Book
คริสต์ศาสนาตามประเพณี - ความจริง หรือ การหลอกลวง
Ewald Frank
Formats
Typ písma
Výška riadku
Medzera odseku
Veľkosť písma
Navigate
Kapitoly
expand_more
Navigate
Kapitoly
Navigate
Kapitoly
Jump to any chapter without leaving the reader.
Kapitola 14
บทที่ 12 - ... ได้ทรงออกมาจากพระเจ้า
14 / 32
พระคริสต์ได้ทรงออกมาจากพระเจ้า พระองค์ยังได้ถูกกล่าวถึงในฐานะที่ทรงเป็นปฐมแห่งการเนรมิตสร้างของพระเจ้า (วิวรณ์ 3: 14) อาดัมเป็นบุตรที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นมา แต่พระคริสต์ทรงเป็นพระบุตรที่ทรงถือกำเนิดมาจากพระเจ้า ในฐานะที่เป็นผู้ที่ได้รับการทรงสร้าง อาดัมอยู่ในพระฉายของพระเจ้าและพระคริสต์ทรงเป็นพระฉายของพระเจ้าที่ได้ทรงออกมาด้วยการมีธรรมชาติของพระเจ้า เห็นได้ชัดว่าอาดัมมีรูปแบบเดียวกันกับที่พระเยซูเจ้าได้รับการทรงสร้างให้มีในพระฉายของพระองค์ แน่นอน เขามิได้กำนิดมาจากพระเจ้าเหมือนอาดัมคนที่สอง แต่กระนั้นพระเจ้าทรงประสงค์บรรดาบุตราและบุตรีที่จะถือกำเนิดมาจากพระองค์เอง ผู้ซึ่งจะมีธรรมชาติพระเจ้าของพระองค์ – ชีวิตของพระองค์ พระบุตรองค์เดียวที่ทรงถือกำเนิดมาจากพระเจ้า และโดยพระองค์ – พระบุตรหัวปี – พงศ์พันธุ์ของพระเจ้านี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
พระยาห์เวห์ทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เอง พระองค์ทรงเป็นเราเป็น, ผู้ที่ทรงดำรงอยู่นิรันดร์ในพระองค์เอง, โลโกส — ผู้ซึ่งทุกสรรพสิ่งเข้ามาในการดำรงอยู่โดยทางพระองค์ ดังนั้นในที่สุดพระองค์ได้ทรงกลายเป็นมนุษย์ นักศาสนศาสตร์เกือบทุกคนได้ละอะไรไว้เป็นแก่นแท้จริงคือพระยาห์เวห์ได้ทรงเกิดขึ้นไปในปฐมกาลออกมาจากความบริบูรณ์ของพระเจ้า ในพันธสัญญาใหม่พวกเราใช้คำศัพท์ว่า พระบุตรได้ทรงสืบเนื่องมาจากพระบิดา
“... ถ้าพระเจ้าเป็นพระบิดาของท่านทั้งหลายแล้ว ท่านทั้งหลายก็จะรักเรา เพราะเราได้ออกมาและได้มาจากพระเจ้า”
“เพราะว่าพระบิดาเองก็ทรงรักท่านทั้งหลาย เพราะท่านทั้งหลายรักเราแล้ว และเชื่อแล้วว่าเราได้ทรงออกมาจากพระเจ้า”
“เพราะว่าข้าพระองค์ได้มอบพระดำรัสทั้งหลายซึ่งพระองค์ได้ประทานให้แก่ข้าพระองค์นั้นแก่พวกเขาแล้ว; และพวกเขารับพระดำรัสเหล่านั้นไว้ และทราบอย่างแน่นอนแล้วว่า ข้าพระองค์ได้ออกมาจากพระองค์ และพวกเขาเชื่อแล้วว่า พระองค์ได้ทรงส่งข้าพระองค์มา”
ในขณะที่ความลับนี้ได้ถูกเปิดเผยแก่เหล่าสาวกแล้ว พวกเขาร้องออกมาว่า:“บัดนี้ข้าพระองค์ทั้งหลายแน่ใจว่า พระองค์ทรงทราบสิ่งสารพัด และไม่จำเป็นที่ผู้ใดจะทูลถามพระองค์ โดยสิ่งนี้ข้าพระองค์ทั้งหลายจึงเชื่อว่าพระองค์ได้ทรงออกมาจากพระเจ้า” (ยอห์น 8: 42; ยอห์น 16, 27; ยอห์น 17. 8; ยอห์น 16: 30)
ในพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่มักจะเป็นพระเจ้าองค์เดียวกันที่ทรงกระทำ ครั้งหนึ่งในพระกายฝ่ายพระวิญญาณของพระองค์ และดังนั้นในพระกายฝ่ายเนื้อหนัง มิใช่พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงดำรงอยู่นอกจากพระเจ้าผู้ทรงกลายเป็นพระบุตรของพระเจ้า - นั่นอาจจะเป็นความขัดแย้งทั้งหมด พระเยซูมิได้ทรงดำรงอยู่ในฐานะพระบุตรที่ทรงอยู่เคียงข้างพระเจ้า นอกจากนั้นดั่งที่ข้อพระคัมภีร์ระบุอย่างชัดเจนว่าพระองค์ได้ทรงออกมาจากพระเจ้าและได้ทรงบังเกิดมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์ทรงมีความเสมอภาคในธรรมชาติกับพระเจ้า พระบุตรหมายถึงว่ามาจาก, เริ่มต้นมาจาก พระองค์ทรงมีชีวิตของพระเจ้าในพระองค์ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เอง จากพระเจ้า พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงสามารถเสด็จออกมาและทรงปรากฏสำแดงตามแบบของพระองค์เอง โดยพระองค์บรรดาบุตราและบุตรีทุกคนของพระเจ้าได้รับธรรมชาติของพระเจ้า (2 เปโตร 1: 4)
ในทางศาสนศาสตร์ จุดหลักเน้นที่ความสัมพันธ์ของพระบิดาต่อพระบุตร, พระบุตรต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ ฯลฯ พวกเหล่านี้ถูกวางไว้ตรงข้ามกันและกัน ไม่มีความหมายในการเปรียบเทียบดังกล่าวเลย ดังนั้นถ้าหากปรัชญามารวมกับศาสนศาสตร์แล้ว สิ่งทั้งปวงก็กลายเป็นเหมือนวงเวทมนตร์ ใครก็ตามที่ติดอยู่ในมันจะไม่หลบหนีไปโดยง่าย ศาสนศาสตร์ตามพระคัมภีร์ปรากฏอยู่ในการบรรลุถึงแผนการนิรันดร์ของพระเจ้ากับมนุษยชาติโดยพระเยซูคริสต์พระเจ้าของพวกเรา พวกเราจะไม่พูดถึงการปรากฏสำแดงต่างๆ ของพระเจ้าและความสัมพันธ์ของพวกเขาซึ่งกันและกัน แต่พวกเราจะเข้าใจการเปิดเผยสำแดงของพระเจ้าที่มีต่อพวกเราเพียงเท่านั้นและยอมรับว่าพระองค์ได้ทรงสถาปนาความสัมพันธ์กับพวกเรา คำถามตอนนี้คือ ความสัมพันธ์ของพวกเราที่มีต่อพระองค์คืออะไร นี่คือประเด็นหลัก แท้จริงพระเจ้าได้ทรงชี้แจงและได้ทรงสถาปนาความสัมพันธ์ของพระองค์กับมนุษยชาติแล้ว
หลักคำสอนนี้ได้ถูกคิดค้นขึ้นโดยลัทธิที่เรียกว่า ไนซีอา นั้นไม่เป็นไปตามข้อพระคัมภีร์โดยสิ้นเชิง อาจจะมีคนพบข้อความเช่นนี้ “... พระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า ได้ทรงบังเกิดจากพระบิดา ก่อนโลก พระเจ้าจากพระเจ้า แสงสว่างจากแสงสว่าง พระเจ้าเที่ยงแท้จากพระเจ้าเที่ยงแท้ มิได้ทรงบังเกิด ...” (F. Hauss, Väter der Christenheit, หน้า 40) พระบิดาจะทรงสามารถมีพระบุตรที่ทรงบังเกิดในสวรรค์ได้อย่างไร? นี่ไม่อาจจะเข้าใจได้โดยง่าย ความคิดทั้งหลายดังกล่าวไม่มีอยู่ในข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ มันเป็นการสะดุดครั้งใหญ่ที่สุดสำหรับพวกชาวยิวและพวกชาวมุสลิม
พระบิดาทรงให้กำเนิดพระบุตรโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่นี่บนแผ่นดินโลก และด้วยเหตุนี้จึงเป็นการเริ่มต้นกับบรรดาบุตราและบุตรีทั้งปวงของพระเจ้า ด้วยพระวิญญาณนั้นพระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า แต่ด้วยเนื้อหนังนั้นพระองค์ทรงเป็นมนุษย์ เพราะว่าด้วยมนุษยชาตินั้นเพื่อจะนำพวกเรากลับไปสู่พระบัญชาการแต่งตั้งจากพระเจ้า พระองค์จึงทรงต้องเป็นมนุษย์เพื่อที่จะทรงวายพระชนม์ แต่กระนั้นพระองค์จึงทรงต้องเป็นพระเจ้าเพื่อที่จะทรงพิชิตความตาย, นรก และซาตาน อัครสาวกมิได้อธิบายความลึกลับซืงมิอาจจะเข้าใจได้นี้ แต่เขาเพียงได้อธิบายไว้ว่า “และโดยปราศจากการโต้เถียง ข้อลึกลับแห่งทางของพระเจ้าก็ยิ่งใหญ่ พระเจ้าได้ทรงปรากฏในเนื้อหนัง ได้ถูกพิสูจน์ในพระวิญญาณ หมู่ทูตสวรรค์ได้เห็น ถูกประกาศแก่คนต่างชาติ มีชาวโลกเชื่อพระองค์ ทรงถูกรับขึ้นไปในสง่าราศี” (1 ทิโมธี 3: 16)
พระบุตรมิได้ประสูติ ณ ที่ใดที่หนึ่งในนิรันดร์กาลซึ่งไม่เป็นที่รู้จัก และก็ยังมิใช่ในช่วงเวลาของพันธสัญญาเดิมด้วย นอกจากนั้นยังบันทึกไว้อย่างชัดเจนมาก ในปฐมกาลของพันธสัญญาใหม่ พระสัญญาสำหรับเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่นี้จึงนำมารวมกับพระวจนะในปัจจุบันนี้ คำเผยพระพระวจนะทั้งหลายของเหตุการณ์นี้ในพันธสัญญาเดิมยังคงเล็งไปที่อนาคต พันธสัญญาใหม่บันทึกถึงการปฏิบัติตามคำเผยพระวจนะทั้งหลายในพันธสัญญาเดิม
การบรรลุถึงแผนการแห่งความรอดของพระเจ้าได้รับการประกาศไว้ดังนี้ “ข้าพเจ้าจะประกาศพระดำรัสสั่งนั้น พระยาห์เวห์ได้ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “เจ้าเป็นบุตรของพวกเรา วันนี้พวกเราได้ให้กำเนิดเจ้าแล้ว” (สดุดี 2: 7) ในฮีบรู 1: 5 สิ่งนี้ได้รับการยืนยันว่า “เพราะว่ามีผู้ใดบ้างในบรรดาทูตสวรรค์ที่พระองค์ได้ตรัสในเวลาใดว่า ‘ท่านเป็นบุตรของเรา วันนี้เราได้ให้กำเนิดท่านแล้ว? ... ”พระองค์ทรงกำหนดวันหนึ่งไว้อีก โดยทรงกล่าวในคัมภีร์ของดาวิดว่า วันนี้ ... “ (ฮีบรู 4: 7) วันนี้เป็นวันแห่งความรอด “เพราะพระองค์ตรัสว่า ‘เราได้ฟังเจ้าในเวลาอันชอบ และในวันแห่งความรอด เราได้ช่วยเจ้า’ ดูเถิด บัดนี้เป็นเวลาอันชอบ; ดูเถิด บัดนี้เป็นวันแห่งความรอด” (2 โครินธ์ 6:2; อิสยาห์ 49:8) ผู้เขียนเขียนถึงพวกคนฮีบรูให้การเปรียบเทียบกับบรรดาผู้เชื่อในพันธสัญญาเดิมผู้ที่ไม่เชื่อและกล่าวตักเตือนว่า “เหตุฉะนั้น ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ตรัสว่า ‘วันนี้ ถ้าท่านทั้งหลายจะฟังพระสุรเสียงของพระองค์ ... แต่จงเตือนสติกันและกันทุกวัน ขณะที่เรียกกันว่า “วันนี้” เกรงว่าจะมีผู้หนึ่งผู้ใดในพวกท่านมีใจแข็งกระด้างไปโดยทางการหลอกลวงแห่งบาป” (ฮีบรู 3:7+13) ตลอดช่วงเวลาแห่งยุคพระคุณจากการเสด็จมาครั้งแรก เป็นความศักดิ์สิทธิ์ของพระคริสต์ จนกระทั่งพระองค์เสด็จกลับมา การทรงปรากฏของพระคริสต์ พวกเราอยู่ในวันแห่งความรอด ซึ่งก็คือ พันธสัญญาใหม่ วันนี้
ในโรม 1: 3-4 พวกเราอ่านเกี่ยวกับพระบุตรว่า “... เกี่ยวกับพระบุตรของพระองค์ พระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของพวกเรา ผู้ซึ่งได้บังเกิดจากเชื้อสายของดาวิดตามเนื้อหนัง และทรงถูกประกาศว่าเป็นพระบุตรของพระเจ้าด้วยฤทธานุภาพ ตามพระวิญญาณแห่งความบริสุทธิ์ โดยการเป็นขึ้นมาจากความตาย” การฟื้นคืนพระชนม์เป็นหลักฐานแห่งชัยชนะว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตรแห่งพระสัญญา “และพวกเราประกาศข่าวประเสริฐนี้แก่ท่านทั้งหลายว่า พระสัญญาซึ่งได้ถูกกระทำแก่พวกบรรพบุรุษนั้น พระเจ้าได้ทรงทำให้พระสัญญานั้นสำเร็จแก่พวกเราแล้ว ผู้เป็นลูกหลานของคนเหล่านั้น ในการที่พระองค์ได้ทรงบันดาลให้พระเยซูเป็นขึ้นมาใหม่ ตามที่มีเขียนไว้แล้วเช่นกันในหนังสือสดุดีบทที่สองว่า ‘ท่านเป็นบุตรของเรา วันนี้เราได้ให้กำเนิดท่านแล้ว” (กิจการ 13: 32-33)
มารีย์ได้กล่าวกับทูตสวรรค์กาเบรียลที่ได้นำข้อความพิเศษมาให้นางสำหรับพระเมสสิยาห์ตามพระสัญญาว่า “สิ่งนี้จะเป็นไปอย่างไรได้ เพราะข้าพเจ้ายังไม่ได้ร่วมกับชายคนใด” และทูตสวรรค์องค์นั้นตอบและกล่าวแก่เธอว่า “พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จลงมาบนเธอ และฤทธิ์เดชของผู้สูงสุดจะปกคลุมเธอ เหตุฉะนั้นองค์บริสุทธิ์ซึ่งจะบังเกิดมาจากเธอด้วยจะถูกเรียกว่า พระบุตรของพระเจ้า" (ลูกา 1: 34-35) ตามคำพยานของข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายนั้น มารีย์ได้ให้กำเนิดพระบุตรบนแผ่นดินโลกและมิได้ให้กำเนิดพระเจ้าในสวรรค์
มารีย์มิได้ถูกนำเสนอให้เป็นวัตถุแห่งความประหลาดใจ นอกจากเป็นแบบอย่างของสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความเชื่อและการเชื่อฟัง เมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างปฐมกาลของการทรงสร้างของพระองค์ซึ่งนางไม่สามารถเพิ่มเติมอะไรได้ พระเยซูคริสต์บุตรของมนุษย์ทรงมีต้นกำเนิดจากสวรรค์โดยสิ้นเชิง มารีย์เป็นผู้นำพาธรรมชาติของสารของพระเจ้า พระองค์ได้ทรงบังเกิดมาและด้วยปฏิบัติการอันเหนือธรรมชาติอย่างแน่นอน
ไม่มีพิธีการทางศาสนาใดๆ ที่สามารถแทนที่พระวจนะของพระเจ้าได้ ในมัทธิว 1: 20 พวกเราอ่าน “. . . เพราะว่าผู้ซึ่งถูกปฏิสนธิในเธอเป็นโดยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์” พระวิญญาณบริสุทธิ์มิใช่บุคคลที่แยกจากกัน แต่เป็นพระวิญญาณของพระเจ้า ดังนั้นพระเยซูทรงมิเคยถูกเรียกว่า พระบุตรของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ถึงแม้ว่าพระองค์ได้ทรงบังเกิดจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้ามากกว่า สิ่งนี้เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองสัญญาที่ได้ให้ไว้โดยผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ว่า “... ดูเถิด หญิงพรหมจารีคนหนึ่งจะตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และจะเรียกนามของท่านว่า อิมมานูเอล” (7: 14)
กล่าวถึงพระบุตรว่า“จงขอจากเราเถิด และเราจะมอบบรรดาประชาชาติแก่เจ้าให้เป็นมรดกของเจ้า และที่สุดปลายทั้งหลายแห่งแผ่นดินโลกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้า” (สดุดี 2:8) พระองค์ทรงกลายเป็นพระผู้ไถ่ของพวกเราหลังจากที่พระบิดาได้ทรงปรากฏสำแดงพระองค์เองในพระบุตรเพียงเท่านั้น ดังนั้นความเชื่อในพระบุตรของพระเจ้าคือ เงื่อนไขที่แน่นอนและจำเป็นสำหรับพวกเราในการได้รับความรอด ที่ซึ่งพระเจ้าพระองค์เองได้ทรงคืนดีกับมนุษยชาติซึ่งอยู่ในพระคริสต์ พระพิโรธของพระเจ้าดับลงไปแล้ว ความเชื่อในพระบุตรจึงเป็นความเชื่อที่แท้จริงในพระบิดาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น“ผู้ใดก็ตามที่ปฏิเสธพระบุตร ผู้นั้นเองก็ไม่มีพระบิดา แต่ผู้ที่ยอมรับพระบุตร ก็มีพระบิดาด้วย” (1 ยอห์น 2: 23) ใครก็ตามที่ปฏิเสธความเป็นพระเจ้าของพระบุตรก็ไม่สามารถมีพระเจ้าเป็นพระบิดาของเขาได้
นักสดุดีพูดโดยไม่หยุดชะงักจากพระยาห์เวห์และพระบุตรว่า “จงปรนนิบัติพระยาห์เวห์ด้วยความยำเกรง และจงเปรมปรีดิ์ด้วยตัวสั่น จงจุบพระบุตรเถิด เกรงว่าพระองค์จะพระพิโรธ และท่านทั้งหลายต้องพินาศเสียจากทางนั้น เมื่อพระพิโรธของพระองค์นั้นถูกจุดให้ลุกแต่น้อย คนทั้งปวงผู้ให้ความไว้วางใจของตนอยู่ในพระองค์จะได้รับพร” (สดุดี 2: 11-12) ความเชื่อในพระบุตรนั้นจำเป็นสำหรับความรอด เพราะการไถ่นั้นมิได้เกิดขึ้นโดยทางพระบิดาในสวรรค์ แต่โดยพระบุตรบนแผ่นดินโลก ดังนั้นจึงมีเขียนไว้ว่า “ผู้ที่เชื่อในพระบุตรก็มีชีวิตนิรันดร์ และผู้ที่ไม่เชื่อในพระบุตรก็จะไม่เห็นชีวิต แต่พระพิโรธของพระเจ้าตกอยู่บนเขา” (ยอห์น. 3: 36)
พระเจ้ามิได้ทรงให้การเรียนการสอนเกี่ยวกับพระองค์เองแก่พวกเรา แต่พระองค์ได้ทรงเปิดเผยสำแดงพระองค์เองให้แก่พวกเรา พวกสูตรหลักคำสอนซึ่งเริ่มต้นในศตวรรษที่ 4 เกี่ยวกับพระบุตรนิรันดร์ของพระเจ้านั้นเป็นเรื่องเพ้อฝัน สำหรับบางคนพระองค์ทรงเป็นพระบุตรที่ถือกำเนิดนิรันดร์ สำหรับคนอื่นๆ พระองค์ทรงเป็นพระบุตรและถูกมองในฐานะที่ได้ทรงบังเกิดจากพระเจ้า และสิ่งนี้ควรจะเกิดขึ้นในนิรันดร์ มันจะเป็นการดีอะไรกับพวกเราด้วยกับการทรงบังเกิดเช่นนั้น การทรงสร้างหรือการทรงบังเกิดโดยพระบุตรพระเจ้า? สิ่งเช่นนั้นไม่มีอยู่จริง พระบุตรได้ทรงบังเกิดตามที่ข้อพระคัมภีร์นั้นกล่าวไว้อย่างแน่นอน พระองค์ทรงเริ่มต้นมาจากพระเจ้าอย่างแน่นอน และเหตุฉะนั้นจึงไม่ถูกเรียกว่าเป็นพระบุตรของมารีย์ นอกจากได้ถูกเรียกว่าเป็นพระบุตรองค์เดียวที่ได้ทรงบังเกิดจากพระบิดา พวกนักศาสนศาสตร์บางคนคิดว่าเนื่องจากพันธุศาสตร์สมัยใหม่ ที่ไข่ฟองหนึ่งมาจากมารีย์และการปฏิสนธิเกิดขึ้นโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่ในกรณีเช่นนี้ธรรมชาติของบาปซึ่งอยู่ในโครโมโซมของไข่อาจจะเข้ามาในโครงสร้างยีนอันศักดิ์สิทธิ์ และด้วยเหตุนี้มันอาจจะได้รับการผสม นั่นเป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง คำศัพท์ของข้อพระคัมภีร์ทั้งหลายที่ว่า “ผู้เดียวที่ได้ทรงบังเกิด” หมายความว่าทุกคนรวมทั้งไข่ฟองนั้นที่มาจากพระเจ้า
ในลักษณะการเผยพระวจนะของพันธสัญญาเดิมผ่านถ้อยคำ พวกสัญลักษณ์และพวกคำอุปมาอุปไมยที่พวกเราพบการเปิดเผยสำแดงที่ได้ทำนายไว้ซึ่งยังไม่เกิดขึ้น ประเด็นหลักคือ “... เพื่อจะได้เป็นพยานถึงสิ่งเหล่านั้นซึ่งจะถูกกล่าวต่อภายหลัง ...“ (ฮีบรู 3: 5) พระเจ้าได้ตรัสผ่านทางบรรดาผู้เผยพระวจนะ และพวกเขาทั้งหลายมองไปในอนาคตและพวกเขาได้รับการเปิดเผยสำแดงว่าพวกเขามิได้ปรนนิบัติตนเองแต่ปรนนิบัติพวกเรา (1 เปโตร 1: 12) ตั้งแต่พระองค์ผู้ที่ได้ตรัสผ่านพวกเขานั้นถูกทำให้เป็นมนุษย์ พวกเราได้ตระหนักและบรรลุผลแล้วในการเปิดเผยสำแดงพระองค์เองที่เป็นบุคคลของพระเจ้าในพระคริสต์ บรรดาผู้เผยพระวจนะได้บอกไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นและบรรดาอัครสาวกได้ให้คำพยานไว้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร พระองค์ผู้ทรงประกาศพระองค์เองโดยพระวจนะของพระองค์ได้ปรากฏขึ้นว่า "... เพราะว่าในพระองค์นั้นความเป็นพระเจ้าดำรงอยู่อย่างบริบูรณ์ในแง่ร่างกาย” (โคโลสี 2: 9)
มันเป็นการยากที่จะเข้าใจว่ามันเป็นไปได้อย่างไรที่จะเปลี่ยนพระวจนะที่ล้ำค่าของพระเจ้าด้วยการสำแดงออกมาให้เห็นจากการเปิดเผยสำแดงของพระองค์เองอย่างสง่าผ่าเผยในพระคริสต์เข้าไปในปรัชญาตรีเอกานุภาพ ศาสตราจารย์เอมิล บรูนเนอร์ เขียนเกี่ยวกับหัวข้อนี้ดังต่อไปนี้ว่า “ถ้อยคำเกี่ยวกับบุคคลทั้งสามเป็นมากกว่าคำถาม ออกัสตินได้สังเกตเห็นสิ่งนี้แล้ว (De Trinitate , V, 9) พวกข้อสงสัยเหล่านี้ K. Barth ดูเหมือนจะแบ่งปัน ( Kirchliche Dogmatik I., I, หน้า 703) ถึงแม้ว่าคุณจะสั่งการความคิดของคุณ คุณต้องมองบุคคลทั้งสามนี้เป็นหนึ่ง - มันไม่ได้ช่วยอะไร มันยังคงเป็นคลื่นที่ไม่แน่นอนระหว่างตรีเอกานุภาพนิยมกับเอกานุภาพนิยม ไม่ใช่เฉพาะเนื้อหาเพียงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคำศัพท์เกี่ยวกับบุคคลดังกล่าวจะมี เพื่อสำแดงความลึกลับแห่งเอกานุภาพและเพื่อจะเข้าใจการเปิดเผยสำแดงของพระองค์ผู้ซึ่งทรงเปิดเผยพระองค์เอง แนวคิดเกี่ยวกับสามพระองค์นั้นได้เกิดขึ้นเพราะมนุษย์ไม่เข้าใจแผนการแห่งความรอด พวกเขาครอบครองตัวของพวกเขาเองด้วยภูมิหลังที่เหนือกว่าของการเปิดเผยสำแดงนี้และทำให้แนวคิดตรีเอกานุภาพเป็นการสะท้อนประเด็นหลักของพวกเขา นั่นเป็นการเรียนการสอนของคริสตจักรที่ไม่อยู่ในข้อพระคัมภีร์อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับตรีเอกานุภาพ” (F. Brunner. Dogmatik , Vol. 1, หน้า 243-244)
มันต้องระบุให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่งว่า บรรดาผู้เผยพระวจนะและเหล่าอัครสาวกไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับตรีเอกานุภาพ ดังนั้นการกำหนดสูตรพระเจ้าตรีเอกานูภาพไม่ได้ถูกพบเลยแม้แต่ครั้งเดียวในพระคัมภีร์ไบเบิลทั้งหมด สามพระองค์จะรวมกันเป็นพระเจ้าองค์เดียวได้อย่างไร? นั่นเป็นแนวคิดที่แปลกจริงๆ ของพระคัมภีร์ไบเบิลและจะสามารถอธิบายได้โดยคำสอนของศาสนานอกรีตเพียงเท่านั้น พระเจ้าเที่ยงแท้นิรันดร์เพียงเท่านั้นได้ทรงปรากฏสำแดงพระองค์เองในพระลักษณะสามประการ: ในสวรรค์ในฐานะที่ทรงเป็นพระบิดา, บนแผ่นดินโลกในพระบุตร และสำหรับบรรดาผู้เชื่อโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ นั่นเป็นคำพยานของข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ด้วยวิธีนี้บรรดาผู้เผยพระวจนะและเหล่าอัครสาวกผู้ที่เคยมีประสบการณ์กับพระองค์ ได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ รู้จักพระองค์และได้ประกาศพระองค์ตามแบบที่พระองค์ได้ทรงเปิดเผยสำแดงพระองค์เอง พวกนักศาสนศาสตร์ได้คว่ำพระเจ้าและได้สร้างรูปร่างสามรูปร่างออกมาจากพระองค์ คนทุกคนยอมรับว่าพระคัมภีร์ไบเบิลไม่มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับตรีเอกานุภาพ ทั้งๆ ที่พวกเขากำลังปกป้องเหมือนกัน มันเป็นอย่างนั้นไปได้อย่างไร?
Available translations