Book
คริสต์ศาสนาตามประเพณี - ความจริง หรือ การหลอกลวง
Ewald Frank
Formats
Typ písma
Výška riadku
Medzera odseku
Veľkosť písma
Navigate
Kapitoly
expand_more
Navigate
Kapitoly
Navigate
Kapitoly
Jump to any chapter without leaving the reader.
Kapitola 24
บทที่ 22 - การรื้อฟื้นใหม่และการบังเกิดใหม่
24 / 32
ความชอบธรรมให้ประสบการณ์จุดจบของชีวิตของตนเองซึ่งได้เป็นมาโดยปราศจากพระเจ้าและเริ่มกระบวนการการรื้อฟื้นใหม่ ถึงแม้ว่ามันเป็นหนึ่งใน ... การงานของการไถ่ การปฏิบัติอันหลากหลายของพระคุณต้องเกิดขึ้นในชีวิตของพวกเรา ดังนั้นจึงมีการใช้คำศัพท์ที่แตกต่างกันสำหรับประสบการณ์ที่แตกต่างกัน
ครั้งแรกมันเริ่มต้นด้วยการฟื้นฟู คนๆ นั้นได้แยกออกไปจากพระเจ้าเป็นความตายฝ่ายวิญญาณ ต้องมีการปลุกให้ตื่นมายังเขา สิ่งนี้เกิดขึ้นได้โดยผ่านพระวิญญาณของพระเจ้าภายใต้การเทศนาข่าวประเสริฐเท่านั้น จนกระทั่งช่วงเวลานั้นทุกคนได้ตายฝ่ายวิญญาณโดยไม่รู้ตัว สำหรับพวกคนส่วนใหญ่ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไม่เป็นไรและพวกเขาจะมิได้แม้แต่สังเกตเห็นว่าบางสิ่งบางอย่างกำลังหายไป
คนเคร่งศาสนามีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงความคิดทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับอนาคตและความจริงด้วยเช่นกันว่า ทุกคนจะต้องรับผิดชอบเป็นการส่วนบุคคลต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า ณ การพิพากษาครั้งสุดท้าย นอกจากนี้ยังมีพวกคนเหล่านั้นที่คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้แต่พูดกับตัวของพวกเขาเองว่า "ผมไม่ได้ฆ่าใครตาย; ผมไม่ได้ทำเรื่องนี้หรือเรื่องนั้น และดังนั้นทั้งหมดมารวมกันแล้วมันจะไม่แย่มากนัก" แต่กระนั้นพวกเราได้รับการบอกกล่าวว่านี่เป็นเรื่องจริงจังมาก เหตุฉะนั้นทุกคนจึงควรจะรู้ว่า พระเจ้ามิได้ทรงเป็นคุณปู่แก่ๆ หรือคุณลุงใจดีเพื่อคนที่พวกเราอาจจะพูดดีๆ ไม่กี่คำก็ได้ ในช่วงเวลานั้นพระเจ้าจะไม่ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดที่ทรงรัก พระองค์จะทรงเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา พระองค์ทรงผูกพันไว้กับพระวจนะของพระองค์ และดังนั้นจะทรงพิพากษาตามนั้น
ตอนนี้พระองค์ทรงผูกพันไว้กับพระวจนะของพระองค์ และทุกคนเหล่านั้นผู้ที่เชื่อว่าได้รับพระคุณและการยกโทษให้อภัย และพวกเขาถูกทำให้เป็นอิสระทั้งหมดแล้วและชอบธรรม พวกคนเหล่านั้นผู้ที่ขัดขวางและขัดแย้งพระองค์และปฏิเสธแผนการณ์แห่งความรอดของพระองค์เพื่อตัวของพวกเขาเองจะได้รับการตัดสินอย่างเที่ยงธรรม พวกคนเหล่านั้นผู้ที่พยายามจะทำมันในวิถีทางของของพวกเขาเองโดยปราศจากการเข้าแถวขึ้นมากับพระวจนะของพระเจ้านั้นจะต้องผิดหวัง คำถามคือไม่เพียงแต่เชื่อเท่านั้น แต่ต้องเชื่อพระเจ้าและเชื่อในพระวจนะของพระองค์ตามแผนการณ์ที่พระองค์ได้ทรงวางแผนไว้เพื่อมนุษยชาติ ผู้ใดก็ตามที่ไม่เชื่อพระเจ้าก็ได้กระทำให้พระองค์เป็นผู้ตรัสมุสา (1 ยน. 5:10)
มันเป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่า มนุษย์ฝ่ายธรรมชาติมิได้รับสิ่งทั้งหลายที่เป็นฝ่ายวิญญาณ แม้ว่าเขาอาจจะเคร่งศาสนา มันเริ่มต้นด้วยการฟื้นฟู-ซึ่งเป็นการปลุกให้ตื่นของมโนธรรมและการตระหนักถึงสภาพทางฝ่ายวิญญาณที่ตายแล้วของเขา พระธรรมเทศนาแรกที่เปโตรได้ให้ไว้ในวันเพ็นเทคอสต์ พวกผู้ฟังได้ถูกเคลื่อนไป พวกเขาได้รับประสบการณ์การฟื้นฟูภายในและจากนั้นได้ร้องไห้ออกมาว่า "พวกท่านและพี่น้องทั้งหลาย พวกเราจะทำอะไรดี"(กิจการ 2: 37 ข)
ภายใต้พระธรรมเทศนาของข่าวประเสริฐ พวกผู้ฟังมิได้มีประสบการณ์อันหลากหลายกับพระเจ้า เมื่อเปโตรกำลังเทศนาในบ้านของโครเนลิอัส พวกเขาเหล่านั้นผู้ที่ถูกรวบรวมมาที่นั่นได้มีประสบการณ์ ในช่วงเทศนาด้วยตนเอง ทุกสิ่งทุกอย่างจากการเปลี่ยนแปลงมาเชื่อพระเจ้าถึงการบัพติศมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ (กจ. 10:37-48) มันทั้งหมดขึ้นอยู่บนทัศนคติของพวกผู้ฟังและความคาดหวังของพวกเขาในความเชื่อ เมื่อใดก็ตามที่พระวจนะได้รับการเทศนา พระวิญญาณของพระเจ้าก็ทรงเคลื่อนตามไป มันเป็นสิ่งที่ดีที่จะรู้ว่าไม่มีรูปแบบโดยเฉพาะ ความเชื่อแท้ซึ่งถูกต้องต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้าเริ่มมาจากการเทศนาพระธรรมเทศนาของความรอด หลังจากนี้ทั้งหมดประสบการณ์ทั้งหลายซึ่งมีความจำเป็นอาจจะถูกรับไว้โดยพวกผู้ฟัง ในตอนแรกพระวิญญาณของพระเจ้าทรงอนุญาตให้ทุกคนตรวจสอบตัวของเขาเอง และจากนั้นการกลับใจเกิดขึ้นภายใน จากนั้นคนนั้นรู้สึกเสียใจเกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายที่ได้ทำผิดไปแล้ว และอธิษฐานต่อพระเจ้าสำหรับการยกโทษให้อภัย
ความรู้ของบาปแทรกซึมลึกมากทำให้คนนั้นตระหนักถึงความไม่คู่ควรของเขาในการทรงสถิตย์ของพระเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์ และอธิษฐานว่า "พระบิดา ข้าพระองค์ได้ทำบาปต่อต้านสวรรค์และต่อเบื้องพระพักตร์พระองค์" จากนั้นการสถาปนาใหม่ได้ถูกสร้างขึ้นมา ใครก็ตามที่ได้ขโมยก็ไม่ขโมยอีก คนโกหกก็ไม่โกหกอีก ฯลฯ การเปลี่ยนแปลงมาเชื่อพระคริสต์และการรื้อฟื้นใหม่ภายในอันแท้จริงจะเกิดขึ้นซึ่งล่วงหน้าไปก่อนการบังเกิดใหม่ พวกคนเหล่านั้นผู้ซึ่งถูกกระตุ้นโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ทูลขอพระเจ้าให้ทรงยกโทษให้อภัยและทรงนำภาระบาปทั้งสิ้นไปจากพวกเขา ในขณะที่อยู่ในการอธิษฐาน บางสิ่งบางอย่างที่พิเศษเกิดขึ้น มันเป็นการทรงปฏิบัติอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า จากนั้นผู้นั้นได้รับหลักประกันของความรอด ด้วยการพบสันติสุขกับพระเจ้าในใจของเขา คนบางคนที่สำนึกผิดมาถึงช่วงเวลาของการทะลุทะลวงด้วยเชื่อว่าพระเยซูคริสต์เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่จะทรงช่วยให้รอดได้ มันเป็นประสบการณ์จริง บางสิ่งบางอย่างที่คุณรู้ เพราะว่ามันเกิดขึ้นได้โดยผ่านมายังการเคลื่อนไหวโดยตรงของพระวิญญาณของพระเจ้า ดังนั้นพระวิญญาณของพระองค์ทรงเป็นพยานให้กับวิญญาณของพวกเราว่า พวกเราได้กลายเป็นลูกๆ ของพระเจ้าแล้ว (รม. 8: 16) ความรอดนี้ในพระคริสต์สามารถจะได้รับและมีประสบการณ์ได้แม้กระทั่งปัจจุบันนี้
ใครก็ตามที่หันมาในความเชื่อแด่พระเจ้าและเปิดใจของเขาออกจะได้รับสิ่งใดก็ตามที่พระองค์ได้ทรงสัญญาไว้ พวกเราจะต้องมายังพระเจ้าในท่าทีที่อ่อนน้อมถ่อมตนอย่างถูกต้อง ฟังพระวจนะของพระองค์และมีประสบการณ์ความรอดเหมือนในคริสตจักรคริสเตียนตันฉบับ พระเจ้าทรงเป็นที่ไว้วางใจ พระองค์ทรงเป็นที่น่าเชื่อถือและทรงสัตย์ซื่ออย่างเต็มล้น
ปัจจุบันนี้ภาพที่พระเจ้าได้ประทานไว้ในพระวจนะของพระองค์ได้ถูกบิดเบือนไป เรื่องนี้เป็นเพราะของคนจำนวนมากของพวกนิกายทางศาสนาที่แตกต่างกัน มันเป็นที่น่าเสียใจว่าวิธีการของพระเจ้ามิได้ถูกแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนอีกต่อไป
พวกคนเหล่านั้นผู้ที่แสวงหาการกราบทูลกับพระเจ้าต้องทำมันเหมือนอย่างเด็กเล็กๆ-ราวกับว่าถ้าหากคุณอยากจะตอบจดหมายฉบับหนึ่ง พระองค์ได้ทรงเขียนถึงพวกเราในพระวจนะอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์โดยที่พระองค์ยังคงตรัส และพวกเรากำลังสนทนากับพระองค์ในการอธิษฐาน พระองค์ทรงกระทำให้เป็นที่รู้จักแก่พวกเราทุกคนที่จะเตรียมไว้สำหรับพวกเราและน้ำพระทัยอันสมบูรณ์แบบของพระองค์ด้วยเช่นกัน ในการอธิษฐานพวกเราขอบพระคุณพระองค์สำหรับทุกสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำ ดังนั้นคนๆ นั้นจึงเข้ามาในการสามัคคีธรรมส่วนตัวกับพระเจ้า
พวกเราอาจจะได้มีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า ที่ในทันทีทันใดก็พูดเป็นการส่วนตัวมากๆ กับพวกเราเหมือนตอนที่พระเยซูตรัสกับนิโคเดมัส "แท้จริงแล้วเรากล่าวแก่ท่านว่า ยกเว้นผู้หนึ่งผู้ใดได้บังเกิดใหม่ ผู้นั้นไม่สามารถเห็นอาณาจักรของพระเจ้าได้"(ยน. 3:3) ประสบการณ์ของการบังเกิดใหม่เกิดนั้นมีความจำเป็นต้องได้รับ หากปราศจากมันแล้วจะไม่มีคนหนึ่งคนใดเข้าไปในราชอาณาจักรของพระเจ้าได้ "อย่าประหลาดใจที่เรากล่าวแก่ท่านว่า ท่านทั้งหลายต้องบังเกิดใหม่"(ยน. 3:7) ประสบการณ์ของการบังเกิดใหม่นั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับปรัชญาของการกลับชาติมาเกิดซึ่งบางครั้งถูกใช้ในคำศัพท์ของการบังเกิดใหม่ ในประสบการณ์ของการบังเกิดใหม่ตามที่สอนในข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ คนๆ นั้นมิได้ปรากฏในอีกรูปแบบหนึ่ง แต่ปรากฏในตอนที่เขาเป็นอยู่มากกว่า เชื่อและรับพระวจนะของพระเจ้า, พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงกระทำการบังเกิดของจิตวิญญาณ และดังนั้นชีวิตใหม่จึงได้ล่วงออกมา "แต่หลังจากพระกรุณาและความรักของพระเจ้าพระผู้ช่วยให้รอดของพวกเราที่มีต่อมนุษย์ได้ปรากฏแล้ว มิใช่โดยบรรดาการงานแห่งความชอบธรรมซึ่งพวกเราได้กระทำ แต่ตามพระเมตตาของพระองค์ พระองค์ได้ทรงช่วยพวกเราให้รอด โดยการล้างชำระแห่งการบังเกิดใหม่ และการทรงสร้างขึ้นมาใหม่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งพระองค์ได้ทรงให้หลั่งลงมาบน พวกเราอย่างบริบูรณ์ โดยทางพระเยซูคริสต์พระผู้ช่วยให้รอดของพวกเรา เพื่อว่าเมื่อถูกทำให้เป็นคนชอบธรรมแล้วโดยพระคุณของพระองค์ พวกเราจะเป็นทายาทตามความหวังแห่งชีวิตนิรันดร์"(ทิตัส 3:4-7)
แล้วในบทที่ 2:11 อัครสาวกได้สัมผัสเรื่อง "เพราะว่าพระคุณของพระเจ้าที่นำความรอดมาได้ปรากฏแก่คนทั้งปวงแล้ว..." ผู้ใดพบพระคุณในสายพระเนตรของพระเจ้าจะรับรู้ถึงสิ่งทั้งหลายที่จำเป็นสำหรับความรอดของเขา ในจดหมายฝากทั้งหลาย, ประสบการณ์ทั้งหลายของพวกคนเหล่านั้นผู้ที่ได้อยู่ในพันธกิจของพระเยซูคริสต์ได้ถูกบันทึกไว้แล้ว พระเยซูคริสต์ยังทรงเหมือนเดิมวานนี้ และวันนี้ และสืบๆ ไปเป็นนิตย์ (ฮบ. 13:8) ดังนั้นพระองค์ทรงกระทำอย่างเดียวกันกับทุกคนที่มายังพระองค์ ใครก็ตามที่ได้รับพระวจนะแห่งความจริงจะมีประสบการณ์กับสิ่งใดก็ตามที่ทรงสัญญาไว้ที่ในนั้น "ตามพระประสงค์ของพระองค์ พระองค์ได้ทรงให้กำเนิดพวกเราด้วยพระวจนะแห่งความจริง เพื่อพวกเราจะได้เป็นอย่างผลแรกแห่งสรรพสิ่งทั้งหลายของพระองค์"(ยก. 1:18)
อัครสาวกเปโตรแสดงความคิดอย่างเดียวกันออกมา และเขียนว่า "โดยเห็นว่าพวกท่านได้ชำระจิตใจของพวกท่านให้บริสุทธิ์แล้ว ในการเชื่อฟังความจริงโดยทางพระวิญญาณ จนมีความรักต่อพวกพี่น้องอย่างจริงใจ พวกท่านก็จงรักซึ่งกันและกันด้วยใจที่บริสุทธิ์อย่างกระตือรือร้น โดยได้บังเกิดใหม่ ไม่ใช่จากเมล็ดที่จะเปื่อยเน่าเสีย แต่จากเมล็ดอันไม่รู้เปื่อยเน่า โดยพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งมีชีวิตและดำรงอยู่เป็นนิตย์ ..." (1 ปต. 1:22-23) ใครก็ตามที่มีประสบการณ์ในสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้ในพระวจนะของพระองค์, กลายเป็นส่วนหนึ่งของพระวจนะของพระเจ้า, ยอมจำนนต่อน้ำพระทัยของพระองค์ และถูกวางไว้ตามแผนการณ์แห่งความรอด ในทางกลับกันคนทั้งหลายเช่นนั้นยังสามารถวางทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างถูกต้องภายในกรอบของข้อพระคัมภีร์ทั้งหลาย ผู้ที่ได้รับการไถ่จะต้องกลายเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระผู้ไถ่ เพื่อที่พวกเราจะสามารถเห็นดั่งที่พระองค์เห็นได้ และปรารถนาในสิ่งที่พระองค์ทรงปรารถนาได้
ด้วยประสบการณ์ของการเปลี่ยนแปลงมาเชื่อพระเจ้า, การรื้อฟื้นใหม่ และการบังเกิดใหม่ คนทั้งปวงได้ถูกรวมไว้และพวกเราจะเริ่มติดตามพระเยซูคริสต์ มันหมายถึงการติดตามพระองค์ซึ่งได้ถูกบันทึกไว้ในข้อพระคัมภีร์หลายแห่ง พระเจ้าทรงมีความโดดเด่นในทันทีทันใด ถ้าหากความจำเป็นในการครอบครองทรัพย์สินต้องได้ถูกริบเสีย มันยังอาจจะหมายถึงการละทิ้งภรรยาหรือสามี, พวกพี่ชายหรือพวกน้องสาว, พ่อแม่หรือลูกๆ หรือเพื่อนๆ ไว้เบื้องหลังเพื่อประโยชน์ของราชอาณาจักรของพระเจ้า (ลก. 8:29) ในกรณีเช่นนี้สถานที่แห่งนี้จะกลายเป็นความจำเป็นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนที่เหลือของครอบครัวที่มิได้เชื่อและดังนั้นพวกเขาจึงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง การติดตามพระคริสต์มิได้หมายถึงการเข้าไปในคอนแวนต์หรือการเข้าร่วมคำสั่งเฉพาะกิจ แต่เป็นการดำรงอยู่ในชีวิตประจำวันเพียงเท่านั้นด้วยการตระหนักและการทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ทางที่กว้างกำลังถูกละทิ้งไว้ด้วยการแสดงให้เห็นผลกระทบต่างๆ ที่ตามมา ไม่มีใครสามารถรับใช้เจ้านายทั้งสองคนได้ หรือเดินบนหนทางสองทางซึ่งแตกต่างกันได้ในเวลาเดียวกัน จักต้องทำการตัดสินใจชีวิตของพวกเราด้วยตนเองควรจะเป็นพยานเกี่ยวกับวิถีทางที่พวกเราได้เลือก
ประสบการณ์การรื้อฟื้นใหม่เกี่ยวข้องกับจิตใจของมนุษย์ ตามข้อพระคัมภีร์ "เราจะให้ใจใหม่แก่เจ้า และเราจะบรรจุจิตวิญญาณใหม่ไว้ในเจ้า เราจะนำใจหินออกไปเสียจากเนื้อของเจ้า และจะให้ใจเนื้อแก่เจ้าด้วย” (อสค. 36: 26) หลังจากการรื้อฟื้นใหม่ภายในมนุษย์ การงานอันยิ่งใหญ่วางไว้ต่อหน้าพวกเราซึ่งจะนำคนเก่าออกไป ในความเป็นจริงทุกคนไม่มากก็น้อยใช้ชีวิตสองแบบ พวกเรามิได้มีสิ่งที่พวกเราควรจะมีที่คนอื่นๆ จะเชื่อว่าพวกเรามี คนทุกคนมีสองหน้า ครั้งหนึ่งเขาปรากฏเหมือนอย่างนี้ และจากนั้นในแบบที่แตกต่างกันตามที่เขาอยากจะเป็น ในเรื่องนี้พวกเราได้รับการบอกกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า "ให้พวกท่านละทิ้งการกระทำอันเก่าก่อนของมนุษย์เก่า ซึ่งเสื่อมทรามไปตามบรรดาตัณหาที่หลอกลวง และถูกเปลี่ยนแปลงใหม่ในวิญญาณแห่งความคิดของพวกท่าน และให้พวกท่านสวมมนุษย์ใหม่ ซึ่งถูกสร้างขึ้นตามแบบอย่างของพระเจ้า ในความชอบธรรมและความบริสุทธิ์ที่แท้จริง” (อฟซ. 4: 22-24) ในข้อพระคัมภีร์ต่อไปนี้ หลายสิ่งหลายอย่างเป็นรายการซึ่งมิอาจจะนำเข้ามาสู่ชีวิตใหม่ได้
หลังจากมโนธรรมของมนุษย์ได้ฟื้นขึ้นมาและถูกนำออกมาจากความตายฝ่ายวิญญาณแล้ว พระวิญญาณของพระเจ้าทรงนำเข้ามาในความทรงจำในสิ่งทั้งหลายซึ่งถูกต้องในสายพระเนตรของพระองค์ ผู้เชื่อจะเห็นด้วยกับข้อความต่อไปนี้ว่า "และอย่าทำเหมือนกับชาวโลกนี้ แต่พวกท่านจงถูกเปลี่ยนแปลงโดยการฟื้นฟูใหม่แห่งจิตใจของพวกท่าน เพื่อพวกท่านจะได้พิสูจน์ว่าอะไรเป็นน้ำพระทัยนั้นของพระเจ้าที่ดีและเป็นที่ชอบพระทัยและสมบูรณ์แบบ” (รม. 12: 2) ใครก็ตามที่เริ่มติดตามพระเยซูคริสต์จะไม่แบกไม้กางเขนกับสร้อยคอ นอกจากการประณามของพระคริสต์ ผู้ซึ่งทรงถูกตรึงกางเขนมากกว่า และเดินบนทางแคบซึ่งนำไปสู่ชีวิตนิรันดร์ (มธ. 16:26)
อ. เปาโล ลงท้ายจดหมายของเขาแก่พวกชาวกาลาเทียเช่นนี้ว่า "แต่ขอพระเจ้าอย่ายอมให้ข้าพเจ้าอวดเลย นอกจากในกางเขนของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของพวกเรา ซึ่งโดยพระองค์นั้นโลกถูกตรึงไว้แล้วสำหรับข้าพเจ้า และข้าพเจ้าก็ถูกตรึงไว้แล้วสำหรับโลก"(กลท. 6:14) เฉพาะพวกคนเหล่านั้นผู้ที่ตายต่อตัวของพวกเขาเองและต่อโลกนี้เท่านั้นที่สามารถเป็นอยู่กับพระเยซูคริสต์ได้ สิ่งอื่นๆ ทั้งหมดเป็นเพียงความตั้งใจอันดีซึ่งจะล้มเหลวทุกครั้ง ผู้ที่ได้รับการไถ่ถูกนับไว้ในท่ามกลางพวกคนเหล่านั้นผู้ที่ทำให้พระเจ้าทรงพอพระทัย
แต่กระนั้นด้วยความเคารพนี้ สิ่งทั้งหลายยังได้ผิดไปด้วยเช่นกัน พวกคำศัพท์พระคัมภีร์ไบเบิลถูกนำมาใช้ แต่กระนั้นมิได้ติดตามประสบการณ์จริงตามพระคัมภีร์ไบเบิล·ในช่วงต้นคริสต์ศาสนาในศตวรรษแรกและกับบรรดาผู้เชื่อแท้ในทุกยุคทุกสมัยแม้แต่ในศตวรรษที่ยี่สิบนี้ มันเป็นไปได้ที่จะมีประสบการณ์กับพระเยซูคริสต์ ณ ที่ซึ่งคุณอยู่ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องดึงกลับเข้ามาในวัดวาอารามเพื่อจะแสดงความเชื่อมั่นทางศาสนาอย่างลึกซึ้ง, นั่งสมาธิและอยู่ในคุกแห่งความชอบธรรมของตนเอง ณ จุดเริ่มต้น เหล่าอัครสาวกและผู้เชื่อทั้งหลายและใช้ชีวิตทั้งหมดอย่างปกติในทุกส่วนที่เกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ไม่ว่าจะเป็นในสถานที่ทำงานของพวกเขา, ในครอบครัว, ในหมู่บ้าน หรือในเมือง พวกเขามีการสามัคคีธรรมกับพระเยซูคริสต์และเป็นคำพยานที่มีชีวิตของพระคุณที่มีประสบการณ์ ผ่านฤทธานุภาพของพระเจ้า ผู้ที่ได้รับการไถ่นั้นมีความเป็นไปได้ที่จะใช้ชีวิตอยู่เป็นชีวิตทั้งหมดอย่างปกติ ภายในชุดข้อจำกัดของพระวจนะของพระเจ้า เรื่องนี้รวมถึงการแต่งงาน, การประกอบอาชีพ และโลกกลมๆ ฝ่ายธรรมชาติทั้งปวง ทั้งนี้มิใช่คำถามว่าพวกเราควรจะได้รับออกไปจากโลกนี้หรือไม่ แต่คือว่าทุกสิ่งของโลกนี้จะถูกนำออกไปจากพวกเรามากกว่า
Available translations