดิมและได้แสดงให้เห็นว่าพวกมันสำเร็จเป็นจริงแล้วอย่างไรในพันธสัญญาใหม่ ทันใดนั้นผู้หญิงชาวยิวที่อพยพมาจากกรุงวอร์ซอก็ได้พูดขึ้นมาด้วยอารมณ์ภายในว่า “ดิฉันได้อ่านพันธสัญญาใหม่และดิฉันสามารถเชื่อได้ว่าพระคริสต์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ของพวกเรา ถ้าหากพระองค์มิได้ทรงเคยเป็นคาทอลิก เพราะว่าพวกโปแลนด์ซึ่งเป็นพวกคาทอลิกดังกล่าวได้ทำอันตรายมากมายต่อพวกเรา” พวกเราทุกคนรู้สึกแปลกใจ ดังนั้นผมจึงอธิบายว่า “พระเมสสิยาห์ไม่ได้ทรงเป็นคาทอลิก พระองค์ทรงเป็นพระผู้ไถ่ที่ทรงกลายมาเป็นมนุษย์ และนางมารีย์ก็มิได้เป็นคาทอลิก" แต่นางมิอาจจะเข้าใจเรื่องนี้ได้
ความเพิกเฉยของพวกคนทั้งหลายในการอ้างถึงศาสนาของพวกเขานั้นเป็นไปอย่างไม่น่าเชื่อ คริสต์ศาสนาที่ปราศจากการมีชีวิต ความสัมพันธ์ส่วนบุคคลกับพระคริสต์ได้กลายเป็นศาสนา และคนบางคนถือสิทธิ์ว่ามันเป็นฝิ่นสำหรับพวกคนทั้งหลาย การเปิดโปงนี้ควรจะเปิดเผยเรื่องนั้นที่ไม่ได้เป็นตามพระคัมภีร์ไบเบิลและซึ่งถูกเรียกอย่างผิดๆ
ว่า คริสเตียน และเปิดโปงพวกตำนานทางศาสนาที่ยังคงเป็นอยู่โดยไม่คำนึงถึงระยะเวลาในการปฏิบัติที่พวกมันเป็นมา
เมื่อความเชื่อในพระเจ้าและแผนการของพระองค์กับมนุษยชาติเกี่ยวข้องกัน พวกเราต้องปรึกษาหนังสือทุกเล่ม การแสดงออกว่า "ผมไม่เชื่ออะไรและไม่เชื่อใคร" ใช้ได้เฉพาะในการอ้างอิงถึงการเป็นมนุษย์เท่านั้น แต่ใช้ไม่ได้ใน
เกี่ยวกับผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์และพระวจนะของพระองค์ พระองค์ยังคงทรงเป็นผู้ที่ทรงไว้วางใจได้ตลอดกาล พระวจนะของพระองค์สำเร็จแล้วและความจริงได้รับการยืนยันแล้วดังนั้นจึงเป็นความสมบูรณ์แน่นอนของพวกเราซึ่งอยู่เหนือทุกจุดของความสงสัย พระองค์มิได้ทรงวายพระชนม์ตามที่คนบางคนกล่าวอ้าง นอกจากนั้นพระองค์ทรงพระชนม์อยู่และทุกคนที่เป็นอยู่ก็ดำรงอยู่ได้โดยพระองค์ ปัจจุบันนี้พระวจนะของพระองค์ดำรงอยู่เป็นนิตย์ในความเป็นจริง
ในบางยุคสมัยมีพวกคนทั้งหลายที่ได้รับการแต่งตั้งสำหรับพระบัญชาพิเศษ ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติพวกเรารู้จักพวกบทกวีของพวกนักแต่งเพลง, ของพวกกษัตริย์, ของพวกจักรพรรดิ, ของพวกนักการเมือง และพวกรัฐบุรุษพิเศษจนถึงยุคสมัยของพวกเรา เช่นเดียวกับที่ใช้สำหรับวิทยาศาสตร์และพวกงานวิจัยอื่นๆ ทั้งหมด รายการทั้งหมดของพวกคนเหล่านั้นที่ได้คิดค้นบางสิ่งบางอย่างอาจจะเต็มไปด้วยชื่อทั้งหลายที่โดดเด่นโดยปราศจากผู้ที่โลกของพวกเราจะดูแตกต่างกันมาก ในแบบเดียวกันมีบรรดาคนพิเศษของพระเจ้าในยุคสมัยพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่พวกคนที่
มีภาระกิจพิเศษที่จะต้องทำเกี่ยวกับแผนการณ์แห่งความรอด อย่างเดียวกับที่ใช้สำหรับช่วงเวลาหลังยุคอัครสาวกจนถึงสภาไนซีอา ในปี ค.ศ. 325 พวกบุคลิกพิเศษได้ถูกกล่าวออกไป ในระหว่างช่วงยุคมืดอีกด้วยเช่นกัน มีพวกคนเหล่านั้นที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์คริสตจักร ซึ่งเป็นที่รู้จักดีที่สุดคือ บรรดาชื่อของพวกคนเหล่านั้นที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูป
เช่นพวกคนของพระเจ้าที่ได้ถูกใช้มาเพื่อพระประสงค์พิเศษทั้งหลายมักจะมีพันธกิจทั่วโลกที่เอาชนะอุปสรรคทั้งหลายของพวกคริสตจักรและศาสนาทั้งหมดได้ มันเป็นพระบัญชาที่ประทานให้สำหรับทั้งหมด เรื่องนี้ได้รับการตรวจสอบแล้วในข้อความที่พระเยซูของเราได้ตรัสว่า "ท่านทั้งหลายจงไปทั่วโลก" พวกคนเหล่านั้นที่พระเจ้าได้ทรงใช้มาอย่างแท้จริงประกาศพระวจนะของพระเจ้าสอดคล้องกับบรรดาผู้เผยพระวจนะและเหล่าอัครสาวกทุกท่านจริงๆ ใครก็ตามที่คิดพวกหลักคำสอนใหม่ๆ หรือเผยแพร่พวกการเปิดเผยสำแดงใหม่ๆ ขึ้นมาต้องผ่านการทดสอบจากข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ถ้าหากพวกมันมิได้สอดคล้องกันถึงที่สุดแล้วบุคคลนั้นและการสอนของเขาก็ถูกตัดสิทธิ์โดยอัตโนมัติ พระเจ้ามิอาจจะทรงขัดแย้งกับพระองค์เองได้ พระองค์มิอาจจะทรงเปลี่ยนแปลงแผนการของพระองค์ได้ คำถามกับทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังถูกทำให้เสร็จและถูกสอนต้องเป็น “มันถูกต้องจริงๆ หรือไม่? มันเขียนไว้แบบนี้หรือไม่? ข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ต้องกล่าวอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้?”
พวกเราไม่ได้สนใจในจินตนาการทั้งหลายของมนุษย์ แต่พวกเราอยากจะฟังและรู้เฉพาะสิ่งที่พระเจ้าตรัสเท่านั้นผ่านพวกคนเหล่านั้นที่พระองค์ได้ทรงเรียกด้วยพระสุรเสียงที่สามารถได้ยินได้เพื่อจะปรนนิบัติพระองค์ บรรดาผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์เดิมก็เช่นกัน พวกเขาได้ทำนายถึงช่วงเวลาของประวัติศาสตร์คริสตจักร พระบัญชาของเหล่าอัครสาวกรวมถึงการตรวจสอบว่า พวกคำเผยพระวจะของพันธสัญญาเดิมเหล่านั้นได้เกิดขึ้นแล้วสู่ความสำเร็จของพวกเขาหรือไม่ ตามการทรงเรียกและพระบัญชา พวกเขามีส่วนช่วยให้พวกเราคุ้นเคยกับแผนการณ์แห่งความรอดของพระเจ้า ในข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ทุกอย่างได้รับการบันทึกไว้เป็นอย่างดี และดังนั้นพระวจนะที่มีชีวิตกล่าวถึงตัวของมันเอง
แม้กระทั่งทุกวันนี้สำหรับพวกคนเหล่านั้นทุกคนที่ตั้งใจฟังเสียงของพระวิญญาณ ไม่จำเป็นที่จะต้องมีใครมาอธิบายให้คนอื่นๆ เข้าใจ มันพอเพียงถ้าหากทุกคนได้เชื่อจากใจของพวกเขาเช่นเดียวกับที่ข้อพระคัมภีร์กล่าวไว้ ในแบบนี้ทุกคนกำลังได้รับการสอนของพระเจ้าผ่านพระวจนะของพระองค์ตามที่มันเขียนไว้แล้ว (อสย. 54: 13; ยน. 6: 45) ที่นี่พวกเราไม่ได้จัดแสดงม้วนหนังสือหลักคำสอนของคริสตจักรหรือนิกายหรือลัทธิ นอกจากเป็นการเปิดเผยแผนการของพระเจ้ามากกว่า ในฐานะที่แจ้งให้พวกเราทราบถึงพระวจนะอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์
คนบางคนที่คุ้นเคยกับประวัติศาสตร์คริสตจักรเป็นอย่างดี ในฐานะที่ผมเรียนมากว่ายี่สิบห้าปี อาจจะรู้ได้ว่าพวกนักประวัติศาสตร์ได้อธิบายไว้แตกต่างกันอย่างไร ถึงพวกยุคสมัยเดียวกัน, พวกบุคคล และสิ่งต่างๆ ในอรรถบททั้งหลายที่นำเสนอไว้สำหรับการโต้ตอบ ไม่มีอะไรใหม่จริงๆ นอกจากบรรดาคริสเตียนที่เชื่อในพระคัมภีร์ไบเบิลที่เจ็บปวดด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าการวิจัยที่สำคัญเกี่ยวกับพันธสัญญาใหม่ได้ทิ้งเรื่องต่างๆ ไว้กับเครื่องหมายคำถามมากมาย ไม่ว่าจะเป็นบางส่วนของพันธสัญญาใหม่ ข่าวประเสริฐและจดหมายเหตุทั้งหลายที่ตอนแรกเขียนด้วยภาษาฮีบรู, ภาษอาราเมข หรือภาษากรีก และต่อมาถูกประกอบกันเป็นหลักในภาษากรีกนั้นมิได้ชัดเจนสำหรับตัวของมันเอง มันเป็นความจริงที่ว่าพระเจ้าได้ทรงเลือกพวกคนที่พูดภาษาฮีบรู โมเสสและอาโรนพูดกับฟาโรห์ว่า “ ... พระเจ้าของพวกคนฮีบรูได้พบพวกเราแล้ว ...” (อพย. 3: 18) พระเยซูคริสต์มิได้ทรงพูดภาษากรีกอย่างแน่นอน แต่เป็นภาษาอาราเมขมากกว่าซึ่งเป็นเรื่องปกติสำหรับการพูดของพวกคนฮีบรู ถ้าหากมันได้เป็นภาษาท้องถิ่นต่ำๆ ตามที่คนบางคนอ้างหรือไม่ว่ามันเหลือให้พวกนักวิชาการต่อสู้ สำหรับพวกเราแล้วสิ่งสำคัญคือ พระเยซูของพวกเราหลังจากการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ยังคงทรงพูดภาษาฮีบรูตามที่ อ, เปาโล ยืนยันว่า “... ข้าพเจ้าได้ยินเสียงพูดกับข้าพเจ้า และพูดเป็นภาษาฮีบรู เซาโล, เซาโล เจ้าข่มเหงเราทำไม?” (กิจการ 26: 14) นอกจากนี้การโต้แย้งว่าจดหมายอื่นๆ ที่มีการหมุนเวียนในเวลานั้นมิอาจจะทำร้ายความถูกต้องของข่าวประเสริฐได้ แน่นอนที่สุดในตอนเริ่มต้นในยุคสมัยของเหล่าอัครสาวก มีจดหมายอื่นๆ เขียนไว้ ลูกาแจ้งให้พวกเราทราบเกี่ยวกับเรื่องนี้ในพระกิตติคุณของเขาในข้อแรกของบทแรก มีรวมถึงคนอื่นๆ ที่ให้รายงานทั้งหลายของพวกเขา ตัวอักษรดังกล่าวเรียกว่า “หลักข้อเชื่อของพันธสัญญาใหม่".พระเจ้าพระองค์เองได้ทรงดูแลเรื่องนั้นเฉพาะพวกจดหมายเหตุเหล่านั้นซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของศีลที่ถูกเขียนขึ้นมาด้วยพระประสงค์และพระบัญชาของพระองค์
กับทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับพวกเราที่จะต้องรู้
มันเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับพวกเราที่จะต้องเคารพพระวจนะของพระเจ้าในทางที่ถูกต้อง (1เธสะโลนิกา 2: 13) และเชื่อว่าข้อพระคัมภีร์ทุกข้อได้รับการดลใจ (2 ทิโมธี 3: 16) ที่ไหนก็ตามในพันธสัญญาใหม่ใช้คำว่า "ตามที่ข้อพระคัมภีร์กล่าวว่า ..." หรือ "มันเขียนไว้ ... " ถูกใช้ การอ้างอิงย้อนกลับไปในพันธสัญญาเดิม พันธสัญญาใหม่เป็นข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ด้วยเช่นกัน พันธสัญญาทั้งสองร่วมกันทำให้เป็นพระคัมภีร์ไบเบิล ในลูกา 24: 44-45 พวกเราอ่านว่า “และพระองค์ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า นี่เป็นบรรดาถ้อยคำซึ่งเราได้กล่าวไว้แก่ท่านทั้งหลายขณะที่เรายังอยู่กับท่านทั้งหลายว่า สิ่งสารพัดจะต้องสำเร็จ ซึ่งถูกเขียนไว้ในพระราชบัญญัติของโมเสส และในพวกผู้เผยพระวจนะ และในหนังสือสดุดี เกี่ยวกับเรานั้น แล้วพระองค์ทรงบันดาลให้ความเข้าใจของพวกเขาถูกเปิดออก เพื่อพวกเขาจะได้เข้าใจพระคัมภีร์”
พระเจ้ายังตรัสอีกด้วยว่า “จงค้นดูในพระคัมภีร์ เพราะท่านทั้งหลายคิดว่าในพระคัมภีร์นั้นท่านทั้งหลายมีชีวิตนิรันดร์ และพระคัมภีร์นั้นเป็นข้อความซึ่งเป็นพยานถึงเรา” (ยน. 5: 39) อ. เปาโล สรุปและทำเป็นประเด็นต่อไปนี้ว่า “ด้วยว่าข้าพเจ้าได้มอบแก่พวกท่านเป็นอันดับแรกคือ สิ่งซึ่งข้าพเจ้ารับไว้นั้นด้วยว่า พระคริสต์ได้ทรงวายพระชนม์เพื่อบาปของเราทั้งหลาย ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ และพระองค์ได้ทรงถูกฝังไว้ แล้วพระองค์ได้ทรงเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่สามตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์” (1 คร. 15: 3-4) อัครสาวกเปโตรเขียนด้วยการมีอิสยาห์ บทที่ 40 ข้อที่ 8 อยู่ในใจและเชื่อมโยงถ้อยคำของพันธสัญญาเก่าและพันธสัญญาใหม่เข้าไปในตัวส่วนร่วมว่า “... แต่พระวจนะของพระเจ้าคงทนอยู่เป็นนิตย์’ และนี่คือพระวจนะซึ่งโดยข่าวประเสริฐได้ถูกประกาศแก่พวกท่าน” (1 เปโตร 1: 22-25) พันธสัญญาใหม่เป็นผลและ
บทสรุปของคำเผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมที่ทำนายไว้
ดร. คลาเรนซ์ ลาร์คิน อาจารย์สอนพระคัมภีร์ไบเบิลที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลได้เขียนไว้ในหนังสือของเขาเรื่อง <<(Dispensational Truth >> 109 คำเผยพระวจนะจากพันธสัญญาเดิมได้เกิดขึ้นจริงอย่างแท้จริงและแม่นยำ ณ การมาเสด็จมาครั้งแรกของพระคริสต์ ความสำเร็จของคำเผยพระวจนะได้พิสูจน์ต้นกำเนิดอันศักดิ์สิทธิ์ของพระคัมภีร์ไบเบิล
ถ้าหากพวกเราอยู่เพื่อจะตรวจสอบบางสิ่งบางอย่างและนำมันมาผ่านการทดสอบ พวกเราจะต้องไม่อคติ Carl Schneider นักศาสนศาสตร์ชื่อดังท่านหนึ่งเขียนว่า “การปลอมแปลงทั้งหลายได้เริ่มต้นในยุคสมัยพันธสัญญาใหม่และไม่เคยหยุดยั้ง” (K. Deschner, Der gefalschte Glaube, หน้า 20) เขาพูดถูก แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าจะพูด
ว่าพวกเรามีพันธสัญญาใหม่ที่ปลอม แต่พวกบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาตนั้นได้เริ่มต้นเรียบร้อยแล้วและดำเนินต่อไปจนถึงการนำเสนอในปัจจุบันนี้ถึงพวกหลักคำสอนที่ปลอมแปลงด้วยการตีความทั้งหลายของพวกเขาเอง ถ้อยคำต้นฉบับยังคงอยู่ตลอดไปแม้จะมีพวกการหลอกลวงทั้งหมดที่พวกเราจะพูดมากขึ้น ความไม่เข้าใจในเชิงทำลายล้างเกี่ยวกับจดหมายเหตุของเปโตรที่ปลอมแปลงนั้นนำไปยังข้อสังเกตซึ่งเป็นที่น่าทึ่งอย่างแน่นอนว่า “หนังสือศักดิ์สิทธิ์ พระคัมภีร์ไบเบิลจะเต็มไปด้วยเอกสารเทียมเท็จ” (K. Deschner, Der gefalschte Glaube, หน้า 20) นั่นเป็นการยืนยันที่ไม่น่าเชื่อและการการโกหกอันเลวร้าย พวกคนที่เรียกว่าผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายได้รับการอ้างถึงและพวกเขาก็ทำผลงานได้ดี มันเป็นความไม่สุภาพที่จะกล่าวหาว่าพวกนักเขียนพันธสัญญาใหม่มีความผิดฐานการปลอมแปลงและการจัดประเภทของพวกเขาในฐานะที่เป็นพวกผู้หลอกลวงและด้วยการเชื่อพระคัมภีร์ไบเบิลที่หลอกลวง โดยเช่นพวกกลอุบายหลอกลวงของพวกนักวิจารณ์ ความจริงที่ได้เคยเปล่งประกายมิอาจจะเป็นความมืดมิดได้
แน่นอนว่าบรรดาผู้ประกาศข่าวประเสริฐทั้งสี่ท่านเป็นพวกคนที่เรียบง่าย รายงานทั้งหลายของพวกเขาในยุคสมัยแสดงรูปแบบต่างๆ ให้เห็น แต่สิ่งนี้พิสูจน์ได้ว่าพวกเขาไม่ได้นั่งปรึกษาอยู่ด้วยกันและเขียนในเวลาเดียวกัน ทุกคนได้เขียนตามที่เขาได้รับการทรงนำ ไม่ว่าเขาจะอ้างถึงบางสิ่งบางอย่างที่เขาเคยได้ยินหรือเคยมีประสบการณ์ทั้งที่เป็นการส่วนตัวหรือไม่ว่าเขาจะได้รับการบอกเล่าจากคนอื่นๆ พวกข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดและมิใช่พวกสภาพแวดล้อมที่อธิบายไว้
นักศาสนศาสตร์คาทอลิกและนักแปลพระคัมภีร์ไบเบิล ดร. คอนสแตนติน รอช ได้ใช้สิ่งมีชีวิตทั้งสี่ สิงโต, วัว, มนุษย์ และนกอินทรี (วิวรณ์ 4: 6-8) เพื่อแสดงพวกตัวละครต่างๆ ของพระกิตติคุณทั้งสี่เล่ม อิรีเนียสได้ใช้สัญลักษณ์ทั้งสี่นี้ด้วยการอ้างว่าสิ่งนี้เป็นที่เข้าใจกันทั่วไปในยุคคริสเตียนเริ่มแรก พระคัมภีร์ไบเบิลบางส่วนถูกเขียนด้วยพวกสัญลักษณ์และพวกคำอุปมาอุปไมยตามนักแปลพระคัมภีร์ไบเบิลผู้นั้น มัทธิวมีใบหน้าของมนุษย์, มาระโกเป็นสิงโต, ลูกาเป็นวัว และยอห์นเป็นนกอินทรี ในเอเสเคียล บทที่ 1 สิ่งมีชีวิตทั้งสี่ได้รับการกล่าวถึงว่ามีรูปร่างหน้าตาและสัณฐานเหมือนมนุษย์ (ข้อที่ 5) “และที่ใต้ปีกข้างตัวทั้งสี่ข้างมีเป็นมือคน สิ่งที่มีชีวิตอยู่ทั้งสี่มีหน้าและมีปีกดังนี้" (ข้อที่ 8) สิ่งมีชีวิตทุกตัวมีสี่หน้า แต่ได้รับการแนะนำด้วยใบหน้าพิเศษหน้าเดียวเท่านั้น พระกิตติคุณทั้งสี่เล่มอ้างถึงพระผู้ไถ่องค์เดียวกัน แต่ทุกตัวมีรูปร่างที่แตกต่างกัน แม้ว่าสิ่งมีชีวิตทุกตัวจะปรากฏด้วยใบหน้าที่แตกต่างกัน ภายในนั้นพวกมันเหมือนกันหมด ดังนั้นมันจึงเป็นกับพระกิตติคุณทั้งสี่เล่ม ภายในแก่นแท้จริงๆ เหมือนกัน นอกจากนี้ตัวหนึ่งแสดงให้เห็นพระเจ้ามากกว่าในฐานะบุตรมนุษย์; อีกตัวหนึ่งเน้นสิทธิอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ในสัญลักษณ์ของสิงโตซึ่งเป็นกษัตริย์ท่ามกลางพวกสัตว์ร้าย; ตัวที่สามคือ ผู้แบกภาระ; และตัวที่สี่ตามมาด้วยลักษณะของนกอินทรีที่บินขึ้นไปที่ความสูงสูงที่สุดโดยไม่แตะต้อง
พื้นดินของเบธเลเฮมเลย
ถ้าหากผู้ประกาศข่าวประเสริฐคนหนึ่งบันทึกบางสิ่งบางอย่างและอีกคนหนึ่งมิได้ทำ หรือถ้าหากคนหนึ่งให้ความสำคัญต่อเหตุการณ์หนึ่งมากกว่าเหตุการณ์ถัดไป นั่นคืออนุญาตให้ทำได้ ถ้าหากผู้ประกาศข่าวประเสริฐคนหนึ่งเขียนว่า พระเยซูได้ทรงเลี้ยงอาหารแก่คนสี่พันคนด้วยขนมปังเจ็ดก้อน และอีกคนหนึ่งบอกว่า พระองค์ทรงเลี้ยงคนสี่พันคนโดยมิได้นับพวกผู้หญิงและพวกเด็กๆ ทั้งคู่ก็ถูกต้อง นั่นหมายความว่าคนหนึ่งได้เข้าไปในรายละเอียดมากกว่า ถ้าหากคนหนึ่งรายงานว่า ผู้ชายตาบอดสองคนหายโรคแล้วใกล้เมืองเยรีโค และอีกคนหนึ่งบอกว่ามีผู้ชายตาบอดเพียงคนเดียวเท่านั้นที่หายโรคแล้ว ดังนั้นทั้งคู่ก็ถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง ผู้ประกาศข่าวประเสริฐคนหนึ่งปรากฏตัวเมื่อมันได้เกิดขึ้น แต่อีกคนหนึ่งได้พบกับผู้ชายคนหนึ่งซึ่งหายโรคแล้วและได้ให้รายงานของเขา ผู้ประกาศข่าวประเสริฐคนหนึ่งกล่าวว่า โจรทั้งสองคนที่ถูกตรึงไว้กับพระคริสต์ได้เยาะเย้ยพระองค์ (มัทธิว 27: 44) รายงานอื่นๆ กล่าวว่า ผู้ที่อยู่ทางด้านพระหัตถ์ขวาของพระองค์ได้สัมผัสในใจของเขาและร่ำไห้ออกมาว่า: “พระเยซู ขอทรงจดจำข้าพระองค์ ...” (ลูกา 23: 39-42) ทั้งคู่ก็ถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง ตอนแรกทั้งสองคนได้เยาะเย้ยพระองค์จากนั้นคนหนึ่งของพวกเขาก็จำพระองค์ที่ทรงถูกตรึงอยู่ข้างๆ เขาได้และได้ร้องเรียกหาพระองค์
นอกจากนี้ข้อความ: “เรากล่าวความจริงแก่เจ้าว่า วันนี้เจ้าจะอยู่กับเราในเมืองบรมสุขเกษม” ได้ถูกพวกนักวิจารณ์ตีความผิดไป พวกเขาสรุปว่า พระเยซูน่าจะได้เสด็จสู่สวรรค์โดยตรงหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ แต่
ข้อพระคัมภีร์กล่าวว่าพระองค์ได้เสด็จลงไปยังดินแดนที่ต่ำกว่า พวกเขาไม่เข้าใจว่าสถานที่สำหรับพวกคนเหล่านั้นที่จะได้รับความรอดหลังจากวันแห่งการตรึงกางเขนมิได้อยู่ข้างบน แต่อยู่ข้างล่าง ในลูกา บทที่ 16 พวกเราได้รับการบอกเล่าอย่างชัดเจนว่าสถานที่ทั้งสองแห่งนี้แยกกันอยู่โดยอ่าวหนึ่งอ่าวเพียงเท่านั้นและไม่มีใครสามารถข้ามเส้นแบ่งนั้นได้ พวกคนเหล่านั้นที่ตั้งความหวังของพวกเขาไว้ในพระผู้ไถ่ที่จะเสด็จมาถูกกักขังไว้เหมือนอยู่ในคุก และตามที่มัทธิว บทที่ 27 จากข้อที่ 51 ธรรมิกชนหลายคนได้ขึ้นมากับพระคริสต์ในการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ จากเวลานั้นเป็นต้นมาเมืองบรมสุขเกษมก็มิได้อยู่ข้างล่างอีกต่อไปแต่อยู่ข้างบน พระคริสต์ได้เสด็จขึ้นไปและได้ทรงนำเชลยที่ถูกจองจำและได้ประทานของประทานทั้งหลายให้แก่พวกมนุษย์ (เอเฟซัส 4: 8-10) พวกคนเหล่านั้นที่ได้รอคอยความรอดของพวกเขาจะให้รู้แน่แก่ใจขึ้นมาได้กับพระผู้ไถ่ของพวกเขา
นอกจากนี้ในเรื่องนี้ไม่มีความคลาดเคลื่อนถ้าหากผู้ประกาศข่าวประเสริฐคนหนึ่งรายงานเกี่ยวกับทูตสวรรค์สององค์ซึ่งได้ปรากฏในวันแห่งการฟื้นคืนพระชนม์ที่ได้ตรัสกับพวกผู้หญิง (ลูกา 24: 4) และอีกคนที่รายงานเรื่องหนึ่ง (มัทธิว 28: 2) เมื่อครั้งหนึ่งพวกเขาถูกกล่าวถึงว่าอยู่ในสุสานและอีกครั้งหนึ่งพวกเขากำลังยืนอยู่ข้างนอก ทั้งคู่ก็เป็นเรื่องจริงอีกครั้งหนึ่ง ข้างในพวกเขาได้แสดงสถานที่ซึ่งพระศพของพระเยซูทรงถูกวางไว้ และข้างนอกพวกเขาประกาศว่าพระองค์ทรงฟื้นคืนพระชนม์ขึ้นมา นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ แม้ว่าถ้าหากสองคนอยู่ที่นั่น คนหนึ่งก็เป็นคนพูด และดังนั้นเขาจึงได้รับการกล่าวถึงเป็นพิเศษโดยนักเขียนคนหนึ่ง ขอบพระคุณพระเจ้าเพราะไม่เพียงแต่มีพวกนักวิจารณ์ที่ได้แต่งตั้งตนเองเพียงเท่านั้น นอกจากนั้นยังมีพวกคนที่ยอดเยี่ยมของพระเจ้าที่สามารถแสดงให้พวกเราเห็นถึงความกลมกลืนอันสมบูรณ์แบบของข้อพระคัมภีร์ทั้งหลายซึ่งต้องโน้มน้าวใจทุกๆ คน คนหนึ่งในพวกคนเหล่านั้นคือ ดร. ซี.ไอ. สกอฟิลด์ นักวิชาการและนักแปลพระคัมภีร์ไบเบิลที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เขาได้เขียนบทนำอันยอดเยี่ยมสำหรับพระกิตติคุณทั้งสี่เล่ม
พวกนักวิจารณ์มิได้เข้าใจลักษณะการเผยพระวจนะของพันธสัญญาใหม่เลย พวกเขาได้กล่าวหาอัครสาวกเปาโลว่าเขาได้ทำผิดพลาดไปในการสันนิษฐานของโลกาวินาศทั้งหลายว่า “เพราะสิ่งนี้พวกเราขอบอกแก่พวกท่านตามพระวจนะของพระเจ้าว่า พวกเราซึ่งยังเป็นอยู่และเหลืออยู่จนถึงการทรงปรากฏของพระเจ้า จะล่วงหน้าไปก่อนคนเหล่านั้นที่ล่วงหลับไปแล้วก็หามิได้” (1 เธสะโลนิกา 4: 15) อัครสาวกเปาโลต้องเขียนในกาลปัจจุบันเพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์ในพระองค์ทรงกำลังบงการพระวจนะของพระเจ้าตลอดช่วงเวลาแห่งความรอด พันธสัญญาใหม่ทั้งหมดได้เขียนไว้ในลักษณะที่สามารถอ่านได้ตลอดช่วงเวลาแห่งพระคุณ ถูกต้องและทันเวลาเสมอ มันสามารถถูกเทศนาและเชื่อได้ตั้งแต่ชนรุ่นแรกถึงชนรุ่นสุดท้าย เมื่อการคาดการณ์ที่โดดเด่นตามลำดับที่การเสด็จกลับมาของพระคริสต์จะสำเร็จได้ อ. เปาโล คนเดียวกันได้เขียนไว้ด้วยการพูดถึงตัวของเขาเองว่า “เพราะว่าบัดนี้ข้าพเจ้าพร้อมที่จะถูกถวายเป็นเครื่องบูชาแล้ว และเวลาแห่งการจากไปของข้าพเจ้านั้นใกล้จะถึงแล้ว ข้าพเจ้าได้สู้รบในการต่อสู้อันดีแล้ว ข้าพเจ้าได้กระทำการแข่งขันของข้าพเจ้าให้สำเร็จแล้ว ข้าพเจ้าได้รักษาความเชื่อนั้นไว้แล้ว ต่อจากนี้ มีมงกุฎแห่งความชอบธรรมเก็บไว้สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้พิพากษาอันชอบธรรม จะประทานแก่ข้าพเจ้าในวันนั้น ...” (2 ทิโมธี 4: 6-8)
ตลอดเวลาพวกผู้คนที่เป็นอยู่บนโลกต่างกำลังคาดหวังการเสด็จกลับมาของพระคริสต์ในยุคสมัยของพวกเขา พวกคนเหล่านั้นที่มิได้คาดหวังจะมีโอกาสน้อยมากที่จะมีส่วนร่วมในการฟื้นคืนพระชนม์ครั้งแรกเนื่องจากพวกเขาไม่มีความหวังที่เป็นอยู่นี้ภายในพวกเขา มาร์ติน ลูเทอร์ เชื่อว่าจุดจบจะใกล้เข้ามาอย่างที่เขาคิดไว้ในเรื่อง การเสด็จกลับมาของพระคริสต์ สำหรับผู้ต่อต้านพระคริสต์เขาได้ใช้คำว่า “จุดจบของพระคริสต์” เขาได้เขียนไว้ว่า “ปีนี้ 1540 จำนวนปีทั้งหมดเท่ากับ 5,500 ดังนั้นจุดจบของโลกสามารถคาดหวังได้ เพราะ 6,000 ปี จะไม่เสร็จสมบูรณ์ เหมือนดั่งที่ทั้งสามวันของพระคริสต์หลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ยังไม่เสร็จสิ้น” (H. Heinz, Zwischen Zeit
und Ewigkeit หน้า 137) ใครก็ตามที่มีความหวังที่เป็นอยู่ได้คาดหวังการเสด็จกลับมาของพระคริสต์ ดังนั้นมันควรจะเป็นวันนี้ ขณะนี้มีพวกผู้คนบนโลกที่ได้อิงบนการเกิดขึ้นของคำเผยพระวจนะในพระคัมภีร์ไบเบิล คาดว่าการเสด็จกลับมาของพระองค์ในชนรุ่นนี้
พวกนักวิจารณ์ตาบอดได้มาถึงจุดสูงสุดของการยืนยันที่ตีความผิดไปของพวกเขาว่า คำเผยพระวจนะของพระคริสต์ว่า "เรากล่าวความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า คนชั่วอายุนี้จะไม่ล่วงลับไป จนกว่าสิ่งสารพัดเหล่านี้จะถูกทำให้สำเร็จจริง” (มัทธิว 24: 34) ไม่สำเร็จ ในคำแถลงนั้น พวกคนยิวเป็นชนรุ่นของพวกคนทั้งหลายที่พระองค์ได้ทรงกล่าวถึง
และมันไม่ใช่ชนรุ่นเดียว ตามที่พวกเรารู้มันเป็นในช่วงเวลาหนึ่ง พวกคนยิวต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาก พวกเขาได้ถูกสังหารด้วยวิธีที่โหดร้ายที่สุด แต่พวกเขายังคงอยู่เหมือนดั่งที่พระเจ้าได้ตรัสไว้แล้วจนถึงตอนนี้ ดังนั้นมันจึงได้รับการกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วในแผนการณ์นิรันดร์ของพระเจ้าตามที่พระเยซูได้ตรัสไว้ นอกจากนี้คำแถลงที่ว่า "พวกท่านจะยังไม่ไปทั่วนครต่างๆ แห่งอิสราเอล จนกว่าบุตรมนุษย์จะเสด็จมา” (มัทธิว 10: 23) ได้ถูกเข้าใจผิดโดยสิ้นเชิงและได้แลกกับการเสด็จกลับมาของพระองค์ พระองค์มิได้เสด็จมาในฐานะเป็นบุตรมนุษย์เมื่อยอห์นได้เห็นพระองค์บนเกาะปัทมอสด้วยการทรงดำเนินอยู่ในท่ามกลางเชิงเทียนทองคำเจ็ดแท่งหรือ? นั่นคือหนทางที่พระองค์จะเสด็จมาอีกครั้งหนึ่งเมื่อพระองค์ทรงเริ่มอาณาจักรของพระองค์บนแผ่นดินโลกนี้ พระองค์จะเสด็จมาพร้อมกับสง่าราศีทั้งปวงของพระองค์ “พระเศียรของพระองค์และพระเกศาของพระองค์ขาวเหมือนขนแกะ ขาวเหมือนหิมะ และพระเนตรของพระองค์เหมือนเปลวเพลิง และพระบาทของพระองค์เหมือนทองเหลืองเงางาม ราวกับว่าพระบาทนั้นได้ถูกหลอมในเตาไฟ และพระสุรเสียงของพระองค์เหมือนเสียงของน้ำมากหลาย” (วว. 1: 14-15) มันได้สำเร็จแล้วจริงๆ ดั่งที่พระเยซูได้ตรัสแล้ว ด้วยพระวจนะของพระเจ้าเอง ทุกๆ การโต้แย้งที่ตีความของพวกนักวิจารณ์มิอาจจะนำไปสู่สิ่งใดได้ พวกคนเหล่านั้นที่คิดจะทำพวกเครื่องหมายคำถามไว้ข้างหลังพระวจนะควรจะตระหนักว่า ในที่สุดทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดขึ้นตามพระวจนะของพระเจ้า
มิใช่พระเยซูหรือเหล่าอัครสาวกที่เข้าใจผิด แต่เป็นพวกนักวิจารณ์ตาบอดและหลงผิดในช่วงเวลาประวัติศาสตร์คริสตจักร เข้าไปในเวลาปัจจุบัน พวกเขาหมายถึงพวกคนเหล่านั้นที่เป็นเหยื่อของการหลอกลวงอย่างเดียวกันและถ้อยคำของพวกเขาถูกพบอีกครั้งหนึ่งในตอนนี้ ดังนั้นจริงๆ แล้ว พวกเขาเปิดเผยความไม่รู้ของพวกเขาเกี่ยวกับแผนการณ์แห่งความรอดของพระเจ้า เมื่อมันมายังส่วนประวัติศาสตร์พวกเขาเห็นพวกสิ่งผิดๆ ได้พัฒนาขึ้นมาในคริสต์ศาสนาได้อย่างไร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคริสตจักรสากล นอกจากนั้นเมื่อมันมาถึงพระวจนะของพระเจ้าและอาณาจักรของพระเจ้า พวกเขาไม่มีการเปิดเผยสำแดงอย่างง่ายๆ และไม่เข้าใจ ในฐานะพวกคริสเตียนที่เชื่อพระคัมภีร์ไบเบิล พวกเราไม่สามารถนิ่งเฉยในกรณีดังกล่าวได้ พวกคนทั้งหลายที่ไม่สามารถเข้าถึงข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายและแผนการณ์ของพระเจ้าที่เปิดเผยสำแดงและซ่อนอยู่ในนั้นพิสูจน์สิ่งนี้ด้วยพวกเครื่องหมายคำถามของพวกเขา พวกเขาเพียงอาจจะพูดเกี่ยวกับการปลอมแปลงอันยิ่งใหญ่ที่สุดและความขัดแย้งที่พวกเขาคิดว่าพวกเขาเห็นได้เพียงเท่านั้น พวกเขาอาจจะทำได้หลังจากที่ตัวของพวกเขาเองตีความแล้วเช่นเดียวกับเข้าไปยังข้อพระคัมภีร์ทั้งหลายเพียงเท่านั้น
ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการทรงดำรงอยู่ของพระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงเป็นจุดศูนย์กลางของประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ไม่ว่าจะเป็นโฮเซฟัสและนักประวัติศาสตร์คนอื่นๆ ได้เขียนเกี่ยวกับพระองค์หรือไม่ นั่นไม่ใช่ส่วนหนึ่งของพวกเราในการอภิปราย บรรดาผู้เผยพระวจนะและเหล่าอัครสาวกได้เขียนมันไว้ เพราะพวกเขาเป็นพวกนักเขียนซึ่งได้รับหน้าที่ให้ทำโดยตรง และพวกเราเชื่อพวกเขาและนั่นก็เพียงพอแล้ว เท่าที่ผมมีภาระใจอย่างมากคือ ผมเชื่อว่ารายงานทั้งหลายของพวกคนเหล่านั้นที่อยู่ในปัจจุบันนี้ตอนที่สิ่งเหนือธรรมชาติได้เกิดขึ้น ตั้งแต่การประสูติของพระเยซูคริสต์จนถึงการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระองค์นั้นมีพวกพยานทั้งตาและหูอย่างแท้จริง แต่มันเป็น
วันนี้มันจึงเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว เมื่อใดก็ตามที่พระเจ้ากระทำบางสิ่งบางอย่างที่เหนือธรรมชาติบนแผ่นดินโลกนี้ พวกคนทั้งหลายไม่เคยรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้เพียงเพราะว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นในศาสนาและคริสตจักรทั้งหลายที่ถูกจัดตั้งขึ้นมา พวกผู้สื่อข่าวอย่างเป็นทางการไม่มีความรู้เกี่ยวกับมันเลย สำหรับพวกคนเหล่านั้นที่อาจจะเชื่อ ทุกสิ่งทุกอย่างในข้อพระคัมภีร์ทั้งหลายก็เป็นพยานอย่างเพียงพอ และไม่มีความจำเป็นสำหรับพวกเขาที่จะฟังพวกพยานเทียมเท็จที่อาจจะปรากฏตัวช้ามากในที่เกิดเหตุและคิดว่าพวกเขามีบางสิ่งบางอย่างจะพูด ไม่มีใครจำเป็นที่จะต้องฟังพวกเขา
ถ้าหากพวกนักประวัติศาสตร์คริสตจักรที่วิจารณ์เขียนเกี่ยวกับความเชื่อเทียมเท็จและถูกบิดเบือน ดังนั้นพวกเขามิอาจจะอ้างถึงคริสตจักรดั้งเดิมหรือพระธรรมกิจการได้ ซึ่งหมายถึงคริสตจักรที่เป็นจุดเริ่มต้นของพันธสัญญาใหม่ ความเชื่อเทียมเท็จที่ถูกจัดการ พวกหลักคำสอนและพวกข้อความเช่นนั้นซึ่งมิได้มีส่วนในข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายและดังนั้นจึงไม่ตรงกับพวกมัน นอกจากนั้นได้ถูกคิดค้นขึ้นในภายหลัง
Available translations