Book
คริสต์ศาสนาตามประเพณี - ความจริง หรือ การหลอกลวง
Ewald Frank
Formats
Typ písma
Výška riadku
Medzera odseku
Veľkosť písma
Navigate
Kapitoly
expand_more
Navigate
Kapitoly
Navigate
Kapitoly
Jump to any chapter without leaving the reader.
Kapitola 19
บทที่ 17 - พระเยซูคริสต์ทรงเป็นมนุษย์
19 / 32
“จงดูชายคนนี้!” (ยอห์น 19: 5) ปีลาตพูดเมื่อเขาได้มองดูพระเยซู ตั้งแต่การประสูตของพระองค์จนถึงการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ พระเยซูทรงถูกพรรณนาในฐานะที่ทรงเป็นมนุษย์อย่างมาก ดังนั้นบางคนจึงพบว่ามันยากที่จะเข้าใจได้ เฉกเช่นมนุษย์ทั้งปวง พระองค์ได้ทรงบังเกิดในโลกนี้ใส่ไว้ในเปล (ลูกา 2: 7) พระองค์ได้เสวยและทรงดื่ม พระองค์ทรงเหนื่อยและทรงหลับใหล พระองค์ทรงร้องไห้และทรงอธิษฐาน ขณะสิ้นพระชนม์พระองค์ทรงร้องเสียงดังว่า “พระบิดาเจ้าข้า ข้าพระองค์ฝากจิตวิญญาณของข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์” และเมื่อทูลอย่างนั้นแล้ว พระองค์จึงทรงปล่อยพระวิญญาณจิตขึ้นไป“ (ลูกา 23: 46) บรรดาบุตราและบุตรีทุกคนของพระเจ้าสามารถพูดได้เหมือนกัน พระองค์ได้ทรงเข้ามาแทนที่พวกเราทุกประการ แม้กระทั่งการแยกจริงๆ จากพระเจ้าในขณะที่พระองค์ทรงร้องว่า “พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ทำไมพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสียแล้ว?” (มัทธิว 27: 46) พวกเราถูกทอดทิ้งจากพระเจ้า ที่นั่นพระองค์ได้ทรงเข้ามาแทนที่พวกเราและความผิดของพวกเราและบาปก็ตกอยู่กับพระองค์ พระเจ้าพระวิญญาณทรงถอนออกไปในขณะนั้น
ในเวลาต่อมาเมื่อหอกถูกแทงเข้าไปในสีข้างของพระองค์และพระโลหิตได้หลั่งออกมา พวกเราก็ได้คืนดีและข้อพระคัมภีร์นั้นได้สำเร็จแล้ว “... พระเจ้าได้ทรงอยู่ในพระคริสต์ โดยทรงให้โลกนี้คืนดีกันกับพระองค์เอง ...” (2 โครินธ์ 5: 19) ทั้งสองข้อเป็นความจริง ข้อแรกการแยกจากกันและข้อต่อไปการคืนดีกัน
นี่เป็นสิ่งจำเป็นเพราะสภาพบาปของมนุษยชาติ วิธีที่พระเจ้าได้ทรงส่งพระบุตรของพระองค์มานั้นได้รับการบันทึกไว้อย่างแม่นยำในข้อพระคัมภีร์ทั้งหลายว่า “แต่เมื่อเวลากำหนดครบบริบูรณ์นั้นได้มาถึงแล้ว พระเจ้าก็ทรงส่งพระบุตรของพระองค์มา ประสูติจากหญิงคนหนึ่ง ทรงถือกำเนิดใต้พระราชบัญญัติ เพื่อจะทรงไถ่คนเหล่านั้นที่เคยอยู่ใต้พระราชบัญญัติ เพื่อที่พวกเราจะได้รับการรับเอามาเป็นบุตรทั้งหลาย” (กาลาเทีย 4: 4-5)
พระเยซูทรงกลายเป็นผู้รับใช้ “แต่ได้ทรงกระทำพระองค์เองให้ไม่มีชื่อเสียงใด ๆ และได้ทรงรับสภาพของผู้รับใช้คนหนึ่ง และได้ทรงถือกำเนิดในลักษณะของมนุษย์ และเมื่อทรงปรากฏในสภาพของมนุษย์คนหนึ่งแล้ว พระองค์ได้ทรงถ่อมพระองค์ลง และยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา กระทั่งความมรณาแห่งกางเขนนั้น” (ฟิลิปปี 2: 7-8) ในฐานะที่ทรงเป็นผู้รับใช้ พระองค์ได้ทรงกล่าวเกี่ยวกับการกระทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ในหนังสือของผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ แผนการไถ่ได้ถูกจัดการไว้ในรายละเอียดทั้งหมด นอกจากนี้คำว่า ผู้รับใช้ ยังถูกบันทึกไว้ในการเชื่อมต่อที่เกี่ยวข้อง “ดูเถิด ผู้รับใช้ของเรา ผู้ซึ่งเราเชิดชู ผู้เลือกสรรของเรา ผู้ซึ่งจิตใจของเราชื่นชมยินดี เราได้เอาวิญญาณของเราสวมท่านไว้ ท่านจะนำการพิพากษาออกมาสู่พวกคนต่างชาติ” (อิสยาห์ 42: 1) ในพันธสัญญาใหม่การตอบสนองตามข้อพระคัมภีร์นี้ได้ถูกบันทึกไว้ในมัทธิว 12: 17-21
ในมัทธิวบทที่ 3 พวกเราได้รับการบอกเล่าว่า พระเจ้าทรงชอบพระทัยชายคนนั้นพระเยซูคริสต์อย่างไร “และพระเยซู เมื่อพระองค์ทรงรับบัพติศมาแล้ว ในทันใดนั้นก็เสด็จขึ้นมาจากน้ำ และดูเถิด ฟ้าสวรรค์ทั้งหลายก็แหวกออกให้แก่พระองค์ และพระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นพระวิญญาณของพระเจ้าเสด็จลงมาดุจนกเขา และสถิตอยู่บนพระองค์ และดูเถิด มีเสียงหนึ่งจากสวรรค์ ซึ่งตรัสว่า “ผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา ผู้ซึ่งเราโปรดปรานมาก” (16-17) ร่างกายต้องตายไป เพราะฉะนั้นพระวิญญาณจึงต้องเสด็จมาเพื่ออ้างถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายนี้เข้าไปสู่ความเป็นอมตะ พร้อมกันนั้น การแต่งตั้งให้เป็นพระบุตรเข้าไปในพันธกิจได้เกิดขึ้นด้วย
ในมัทธิว 17: 2-5 การจำแลงพระกายของชายคนนั้นพระเยซูคริสต์เข้าไปสู่สภาพของพระเจ้าของพระองค์ได้เกิดขึ้นต่อหน้าสาวกทั้งสามคนคือ โมเสสและเอลียาห์ ในบทที่ 3, 17 พวกเราได้รับการบอกเล่าว่า “... ผู้ซึ่งเราโปรดปรานมาก” ในบทที่ 17 ได้ทรงให้คำสั่งไว้ว่า: "จงฟังท่าน" บรรดาบุตราและบุตรีที่แท้จริงของพระเจ้าจงฟังพระสุรเสียงของพระองค์ จงเชื่อพระกิตติคุณของพระองค์ และพร้อมที่จะรับบัพติศมาตามพระคัมภีร์ พวกเขาได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ในแบบเดียวกันกับที่พระองค์พระบุตรหัวปีทรงได้รับ โดยผู้ที่พระเจ้าพระองค์เองทรงเป็นพยานถึงความชอบพระทัยในพระองค์
ชายคนนั้นที่ได้รับการทรงสร้างตามแบบพระฉายของพระเจ้าถูกสร้างให้เป็นตัวแทนศีลธรรมอิสระ แต่ด้วยเสรีภาพนี้เขาจึงตัดสินใจผิดและได้หลงหายไป เพราะพระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ในทางที่เขาสามารถล้มลงได้ พระองค์จึงทรงต้องรับผิดชอบในการไถ่บาปของเขาเอง ในการทรงสร้างใหม่โดยทางพระคริสต์ ความชอบพระทัยของพระเจ้ากลับคืนสู่บรรดาบุตราและบุตรีทุกคนของพระองค์ พวกเขาได้ถูกยกออกไปจากการล้มลงและได้ถูกนำกลับคืนเข้าไปสู่พระเจ้าของพวกเขาที่ทรงกำหนดตำแหน่งไว้ ในความสมบูรณ์ของบรรดาบุตราและบุตรีทั้งปวงของพระเจ้า มันจะเป็นที่ประจักษ์ว่าพวกเขาสามารถตัดสินใจเองได้อย่างอิสระที่จะกระทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าตามแบบอย่างของบุตรหัวปี “... อย่าให้เป็นไปตามความประสงค์ของข้าพระองค์ แต่ให้น้ำพระทัยของพระองค์สำเร็จเถิด” (ลูกา 22: 42) และ “ข้าพระองค์ชื่นชมยินดีที่กระทำตามพระประสงค์ของพระองค์ โอ ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ใช่แล้ว พระราชบัญญัติของพระองค์อยู่ภายในจิตใจของข้าพระองค์” (สดุดี 40: 8) อีกด้วย
“และพวกท่าน ซึ่งเมื่อก่อนเคยถูกทำให้เหินห่างกันและเป็นศัตรูในความคิดของพวกท่านโดยการงานชั่วต่าง ๆ ถึงอย่างนั้นบัดนี้ พระองค์โปรดให้คืนดีกันแล้ว ในพระกายแห่งเนื้อหนังของพระองค์โดยทางความตาย เพื่อจะได้ถวายพวกท่านให้เป็นผู้บริสุทธิ์ ไร้ตำหนิและไร้ข้อกล่าวหาในสายพระเนตรของพระองค์” (โคโลสี 1: 21-22)
“เนื่องด้วยว่าบุตรทั้งหลายเป็นผู้มีส่วนในเนื้อหนังและเลือดอยู่แล้ว พระองค์เองก็ได้ทรงมีส่วนในสิ่งเดียวกันนั้นเช่นกัน เพื่อโดยทางความตายพระองค์จะได้ทรงทำลายผู้นั้นที่เคยมีอำนาจแห่งความตาย นั่นคือพญามาร และทรงช่วยคนเหล่านั้นให้พ้น ผู้ซึ่งโดยความกลัวแห่งความตายจึงเคยอยู่ใต้อำนาจของการเป็นทาสตลอดชั่วชีวิตของตน” (ฮีบรู 2: 14-15) นั่นคือพระกิตติคุณอันเปี่ยมไปด้วยพระสิริของพระเยซูคริสต์เจ้าของพวกเรา พระผู้ไถ่แห่งพระพร
ในพันธสัญญาเดิม แผนการไถ่บาปมีไว้ล่วงหน้าในเครื่องถวายบูชาหลายชนิด ผู้ที่ถูกพรากจากพระเจ้าไม่สามารถเข้าเฝ้าพระองค์ได้ เครื่องถวายบูชาแห่งการคืนดี คนกลางและทนายจึงมีความจำเป็น ในอับราฮัม พวกเราได้มีแบบอย่างที่ดีผู้ที่พร้อมจะเสียสละอิสอัคบุตรชายของเขา (ปฐมกาล 22) มันเล็งไปที่พระเมสสิยาห์ผู้ที่จะทรงสิ้นพระชนม์ในฐานะที่ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าแทนพวกเรา อิสอัคแบกไม้สำหรับแท่นบูชาซึ่งเขาได้ตั้งขึ้นในเวลาต่อมา พระคริสต์ทรงแบกไม้กางเขนซึ่งพระองค์ทรงถูกตอกตะปู จวบจนถึงการปลดปล่อยของพวกคนอิสราเอลจากอียิปต์ พวกเขาถูกเรียกว่าประชาชนและตั้งแต่ขณะที่การปลดปล่อยของพวกเขา (อพยพ 12: 3) อิสราเอลถูกเรียกว่า คริสตจักร โมเสสเป็นคนกลางและทนายในสถานการณ์ต่างๆ เขาเป็นผู้ที่ได้รับพระวจนะของพระเจ้าโดยตรงและพูดกับประชาชนว่า “. . . ผู้เดียวกันนี้พระเจ้าทรงส่งให้เป็นผู้ครอบครองและผู้ช่วยให้พ้น โดยมือของทูตสวรรค์ซึ่งได้ปรากฏแก่ท่านในพุ่มไม้ ... " (กิจการ 7: 35)
พระเมสสิยาห์จึงทรงต้องเป็นผู้เผยพระวจนะ, คนกลาง, ทนาย, มหาปุโรหิต ฯลฯ โมเสสได้กระทำในพระวิญญาณของพระคริสต์แล้วเมื่อเขาอธิษฐานว่า “แต่บัดนี้ ถ้าพระองค์จะโปรดยกโทษบาปของพวกเขา หรือถ้าไม่เป็นเช่นนั้น ข้าพระองค์ขออ้อนวอนต่อพระองค์ ขอทรงลบชื่อของข้าพระองค์เสียจากหนังสือที่พระองค์ได้ทรงจดไว้นั้น” (อพยพ 32: 32) ประชากรของพระเจ้าอยู่ในใจของเขาและด้วยเหตุนี้เขาจึงได้วิงวอนเพื่อพวกเขาดังที่พระคริสต์ทรงกระทำเพื่อพวกผู้เชื่อในพันธสัญญาใหม่
ปีละครั้งที่มหาปุโรหิตได้เข้าไปในอภิสุทธิสถานเพื่อจะให้พวกคนทั้งหลายได้คืนดีในการทรงสถิตของพระเจ้า ของพระคริสต์ให้พวกเราอ่าน “แต่โดยที่พระคริสต์ได้เสด็จมาเป็นมหาปุโรหิตแห่งสิ่งดีต่างๆ ที่จะมาถึง โดยทางพลับพลาอันยิ่งใหญ่กว่าและสมบูรณ์ยิ่งกว่า ที่ไม่ได้สร้างด้วยมือมนุษย์ คือที่จะกล่าวว่า มิใช่ของโลกนี้ ทั้งมิใช่โดยเลือดของแพะและลูกวัวทั้งหลาย แต่โดยพระโลหิตของพระองค์เอง พระองค์ได้เสด็จเข้าไปในที่บริสุทธิ์เพียงครั้งเดียว โดยทรงได้รับการไถ่ชั่วนิรันดร์สำหรับพวกเราแล้ว เพราะถ้าเลือดของวัวตัวผู้และของแพะทั้งหลาย และบรรดาเถ้าของวัวสาว โดยถูกประพรมลงบนคนที่เป็นมลทิน สามารถชำระเนื้อหนังให้บริสุทธิ์ได้ ... มากยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด พระโลหิตของพระคริสต์ ผู้ซึ่งโดยทางพระวิญญาณนิรันดร์ได้ทรงถวายพระองค์เองโดยปราศจากจุดด่างพร้อยแด่พระเจ้า จะทรงชำระใจวินิจฉัยผิดและชอบของพวกท่านให้พ้นจากบรรดาการกระทำที่ตายแล้ว เพื่อจะได้รับใช้พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่?” (ฮีบรู 9: 11-14) นั่นคือความรอดที่ใช้ได้นิรันดร์ในพระเยซูคริสต์
แนวคิดเรื่องนักอธิษฐานวิงวอนกำลังได้รับการอธิบายกับโยบ แม้ว่าเขาร้องออกมาแล้วว่า “เพราะข้าทราบว่า พระผู้ไถ่ของข้าทรงพระชนม์อยู่ ...” เขาพูดอย่างมั่นใจว่า "... กระนั้นในเนื้อหนังของข้า ข้าจะเห็นพระเจ้า“ (โยบ 19: 23-27) โยบยังได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นของคนกลางว่า “ถ้ามีผู้สื่อสาร (ทูตสวรรค์) ผู้หนึ่งอยู่พร้อมกับเขา, ผู้แปล (คนกลาง) ผู้หนึ่งในท่ามกลางคนหนึ่งพันคน เพื่อสำแดงให้มนุษย์เห็นความเที่ยงธรรมของเขา แล้วผู้สื่อสารนั้นมีความกรุณาต่อเขา และทูลว่า ‘ขอทรงปล่อยเขาให้พ้นจากการที่จะลงไปยังแดนคนตายเถิด ข้าพระองค์ได้พบค่าไถ่แล้ว เนื้อของเขาจะสดชื่นกว่าเนื้อของเด็ก เขาจะกลับไปสู่วันเวลาแห่งวัยหนุ่มของเขา’” (โยบ 33:23-25) เขาไม่เพียงแต่พูดถึงคนกลาง, การคืนดีและการไถ่สำหรับมนุษย์แต่ยังแสดงความจริงที่ว่าผู้ที่ได้รับการไถ่จะกลับคืนสู่สภาพที่พวกเขาเคยเป็นในวัยหนุ่มสาวของพวกเขา เขาจึงแสดงความจริงอันยิ่งใหญ่ว่าทุกคนที่มีส่วนร่วมในการฟื้นคืนชีพครั้งแรกจะได้รับการเปลี่ยนแปลงและได้รับการฟื้นคืนชีพซึ่งจะเหมือนกับที่พวกเขามีในวัยหนุ่มสาวของพวกเขา พวกเขาจะปรากฏในกายที่สมบูรณ์แบบและอ่อนเยาว์ที่สุด ชั่วนิจนิรันดร์ไม่มีร่องรอยของความชรา, ความบาป, ความเจ็บป่วยหรือความตาย พวกเขาจะยังหนุ่มยังสาวและสุขภาพดีตลอดไป
โยบยังพูดแทนพวกคนเหล่านั้นผู้ที่หันกลับมาหาพระเจ้าและได้รับความมั่นใจในความรอดว่า "เขาจะอธิษฐานต่อพระเจ้า และพระองค์จะพอพระทัยเขา และเขาจะเห็นพระพักตร์พระองค์ด้วยความชื่นบาน เพราะพระองค์จะประทานความชอบธรรมของพระองค์ให้แก่เขา” เขาได้เห็นความชอบธรรมอันบริบูรณ์ของพระเจ้าแล้วซึ่งพวกเราได้รับผ่านทางพระเยซูคริสต์พระเจ้าของพวกเรา สำหรับผู้ซึ่งได้รับการไถ่ดังกล่าวใช้ข้อความต่อไปนี้ว่า "เขาร้องให้คนอื่นๆ ข้าได้ทำบาปแล้ว และได้บิดเบือนสิ่งที่ถูกต้องไปเสีย และพระองค์มิได้ทรงตอบแทนข้าตามความชั่วช้าของข้า! พระองค์จะทรงไถ่จิตวิญญาณของเขาให้พ้นจากการลงไปสู่แดนคนตาย และชีวิตของเขาจะเห็นความสว่าง!” (โยบ 33: 26-28 — ฉบับขยาย) ข้อความนี้รวมถึงการไถ่ทั้งหมดสำหรับมนุษยชาติ, การยกโทษให้อภัยบาป, ชีวิตนิรันดร์ และความเป็นอยู่ที่ดีในกายแห่งการฟื้นคืนพระชนม์ คนทั้งคน — จิตวิญญาณ, วิญญาณ และร่างกายรวมอยู่ในการไถ่ ในการฟื้นคืนพระชนม์ครั้งแรกผู้ที่ได้รับการไถ่จะถูกนำไปวางไว้ในตำแหน่งดั้งเดิมที่พระเจ้าได้ทรงแต่งตั้งไว้และคงอยู่ในวัยหนุ่มสาวตลอดไป
ความจำเป็นของมหาปุโรหิตยังแสดงไว้ในพันธสัญญาใหม่อีกด้วยว่า: “เพราะว่าพวกเรามิได้มีมหาปุโรหิตซึ่งไม่สามารถถูกสัมผัสด้วยความรู้สึกแห่งความเจ็บป่วยทั้งหลายของพวกเรา แต่ได้ทรงถูกทดลองเหมือนอย่างพวกเราในทุกประการ ถึงกระนั้นก็ยังปราศจากบาป” (ฮีบรู 4: 15)
ยังกล่าวถึงคนกลางว่า“เพราะว่ามีพระเจ้าองค์เดียวและมีคนกลางแต่ผู้เดียวระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ คือพระเยซูคริสต์ผู้ทรงสภาพเป็นมนุษย์ ผู้ได้ประทานพระองค์เองเป็นค่าไถ่สำหรับคนทั้งปวง ...” (1 ทิโมธี 2: 5-6) “เพราะว่าในอาดัม คนทั้งสิ้นต้องตายฉันใด ในพระคริสต์ คนทั้งสิ้นก็จะถูกทำให้มีชีวิตฉันนั้น” (1 โครินธ์ 15:22) “มนุษย์คนแรกนั้นกำเนิดจากดินและเป็นมนุษย์ดิน มนุษย์ที่สองนั้นเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าจากสวรรค์ มนุษย์ดินผู้นั้นเป็นอย่างไร คนทั้งหลายที่เป็นมนุษย์ดินเช่นกันก็เป็นอย่างนั้น และมนุษย์สวรรค์ผู้นั้นทรงเป็นอย่างไร คนทั้งหลายที่เป็นมนุษย์สวรรค์เช่นกันก็เป็นอย่างนั้น และพวกเราได้รับรูปร่างของมนุษย์ดินไว้อย่างไร พวกเราก็จะรับรูปร่างของมนุษย์สวรรค์ไว้อย่างนั้นด้วย“ (1 โครินธ์ 15:47-49) คำแถลงที่ชัดเจนมาก ตอนนี้พวกเราอยู่ตามอาดัมคนแรก จากนั้นแล้วพวกเราจะอยู่ในลักษณะของสวรรค์ของพระเยซูคริสต์ อาดัมคนที่สอง
ไม่ว่าที่ใดก็ตามที่พระเยซูคริสต์ทรงปรากฏให้เห็นนอกเหนือจากพระเจ้า พวกเราก็เห็นพระองค์ทรงเป็นมนุษย์ในด้านที่จำเป็นอย่างหนึ่งเกี่ยวกับแผนการแห่งความรอด พวกเราเห็นพระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า, บุตรมนุษย์, บุวิด, ทรงเป็นกษัตริย์, ผู้เผยพระวจนะ และปุโรหิต, ทรงเป็นคนกลาง, ทนาย, พระเมษโปดกของพระเจ้า, พระวจนะของพระเจ้า, ทางของพระเจ้า, ขนมปังของพระเจ้า ฯลฯ พระองค์ต้องทรงเป็นพวกเขาเหล่านี้ทั้งหมดเพื่อประทานการไถ่อันสมบูรณ์ให้พวกเรา การไถ่ถอน หลักคำสอนเรื่องพระเยซูเพียงองค์เดียวเท่านั้นไม่มีอยู่ในข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกับหลักคำสอนเรื่องตรีเอกานุภาพนั้นก็ไม่มีอยู่ด้วยเช่นกัน บรรดาผู้เผยพระวจนะและเหล่าอัครสาวกได้ให้คำพยานแห่งความจริงไว้แล้ว พระเจ้าได้ทรงวางบุตรทั้งหลายของพระองค์ให้กลับเข้าไปในความสัมพันธ์ในฐานะบรรดาบุตราและบุตรี ดังนั้นพระเยซูคริสต์จึงทรงต้องเป็นบุตรหัวปีในหมู่พี่น้องทั้งหลาย (โรม 8: 29) ทันทีหลังจากการฟื้นคืนพระชนม์ พระเยซูตรัสกับมารีย์ มักดาลา ว่า “อย่าแตะต้องเรา เพราะเรายังไม่ได้ขึ้นไปหาพระบิดาของเรา แต่จงไปหาพวกพี่น้องของเรา และกล่าวแก่พวกเขาว่า เราขึ้นไปหาพระบิดาของเราและพระบิดาของท่านทั้งหลาย และไปหาพระเจ้าของเราและพระเจ้าของท่านทั้งหลาย” (ยอห์น 20: 17)
ดั่งที่พระบุตรของพระเจ้าทรงบังเกิดโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ฉันใด การบังเกิดใหม่ก็เกิดขึ้นโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์องค์เดียวกันฉันนั้น ดังนั้นพระเยซูจึงทรงขอการบังเกิดใหม่และตรัสว่า “แท้จริงแล้วเรากล่าวแก่ท่านว่า ยกเว้นผู้หนึ่งผู้ใดได้บังเกิดใหม่ ผู้นั้นไม่สามารถเห็นอาณาจักรของพระเจ้าได้ ... สิ่งซึ่งบังเกิดจากเนื้อหนังก็เป็นเนื้อหนัง และสิ่งซึ่งบังเกิดจากพระวิญญาณก็เป็นจิตวิญญาณ” (ยอห์น 3: 3+6) “ด้วยว่าผู้ใดก็ตามที่บังเกิดจากพระเจ้า ก็มีชัยชนะต่อโลก และนี่แหละเป็นชัยชนะซึ่งได้มีชัยต่อโลก คือความเชื่อของพวกเรานั่นเอง“ (1 ยอห์น 5: 4) การกระทำทางศาสนกิจทั้งหมดนั้นไร้ประโยชน์ พระเจ้าทรงต้องกระทำ มิฉะนั้นก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น พระองค์จะทรงสามารถกระทำได้ในพวกคนเหล่านั้นเฉพาะกับผู้ที่ตระหนักถึงพระราชกิจแห่งความรอดของพระองค์ในพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระองค์
“ด้วยว่าการนั้นเหมาะสำหรับพระองค์ เพราะสิ่งสารพัดก็สำหรับพระองค์ และสิ่งสารพัดเป็นอยู่โดยพระองค์ ในการนำบุตรเป็นอันมากมาถึงสง่าราศี เพื่อทำให้ผู้ที่เป็นนายแห่งความรอดของพวกเขานั้นได้ถึงความสำเร็จโดยทางการทนทุกข์ทรมานทั้งหลาย เพื่อว่าทั้งพระองค์ผู้ทรงชำระให้บริสุทธิ์ และคนเหล่านั้นผู้ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์นั้น ทั้งสิ้นเหล่านี้ก็มาจากแหล่งเดียวกัน เพราะเหตุนั้นพระองค์จึงไม่ทรงละอายที่จะทรงเรียกเขาเหล่านั้นว่า เป็นพี่น้องกัน โดยตรัสว่า ‘เราจะประกาศพระนามของพระองค์แก่พี่น้องของเรา ในท่ามกลางคริสตจักรเราจะร้องเพลงสรรเสริญพระองค์” (ฮีบรู 2: 10-12) พระผู้ไถ่ซึ่งหลังจากการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ได้ทรงเรียกสาวกของพระองค์ว่า “พี่น้อง” ก็ได้กลับกลายเป็นทรงถูกเรียกโดยโธมัสว่า “พระเยซูของข้าพระองค์และพระเจ้าของข้าพระองค์” (ยอห์น 20:28)
ทันทีที่พวกผู้ได้รับการไถ่จะจากโลกนี้ไป พวกเขาจำเป็นต้องมีนักอธิษฐานวิงวอน “ลูกเล็กๆ ทั้งหลายของข้าพเจ้าเอ๋ย สิ่งเหล่านี้ข้าพเจ้าเขียนถึงพวกท่าน เพื่อพวกท่านจะไม่ทำบาป และถ้าผู้หนึ่งผู้ใดทำบาป พวกเราก็มีผู้ที่เสนอความแทนสถิตอยู่กับพระบิดา คือพระเยซูคริสต์ผู้ทรงชอบธรรมนั้น และพระองค์ทรงเป็นผู้ลบล้างพระอาชญาเพราะบาปทั้งหลายของพวกเรา และไม่ใช่เพราะพวกเราพวกเดียว แต่เพราะบาปทั้งหลายของโลกทั้งสิ้นด้วย” (1 ยอห์น 2: 1-2) “ดูเถิด พระบิดาโปรดประทานความรักเช่นไรแก่พวกเรา ที่พวกเราจะถูกเรียกว่าบุตรทั้งหลายของพระเจ้า เหตุฉะนั้นโลกจึงไม่รู้จักพวกเรา เพราะว่าโลกมิได้รู้จักพระองค์ พวกท่านที่รัก บัดนี้พวกเราเป็นบุตรทั้งหลายของพระเจ้า และยังไม่ปรากฏว่าต่อไปเบื้องหน้าพวกเราจะเป็นอย่างไร แต่พวกเราทราบว่าเมื่อพระองค์จะทรงปรากฏนั้น พวกเราจะเป็นเหมือนพระองค์ เพราะว่าพวกเราจะเห็นพระองค์เหมือนอย่างที่พระองค์ทรงเป็นอยู่นั้น” (1 ยอห์น 3: 1-2)
ถึงความสมบูรณ์นี้ อัครสาวกเปาโลเขียนว่า “เพราะว่าพระองค์จะต้องทรงปกครอง จนกว่าพระองค์จะได้ทรงปราบศัตรูทั้งสิ้นให้อยู่ใต้พระบาทของพระองค์ ศัตรูตัวสุดท้ายที่จะถูกทำลายนั้นก็คือความตาย ด้วยว่าพระองค์ทรงปราบสิ่งสารพัดลงใต้พระบาทของพระองค์แล้ว แต่เมื่อพระองค์ตรัสว่าสิ่งสารพัดถูกปราบลงใต้พระองค์นั้น เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าพระบิดาทรงได้รับการยกเว้น ผู้ซึ่งทรงปราบสิ่งสารพัดให้อยู่ใต้พระองค์แล้ว และเมื่อสิ่งสารพัดจะถูกปราบให้อยู่ใต้พระองค์แล้ว เมื่อนั้นพระบุตรเองจะทรงอยู่ใต้พระบิดาผู้ทรงปราบสิ่งสารพัดให้อยู่ใต้พระองค์แล้ว เพื่อพระเจ้าจะทรงเป็นเอกเป็นใหญ่ในสิ่งสารพัดทั้งปวง” (1 โครินธ์ 15: 25-28; สดุดี 110: 1-2; สดุดี 8: 7) มันมิอาจจะพูดให้ชัดเจนยิ่งขึ้นได้ กิจการอันยิ่งใหญ่สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีและบรรดาบุตราและบุตรีของพระเจ้าได้รับการเปลี่ยนแปลงและปรากฏในพระฉายของพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า ศัตรูทั้งหมดถูกกำจัดออกไป แม้แต่ความตายก็ไม่มีอีกต่อไป และทุกสิ่งทุกอย่างถูกจัดให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องของมันชั่วนิรันดร์ และพระเจ้าจะทรงสถิตอยู่เป็นในสิ่งสารพัดทั้งปวง ในชั่วนิจนิรันดร์ที่ผ่านมาไม่มีการเอ่ยถึงพระบิดา, พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ และจะไม่มีการกล่าวถึงต่อไปในชั่วนิจนิรันดร์แห่งอนาคต เมื่อเวลามาหลอมรวมเข้าไปเป็นนิรันดร์แล้วดังนั้นจุดประสงค์นิรันดร์ก็สำเร็จได้ด้วยการปรากฏสำแดงของพระเจ้าพระองค์เองในฐานะที่ทรงเป็นพระบิดา, พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ จากนั้นพระเจ้าจะทรงสถิตในสิ่งสารพัดทั้งปวง
Available translations