Book
คริสต์ศาสนาตามประเพณี - ความจริง หรือ การหลอกลวง
Ewald Frank
Formats
Typ písma
Výška riadku
Medzera odseku
Veľkosť písma
Navigate
Kapitoly
expand_more
Navigate
Kapitoly
Navigate
Kapitoly
Jump to any chapter without leaving the reader.
Kapitola 29
บทที่ 27 - จักรวรรดิโรมันและ นัยสำคัญในวาระสุดท้ายของมัน
29 / 32
จักรวรรดิโรมันมิอาจจะถูกแยกออกจากคริสตจักรโรมันได้ ในยุคสมัยของคอนสแตนติน คริสตจักรของจักรพรรดิแห่งนี้ได้เริ่มต้นขึ้น มันเป็นครั้งแรกที่คริสตจักรของประชาชนได้ถูกสร้างขึ้นมา และในที่สุดมันก็กลายเป็นคริสตจักรของรัฐ พัฒนาการทางศาสนาทั้งหลายได้รวมเข้ากับการยอมรับของรัฐและตั้งแต่สถาบันศาสนาเกิดการรวมกันของรัฐและคริสตจักร ดังที่เรียกว่า รัฐสันตะปาปา ซึ่งมีมานานกว่าหลายร้อยปีแล้ว ไม่มีคริสตจักรอื่นใดที่มีโครงสร้างตามแบบนี้ ไม่ใช่ทั้งคริสตจักรของฝั่งตะวันออกหรือว่าคริสตจักรแองกลิกันทั่วโลกที่มีสถานภาพของรัฐเป็นสถาบันทางศาสนา คริสตจักรโรมันเป็นรัฐที่ปกครองตนเองอย่างเป็นทางการภายในอีกรัฐหนึ่ง (วิวรณ์ 17: 11) มันยังเป็นอำนาจทางการเมืองที่สำคัญที่สุดบนแผ่นดินโลกอีกด้วยเช่นกัน กรุงวาติกันมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศต่างๆ ร้อยกว่าประเทศโดยการแลกเปลี่ยนพวกทูตซึ่งถูกเรียกมาจากพวกตัวแทนของเขตอำนาจแห่งกรุงโรม เหตุใดจึงไม่มีคริสตจักรอื่นที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตเช่นนี้? เหตุใดจึงมีแต่คริสตจักรแห่งกรุงโรมเพียงเท่านั้น? เหตุเพราะว่ามันยังเป็นรัฐที่ปกครองทุกคนแม้กระทั่งในประเทศอื่นๆ ที่เป็นของมันอีกด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามมันไม่ใช่คริสตจักรเริ่มแรกซึ่งพระคริสต์ได้ทรงนำเข้ามาสู่การดำรงอยู่
เมื่อใดก็ตามที่สมเด็จพระสันตะปาปาเสด็จเยือนประเทศ เขามาในฐานะประมุขแห่งรัฐและได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติยศทุกอย่างเช่นนั้น พระคริสต์มีความหมายต่อจักรวรรดิโรมันซึ่งพวกสมเด็จพระสันตะปาปาได้สร้างขึ้นต่อหน้าต่อตาของทุกคนทั่วโลกเมื่อพระองค์ได้ทรงกล่าวถึงอาณาจักรของพระเจ้าหรือไม่? อำนาจทางการเมือง, ทางเศรษฐกิจ และทางศาสนาของโลกคือ คริสตจักรของพระเยซูคริสต์ หรือไม่? นี่เป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าหรือไม่? นี่คือความตั้งพระทัยของพระเยซูคริสต์เมื่อพระองค์ได้ทรงนำความรอดผ่านมาทางไม้กางเขนของโกละโกธาหรือไม่?
เพื่อที่จะเข้าใจประวัติศาสตร์ของอำนาจฝ่ายโลกและอำนาจฝ่ายวิญญาณที่คู่ขนานและเกี่ยวพันกันได้ดีขึ้นนั้น จำเป็นต้องกล่าวถึงบางสิ่งบางอย่าง ตามสิ่งที่ผู้เผยพระวจนะดาเนียลได้เห็นในนิมิต จะมีจักรวรรดิฝ่ายโลกสี่จักรวรรดิที่ท้ายสุดของอารยธรรมปัจจุบันนี้ จักรวรรดิสุดท้ายคือ จักรวรรดิโรมัน (ดาเนียล 2 + 7) แนวทางของพวกจักรวรรดิฝ่ายโลกเหล่านี้ได้ถูกบันทึกไว้ในเอกสารทางประวัติศาสตร์ จักรวรรดิบาบิโลนดำรงอยู่ตั้งแต่ปี 606 ถึงปี 538 ก่อนคริสต์ศักราช, จักรวรรดิมีเดียและเปอร์เซียตั้งแต่ 538 ถึง 330 ปีก่อนคริสต์ศักราช และหลังจากนั้นตามมาด้วยจักรวรรดิกรีกภายใต้อเล็กซานเดอร์มหาราชซึ่งเป็นระยะเวลาจาก 330 ถึง 30 ปีก่อนคริสต์ศักราช, ตั้งแต่ปี 30 ก่อนคริสต์ศักราชจักรวรรดิโรมันได้เริ่มต้นและจะดำรงอยู่จนถึงสิ้นยุคสมัยนี้ จักรวรรดิทั้งสี่เหล่านี้แสดงสัญลักษณ์เป็นสัตว์สี่อย่างในพระธรรมดาเนียล บทที่ 7 ในคำเผยพระวจนะของพระคัมภีร์ สัตว์ร้ายหมายถึงอำนาจ – อาณาจักรหรือผู้ปกครองที่ใช้อำนาจ (ดาเนียล 7: 17 + 23)
สิ่งสำคัญคือต้องรู้ว่าพวกอำนาจเผด็จการเหล่านี้ได้ปกครองไปในทางใด มันได้เริ่มต้นจากเนบูคัดเนสซาร์ ผู้ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีผู้ซึ่งทันใดนั้นก็ได้รับอิทธิพลจากพวกผู้คลั่งไคล้ที่ได้สั่งให้ทุกคนที่จะต้องหันไปหาพระอื่นเว้นแต่พวกคนเหล่านั้นซึ่งได้รับการยอมรับในอาณาจักรของเขาที่จะต้องถูกสังหาร ทุกคนเคยได้ยินแล้วว่ามีชายสามคนอยู่ในเตาไฟอันร้อนแรงที่ซึ่งพวกเขาถูกโยนลงไปเพียงเพราะว่าพวกเขาทูลเรียกพระเจ้าที่เที่ยงแท้เพียงองค์เดียวผู้ซึ่งพวกเขาปรนนิบัติเพียงเท่านั้น มีการกล่าวหาเช่นเดียวกันซึ่งนำมายังการต่อต้านผู้เผยพระวจนะดาเนียลที่ได้ถูกโยนเข้าไปในถ้ำสิงโต ทันใดนั้นก็มีการเขียนด้วยลายมือบนผนังว่า “เมเน เมเน เทเคล และฟารสิน” และผู้ปกครองก็ได้รับมันเป็นลายลักษณ์อักษรจากสวรรค์ด้วยตัวของเขาเองว่า อาณาจักรของเขาได้ถูกชั่งไว้และวันของเขาก็ถูกคำนวณไว้แล้ว ดังนั้นมันก็จะเป็นแบบนี้ที่จุดจบของชนรุ่นนี้
ในช่วงสองพันปีที่ผ่านมา อำนาจการปกครองจากกรุงโรมกำลังถูกใช้ ตอนแรกมันเป็นเรื่องการเมืองของพวกคนนอกรีต แต่มันกลายเป็นเรื่องการเมือง - “คริสเตียน” ด้วยว่าพวกซีซาร์หรือต่อมาเป็นพวกสมเด็จพระสันตะปาปาในภายหลัง จุดมุ่งหมายก็คือ เพื่อขยายใหญ่, เพื่อปกป้อง และเพื่อสร้างอาณาจักรนี้ขึ้นมาใหม่ สิ่งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากความเป็นไปได้และวิธีการที่กำหนด จักรวรรดิอื่นๆ ทั้งหมดลงไปจนถึงจักรวรรดิอังกฤษล่มสลายและต้องยอมจำนนและกลายเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการในปัจจุบัน ตอนนี้แม้แต่จักรวรรดิโซเวียตก็ไม่มีอีกแล้ว ส่วนทั้งหมดของตะวันออกถูกสั่นคลอนและประเทศต่างๆ ก็ได้รับเอกราชของพวกเขา ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพื่อจะให้จักรวรรดิแห่งโลกที่สำคัญแห่งนี้ตามคำเผยพระวจนะในวาระสุดท้ายที่สามารถเป็นรูปเป็นร่างของมันได้
ในจักรวรรดิโรมัน ความเชื่อเรื่องตรีเอกานุภาพของนิกายโรมันคาทอลิกนั้นได้ถูกอ้างถึงว่าในศตวรรษที่ 4 จะเป็นความเชื่อที่ถูกต้องเท่านั้น พวกจักรพรรดิ, พวกสมเด็จพระสันตะปาปา, พวกเจ้าชาย และทุกคนที่มีอิทธิพลรู้สึกว่ามีหน้าที่ต้องใช้อำนาจผูกพันของพวกเขาทั้งหมดเพื่อจะบรรลุเป้าหมายนี้ ใครก็ตามที่หันไปหาพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียวเพียงเท่านั้น เช่น พวกคนยิว และพวกคนเหล่านั้นที่เชื่อต่างกัน ได้ถูกข่มเหงอย่างร้ายแรง มีสงครามครูเสดมากมายและดังที่เรียกว่า สงครามศักดิ์สิทธิ์และชอบธรรม เพราะดังที่เรียกว่าคริสตจักรศักดิ์สิทธิ์และชอบธรรมยืนอยู่ด้านหลังมัน
มันเป็นไปไม่ได้ที่พวกเราจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงสิ่งที่ได้เกิดขึ้นอยู่จริง ใครก็ตามที่พบเห็นพวกเครื่องมือทรมานที่ถูกใช้ในการสอบสวนศักดิ์สิทธิ์ก็จะเป็นลมได้ การไม่ยอมรับพวกคนเหล่านั้นที่มีความเชื่อที่แตกต่างกันและความบ้าคลั่งอย่างมืดบอดและความเกลียดชังอย่างปางตายนั้นไร้ขอบเขต ผู้เขียนทั้งหลายค่อนข้างลังเลที่จะจัดการกับบทที่มืดมนในประวัติศาสตร์นี้ มันจำเป็นต้องระบุให้ชัดเจนว่าได้มีการใช้มาตรการที่โหดร้ายเหล่านี้และพวกเขาชอบธรรมเพราะว่าความเข้าใจว่าในจักรวรรดิโรมันแห่งนี้มีเพียงความเชื่อเดียวเท่านั้นที่มีสิทธิ์ดำรงอยู่ได้ - ความเชื่อที่แสดงโดยคริสตจักรโรมัน
พวกสมเด็จพระสันตะปาปาและพวกจักรพรรดิได้แบ่งปันอำนาจของพวกเขา ซึ่งปัจจุบันนี้จะเรียกว่า “กิจการร่วมค้า” หรือ “การแบ่งปันอำนาจ” พวกเขาได้ปกครองในจักรวรรดิของพวกเขาด้วยความโหดร้ายที่มิอาจจะบอกเล่าได้ ดังสิ่งที่เรียกว่า จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ในความเป็นจริงไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ได้เป็นอาณาจักรของพระเจ้า มันเป็นดังที่เรียกว่า เทียมเท็จ ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือโดยการเพิกเฉยก็ตาม มันถูกมองว่าเป็นเช่นนั้น ไม่มีอัครสาวกหรือคนของพระเจ้าคนใดที่เคยได้ปะปนกับการเมืองหรือได้ใช้อำนาจทางโลก บรรดาผู้รับใช้ที่แท้จริงของพระเจ้าได้ประกาศอาณาจักรของพระเจ้าตลอดเวลาและปล่อยการเมืองไว้ให้กับพวกนักการเมือง
จักรวรรดิโรมันประกอบด้วยอำนาจทางการเมือง, ทางเศรษฐกิจ และทางศาสนาที่กำลังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งด้วยการใช้อำนาจของมันต่อหน้าต่อตาของพวกเราจริงๆ สหภาพยุโรปเป็นความฝันของพวกสมเด็จพระสันตะปาปามาโดยตลอดและมันก็มีบทบาทที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ตามคำเผยพระวจนะในวาระสุดท้าย
โดยไม่คำนึงถึงรูปแบบของพวกรัฐบาลในประเทศทั้งหลายที่ครั้งหนึ่งได้เป็นของและตอนนี้ก็ยังเป็นของจักรวรรดิโรมันอีกด้วยเช่นกัน คริสตจักรโรมันอยู่รอดได้และยังคงอยู่ได้ตลอดแม้ว่าประเทศต่างๆ และโครงสร้างทั้งหลายของพวกเขาได้มาถึงและไปแล้ว กรุงวาติกันจะสร้างความประทับใจให้กับโลกนี้ด้วยการรวมพวกศาสนาอื่นๆ เข้ามา นอกจากนั้นจะให้การอุปถัมภ์อีกด้วยเช่นกัน ปัจจุบันนี้พวกคนอื่นๆ มิได้ถูกสาปแช่งและถูกห้าม แต่เป็นการอ้าแขนต้อนรับให้กับทุกคน
ในสัปดาห์เดียวกันสมเด็จพระสันตะปาปาได้ต้อนรับพวกนักการเมืองจากอิสราเอลและหัวหน้าของพีแอลโอ องค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ พวกหัวหน้าฝ่ายการเมืองและฝ่ายศาสนามาหาเขาจากทุกประเทศโดยไม่คำนึงถึงโครงสร้างและอุดมการณ์ของพวกเขา ดูเหมือนว่าจะให้ทุกคนเข้าใจว่าไม่มีความคืบหน้าและการรับรู้ใดๆ สามารถเกิดขึ้นในประเทศของพวกเขาเองได้โดยปราศจากการเยี่ยมเยียนของสมเด็จพระสันตะปาปาอย่างเป็นทางการ นายจอร์จ บุช ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาก็ได้ติดตามพวกที่ปรึกษาของเขาในขณะที่เดินทางไปยุโรปในฐานะประธานาธิบดีในเดือนพฤษภาคมปี ค.ศ. 1989 เมื่อเขามีผู้ชมของเขาครั้งแรกกับสมเด็จพระสันตะปาปา นายมิคาอิล กอร์บาชอฟ ก็ได้ทำเช่นเดียวกัน เมื่อการรวมเยอรมันถูกกำหนดและการเริ่มต้นเดียวกันในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1989 นายเฮลมุท โคห์ล นายกรัฐมนตรีเยอรมันได้กล่าวขอบคุณสมเด็จพระสันตะปาปาต่อสาธารณชนและผ่านทีวีโดยตรงจากกรุงเบอร์ลิน นั่นคือการเมืองทางโลกที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่
ตามคำเผยพระวจนะในพระคัมภีร์ไบเบิล สันติสุขจะถูกประกาศหลังจากพวกสงครามทั้งหมด พวกศัตรูในประวัติศาสตร์กำลังกลายมาเป็นมิตรที่มันอาจจะเกิดขึ้นเป็นจริงได้ตามที่มันถูกเขียนไว้ว่า “เพราะเมื่อพวกเขาจะกล่าวว่า สงบสุขและปลอดภัยแล้ว เมื่อนั้นแหละความพินาศอันฉับพลันก็จะมาถึงพวกเขา ...”(1 เธสะโลนิกา 5: 3) จากประสบการณ์ทั้งหมดของยุโรป, กระบวนการเปลี่ยนแปลงในตะวันออกและตะวันตก ความกังวลคือ "สันติภาพ" เพียงเท่านั้นซึ่งผู้คนได้แสดงให้เห็นด้วยคำขวัญว่า "ดาบเข้าไถนา" และ “สันติภาพโดยปราศจากอาวุธ” เมื่อเร็วๆ นี้มีความคืบหน้าอย่างมากกำลังเกิดขึ้นในการเจรจาปลดอาวุธ สันติภาพทางการเมืองนี้จะไม่ถูกประกาศโดยนักการเมืองคนใดคนหนึ่ง นอกจากจะเป็นผู้ต่อต้านพระคริสต์อย่างเป็นทางการซึ่งจะนำเสนอตัวของเขาเองว่าเป็น ผู้สร้างสันติภาพและคนกลาง แต่สันติภาพที่แท้จริงและยั่งยืนนั้นจะมาทางพระคริสต์เพียงเท่านั้นผู้ที่ทรงเป็นเจ้าชายแห่งสันติภาพที่แท้จริง
ศาสนาจารย์มาร์คมานน์ให้มุมมองของวาระสุดท้ายในคำแถลงต่อไปนี้เกี่ยวกับคำทำนายของผู้ทำนายชาวรัสเซียว่า “ไม่นานก่อนการเสียชีวิตของเขาในปี ค.ศ. 1900 ผู้ทำนายชาวรัสเซีย Vladimir Solowjow ได้ตีพิมพ์การปราศรัยสั้นๆ ของเขาเกี่ยวกับผู้ต่อต้านพระคริสต์ ในนั้นเขานำเสนอว่า 'ชายแห่งอนาคต' ผู้ที่จะพูดต่อหน้าสภาคองเกรสโลกของประชาชนด้วยการพูดคำเหล่านี้ว่า 'ประชาชนทั้งหลายของโลก สันติภาพของเรา เรามอบให้แก่ท่านทั้งหลาย' เขาลงท้ายดังต่อไปนี้ว่า 'ประชาชนทั้งหลายบนแผ่นดินโลก พระสัญญาทั้งหลายได้เกิดขึ้นเป็นจริงแล้ว สันติภาพนิรันดร์ของโลกปลอดภัย ... เพราะจากนี้ไปมีเพียงอำนาจศูนย์กลางเดียวบนโลกซึ่งแข็งแกร่งกว่าพวกอำนาจที่เหลือทั้งหมดในฐานะที่เป็นเพียงหนึ่งหรือรวมเข้าด้วยกัน ... จากนี้ต่อไปจะไม่มีอำนาจใดกล้าพูดคำว่า 'สงคราม' เพราะเราพูดว่า 'สันติภาพ' ชาวโลกเอ๋ย ขอสันติภาพจงมีแด่ท่าน”(O. Markmann, Endzeit, Entruckung, Antichrist, หน้า 67)
ถ้อยคำดังกล่าวจะมาจากหัวหน้าศาสนาเพียงเท่านั้นผู้ที่กำหนดการเมืองทั้งหลายอย่างมีแก่นสาร เมื่อพวกคริสเตียนพูดถึงซุปเปอร์แมนแห่งวาระสุดท้ายและค้นหาเขาในศาสนายิวและศาสนาอิสลามด้วยการขอโทษ จากนั้นเป็นพยานถึงความเพิกเฉยของพวกเขาเพียงเท่านั้น ชายคนนี้จะไม่เป็นผู้ที่ไม่เชื่อพระเจ้า, คนยิว, มุสลิม, พุทธ หรือฮินดู แต่เขาจะเป็นผู้ที่สวมมงกุฎ ผู้ที่จะแย่งชิงการปกครองของคนทั้งโลก คนเดียวกับที่ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่น่ารักในชั่วโมงนั้นและเมื่อซาตานจะเข้าไปในเขา เช่นเดียวกับที่เข้าไปในยูดาส เพื่อเติมถ้วยแห่งความบาปและความชั่วช้า
คำเผยพระวจนะในพระคัมภีร์ไบเบิลเกี่ยวกับวาระสุดท้ายไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเทศจีนหรือสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก แต่เกี่ยวข้องกับสหภาพยุโรปมากกว่า ศาสนาจารย์มาร์คมานน์แถลงอีกครั้งหนึ่งว่า “หลังจากสงครามครั้งสุดท้าย วาติกันได้ให้คำมั่นสัญญาอย่างเข้มแข็งกับสหภาพยุโรปใหม่ สมเด็จพระสันตะปาปาพอล ที่ 6 ได้ขีดเส้นใต้ความคิดของสหภาพยุโรปอย่างต่อเนื่อง พิอุส ที่ 12 และ จอห์น ที่ 23 เป็นผู้ที่อยู่ในตำแหน่งคนก่อนของเขาแล้ว ได้ร้องขอสหภาพยุโรปเกี่ยวกับตัวละครนอกอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลพอล ที่ 6 ได้เน้นย้ำว่ามันเป็นความเชื่อของคาทอลิกซึ่งครั้งหนึ่งได้เคยสร้างยุโรป ความเชื่อเดียวกันสามารถทำในส่วนของมันด้วยวิธีที่ไม่มีใครเทียบได้ในตอนนี้เพื่อระบายพลังฝ่ายวิญญาณใหม่เข้าไปในวัฒนธรรมสามัญซึ่งเป็นรากฐานนี้ซึ่งสหภาพยุโรปทางสังคมและทางการเมืองควรจะมี ความจำเป็นที่ยุโรปเข้าร่วมกลายเป็นเรื่องเร่งด่วนมากขึ้นตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ เขาได้ประกาศในปี ค.ศ. 1963” (O. Markmann, Endzeit, Entruckung, Antichrist หน้า 70)
วาติกันได้เป็นแรงผลักดันในความสำเร็จของสนธิสัญญาโรมันในปี ค.ศ. 1970 แล้ว เขาได้สร้างความสัมพันธ์ทางการทูตกับคณะกรรมการยุโรปในกรุงบรัสเซลส์ จะมีสหภาพยุโรปซึ่งประกอบด้วยตะวันออกและตะวันตก นายกอร์บาชอฟ ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องอย่างสูงตลอดไปทั่วโลกได้นำความคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับการสร้างบ้านของชาวยุโรปขึ้นมา คำศัพท์นี้ถูกใช้แล้วในปี ค.ศ. 1957 เมื่อได้มีการลงนามในสนธิสัญญาโรมัน พวกนักการเมืองและพวกนักบวชกำลังใช้คำศัพท์เดียวกัน เสียงทุกเสียงที่มีน้ำหนักแสดงถึงความคิดของการรวมทั้งยุโรปให้เป็นหนึ่งเดียวกันด้วยความแน่วแน่
“สมเด็จพระสันตะปาปาทรงเรียกร้องให้มียุโรปที่ปราศจากพรมแดน สำหรับการสร้างยุโรปที่ปราศจากพรมแดนซึ่งไม่ปฏิเสธพวกรากฐานคริสเตียนของมันซึ่งสมเด็จพระสันตะปาปาได้เรียกร้อง โครงการของยุโรปที่ปราศจากพรมแดนนี้ เขาได้มอบความไว้วางใจในการวิงวอนของนางมารีย์ พระมารดาของพระเจ้า เขาได้กล่าวเรื่องนี้เมื่อวันจันทร์ต่อหน้าคน 6,000 คน ในเมืองโควาดอนกา ในราชรัฐอัสตูเรียส ซึ่งเป็นสถานีสุดท้ายของการมาเยือนสเปนสามวันของเขา” (Frankfurter Allgemeine Zeitung, 22 สิงหาคม 1989)
มันเป็นอีกครั้งหนึ่งที่สมเด็จพระสันตะปาปาผู้ที่มีความคิดที่ถูกต้องที่จะเชื่อมอ่าวระหว่างตะวันออกและตะวันตก การอ้างอิงต่อไปนี้ชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “การบังคับให้ผลประโยชน์ของสมเด็จพระสันตะปาปาเกี่ยวกับสหภาพยุโรปบนรากฐานทางศาสนาคาทอลิกยังได้แสดงออกโดยการประกาศของพวกผู้อุปถัมภ์ชาวยุโรปอีกด้วยเช่นกัน แล้วสมเด็จพระสันตะปาปาพอล ที่ 6 ได้ประกาศให้เบเนดิกต์แห่งนอร์เซียเป็นผู้อุปถัมภ์ของยุโรป ตอนนี้สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น พอล ที่ 2 ได้ประกาศให้คริสตจักรโลกคาทอลิก ซีริลโลสและเมโธดิโอส พี่น้องนักบุญซึ่งอยู่ในศตวรรษที่ 9 เป็นพวกอัครสาวกและพวกครูอาจารย์และได้ทำงานร่วมกันท่ามกลางในพวกชาวสลาฟเพื่อเป็นผู้อุปถัมภ์สองคนของยุโรป"
'“จอห์น พอล ที่ 2 ตั้งใจกับการประกาศตามพิธีของเขาถึงนักบุญซีริลโลสและเมโธดิโอส ในฐานะพวกผู้อุปถัมภ์ของยุโรปเพื่อตอกย้ำในส่วนที่แน่วแน่ของพวกเขาในทางเดียวของการก่อตัวของยุโรป ในทางกลับกันเขาชอบที่จะตอกย้ำว่า ลักษณะฝ่ายวิญญาณและวัฒนธรรมของยุโรปนั้นไม่เพียงแต่มีตราประทับของอารยธรรมโรมันละตินและประเพณีฝ่ายวิญญาณของชาวตะวันตกเท่านั้น แต่กระนั้นยังรวมถึงวัฒนธรรมคลาสสิกกรีกของไบแซนไทน์และประเพณีไบแซนไทน์ – สลาฟ อีกด้วยเช่นกัน’”
“มัคนายกของที่ประชุมบาทหลวงชาวเยอรมัน พระคาร์ดินัล โจเซฟ ฮอฟเนอร์ ได้ประกาศในเมืองโคโลญจน์ด้วยการทำงานของพวกผู้อุปถัมภ์ใหม่ในฐานะเหล่าอัครสาวกของพวกชาวสลาฟสามารถเปรียบเทียบได้กับสิ่งที่นักบุญเบเนดิกต์ในยุโรปกลางและตะวันตกประสบความสำเร็จ ดังนั้นนักบุญทั้งสามคนจึงเป็นพวกผู้ก่อสร้างฝ่ายวิญญาณของยุโรป - ของยุโรปทั้งหมด"
“การตัดสินใจของสมเด็จพระสันตะปาปาเป็นข้อเรียกร้องให้ทุกคนเพื่อจะมอบหมายต่อยุโรปทั้งหมดเข้าไปในกรอบการทำงานบนทางของมันเพื่อบรรลุการเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งสิ้นระหว่างคริสตจักรคาทอลิกและออร์โธด๊อกซ์ – ตามขั้นตอนที่แน่วแน่ทั้งหลายแล้ว - สำหรับการวิงวอนของพวกนักบุญทั้งสามนี้”(O. Markmann, Endzeit, EntrUckung, Antichrist, หน้า 72-73)
โดยองค์กรทั้งหลายของมัน วาติกันมีบทบาทหลักในการรวมตัวกันของยุโรปทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายศาสนา ถ้าปราศจากมันคำเผยพระวจนะวาระสุดท้ายก็มิอาจจะคิดถึงได้ กลยุทธ์ของมันได้เปลี่ยนแปลงโดยพื้นฐานหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองเพื่อจะปฏิบัติโดยปราศจากการบังคับตอนนี้ เป้าหมายของหลักสูตรยังคงเหมือนเดิม สงครามโลกครั้งที่สองกำลังถูกตัดสินโดยพวกบุคคลภายในว่าเป็นความพยายามที่จะก่อตั้งยุโรปคาทอลิกโดยกองกำลังทหาร
ลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ไม่เชื่อในพระเจ้าถูกมองโดยวาติกัน ซึ่งเป็นพวกวุฒิสมาชิกของอิตาลีทั้งปวง และพวกรัฐบาลตะวันตกในฐานะที่เป็นภัยคุกคามใหญ่สำหรับโลกคริสเตียนตะวันตก ในปี ค.ศ. 1929 มุสโสลินีได้ยอมจำนนการประชุมของเขาต่อคริสตจักรเมื่อเขาได้รับรองรัฐวาติกันแด่สมเด็จพระสันตะปาปาพิอุส ที่ 11 ให้เป็นดินแดนแห่งชาติอธิปไตย ตั้งแต่เวลานั้นมาวาติกันก็เป็นรัฐอธิปไตยอีกครั้งหนึ่งโดยพฤตินัย
นักประวัติศาสตร์ทั้งหลายได้ตรวจสอบความเชื่อมโยงของคริสตจักรกับลัทธิฟาสซิสต์และลัทธินาซีจนถึงปี ค.ศ. 1945 การอ้างอิงต่อไปนี้นำมาจากหนังสือ “Abermals krähte der Hahn” โดย Dr. Karlheinz Deschner บทที่ 67 และ 68 เขาได้ระบุพวกข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เหล่านี้โดยไม่สงวนสิทธิ์
“การประชุมครั้งแรกที่อดีตนักสังคมนิยม (มุสโสลินี) ได้มอบให้สันตะสำนักก็คือ การเงินเขาได้ช่วยธนาคารแห่งกรุงโรมจากการล้มละลายซึ่งพวกวุฒิสมาชิกของอิตาลีและพวกศักดินาอื่นๆ ได้มอบความไว้วางใจอย่างสูงเมื่อต้องเสียค่าใช้จ่ายของรัฐบาลอิตาลี เขาได้ให้เงินประมาณ 1.5 พันล้านลีร่า ... พระคาร์ดินัลวานูเทลลี มัคนายกของดังที่เรียกว่า วิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นเขาได้ประกาศแล้วว่า 'เขาได้รับเลือกเพื่อกอบกู้ชาติและฟื้นฟูความมั่งคั่งของประเทศ'
สมเด็จพระสันตะปาปาพิอุส ที่ 11 ได้เห็นตัวของเขาเองถูกบังคับอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1929 เพื่อเรียกมุสโสลินีคนนี้ที่พระเจ้าทรงได้จัดเตรียมไว้มาให้พวกเรา ... ในวงเล็บมันจะเป็นเช่นนั้นในการตั้งข้อสังเกตว่า หลังจากการลงนามในสนธิสัญญาลาเตรัน นายกเทศมนตรีของเมืองโคโลญจ์น คอนราด อาเดนาวเออร์ ยังได้รับรองมุสโสลินีในโทรเลขพิเศษอีกด้วยเช่นกันว่า ชื่อของเขาจะถูกเขียนด้วยตัวอักษรทองคำในประวัติศาสตร์ของคริสตจักรคาทอลิก
ในขณะที่คนเกือบทั้งโลกประณามการรุกรานของพวกฟาสซิสต์ (อะบิสซิเนีย) คริสตจักรคาทอลิกได้ยืนอยู่เบื้องหลังมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักบวชชั้นสูงชาวอิตาลีก็อยู่ข้างมุสโสลินี เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ค.ศ. 1935 เมื่อการเตรียมการทำสงครามในอิตาลีกำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็ว สมเด็จพระสันตะปาปาได้ประกาศสงครามป้องกันเพื่อจุดประสงค์ในการขยายตัวเพื่อให้จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นสามารถเป็นไปได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น สี่สัปดาห์ก่อนการบุกรุก พวกอาร์คบิชอป 19 คน และพวกบาทหลวง 57 คน ได้ส่งโทรเลขไปยังมุสโสลินีที่ถูกตีพิมพ์ใน อ๊อฟเซิร์ฟเวทอเร่ โรมาโน่ ซึ่งได้แถลงว่า 'พวกอิตาลีคาทอลิกอธิษฐานเพื่อการขยายตัวที่เติบโตของบ้านเกิดอันเป็นที่รักของพวกเขาซึ่งมีความเป็นปึกแผ่นมากขึ้นผ่านรัฐบาลของท่านมากกว่าที่เคยเป็นมาก่อน ... อาร์คบิชอปแห่งทารันโตเรียกการรุกรานหลังจากที่เขาได้เฉลิมฉลองพิธีกรรมมาสบนเรือดำน้ำว่า 'สงครามศักดิ์สิทธิ์, สงครามศาสนา' … อาร์คบิชอปแห่งมิลาน พระคาร์ดินัล ชูสเตอร์ผู้ให้พรแก่กองทหารทั้งหลายที่ออกไปในฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ. 1935 เปรียบเทียบมุสโสลินีกับซีซาร์, ออกัสตุส และ คอนแสตนติน และให้คำแนะนำแก่เยาวชนในโรงเรียนของอิตาลีว่า 'ผ่านการงานของพระเจ้าจอมเผด็จการได้ทรงตอบจากสวรรค์' ... ในวันที่ 12 มกราคม ค.ศ. 1938 มุสโสลินีได้รับบาทหลวง 72 คน และนักบวช 2,340 คนในพาลาสโซ เวเนเซีย สถานที่ซึ่งอาร์คบิชอปโนการาได้กล่าวสุนทรพจน์ทูลขอให้พระเจ้าช่วย จอมเผด็จการในศึกสงครามทั้งหมดของเขาเพื่อความสำเร็จของพวกคริสเตียนอิตาลี ... 'ด้วยความกระตือรือร้นทางศาสนา, ด้วยเสียงและหัวใจของประชาชน, พวกเราร้องไห้ออกมา ไชโย จอมเผด็จการ! '
แล้วในปี ค.ศ. 1933 พวกบาทหลวงชาวสเปนได้สั่งในจดหมายอภิบาลและสมเด็จพระสันตะปาปาได้
ทำในสารานุกรมของวันที่ 3 มิถุนายน ซึ่งเป็น 'สงครามศาสนาศักดิ์สิทธิ์เพื่อการรื้อฟื้นทั้งหมดของสิทธิอำนาจของคริสตจักร' ... เซอร์ราโน ซูเนอร์ น้องเขยของฟรังโก้ เลขานุการขององค์กรเยาวชนคาทอลิก ต่อมาเป็น รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมของสเปน เป็นเพื่อนของมุสโสลินีและฮิตเลอร์ เมื่อปลายเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1942 เขาได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์แกรนด์ครอสจากสมเด็จพระสันตะปาปากับ แกรนด์โดยคำสั่งของพิอุส ที่ 9 สองสัปดาห์ก่อนซูเนอร์ได้ประกาศกับผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์เดนมาร์กว่า มีพวกทหารสเปน 15,000 นายกำลังต่อสู้อยู่ที่แนวรบด้านหน้าตะวันออก และที่นั่น จำนวนของพวกเขาอาจจะเพิ่มขึ้นเป็นหนึ่งล้านนายก็ได้ ถ้าหากเยอรมนีเห็นว่าเหมาะสม ... พวกบาทหลวงชาวเยอรมันได้ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ค.ศ. 1936 จดหมายอภิบาลตามคำแนะนำโดยตรงของเลขานุการพระคาร์ดินัลปาเซลลิ ซึ่งเกี่ยวข้องในมุมมองของสเปน มันกล่าวว่า 'ภารกิจเพื่อประชาชนและบ้านเกิดของพวกเราได้ถูกจัดสรรให้เข้าใจในตัวของมันเอง ขอให้ผู้บังคับบัญชาของพวกเราประสบความสำเร็จด้วยความช่วยเหลือจากพระเจ้าที่จะทรงกระทำให้งานป้องกันอันยิ่งใหญ่นี้สำเร็จลุล่วงไปได้ (!) ด้วยความแน่วแน่มั่นคงและการร่วมปฏิบัติการของทุกคนอย่างซื่อสัตย์ที่สุด เมื่อวันที่ 3 มกราคม ค.ศ. 1937 พวกบาทหลวงชาวเยอรมันได้ชักชวนอีกครั้งหนึ่งโดยมีมุมมองเกี่ยวกับสเปน พวกผู้เชื่อของพวกเขาอีกครั้งหนึ่งว่า 'เหล่าสังฆมณฑลอันเป็นที่รัก ผู้บังคับบัญชาและเสนาบดีจักรวรรดิ, อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้เห็นการไหลบ่าเข้ามาของของลัทธิคอมมิวนิสต์จากที่ไกลๆ ความตั้งใจและความห่วงใยของเขามุ่งเน้นไปที่มันเพื่อพลิกผันหลีกเลี่ยงอันตรายอันใหญ่หลวงนี้จากประชาชนชาวเยอรมันของพวกเราและประเทศทางตะวันตกทั้งหลาย”
“ในปีเดียวกัน ค.ศ. 1933 ฟอน ปาเพน คาทอลิก ได้ลงนามในสนธิสัญญากับนาซี – เยอรมนีและวาติกัน ... ในปี ค.ศ. 1934 ถึง ค.ศ. 1938 ฟอน ปาเพน ดำรงตำแหน่งทูตเยอรมันในกรุงเวียนนา ได้เตรียมการยึดอำนาจของนาซีในออสเตรีย”
“พวกบาทหลวงชาวเยอรมันไม่เคยได้พูดต่อต้านการฆาตกรรมโดยตุลาการของฝ่ายตรงข้ามหลายพันครั้ง หรือต่อต้านการกดขี่ข่มเหงของพวกเสรีนิยม, พวกเดโมแครต และพวกคอมมิวนิสต์ เพราะว่าพวกเขาต้องการ ... เดียวกัน .. พวกเขาไม่เคยประท้วงต่อต้านความชั่วร้ายที่น่าสยดสยองของพวกคนยิว, ต่อต้านการทำลายล้างธรรมศาลามากกว่า 200 แห่ง, ต่อต้านความอัปยศอดสู, การเนรเทศ และการปล่อยก๊าซของพวกคนยิวที่คริสตจักรของพวกเขาเองได้ถูกข่มเหงและถูกสังหารไปแล้วในช่วงระยะเวลา 1,500 ปี พวกเขาไม่เคยประท้วงต่อต้านระบบนาซีเช่นนี้ ในทางตรงกันข้าม มีการประกาศของพวกนักบวชชั้นสูง เช่น พระคาร์ดินัลฟอลฮาเบอร์แห่งมิวนิก, พระคาร์ดินัลชูลเต้แห่งโคโลญจ์น, บาทหลวง Matthias Ehrenfried, Würzburg, ฯลฯ ในปี ค.ศ. 1935 ความพร้อมเพรียงและการร่วมมืออย่างเต็มกำลังกับลัทธินาซีและรู้สึกเสียใจที่พวกเขาไม่มีส่วนร่วม”
“ในวันที่ 11 มีนาคม ค.ศ. 1938 กองทัพของฮิตเลอร์ได้เข้ายึดครองออสเตรีย พระคาร์ดินัลอินนิทเซอร์แห่งเวียนนาซึ่งได้รับความเห็นชอบจากวาติกันได้แนะนำให้ Schuschnigg ผู้ยอมจำนนประกาศว่า 'การผนวกไม่สามารถป้องกันได้' เขาได้เฉลิมฉลองการมาถึงในกองทัพพร้อมกับเสียงระฆังของคริสตจักรและการยกธงสวัสดิกะบนอาคารคริสตจักรและขอให้นักบวชของเขาทำเช่นเดียวกัน ในวันที่ 12 มีนาคม เขาได้บีบบังคับให้พวกเขาจัดการประชุมขอบคุณพระเจ้า เมื่อฮิตเลอร์ได้รับพระคาร์ดินัลเมื่อวันที่ 15 มีนาคม สำหรับผู้ชม เขารับรองว่าคริสตจักรมีสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครอง จากนั้นพวกบาทหลวงออสเตรียทั้งหมดยกเว้นบาทหลวงแห่งลินซ์ ต้องการให้ประชาชนลงคะแนนเสียงให้ฮิตเลอร์และยุติการอุทธรณ์ด้วยคำทักทายว่า 'ไชโย ฮิตเลอร์!’"
ในแง่ของความจริงที่ว่าเป้าหมายทางการเมืองของคริสตจักรฝ่ายโลกนี้ยังคงอยู่เหมือนเดิม พวกเราต้องใช้สิ่งที่ผ่านมาเป็นคำเตือนสำหรับอนาคต สิ่งที่เรียกว่า “จักรวรรดิโรมันศักดิ์สิทธิ์ของชนชาติเยอรมัน” ประกอบด้วยอำนาจทางการเมืองและศาสนา วาติกันได้ใช้เยอรมนีเพื่อเป้าหมายของตนเองในลักษณะพิเศษ แม้แต่ปัจจุบันนี้ในกระบวนการรวมตัวของยุโรป เยอรมนีมีบทบาทหลัก มันเป็นเครื่องยนต์ของรถไฟทั้งหมดและโต๊ะที่หมุนได้ของตะวันออกและตะวันตก นักประวัติศาสตร์หลายคนไม่ได้จัดการกับบทของศาสนาอันมืดมนนี้ บางทีพวกเขาอาจจะฉลาดพอที่จะหลีกเลี่ยงมันหรือพวกเขากลัวคริสตจักร
ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง วาติกันมุ่งเน้นไปที่เยอรมนีซึ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ มันเริ่มต้นในบาวาเรียคาทอลิกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิวนิก สถานที่ซึ่งฮิตเลอร์ไม่ประสบความสำเร็จกับการทำรัฐประหารในปี ค.ศ. 1923 ในปี ค.ศ. 1924 วาติกันได้ลงนามในสนธิสัญญากับบาวาเรีย มันเป็นนัยสำคัญต่อการจดจำว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปาองค์ล่าสุด พิอุส ที่ 12 เป็นนักบวชในมิวนิกและจากนั้นในเบอร์ลิน
ในปี ค.ศ. 1938 มีฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองประมาณ 40,000 คน ถูกกักกันอยู่ในค่ายกักกันของเยอรมันอย่างไร้เกียรติศักดิ์ศรีสำหรับผู้ที่ถูกริดรอนศักดิ์ศรีทั้งหมด ฟรังซ์ ฟอน ปาเปน ผู้เชื่อคาทอลิกได้ประกาศว่า “ลัทธินาซีเป็นปฏิกิริยาสะท้อนของคริสเตียนที่ต่อต้านเจตนารมณ์ของปี 1789” (E. Paris, The Secret History of the Jesuits, หน้า 130) ด้วยคำแถลงนี้เขาอ้างถึงการปฏิวัติฝรั่งเศสซึ่งนำไปสู่การแยกรัฐและคริสตจักรและนำไปยังจุดจบของจักรวรรดิโรมันศักดิ์สิทธิ์ของชนชาติเยอรมันอีกด้วยเช่นกัน ดังที่ได้ยินในประเทศเพื่อนบ้านถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเยอรมนี บรรณาธิการของ “Stürmer” Julius Streicher เป็นฝ่ายตั้งรับได้กล่าวว่า “... นั่นคือการโฆษณาชวนเชื่อของพวกโปรเตสแตนต์แองโกล - แซกซอนที่ต่อต้านพวกเรา" ผู้ที่เคยมั่นใจว่าการตกลงของสมเด็จพระสันตะปาปานั้นรู้สึกเข้มแข็งมาก
พวกคนวงในรู้ดีว่าวาติกันยังมองลัทธิคอมมิวนิสต์ในฐานะเป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของตนเองอีกด้วยเช่นกัน นอกจากนี้คริสตจักรตะวันออกที่ได้แยกออกมายังถูกมองในฐานะเป็นคู่แข่งทางศาสนาอีกด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงต้องถูกพิชิต เฉพาะพวกคนเหล่านั้นที่รู้ว่า เครื่องหมาย SS ของฮิตเลอร์ประกอบด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกนิกายเยซูอิตในเครื่องแบบ พวกฝ่ายโฆษณาชวนเชื่อของเยอรมันสำหรับนาซีที่นับได้ว่าจะเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ถูกจัดการและทำให้สำเร็จได้อย่างไร เมื่อกองทหารเยอรมันเดินทัพเข้าไปในรัสเซีย ในโรมันคาทอลิกยูเครน ไม่มีอาคารทางศาสนาใดได้ถูกทำลายในขณะที่มันเกิดขึ้นในส่วนที่เหลือของประเทศ การอ้างอิงบางส่วนอีกครั้งหนึ่งจากหนังสือของ Dr. Karlheinz Deschner, “Abermals krähte der Hahn”, บทที่ 67 และ 68
“หลังจากการบุกรุกของเยอรมันเข้าไปในสหภาพโซเวียตในปี ค.ศ. 1941 บาทหลวงทหารคาทอลิก (Franz Justus Rarkowski) – ซึ่งแม้แต่พวกคาทอลิกก็ยอมรับว่า จดหมายอภิบาลของเขามีเนื้อหาสนับสนุนสงครามสังคมนิยมแห่งชาติ - ระบุไว้ในจดหมายอภิบาลที่สมาชิกคาทอลิกของ Wehrmacht เป็นดังต่อไปนี้ 'บ่อยครั้งมากในประวัติศาสตร์ปัจจุบันนี้เยอรมนีเป็นผู้กอบกู้และเป็นตัวเอกของยุโรป ... หลายรัฐของยุโรปรู้ดีว่า สงครามต่อต้านรัสเซียคือ สงครามศาสนาของยุโรป ... ประสบการณ์อันแข็งแกร่งและผูกพันในภารกิจของท่านในทางตะวันออกจะทำให้ท่านรู้ว่า ไม่สามารถพูดถึงความยิ่งใหญ่และโชคดีได้ที่พวกเราเป็นชาวเยอรมัน”
“ในบันทึกเหตุการณ์ของพวกบาทหลวงคาทอลิกทั้งหมดในเยอรมนี เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 1941 พวกผู้มีเกียรติของคริสตจักรได้สารภาพว่า 'ด้วยความพึงพอใจพวกเราติดตามการต่อสู้ต่อต้านอำนาจของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่พวกเราซึ่งเป็นพวกบาทหลวงชาวเยอรมันได้เตือนพวกคาทอลิกชาวเยอรมันในจดหมายอภิบาลหลายฉบับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1921 ถึง ค.ศ. 1936 เพื่อเป็นการแจ้งเตือนในฐานะที่เป็นที่รู้จักกันในชื่อ รัฐบาลจักรวรรดิ’”
“สมเด็จพระสันตะปาปาผู้มีสันติสุขอย่างมาก เขายังคงนิ่งเฉยอีกด้วยเช่นกันในขณะที่คริสตจักรเกือบ 2,000 แห่งและธรรมศาลา 500 แห่ง ได้ถูกทำลายและมีพวกนักบวชจำนวนมากถูกสังหารระหว่างสงครามในตะวันออก วาติกันมีจุดมุ่งหมายเช่นเดียวกับที่อื่นๆ ดินแดนที่ถูกยึดครองโดยกองทัพของฮิตเลอร์เพื่อเผยแพร่ลัทธิคาทอลิกในนิกายออร์โธดอกซ์รัสเซีย เกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างพวกเยซูอิต, เอสเอส และเกสตาโป พูดคุยกับพวกเจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับของฮิตเลอร์กำลังดำเนินการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1940 โดยเยซูอิต นายพล Graf Ledochowski (1866-1942) - (นายพลโดยการแต่งตั้งตั้งแต่ปี 1915) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1919 ตามที่เอกสารระบุว่า วาติกันได้พยายามโค่นล้มระบอบคอมมิวนิสต์ ... ความตั้งใจของวาติกันก็คือ การส่งพวกนักบวชเข้าไปในยึดครองดินแดนของรัสเซียให้มากเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อเตรียมดินแดนสำหรับแผนการณ์ต่อไปของวาติกันและการเมืองที่มีต่อรัสเซีย เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1941 คำสั่งสูงของ Wehrmacht ให้คำแนะนำแก่พวกหัวหน้าผู้บัญชาการของกองทัพเยอรมันทุกคนในฝั่งตะวันออกเพื่อช่วยเหลือกิจกรรมของมิชชันนารีของบาทหลวงคาทอลิกในดินแดนที่ถูกยึดครองซึ่งไม่ได้อยู่ในการพิจารณาของสนธิสัญญากับวาติกัน ... หน่วยสืบราชการลับเยอรมันชั้นนำ SS Oberführer Schellenberg ได้รายงานไว้ใน 5 หน้า กำหนดโดยสำนักงานต่างประเทศเกี่ยวกับการสนทนาของเขากับสมเด็จพระสันตะปาปา 'สมเด็จพระสันตะปาปาจะทำอย่างถึงที่สุดเพื่อให้มั่นใจถึงชัยชนะของชาวเยอรมัน เป้าหมายของเขาคือ การทำลายรัสเซีย”
“20 ปีต่อมา Dr. Adenaner ได้กล่าวว่า 'ดังนั้นพวกเรายืนหยัดด้วยการจับตามองอย่างมากที่สุดต่อต้านโลก (ตะวันออก) นี้ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของพวกเรา ... ความกังวลไม่ได้เป็นเพียงแค่เขตโซเวียตเท่านั้น แต่เป็นการปลดปล่อยของยุโรปตะวันออกทั้งหมดจากหลังม่านเหล็ก ... เยอรมนีจะไม่ตกเป็นเหยื่อของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ไม่เชื่อพระเจ้า นอกจากนั้นยังจะโค่นล้มมันมากกว่า’"
ในขณะที่เหล่ากองทหารเยอรมันเดินทัพเข้าไปในยูโกสลาเวียในเดือนเมษายน ค.ศ. 1941 พวกโครเอเชียนิกายโรมันคาทอลิกได้ถูกไว้ชีวิตและพวกคนเซิร์บออร์ธอด็อกซ์ได้ถูกสังหารเป็นจำนวนมาก ขบวนการฟาสซิสต์คาทอลิกแห่งโครเอเชีย, พวก Ustashis (องค์กรก่อการร้ายของฝ่ายขวาที่ถูกเนรเทศยูโกสลาเวียที่อุทิศตนเพื่อการโค่นล้มคอมมิวนิสต์ในบ้านเกิด) ได้ร่วมมือกับพวกคาทอลิกยึดอำนาจคำสั่งสูงของอำนาจที่ครอบครอง เป็นที่รู้กันว่าอาร์คบิชอป Stepinac ได้ประสานงานสิ่งต่างๆ เขาสามารถรายงานต่อสมเด็จพระสันตะปาปาว่า ชาวเซิร์บ 250,000 คน ได้เปลี่ยนมาเป็นโรมันคาทอลิกโดยการบังคับ จาก 2 ล้านคนของออร์โธดอกซ์ที่อาศัยอยู่ในโครเอเชียตามคำแถลงอย่างเป็นทางการระบุว่า 600,000 คน ได้ถูกสังหาร แต่คนอื่นๆ ประมาณตัวเลขได้เป็นจำนวน 800,000 คน ไม่ใช่เฉพาะพวกคนยิวและพวกกลุ่มเชื้อชาติอื่นๆ เพียงเท่านั้นที่ถูกสังหาร แต่ยังเป็นพวกคนเหล่านั้นที่เป็นพวกเดียวกันที่มีความเชื่อแตกต่างกัน
เมื่อเหล่ากองทหารเยอรมันเดินทัพเข้าไปในโปแลนด์ การสังหารหมู่ของพวกชาวเยอรมันโปรเตสแตนต์ก็ได้เกิดขึ้น การนองเลือดของบรอมเบิร์กมีนัยสำคัญเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงบอกได้ว่า 40,000 คน ส่วนใหญ่ที่ถูกสังหารใน
ดินแดนภายใต้การปกครองของโปแลนด์ การเรียกร้องนี้ดูเหมือนจะมาจากธรรมาสน์ทั้งหลาย ปัจจุบันนี้ (1990) จำนวนของพวกผู้เสียชีวิตได้มีการประมาณไว้ต่ำกว่ามาก
มันเดาได้ไม่ยากว่าฮิตเลอร์หมายถึงอะไรกับคำแถลงของเขา “เพื่อสร้างการเคลื่อนไหวทางการเมืองอันยิ่งใหญ่ ผมต้องการพวกคาทอลิกแห่งบาวาเรีย รวมทั้งพวกโปรแตสแตนท์แห่งปรัสเซีย พวกต่อไปจะมาในภายหลัง”(K. Deschner, Em Jahrhundert der Heilsgeschichte, Vol. 1, หน้า 360) ยังด้วยการนำของพวกนักศาสนศาสตร์ที่เผยแพร่ศาสนาที่ร่วมมือในการเปรียบเทียบกับคริสตจักรสารภาพ แทนที่จะเป็นอีกครั้งหนึ่งด้วยพระพรนิรันดร์ของพระเจ้า พวกเขาได้รับคำแช่งสาปที่ทันเวลา สิ่งที่จะเกิดขึ้นในภายหลังหลังจากชัยชนะของฮิตเลอร์ซึ่งพวกเขาได้มีประสบการณ์ การปฏิบัติการต่อต้านชาวยิวและพวกชนกลุ่มน้อยอื่นๆ และพวกฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองก็จะตามมาอีกไม่นานด้วยการต่อต้านพวกโปรเตสแตนต์อีกด้วยเช่นกัน
หนึ่งเดือนก่อนสิ้นสุดสงคราม เมื่อวันที่ 9 เมษายน ค.ศ. 1945 Dietrich Bonhoeffer ศิษยาภิบาลลูเทอแรน ถูกประหารชีวิตในเมือง Flossenberg หลังจากสองปีที่ถูกจำคุกตามคำสั่งโดยตรงของพวกฮิมม์เลอร์คาทอลิก พวกองค์กรอนุชนโปรแตสแตนท์ทั้งหมดถูกห้ามในช่วงสงคราม อันดับแรกพวกคนเหล่านั้นที่พูดต่อต้านการเผด็จการสังคมนิยมแห่งชาติในคริสตจักรสารภาพได้รับการจัดการและจากนั้นตามมาด้วยพวกผู้เชื่อของคริสตจักรอิสระต่างๆ ทั้งหลาย ความเข้าใจตนเองของคริสตจักรโรมันและพวกคนเหล่านั้นในการยอมจำนนต่ออำนาจของนาง - ความเชื่อมั่นว่าไม่มีความเชื่ออื่นมีสิทธิ์ที่จะดำรงอยู่ได้ - เป็นอันตรายถึงชีวิตสำหรับพวกคนที่เหลืออยู่
มันจะต้องได้รับการกล่าวถึงด้วยความเคารพและยังได้ยินเสียงจากพวกคาทอลิกที่มีจิตสำนึกไม่เห็นด้วยกับการกระทำอันมิชอบธรรมทั้งหลาย
ด้วยการรู้ข้อเท็จจริงเหล่านี้ มันจึงถูกถามได้ว่า ถ้าหากจะมีคริสตจักรโปรแตสแตนท์แห่งหนึ่งและพวกคริสตจักรอิสระอื่น ๆ ทั้งหมดที่มีอยู่ในกรณีของฮิตเลอร์เยอรมันครองยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเยซูอิตที่อุทิศตนและองค์กรทั้งหลายของพวกเขาต้องการนำเสนอต่อสมเด็จพระสันตะปาปาตั้งแต่เวลาแห่งการปฏิรูปคริสตจักรอัครสาวกคาทอลิกอันศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่ง ตามที่ได้ตั้งขึ้นตามความเชื่อของตนเอง “สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 15 ทรงกำหนดไว้ในปี ค.ศ. 1915 ในท่ามกลางการพักรบ พวกผู้สารภาพของนิกายผู้เผยแพร่ศาสนาในฐานะ 'พวกทูตของซาตานเช่นเดียวกับพวกธรรมาสน์ศัตรูพืช, พวกผู้ถือสำนักงานฝ่ายวิญญาณของพวกเขาเป็นพวกโจรและพวกขโมย” (O. Markmann, IrrtUmer der katholischen Kirche, หน้า 22) เข้าใจยากสำหรับทุกคนคือข้อความต่อไปนี้ว่า “วิทยาลัยเยซูอิตแห่งเมืองอินโกลสตัดท์ ได้สอนใน 'กระจกของนักเทศน์' ของเขา: 'พวกเราจะไม่ถูกตัดสิน ถ้าหากพวกเราเรียกร้องการสังหารพวกโปรแตสแตนท์ มากไปกว่าที่พวกเราจะขอให้ลงโทษประหารชีวิตของพวกขโมย, พวกฆาตกร, พวกลอกเลียนแบบ และพวกปฏิวัติ”(E. Paris, The Secret History of the Jesuits หน้า 35)
บทบาทที่แท้จริงของคริสตจักรคาทอลิกในสงครามโลกครั้งที่สองมีการบันทึกไว้ในหลายๆ เล่ม การอ้างอิงต่อไปนี้กล่าวออกมา เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ค.ศ. 1945 วาติกันขอร้องนายพลฟรังโก้ให้มีการประกาศในหนังสือพิมพ์สเปนในกรุงมาดริด หลังจากการเสียชีวิตของฮิตเลอร์ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ บุตรของคริสตจักรคาทอลิกได้เสียชีวิตในขณะทำการปกป้องคริสต์ศาสนา ฉะนั้นจึงเป็นที่เข้าใจว่าไม่พบคำๆ ใดที่คร่ำครวญถึงความตายของเขา เมื่อมีคนจำนวนมากพบการยกย่องชีวิตของเขา เหนือความเป็นมนุษย์ของเขายังคงยืนหยัดอยู่ด้วยรูปศีลธรรมชัยชนะของเขา ด้วยฝ่ามือของพวกผู้พลีชีพ พระเจ้าประทานเกียรติยศแห่งชัยชนะให้แก่ฮิตเลอร์”(E. Paris, The Secret History of the Jesuits, หน้า 163)
คนมากมายหลายคนที่ได้ตะโกนว่า “ไชโย ฮิตเลอร์!” มิได้รู้ว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ แต่พวกบุคคลสำคัญอาจจะรู้ได้ พวกเขาเหยียดแขนของพวกเขาออกไปและทักทายด้วยคำว่า “ไชโย ฮิตเลอร์!” ราวกับว่าบัดนี้ความรอดจะมาถึงแล้วจากฮิตเลอร์แทนที่จะมาจากพระเจ้า ด้วยการเกิดในปี ค.ศ. 1933 ผมได้มีประสบการณ์นี้อย่างเต็มตา กี่ครั้งที่ผมได้เฝ้าดูการสวนสนามของพวกทหาร มันฟังดูมีพลังมากเมื่อเสียงหลายเสียงตะโกนว่า “ชัยชนะ ไชโย! ชัยชนะ ไชโย!”
หลังจากการล่มสลายของเผด็จการฮิตเลอร์ คนมากมายหลายคนตระหนักว่าพวกเขาเป็นคนของชนรุ่นสงครามซึ่งถูกหลอกลวงอย่างเลวร้ายมาก หลังจากที่สิ่งต่างๆ ซึ่งได้ทำไปในช่วงสงครามได้รับความสนใจจากสาธารณชนรวมถึงโฮโลคอสต์ คนมากมายหลายคนพูดไม่ออก แม้แต่ปัจจุบันนี้ยังมีพวกคนเหล่านั้นที่ปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้น เพียงเพราะพวกเขามิอาจจะเข้าใจความโหดร้ายเช่นนั้นได้รวมถึงการปล่อยแก๊สให้พวกผู้ชาย, พวกผู้หญิง และพวกเด็กๆ ที่บริสุทธิ์ที่ได้เกิดขึ้น ในพระนามของพระเจ้าและพวกคนเยอรมัน การก่ออาชญากรรมที่โหดร้ายที่สุดในศตวรรษที่ 20 ได้เกิดขึ้น ในหลาย ๆ หู ถ้อยคำของการโฆษณาชวนเชื่อในยุคสมัยนาซียังคงดังขึ้น คนบางคนยังจำแม้แต่การประกาศนี้ได้ว่า ”.. และหนึ่งความเชื่อต่อคนทั้งโลก!” บนหัวเข็มขัดของพวกทหารมีคำเขียนว่า “พระเจ้าทรงสถิตย์อยู่กับพวกเรา” ช่างเป็นการดูหมิ่นอะไร!
ผู้คนมากกว่า 55 ล้านคน เสียชีวิตของพวกเขาในสงครามโลกครั้งที่สอง แต่กระนั้นพวกคนเหล่านั้นที่ได้ริเริ่มสิ่งนี้ก็ได้รับการยกเว้น “พระคาร์ดินัลฟริงก์สแห่งโคโลญจ์นได้ประกาศเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ. 1945 ในสุนทรพจน์ทางวิทยุ เขาปรารถนาให้ตะวันตกเป็นรูปร่างขึ้นมาโดยคริสต์ศาสนจักรเพียงเท่านั้นซึ่งแน่นอนหมายถึง โดยนิกายโรมันคาทอลิก เขาเป็นคนแรกที่ร้องขอต่อสาธารณะในวันที่ 23 มิถุนายน ค.ศ. 1950 ณ การประชุมสามัญของคาทอลิกในกรุงบอนน์ ให้เยอรมนีทำการติดอาวุธอีกครั้งหนึ่ง ก่อตั้งตามพระบัญชาของพระเจ้า ด้วยการหยุดพักในสันติสุข ... บาทหลวง Muench ในฐานะเป็นปิอุส ที่ 12 ในปี 1945 ในจดหมายอภิบาลเพื่อแสดงความอดทนต่อพวกอาชญากรสงครามของเยอรมัน ในปี ค.ศ. 1951 เขาได้รับเกียรติจากประธานาธิบดีเยอรมันด้วย Great Federal Service Cross และได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นพระคาร์ดินัลโดยสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ที่ 23”(K. Deschner, Abermals krähte der Hahn, หน้า 647-650)
ด้วยการให้ความกระจ่างมากยังมีการอ้างอิงต่อไปนี้ว่า “หลังจากการล่มสลายของกองทหารคาทอลิก พวกฆาตกรมวลชนได้หนีไปอย่างมีนัยสำคัญเข้าไปในพวกวิหารฟรานซิสกันในต่างประเทศ เมืองคลาเกนเฟิร์ทในออสเตรีย, เมืองโมเดนาในอิตาลี และในฝรั่งเศสอีกด้วยเช่นกัน"(K. Deschner, Abermals krahte der Hahn, หน้า 625) ด้วยปรากฏว่าพวกเขาได้รู้ทางรอบๆ ของพวกเขา พวกเขาไม่เพียงพบประตูทั้งหลายที่เปิดอยู่เท่านั้น แต่ยังพบแขนที่อ้าออก แม้แต่ เคลาส์ บาร์บี้ ผู้ช่วยสังหารหมู่ชาวฝรั่งเศส พอล ตูร์เวียร์ คนขายเนื้อแห่งลียง ได้ถูกจับกุมในวิหารคาทอลิกทางตอนใต้ของฝรั่งเศสในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1989 ซึ่งเขาก็ได้มีความสุขมามากมายหลายปี
หลังจากความพ่ายแพ้ของกองทัพเยอรมันที่สตาลินกราด สมเด็จพระสันตะปาปาพยายามที่จะดึงสหรัฐอเมริกามาไว้ข้างเขาเพื่อต่อสู้กับลัทธิคอมมิวนิสต์ เงื่อนไขเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่ประธานาธิบดีรูสเวลต์ตั้งไว้คือ ฮิตเลอร์ต้องลงจากตำแหน่ง สมเด็จพระสันตะปาปาขอร้องให้เขาทราบถึงสาเหตุ แต่คราวนี้อำนาจเผด็จการที่ถูกครอบงำเป็นใบ้ พวกบาทหลวงคาทอลิกที่รับรองฮิตเลอร์ ความเป็นปึกแผ่นของพวกเขาในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1933 กล่าวว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงในปี ค.ศ. 1945 และได้แนะนำกลยุทธ์อื่นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการรวมศาสนาและการเมืองยุโรปให้เป็นหนึ่งเดียวกัน
สิ่งที่ไม่สามารถบรรลุได้ด้วยสงครามและตอนนี้กำลังจะกลายเป็นความเป็นจริงผ่านช่องทางการทูต ในขณะที่ยังมีคนอีกหลายล้านคน พวกผู้ลี้ภัย, พวกเชลยศึกสงครามซึ่งถูกเนรเทศในค่ายทำงานที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับผลกระทบของสงคราม, พวกนักบวชหันไปรอบๆ และตั้งธงตามลมใหม่ พวกผู้บริสุทธิ์ต้องทนทุกข์ทรมาน นอกจากนั้นพวกคนที่มีความผิดเหล่านั้นก็ยังปลอดภัยและเล่นบทบาทของพวกเขาด้วยความภาคภูมิใจต่อไป
ตั้งแต่สภาวาติกันที่ 2 (ค.ศ. 1962-1965) พัฒนาการใหม่ได้ถูกริเริ่มขึ้นมา พวกคริสตจักรโปรเตสแตนต์ไม่ถูกสาปแช่งอีกต่อไปนอกจากนั้นยังได้รับการต้อนรับด้วยอ้าแขนที่เปิดกว้างเหมือนพี่น้องที่แยกจากกัน การปฏิรูปในทางตรงกันข้ามหมดไปแล้ว เป็นเรื่องแปลกที่ไม่ใช่หนึ่งในคำสาปแช่งมากมายที่เกิดขึ้นยังพวกโปรเตสแตนต์ซึ่งส่วนใหญ่ประกาศที่สภาแห่งเทรนต์ได้ถูกยึดคืนไป จนถึงทุกวันนี้ไม่มีข้ออ้างแม้แต่คำเดียวสำหรับพวกคนยิว, พวกโปรเตสแตนต์ หรือความเชื่ออื่นๆ ถูกกล่าวโดยสมเด็จพระสันตะปาปาหรือโดยคริสตจักร
ชีวิตของคนอื่นๆ ในกรุงโรมไม่เคยมีคุณค่า ใครก็ตามที่อยู่ในวิถีทางของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือเด็ก, พวกศัตรูทางการเมืองหรือศาสนา พวกเขาจึงเพียงถูกกำจัดไป นีโร, ดิโอเคลเทียน, คอนแสตนติน และคนอื่นๆ ได้ทำไปแล้ว แนวโน้มนี้ถูกนำมาใช้โดยพวกสมเด็จพระสันตะปาปาชาวโรมันในเวลาต่อมา ผู้ใดก็ตามที่ไม่ยอมจำนนก็ได้ถูกข่มเหงและถูกสังหาร ไม่ว่าจะเป็นทั้งพวกคนนอกรีต, พวกคนยิว, พวกมุสลิม หรือพวกคริสเตียนที่มีความเชื่ออื่นๆ มีอาชญากรรมของพวกเขาเพียงเท่านั้นคือ พวกเขาไม่ยอมรับความเชื่อในคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิก
คอนสแตนตินเป็นผู้ก่อตั้งคริสตจักรแห่งรัฐโรมันที่แท้จริงและใช้กำลังอำนาจอันโหดร้าย เขาอ้างว่าเคยเห็นไม้กางเขนที่เป็นไฟในสวรรค์ด้วยคำจารึกว่า “ในหมายสำคัญนี้ท่านจะพิชิต” ฆาตกรคนนี้ที่ได้สังหารในครอบครัวของเขาพี่น้องเขยสองคนของเขา Licinius และ Basanius, หลานชายของเขา, ลูกชายของ Licinius, พ่อตาของเขา, Maximilian, ลูกชายของเขา Crispus และ Fausta ภรรยาของเขา ในเวลาเดียวกันเขาก็เป็นนักการเมืองที่ฉลาดมาก สำหรับเขาคริสตจักรเป็นปัจจัยอำนาจที่เขาใช้ประโยชน์เพื่อตัวของเขาเอง ตอนแรกเขาไม่ได้ปฏิบัติต่อต้านพวกนอกรีต มีการดำรงอยู่ของคริสตจักรรัฐคริสเตียน-นอกรีตซึ่งเริ่มข่มเหงและสังหาร ออกัสติน คนที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์คริสตจักรได้ยกย่องคริสตจักรนี้ในอีก 70 ปีต่อมา ในฐานะรัฐของพระเจ้าตามที่เขาระบุว่าซาตานได้ถูกพันธนาการไว้แล้ว แต่ในความเป็นจริงมันคือตรงกันข้าม เขาเพียงหละหลวมโดยสิ้นเชิง
วันเกิดของเทพแห่งดวงอาทิตย์ถูกประกาศให้เป็นวันเกิดของพระบุตรของพระเจ้า จูปีเตอร์, ไดอาน่า และพวกเทพเจ้า และเทพธิดาอื่นๆ ได้ถูกนำมาใช้ เปโตร, มารีย์ และคนอื่นๆ ได้รับการประกาศให้เป็นพวกวิสุทธิชนและบุคคลอื่นแทนพวกเขา โดยแท้จริงแล้วในช่วงเวลาแห่งการสร้างคริสต์ศาสนจักรประเภทนี้ พวกลัทธิเทพเจ้าของกรีกและโรมันทั้งหมดได้รับการยอมรับและสิ่งเดียวกันได้ดำเนินต่อไป พวกเทพเจ้าของคนนอกรีตถูกแทนที่ด้วยพวกนักบุญและพวกผู้อุปถัมภ์เท่านั้น ด้วยกำลังบังคับ พวกผู้อยู่อาศัยจึงถูกทำให้สงบลงภายใต้อำนาจการเมืองและศาสนานี้ ใครก็ตามที่ไม่ต้องการหรือไม่สามารถยอมรับได้เพราะว่าความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเขาได้ถูกทำลาย ความร่วมมือของรัฐและคริสตจักรให้พวกคนเหล่านั้นของความเชื่ออื่นให้ไม่มีโอกาส ไม่ว่าทั้งในชีวิตธุรกิจหรือในการค้า ทุกหนแห่งมีการคว่ำบาตรและการข่มเหงอยู่ในวาระ
หลังจากที่สมเด็จพระสันตะปาปาและคริสตจักรโรมันได้กลับใจและแสดงผลของการกลับใจสำหรับความตายของคนนับล้านที่ผ่านอิทธิพลของพวกเขาต้องตายไปแล้ว พวกเขาจะมีสิทธิที่จะพูดเกี่ยวกับการป้องกันของชีวิตในครรภ์ ชีวิตที่ยังไม่เกิดควรได้รับการคุ้มครอง แต่ชีวิตที่เกิดแล้วไม่มีความหมายสำหรับพวกเขา พวกสมเด็จพระสันตะปาปาเรียกร้องให้ทำสงครามศาสนามิใช่หรือ? พวกเขาไม่ได้อวยพรพวกคนเหล่านั้นที่ได้ไปเพื่อพวกเขา ซึ่งพวกเขาไม่ได้เคารพชีวิตของพวกคนเหล่านั้นเลยหรือไม่? พวกครูเสดและพวกทหารรับจ้างเหล่านั้นโดยปกติแล้วพิจารณาพวกคนเหล่านั้นที่มีลูกและลูกหลายคนหรือชีวิตมนุษย์หรือไม่? ไม่แน่นอน มันร้ายแรงแค่ไหนเมื่ออยู่ใกล้คอนแวนต์ทั้งหลายแล้วพบโครงกระดูกของเด็กๆ เป็นจำนวนมาก
ในคำสอนคาทอลิกสำหรับผู้ใหญ่ หน้า 256 คริสตจักรได้ประกาศให้เป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าคริสตจักรโรมันมีศีลศักดิ์สิทธิ์เจ็ดประการ ตอนนี้คริสตจักรโดยตัวของมันเองคือศีลศักดิ์สิทธิ์อาจจะเป็นเรื่องใหม่ “คริสตจักรในฐานะที่เป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ของพระวิญญาณ ความยากลำบากทั้งหลายเกิดขึ้นกับคริสตจักร เกี่ยวกับคำถามหลังจากสถานที่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์, ความเชื่อของคริสตจักรตอบด้วยคำแถลงว่า 'ข้าพเจ้าเชื่อในคริสตจักรอัครสาวกและคาทอลิกศักดิ์สิทธิ์เพียงแห่งเดียวเท่านั้น' คริสตจักรยังสารภาพอีกด้วยว่า ในมันและโดยมันพระวิญญาณของพระเยซูคริสต์ทรงกำลังกระทำการอยู่ในประวัติศาสตร์ มันเชื่อว่ามันเป็นสถานที่ ใช่แล้ว ซึ่งหมายถึงศีลศักดิ์สิทธิ์ หมายสำคัญและเครื่องมือในการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์”ระหว่างคำสารภาพของริมฝีปากกับความเป็นจริงนั้นอยู่ห่างไกลมากเหมือนกับจากสวรรค์ถึงโลก มันมิใช่พระวิญญาณของพระคริสต์ผู้ซึ่งทำงานอย่างโหดเหี้ยมมากในประวัติศาสตร์ของคริสตจักร แต่กระนั้นเป็นเพราะว่าคริสตจักรนี้ยังรู้เกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากอิทธิพลของมันอีกด้วย มันต้องระบุไว้ในหน้าเดียวกันในคำสอนของคาทอลิกสำหรับผู้ใหญ่ในคำประกาศต่อไปนี้ว่า “ไม่มีการแสดงความเชื่ออื่นใดที่ทำให้เกิดความไม่เข้าใจ, ความขัดแย้ง และความเกลียดชังอย่างมากเช่นนี้ นอกจากนี้พวกคนที่นับถือคริสต์ศาสนานิกายคาทอลิกหลายคนมีปัญหามากมายกับคริสตจักร มีไม่กี่คนที่กล่าวว่า 'พระเยซู, ใช่ – คริสตจักร, ไม่!' การคัดค้านหลักต่อต้านคริสตจักรคือ มันมีในประวัติศาสตร์ของมันที่ได้ทรยศต่อคำเทศนาดั้งเดิมของพระเยซู เพราะว่าพระเยซู- พวกเขาจึงถกเถียงกัน – เป็นคนยากจนและพูดแทนคนยากจน คริสตจักรในทางตรงกันข้ามร่ำรวย, เต็มไปด้วยพวกคนรวยและผู้ยิ่งใหญ่ และล้มเหลวในแง่ความเคารพของสังคม พระเยซูได้ทรงสั่งสอนเรื่องความรักและแม้กระทั่งเรื่องรักศัตรู คริสตจักรในทางตรงกันข้ามมีทิฐิและข่มเหงต่อทุกคนตามที่การสอบสวนแสดงให้เห็นถึงฝ่ายตรงข้ามของมันด้วยความโหดร้ายป่าเถื่อน ... คริสเตียนคาทอลิกต้องพูดกับรายการของพวกบาปอะไรไหม? พระองค์ไม่จำเป็นต้องทรงแต่งตัวหรือปกคลุม คริสตจักรที่ประกาศการยกโทษให้อภัยบาปทั้งสิ้นสามารถสารภาพความผิดของมันด้วยความมั่นใจต่อพระเจ้าและไว้วางใจในการยกโทษให้อภัยของพระเจ้าได้ ดังเช่นสมเด็จพระสันตะปาปาเฮเดรียน ที่ 6 ได้กล่าวไว้ ณ การเลือกตั้งจักรพรรดิในเมืองนูเรมเบิร์ก ในปี ค.ศ. 1522-1523 สมเด็จพระสันตะปาปาพอล ที่ 6 ระหว่างสภาวาติกัน ที่ 2 อีกด้วยเช่นกัน พวกคริสเตียนไม่จำเป็นต้องปฏิเสธข้อบกพร่องดังกล่าวในประวัติศาสตร์คริสตจักร”
แน่นอนว่ากับพระเจ้ามันจะไม่ราบรื่นอย่างที่พบในคำสอนคาทอลิก การยกโทษให้อภัยจะสามารถเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการกลับใจอย่างแท้จริงเกิดขึ้นภายใน พระองค์จะไม่ทรงยกโทษให้อภัยกับการกระทำที่โหดเหี้ยมทั้งหลาย นอกจากนั้นจะทรงล้างแค้นแทนโลหิตของพวกคนบริสุทธิ์ (วิวรณ์ 6: 9-10; 18: 7-8) เพราะว่ามันเป็นการกระทำโดยเจตนา ถ้าหากจะไม่มีการข่มเหงพวกคริสเตียนที่เชื่อในพระคัมภีร์ไบเบิลสั้นๆ บทนี้สามารถก็ปิดได้ แต่ตามคำเผยพระวจนะในพระคัมภีร์ไบเบิลจะมีการคว่ำบาตรและการข่มเหงมาถึงหลังจากการรวมกันทางศาสนาและการเมือง “เพื่อมิให้ผู้ใดซื้อหรือขาย” (วิวรณ์ 13: 17) เช่นเดียวกับที่ได้ทำกับพวกคนยิว จนถึงสงครามโลกครั้งที่สองและในช่วงเวลาอื่นๆ ดังนั้นพวกคริสเตียนที่เชื่อพระคัมภีร์ไบเบิลอาจจะต้องผ่านการข่มเหงในช่วงเวลาสั้นๆ อาชญากรรมของพวกเขาจะเป็นเพราะพวกเขาไม่ได้อยู่ในนิกายคริสเตียนที่เป็นที่ยอมรับซึ่งเข้าร่วมกับสภาคริสตจักรโลกหรือกับคริสตจักรโรมัน พวกเขาจะได้รับการปฏิบัติเยี่ยงพวกคนนอกรีต เช่นเดียวกับพวกคนเหล่านั้นที่ไม่เหมาะสมกับสังคม ถ้าหากใครบางคนที่กำลังหางานได้ถูกถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางศาสนาของเขาแล้วมันอาจจะถูกตัดสินใจได้ว่าจะได้รับงานนั้นหรือไม่ ดังนั้นพวกนักการเมืองจะสามารถปกป้องศักดิ์ศรีของชีวิตของพวกคนเหล่านั้นที่มีความเชื่อที่แตกต่างกันได้หรือไม่?
ข้อพระคัมภีร์ยืนยันว่าอาณาจักรที่เรียกว่า "สัตว์ร้าย" ได้รับบาดแผลฉกรรจ์ด้วยดาบ (วิวรณ์ 13:14) ดาบแห่งวิญญาณคือ พระวจนะของพระเจ้า ด้วยพระวจนะของพระเจ้า บาดแผลร้ายแรงนี้มาถึงผ่านการปฏิรูป ดังนั้นบรรดานักปฏิรูปจึงถูกตราหน้าว่าเป็นพวกผู้รับใช้ของซาตานเพราะพวกเขาก่อความวุ่นวายและแม้กระทั่งเป็นภัยคุกคามต่ออำนาจของโลกนี้ ตามคำทำนายในคำเผยพระวจนะของพระคัมภีร์ไบเบิล บาดแผลร้ายแรงนี้จะหายเป็นปกติอีกครั้งหนึ่งและทั้งโลกจะตกตะลึง (วิวรณ์ 13: 12) ขั้นตอนการรักษานี้อยู่ในขณะนี้เกือบเสร็จสมบูรณ์
บรรดาคริสตจักรโปรเตสแตนต์และการเคลื่อนไหวทั้งหมดในจุดเริ่มต้นของพวกเขาวางการประกาศข่าวประเสริฐเข้าไปสู่ศูนย์กลาง ปัจจุบันนี้แน่นอนกับส่วนใหญ่ของพวกเขามีเพียงประเพณีอย่างเดียวเท่านั้นที่เหลืออยู่ พวกผู้นำของนิกายทั้งหลายคือ มองการณ์ใกล้และมิได้ตระหนักถึงแม้กระทั่งทิศทางที่ผิดที่พวกเขาใช้ด้วยซ้ำ แม้แต่พวกคนเหล่านั้นที่อ้างว่าเป็นพวกนักพื้นฐานก็ยังไม่มีมุมมองที่ชัดเจน พวกเขามิได้ตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในแง่ของพระคำแห่งการเผยพระวจนะที่ได้เปิดเผยสำแดง คนบางคนกลายเป็นเหยื่อของทฤษฎี demythologization (การยกเลิกความเชื่อแบบงมงายไร้เหตุผลออกไปจากศาสนา) และอื่นๆ เพื่อความคิดแห่งเสรีภาพ นอกจากนี้ในท่ามกลางพวกโปรเตสแตนต์ พวกเรายังมีบรรดาคริสตจักรแห่งชาติและรัฐในฐานะพวกคริสเตียนกลุ่มน้อยอีกด้วยเช่นกัน มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มีประสบการณ์จริงกับพระคริสต์และสามารถจัดได้ว่าเป็นบรรดาผู้เชื่อพระคัมภีร์ไบเบิล
ต่อหน้าสภาวาติกันที่สอง สำนักเลขาธิการสำหรับคำถามของสภาสังคายนาสากลโลกได้ถูกเปิดโดยสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ที่ 23 ในปี ค.ศ. 1960 ภายใต้การนำของพระคาร์ดินัลออกัสติน เบีย การงานอันดีได้เสร็จสิ้น การกำหนดกฎเกณฑ์ทั้งหลายเป็นสิ่งที่ดีมากต่อพวกคริสตจักรที่ได้แยกออกมาโดยไม่ล้มเหลวที่พวกเขาได้ยินภาษาของพวกเขาเองและก้าวข้ามความแตกต่างทั้งหมด ใน Lexikon für Theologie und Kirche, เล่มที่ 13, หน้า 12-26 สำนักพิมพ์ เดอะ เฮอร์เดอร์เขียนเกี่ยวกับสภาวาติกันที่สองเกี่ยวกับรูปแบบของการเป็นหนึ่งเดียวกันของสภาสังคายนาสากลโลก มันเป็นเรื่องที่กระจ่างแจ้งอย่างยิ่งสำหรับทุกคนที่ต้องเอาใจใส่
“สำนักเลขาธิการเป็นช่องทางที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้มีสิทธิอำนาจของสมเด็จพระสันตะปาปาเพื่อการสื่อสารและวิธีการที่ช่วยในการร่วมมือในทุกรูปแบบที่คิดได้ทั้งหมดเพื่อให้บรรลุผลถึงการรวมเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างสมบูรณ์ .... จากความเข้าใจดังกล่าว สมเด็จพระสันตะปาปาพอล ที่ 6 ได้ออกไป เมื่อเขาพูดในฐานะพระคาร์ดินัลในพิธีศพของจอห์น ที่ 23 ในโดมแห่งมิลาน เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ค.ศ. 1963 ของ 'ความเป็นสากลของความเชื่อคาทอลิก' และ 'สังคายนาสากลนิยมของคริสตจักรโรมัน '.... สำหรับเขา 'สังคายนาสากลนิยมภายในนิกายคาทอลิก' มีนัยสำคัญของความสามัคคีในหมู่มากด้วยความเป็นไปได้อย่างมากในการพัฒนาช่วงใหม่ในประวัติศาสตร์คริสตจักร”
“ในมุมมองของการสามัคคีธรรมของคริสเตียนอื่นๆ ที่นี่ ภาระใจคือ การรับรู้จริงๆ ของมรดกของคริสเตียนในพี่น้อง นั่นหมายถึงการพิจารณาที่แท้จริงของ 'พวกร่องรอย' หรือ 'พวกองค์ประกอบ' ทั้งหมดของคริสตจักรซึ่งโดยพระคุณของพระเจ้าดำรงอยู่กับพี่น้องที่แยกจากกันซึ่งยังเป็นอยู่ ดังนั้นมันจึงเกิดขึ้นคือ สิ่งเหล่านี้ – แม้แต่ในองศาที่แตกต่างกัน – มีอยู่จริงแล้ว แม้ว่าไม่สมบูรณ์และความไม่สมบูรณ์เป็นของคริสตจักร”
“ใน (§ 7) ต่อไปนี้ พูดถึงการแยกจากกันและการแบ่งแยก เพราะด้วยการต่อสู้แบบ 'ความอ่อนแอของมนุษย์', ความเพิกเฉยของกันและกัน, ความเหินห่างภายในฝูงแกะของพระเยซูคริสต์ที่ได้เกิดขึ้น เพื่อให้บางส่วนของคริสตจักรแยกออกจากกันและจัดตั้งตัวของพวกเขาเองขึ้นมาเป็นกลุ่มอิสระทั้งหลาย ดังนั้นคริสตจักรของพระเยซูคริสต์จึงขาดวิ่นอย่างโหดร้าย เพราะคริสตจักรสามารถเป็นหนึ่งเดียวกันได้เพียงเท่านั้น ไม่มี 'คริสตจักรอื่นใดสามารถสารภาพได้ว่าเป็นความจริงและเป็นเพียงผู้เดียวเท่านั้น 'นอกเหนือจากคริสตจักรเดียวที่ปกครองโดยทายาทของเปโตร ไม่มีคริสตจักรใดแยกออกมาจากที่นั่งของเปโตรอยู่ในทางเดียวกันไปยังคริสตจักรแห่งสวรรค์ที่มองเห็นได้ ใน (§ 8) ได้เน้นย้ำว่าความเป็นหนึ่งเดียวที่จำเป็นกับศีรษะมิได้รวมถึงความหลากหลายภายในร่างกาย ความสอดคล้องที่ดียิ่งจะทำให้ความงดงามของร่างกายลดลง ดังนั้นความสำคัญของประเพณีของตัวของพวกเขาเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพวกคริสตจักรอันมีเกียรติของพวกตะวันออก ยิ่งมีพื้นที่ให้กับพหุภาคีมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีสิทธิอำนาจเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่ต้องการ”
“ใครก็ตามที่เป็นอยู่ในความเชื่ออันดีในคริสตจักรหนึ่งของคริสตจักรทั้งหลายที่แยกออกไปจะไม่ถูกมองจากคริสตจักรที่แท้จริงว่าเป็นคนต่างชาติ (§ 9) แต่เขากำลังพรากจากความหมายแห่งความรอดไปอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยการนำผ่านโดยพันธกิจคำสอน ซึ่งช่วยปกป้องความเชื่อและขนบธรรมเนียมได้อย่างสมบูรณ์ การแยกจากกันทำให้เกิดความเสียหายสำหรับการเพิ่มพูนภายในและภายนอกของครอบครัวของพระคริสต์ เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นที่ปรารถนาของสภาที่ 'ผู้คัดค้าน' ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างสมบูรณ์ของฝูงแกะของพระคริสต์และมารวมเข้าด้วยกันเป็นฝูงเดียว (§ 10) อย่างไรก็ตาม มรดกทั่วไปมักจะต้องได้รับการเฝ้าดูและพันธนาการฝ่ายวิญญาณที่ดำรงอยู่อีกด้วยเช่นกัน: 'พวกเรายังคงเป็นพี่น้องกัน"
“เนื่องจากความผิดพลาดทั้งหลายในอดีต ซึ่งเกิดขึ้นโดยทั้งสองฝ่าย พี่น้องของพวกคริสเตียนพวกหนึ่งได้แยกย้ายกันไปคนละด้าน หนทางของพวกเขาได้แยกออกจากกัน ในวิญญาณของการกลับใจและการคืนดีในส่วนของพวกคริสเตียนทุกคนจะเกิดขึ้นที่ทุกคนจะกลับมารวมกันอีกครั้งหนึ่งในพระนิเวศน์ของพระบิดาองค์เดียว (§ 31)”
“พวกคริสเตียนควรจะมารวมกันในการต่อต้านการเข้ามาของลัทธิไม่เชื่อพระเจ้าและคอมมิวนิสต์ (§ 35)”
“ทุกส่วนที่เท่าเทียมกันของคริสตจักรจะเติบโตไปด้วยกันภายใต้ศีรษะเดียวนั่นคือ ไม่ใช่ทั้งแบบตะวันออกและแบบตะวันตก แต่เป็นแบบบิดาของทุกคน (§ 47)”
“ในต่อไปนี้มีการตั้งชื่อเงื่อนไขที่เป็นรูปธรรมสำหรับการรวมกัน และกำลังอธิบายวิธีการ ชาวตะวันออกควรจะต้องรู้: เมื่อพวกเขาต้องการเข้าร่วมและเข้ามาแทนที่ของพวกเขาอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าสิ่งที่จำเป็นในการเป็นสมาชิกของคริสตจักรจะต้องเป็นพวกคนเหล่านั้นที่กลับบ้าน (§ 48) พวกเขาจะท่องลัทธิที่อยู้ในการสารภาพต่อความเป็นหนึ่งเดียวกันของคริสตจักรมีอยู่ในลักษณะที่เรียบง่ายโดยปราศจากการสละลัทธินอกรีต สำหรับพวกตะวันออกได้รับสิทธิอำนาจที่จะรักษาวินัยของพวกเขาเอง (§ 50) การถวายของพวกเขาถูกต้องและสามารถฝึกฝนเพิ่มเติมได้ต่อไป (§ 51)”
“ดังนั้นพวกเราต้องพูดภาษาของการข่าวประเสริฐนี้กับพี่น้องของพวกเรา ซึ่งพวกเขาเข้าใจและสัมผัสพวกมันได้ พวกเราต้องบอกพวกเขาว่า เจ้าคณะของเปโตรในตอนแรกเป็นผู้มอบหมายงาน, งานอภิบาล, พันธกิจ ซึ่งเป็นผู้นำของเหล่าอัครสาวกได้รับจากพระคริสต์ ไม่ใช่เพื่อใช้อำนาจหรือปกครอง แต่เป็นการเลี้ยงดูฝูงแกะของพระคริสต์มากกว่า หลังจากที่สิทธิอำนาจทางกฎหมายทั้งหมดของเปโตรได้ถูกส่งไปยังงานอภิบาลของเขา ... นี่คือภาพจริงๆ ของผู้เลี้ยงแกะที่สูงสุดในคริสตจักร ซึ่งมีแรงดึงดูดที่แปลกประหลาดสำหรับพี่น้องที่ได้แยกออกมาซึ่งนำโดยความรักเท่านั้นและด้วยมืออันแรงกล้าต่อที่ลี้ภัยเฉพาะของพระคริสต์ซึ่งคือ คริสตจักรคาทอลิก”
“แด่พระเจ้าที่ได้ทรงดลบันดาลใจแห่งความปรารถนาในวันนี้เพื่อความเป็นหนึ่งเดียวกันในบรรดาการสามัคคีธรรมที่แยกจากกันทั้งหมดของพวกคริสเตียนจะต้องแสดงให้เห็นถึงเป้าหมายที่แท้จริงนั่นคือ คริสตจักรในฐานะสถาบันการรักษาโรคเพียงอย่างเดียวเท่านั้นสำหรับทุกคน”
“ในย่อหน้าถัดไป (§ 50) คำอุทธรณ์มอบให้แก่คริสเตียนทุกคนที่จะทำตามคำเชิญของคริสตจักรแม่ การดำรงอยู่ขององค์ประกอบของคริสตจักรกับพวกเขาเป็นที่เข้าใจกันว่าเป็นการอุทธรณ์เพื่อกลับไปสู่เอกภาพของคริสตจักรคาทอลิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ใช้กับข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์และพวกศาสนิกชนซึ่งเป็นของคริสตจักรของพระคริสต์และเป็นความหมายของการเป็นหนึ่งเดียวกัน พวกคริสเตียนอยู่ในนั้นไม่ได้ถูกมองว่าเป็นปัจเจกบุคคล แต่เป็น 'ความเป็นหนึ่งเดียวกันในการสามัคคีธรรมทั้งหลายของพวกเขา' มากกว่า”
“มันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพวกคนเหล่านั้น ‘ผู้ที่ต้องการเชื่อฟังพระประสงค์ของพระคริสต์ด้วยสุดจิตสุดใจและเจริญเติบโตได้ในระดับของสังคายนาสากลนิยมภายใต้การนำของพระวิญญาณของพระคริสต์ที่จะก้าวเข้ามาใกล้คริสตจักรมากขึ้นและมากขึ้น ซึ่งเป็นพระนิเวศน์เดียวกันของพระเจ้าที่มีคฤหาสน์มากมายในเอกภาพของความเชื่อ การนำและการสามัคคีธรรมภายใต้ตัวแทนของพระคริสต์ สมเด็จพระสันตะปาปาชาวโรมัน”
“ทุกคนที่รับบัพติศมาบัดนี้ได้มีสามัคคีธรรมในพระคริสต์แล้ว นอกจากนี้พวกคาทอลิกควรจะสารภาพความผิดของพวกเขาเกี่ยวกับการแบ่งแยกและทูลขอให้พระเจ้าที่พระองค์จะทรงนำคนทั้งหลายที่ได้แตกแยกไปกลับมาสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกันอันสมบูรณ์แบบด้วยวิธีของพระองค์เอง”
“ความจำเป็นในการเป็นสมาชิกของคริสตจักรที่แท้จริงแห่งเดียวได้แสดงไว้ในบทที่ 1 เกี่ยวกับสังคายนาสากลคาทอลิกตามหลักการพื้นฐานและได้เปิดเผยในทางที่จะมีชัยชนะเหนือความยากลำบากและภาระใจของพี่น้องที่แยกออกจากกัน”
“การเคลื่อนไหวของสภาสังคายนาสากลเกี่ยวข้องกับ 'การตระเตรียม' ของหนทางทั้งหลายเพียงเท่านั้นซึ่งสุดท้ายนำไปสู่การรื้อฟื้นของความเป็นหนึ่งเดียวกันของคริสเตียนทุกคนในฝูงแกะของพระคริสต์”
มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากที่จะอ่านเอกสารและคำประกาศของสภาวาติกันที่สองทั้งหมดในงานของเฮอร์เดอร์ที่กล่าวถึงแล้ว ในหน้า 747 ตอนท้าย พบข้อความต่อไปนี้ “กรุงโรม โดย เซนต์ ปีเตอร์ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1965 พอล ที่ 1 บิชอปแห่งคริสตจักรคาทอลิก”ทุกสิ่งที่ถูกตัดออกอย่างสมบูรณ์แบบมากและได้ถูกออกแบบมาให้เข้ากับพวกคริสตจักรที่แยกออกจากกัน ประตูและแขนของคริสตจักรแม่ยืดออกไปยังพวกเขา ทุกคนที่รับบัพติศมาด้วยสูตรตรีเอกานุภาพจะได้รับการยอมรับโดยคริสตจักรในฐานะพวกคริสเตียนว่าการบัพติศมาของพวกเขาถูกต้อง นี่ไม่ใช่กรณีไม่กี่ปีที่แล้ว พวกคนเหล่านั้นที่กลับใจใหม่ได้รับบัพติศมาอีกครั้งหนึ่ง
ชั่วโมงแห่งการตัดสินใจอยู่ที่นี่แล้ว ช่วงเวลาใกล้เข้ามาและต่อจากนี้ไปจะไม่มีการหวนกลับมา คำเตือนสุดท้ายจากสวรรค์คือ “จงออกมาจากนครนั้นเถิด ประชาชนของเราเอ๋ย เพื่อเจ้าทั้งหลายจะไม่มีส่วนในบาปทั้งหลายของนาง และเพื่อพวกเจ้าจะไม่รับภัยพิบัติต่างๆ ของนาง” (วิวรณ์ 18: 4) ใครก็ตามในช่วงเวลาของการรวมเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งหมดเป็นสมาชิกของคริสตจักรใหญ่แห่งเดียวที่มิอาจจะเป็นของคริสตจักรของพระเยซูคริสต์ได้ เรื่องนี้เกี่ยวกับพวกสมาชิกในคริสตจักรโปรเตสแตนต์ทั้งหมดอีกด้วยเช่นกัน, การสามัคคีธรรมและนิกายทั้งหลายที่ผ่านสภาคริสตจักรโลกกลับไปยังคริสตจักรโรมัน ทุกนิกายมีเครื่องหมายโดยอัตโนมัติ - สัญลักษณ์การรับรู้ของคริสตจักรแม่ ใครก็ตามที่ตระหนักคำสอนตรีเอกานุภาพของโรมันคาทอลิกและรับบัพติศมาด้วยสูตรตรีเอกานุภาพ ก็เป็นของคริสตจักรนั้นจริงๆ และไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมกับมัน
ความคิดที่ทันสมัยเกี่ยวกับการรวมเป็นหนึ่งเดียวกันตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจผิด ในคำอธิษฐานพิเศษ พระเจ้าและพระผู้ไถ่ของพวกเราได้ทรงอธิษฐานเพื่อการรวมเป็นหนึ่งเดียวกันของบรรดาผู้ที่ได้รับการไถ่ แน่นอนว่าพระองค์ตรัสถึงพระองค์เอง ไม่ได้มีความแตกต่างหลากหลายของความเชื่อทั้งหลายด้วยการเข้าร่วมกับสมเด็จพระสันตะปาปาในคริสตจักรแห่งกรุงโรม พวกเหล่านั้นคือพวกถ้อยคำของคำอธิษฐานของพระองค์ว่า “... เพื่อพวกเขาจะเป็น
เพื่อพวกเขาจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนอย่างที่เราทั้งสองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนั้น ข้าพระองค์อยู่ในพวกเขา และพระองค์ทรงอยู่ในข้าพระองค์ เพื่อเขาทั้งหลายจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างสมบูรณ์ และเพื่อโลกจะทราบว่าพระองค์ทรงส่งข้าพระองค์มาแล้ว และทรงรักพวกเขาแล้ว เหมือนอย่างที่พระองค์ทรงรักข้าพระองค์แล้ว" (ยอห์น 17: 22-23)เฉพาะพวกคนเหล่านั้นที่บังเกิดใหม่อย่างแท้จริงเท่านั้นที่สามารถสัมผัสความเป็นหนึ่งเดียวของพระเจ้านี้ได้ ในแง่หนึ่งพวกเรามองถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสต์และของคริสตจักรของพระองค์ ในทางกลับกันพวกเราเห็นความเป็นหนึ่งเดียว กันทั่วโลกในคริสตจักรแห่งกรุงโรมที่ไม่ใช่แบบพระคัมภีร์ไบเบิล ทุกคนต้องตัดสินใจด้วยตนเองว่าเขาต้องการจะเป็นสมาชิกของอะไร
Available translations