Book

คริสต์ศาสนาตามประเพณี - ความจริง หรือ การหลอกลวง

Ewald Frank

library_books Kapitoly: 32 calendar_month 2. 9. 1993

Formats

Navigate

Kapitoly

expand_more

Navigate

Kapitoly

Jump to any chapter without leaving the reader.

บทนำ 1 คำนำ 2 บทที่ 1 - บนการทดสอบ การวิจัยของปัญญาจารย์ การสอบสวนฝ่ายวิญญาณตามกาลเวลา 3 บทที่ 2 - คริสต์ศาสนายุคเริ่มแรกและยุคสมัยต่างๆ ต่อมา 4 บทที่ 3 - การริเริ่มอย่างน่าเศร้า - จุดเริ่มต้นของภัยพิบัติ 5 บทที่ 4 - การเรียกร้องที่ไม่มีมูลความจริงของสมเด็จพระสันตะปาปา 6 บทที่ 5 - มารีย์คือใคร? 7 บทที่ 6 - ลัทธิพระแม่มารีย์คืออะไร? 8 บทที่ 7 - การปฏิรูป- การเริ่มต้นใหม่ 9 บทที่ 8 - ความเป็นพระเจ้า 10 บทที่ 9 - คำพยานของพระเจ้าพระองค์เอง 11 บทที่ 10 - พระลักษณะทางกายภาพของพระเจ้า 12 บทที่ 11 - พระสิริของพระเจ้า 13 บทที่ 12 - ... ได้ทรงออกมาจากพระเจ้า 14 บทที่ 13 - พระนามของพระเจ้า 15 บทที่ 14 - การเปรียบเทียบที่เป็นประโยชน์ 16 บทที่ 15 - พระเยซูทรงเป็นพระเจ้า 17 บทที่ 16 - ใครก็ตามที่สารภาพต่อพระเยซูคริสต์ … การสารภาพถูกหรือผิด? 18 บทที่ 17 - พระเยซูคริสต์ทรงเป็นมนุษย์ 19 บทที่ 18 - การบัพติศมา 20 บทที่ 19 - พระกระยาหารมื้อค่ำของพระเยซูคริสต์ 21 บทที่ 20 - การล้มลง 22 บทที่ 21 - ความชอบธรรม 23 บทที่ 22 - การรื้อฟื้นใหม่และการบังเกิดใหม่ 24 บทที่ 23 - การชำระให้บริสุทธิ์ 25 บทที่ 24 - การบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า 26 บทที่ 25 - การทรงเลือก- การทรงกำหนดไว้ล่วงหน้า 27 บทที่ 26 - หนึ่งวันกับพระเจ้า - หนึ่งพันปี 28 บทที่ 27 - จักรวรรดิโรมันและ นัยสำคัญในวาระสุดท้ายของมัน 29 บทที่ 28 - บทสรุปสุดท้ายและหมายเลขลึกลับ 666 30 บทส่งท้าย 31 บรรณานุกรม 32

Kapitola 15

บทที่ 13 - พระนามของพระเจ้า

15 / 32

หลังจากที่พระเจ้าพระยาห์เวห์ได้ประทานพระบัญญัติสิบประการแล้ว พระองค์ได้ทรงให้พระดำรัสที่สำคัญไว้ว่า “... ในทุกสถานที่ที่เราให้จดจำนามของเรา เราจะมาหาเจ้าและจะอวยพรเจ้า“ (อพยพ 20: 24ข) เฉพาะในสถานที่ที่พระเจ้าพระยาห์เวห์ได้ทรงกระทำให้พระนามของพระองค์เป็นที่รู้จัก ใครๆ ก็มีโอกาสได้นมัสการพระองค์ในวิญญาณและในความจริง ตั้งแต่เริ่มแรก พระเจ้าได้ทรงเปิดเผยสำแดงพระนามของพระองค์เองให้พระองค์ทรงเป็นที่รู้จัก “และสำหรับเสทนั้น ก็มีบุตรชายคนหนึ่งกำเนิดให้เขาด้วย และเสทเรียกชื่อของเขาว่าเอโนช ตั้งแต่นั้นมามนุษย์เริ่มต้นที่จะร้องเรียกพระนามของพระยาห์เวห์” (ปฐมกาล 4: 26)

อพยพ 33: 11-23 แสดงให้เห็นความสำคัญของการเปิดเผยสำแดงพระนามของพระเจ้า สถานที่ใดก็ตามที่พระเจ้าตรัสและทรงสำแดงพระคุณให้แก่คนบางคน พระองค์ก็ทรงเปิดเผยสำแดงพระนามของพระองค์ด้วยเช่นกัน พระเจ้าตรัสกับโมเสสแบบหน้าต่อหน้า เขาปรารถนาที่จะเห็นพระสิริของพระเจ้า แล้วพระเจ้าตรัสตอบว่า “และท่านกราบทูลว่า ข้าพระองค์ทูลวิงวอนต่อพระองค์ ขอโปรดสำแดงสง่าราศีของพระองค์แก่ข้าพระองค์เถิด และพระองค์ได้ตรัสว่า เราจะให้บรรดาความดีงามของเราผ่านไปต่อหน้าเจ้า และเราจะประกาศพระนามของพระยาห์เวห์ต่อหน้าเจ้า ...” พระเจ้าทรงมิเคยคงอยู่ในฐานะผู้ไม่รู้และผู้ซ่อนเร้น แต่พระองค์ทรงก้าวไปข้างหน้าเพื่อทำให้พระองค์เป็นที่รู้จักและทรงเปิดเผยสำแดงพระนามของพระองค์

การเปิดเผยสำแดงพระนามของพระเจ้าพระยาห์เวห์นั้นมิอาจจะพูดซ้ำๆ ได้บ่อยๆ พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า “จงพูดกับอาโรนและบุตรชายทั้งหลายของเขาว่า เจ้าทั้งหลายจงอวยพรแก่ชนชาติอิสราเอลดังต่อไปนี้ คือกล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า ขอพระยาห์เวห์ทรงอวยพรแก่ท่าน และพิทักษ์รักษาท่าน ขอพระยาห์เวห์ทรงให้พระพักตร์พระองค์ทอแสงเหนือท่าน และทรงกรุณาแก่ท่าน ขอพระยาห์เวห์ทรงให้สีพระพักตร์พระองค์ชื่นบานอยู่บนท่านและประทานสันติสุขแก่ท่าน และจงให้เขาทั้งหลายประทับนามของเราเหนือชนชาติอิสราเอล และเราจะได้อวยพรแก่เขาทั้งหลาย” (กันดารวิถี 6: 23-27)

พระเจ้าทรงมิเคยถูกเอ่ยถึงด้วยตำแหน่งต่างๆ แต่พระองค์ถูกเอ่ยถึงในพระนามของพระองค์ ไม่ว่าผู้คนจะร้องทูลพระองค์หรือทำเพื่อพระองค์ก็ตาม พวกเขาก็ทำในพระนามของพระองค์เสมอ มันเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันทั้งในช่วงเวลาพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่

มันเป็นกฎพื้นฐานของพระเจ้า ที่พระองค์จะทรงถูกพบได้เฉพาะเมื่อพระองค์ทรงเปิดเผยสำแดงพระองค์เองเพียงเท่านั้นและทำให้พระนามของพระองค์เป็นที่รู้จัก: “แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาสถานที่ ซึ่งพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายจะทรงเลือกจากบรรดาเผ่าของพวกท่าน ให้พระนามของพระองค์ประทับที่นั่น คือให้เป็นที่ประทับของพระองค์ และท่านทั้งหลายจงไปเฝ้าที่นั่น” (ฉธบ. 12: 5)

ซาโลมอนแสดงความจริงเดียวกันในคำอธิษฐานเข้ารับตำแหน่งของเขาว่า“... เพื่อว่าชนชาติทั้งหลายแห่งแผ่นดินโลกจะรู้จักพระนามของพระองค์ คือเกรงกลัวพระองค์ตามที่อิสราเอลประชากรของพระองค์เกรงกลัวพระองค์อยู่นั้น และเพื่อเขาทั้งหลายจะทราบว่า พระนิเวศน์นี้ซึ่งข้าพระองค์ได้สร้างไว้ได้เรียกกันตามพระนามของพระองค์” (1 พกษ 8: 43ข)

“เหตุฉะนั้นประชากรของเราจะรู้จักนามของเรา เพราะฉะนั้นในวันนั้นพวกเขาจะทราบว่า เราเป็นผู้ที่พูดจริงๆ ดูเถิด คือเราเอง” (อิสยาห์ 52: 6)

พระเจ้าองค์เดียวกันผู้ที่โมเสสได้กล่าวไว้ว่า “เราผู้เป็นอยู่ ได้ทรงส่งข้าพเจ้ามาหาท่านทั้งหลาย” ได้แนะนำพระองค์แก่ชนชาติอิสราเอลบนภูเขาซีนายดังต่อไปนี้ว่า “และพระเจ้าตรัสพระวจนะทั้งสิ้นต่อไปนี้ว่า เราคือพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า ผู้ได้นำเจ้าออกจากแผ่นดินแห่งอียิปต์ คือจากเรือนแห่งการเป็นทาส” (อพยพ 20: 1-2) ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์เน้นถ้อยคำที่พระเจ้าตรัสถึงพระองค์เองว่า “... เราคือพระยาห์เวห์ ผู้เป็นปฐมและกับกาลอวสาน; เราคือผู้นั้น” (41:4) “เราคือพระเจ้า (พระยาห์เวห์) นั่นเป็นนามของเรา และสง่าราศีของเรา เราจะไม่ให้แก่ผู้อื่น หรือให้คำที่สรรเสริญเราแก่รูปเคารพแกะสลักทั้งหลาย” (42: 8) “เรา คือเราเอง พระยาห์เวห์ และนอกจากเราไม่มีพระผู้ช่วยให้รอด ... ฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจึงเป็นเหล่าพยานของเรา พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ เราเป็นพระเจ้า” (อิสยาห์ 43: 11-12) “พระยาห์เวห์ จอมกษัตริย์แห่งอิสราเอล และพระผู้ไถ่ของเขา พระยาห์เวห์จอมโยธา ตรัสดังนี้ว่า: เราเป็นเบื้องต้น และเราเป็นเบื้องปลาย และนอกจากเราแล้วไม่มีพระเจ้า“ (อิสยาห์ 44: 6) “... เราคือพระยาห์เวห์ ผู้สร้างสิ่งสารพัด” (อิสยาห์ 44: 24) “เราเป็นพระยาห์เวห์ และไม่มีอื่นใดอีก ไม่มีพระเจ้านอกจากเรา ... เราเป็นพระยาห์เวห์ และไม่มีอื่นใดอีก” (อิสยาห์ 45: 5-6) “เราคือพระองค์ผู้นั้น เราเป็นเบื้องต้น และเราเป็นเบื้องปลายด้วย มือของเราได้วางรากฐานแห่งแผ่นดินโลกด้วย และมือขวาของเราได้กางฟ้าสวรรค์ทั้งหลายออก ..." (อิสยาห์ 48: 12-13)

ตลอดพันธสัญญาเดิม ประชากรของพระเจ้ารู้จักพระนามของพระเจ้าและได้ร้องเรียกร้องในพระนามเดียวกัน การเปลี่ยนไปสู่พันธสัญญาใหม่ยังได้อธิบายอย่างชัดเจนอีกด้วยว่า “...ท่านจงเรียกนามของพระองค์ว่า เยซู (YAHSHUA ยาชูวา))” (มัทธิว 1: 21) พระองค์ทรงบังเกิดมาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด, พระคริสต์พระเมสสิยาห์, พระเยซู (ลูกา 2: 11) พระองค์ได้รับพระนามที่เกี่ยวข้องกับความรอดเมื่อทรงเข้าสุหนัต (ลูกา 2: 21)

สิ่งสำคัญที่จะตระหนักถึงวิธีที่พระเจ้าได้ทรงเปิดเผยสำแดงพระองค์เองในพันธสัญญาใหม่ในฐานะพระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์, ในฐานะพระบุตรบนแผ่นดินโลก และโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ในคริสตจักรของพระองค์ การรู้จักพระนามที่การไถ่ของพวกเราและพระนามที่พวกเราควรจะเข้าหาพระเจ้านั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน มีสถานที่แห่งหนึ่งบนแผ่นดินโลกเพียงเท่านั้นซึ่งพระเจ้าได้ทรงเปิดเผยสำแดงพระองค์เองเพื่อการไถ่ของพวกเรา นั่นคือ ในพระเยซูคริสต์ พระเจ้า ผู้ใดก็ตามที่ปรารถนาจะพบพระเจ้าต้องมองหาพระองค์ในสถานที่แห่งนั้นซึ่งจะพบพระองค์จะได้ ผู้ใดก็ตามอยากจะได้เห็นพระองค์ต้องดูที่สถานที่แห่งนั้นก็จะเห็นพระองค์ได้ ผู้ใดก็ตามอยากจะได้ยินพระองค์ต้องรู้ว่าจะได้ยินพระองค์ได้ที่ไหน มันจะเป็นสถานที่แห่งเดียวเพียงเท่านั้นที่ซึ่งพระองค์ทรงเปิดเผยสำแดงและทรงวางพระนามของพระองค์ สถานที่นัดพบส่วนตัวกับพระเจ้าและมนุษยชาติคือในพระเยซูคริสต์พระเจ้าของพวกเราเพียงเท่านั้น

เหตุ​ใดที่พวกนักวิชาการ​​ได้​เปลี่ยน​พระ​นาม​พระ​ยาห์เวห์ (Yahweh)​ มาเป็นพระ​ยาห์เวห์ ​และ​ พระยาชูวา (Yahshua) มาเป็นพระเยซูนั้นมิอาจจะเข้าใจได้ง่ายนัก ตัวอักษรฮีบรูสำหรับพระนามของพระเจ้า YHWH จะต้องเหมือนกันในพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ ไม่อนุญาตให้ใช้คำอธิบายตามอำเภอใจได้ คำย่อของพระยาห์เวห์คือ ยาห์ ในขณะที่ เอล หมายถึง เอโลฮิม คำว่า ฮาเลลู - ยาห์ แปลว่า สรรเสริญพระยาห์เวห์; อิสยาห์ แปลว่า พระยาห์เวห์ทรงเป็นความรอด: ยาชูวา แปลว่า พระยาห์เวห์พระผู้ช่วยให้รอด; อิสรา – เอล แปลว่า การต่อสู้กับพระเจ้า; อิชมา – เอล แปลว่า พระเจ้าทรงได้ยิน; เอมมานู – เอล แปลว่า พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเรา เป็นต้น สถานที่ใดก็ตามที่พระเจ้าทรงเปิดเผยสำแดงพระองค์เองที่นั่น พระองค์ยังทรงทำให้พระนามของพระองค์เป็นที่รู้จักอีกด้วยและเฉพาะในพระนามนี้เพียงเท่านั้นที่พระองค์ทรงสามารถได้รับการนมัสการได้

เราเป็น ที่พบในพันธสัญญาเดิมนั้นอ้างอิงถึงพระเจ้า คำเดียวกันที่ใช้ในพันธสัญญาใหม่สำหรับพระเยซูของเรา “เราเป็นอาหารแห่งชีวิตนั้น ...” (ยอห์น 6: 48) "เราเป็นความสว่างของโลก” (ยอห์น 8: 12) การเชื่อว่าพระผู้ช่วยให้รอดของพวกเราคือ ผู้นั้นที่เราเป็น นั้นสำคัญมากเพราะพระองค์ได้ตรัสด้วยพระองค์เองว่า “เหตุฉะนั้นเราจึงได้กล่าวแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลายจะตายในบาปทั้งหลายของพวกท่าน; เพราะว่าถ้าท่านทั้งหลายมิได้เชื่อว่าเราเป็นผู้นั้น ท่านทั้งหลายก็จะตายในบาปทั้งหลายของพวกท่าน ... แล้วพวกยิวก็กล่าวแก่พระองค์ว่า ท่านอายุยังไม่ถึงห้าสิบปี และท่านเคยเห็นอับราฮัมหรือ? พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า แท้จริงแล้วเรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายว่า ก่อนอับราฮัมได้บังเกิดมานั้น เราก็เป็นอยู่แล้ว” (ยอห์น 8: 24+57-58) “เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดีนั้น และรู้จักแกะทั้งหลายของเรา และเป็นที่รู้จักโดยแกะทั้งหลายของเรา” (ยอห์น 10: 14) “เราเป็นการเป็นขึ้นมาและชีวิต ...” (ยอห์น 11: 25) “เราเป็นเถาองุ่นแท้ …” (ยอห์น 15: 1)

การแสดงออกว่า เราเป็น ใช้สำหรับพระเจ้าของพวกเราในหลายแบบตามที่พวกเราได้เห็นแล้ว ถ้าหากผู้หนึ่งเปรียบเทียบข้อความทั้งหลายที่พบในผู้เผยพระวจนะอิสยาห์กับพวกคนเหล่านั้นในพันธสัญญาใหม่ ดังนั้นผู้นั้นอาจจะเห็นได้ว่า คำอธิบายเดียวกันของพระเยซูกำลังถูกใช้ทั้งในพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ มันสามารถระบุได้ชัดว่า พระองค์องค์เดียวกันมักทรงกล่าวอยู่เสมอว่า “อย่ากลัวเลย เราเป็นเบื้องต้นและเป็นเบื้องปลาย ...” (วิวรณ์ 1: 17) “เราเป็นอัลฟาและโอเมกา เป็นปฐมและเป็นอวสาน พระเยซูตรัส ผู้ทรงเป็นอยู่เดี๋ยวนี้, ผู้ได้ทรงเป็นอยู่ในกาลก่อน และผู้จะเสด็จมานั้น, ผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด” (วิวรณ์ 1: 8) ก่อนหน้าพระองค์ไม่มีใครและหลังจากพระองค์ก็จะไม่มีใคร มีพระผู้ทรงฤทธานุภาพองค์เดียวเพียงเท่านั้น

พระบุตรตรัสว่า “เราได้มาในพระนามพระบิดาของเรา …” (ยอห์น 5: 43) “ข้าแต่พระบิดา ขอให้พระนามของพระองค์ได้รับสง่าราศี ...” (ยอห์น 12: 28) “ข้าพระองค์สำแดงพระนามของพระองค์แก่คนเหล่านั้นแล้วซึ่งพระองค์ได้ประทานให้แก่ข้าพระองค์จากมนุษย์โลก ...” (ยอห์น 17: 6) ตามปกติที่ปฏิบัติมานั้น คนทุกคนแนะนำตนเองกับบุคคลที่เขาพบโดยชื่อของคนๆ นั้น ในวิธีเดียวกันพระเยซูยังทรงแนะนำพระองค์เองให้กับผู้ที่พบกับพระองค์ด้วยพระนามของพระองค์ ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือ อัครสาวกเปาโล “และเขากล่าวว่า พระองค์ทรงเป็นผู้ใด พระองค์เจ้าข้า? และพระเยซูตรัสว่า เราคือเยซู ผู้ซึ่งเจ้าข่มเหงนั้น …” (กิจการ 9: 5)

“พระบิดาผู้บริสุทธิ์ ขอพระองค์โปรดพิทักษ์รักษาคนเหล่านั้นซึ่งพระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์แล้วโดยพระนามของพระองค์เอง ... และข้าพระองค์ได้ประกาศให้เขารู้จักพระนามของพระองค์ และจะประกาศให้เขารู้อีก ..." (ยอห์น 17: 11+26) พระองค์ยังคงทรงกระทำมันในวันนี้ พระนามของพระบิดาและพระบุตรคือพระนามเดียวกัน- พระเยซู ที่จริงคือ ยาชูวา (Yahshua) – พระยาห์เวห์พระผู้ช่วยให้รอด ที่ใดก็ตามที่พระนามนี้ไม่มีการเปิดเผยสำแดงในความหมายอันศักดิ์สิทธิ์แล้ว คนทั้งหลายก็ถูกกักอยู่ในประเพณีทางศาสนาและไม่เป็นไปตามข้อพระคัมภีร์ของพวกเขา

“เหตุฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงอธิษฐานตามอย่างนี้ว่า: ข้าแต่พระบิดาของข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์ ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ ...“ (มัทธิว 6: 9) “... ด้วยว่าพระองค์ทรงรับพระนามที่ประเสริฐกว่านามของทูตสวรรค์นั้นเป็นมรดก” (ฮีบรู 1: 4)

ชีวิตนิรันดร์ได้ถูกสัญญาไว้ให้แก่พวกเราในพระนามของพระองค์ (ยอห์น 20: 31) ยังมีการยกโทษให้อภัยบาปทั้งหลายที่พบได้ในพระนามของพระองค์ (กิจการ 10: 43) อะไรก็ตามที่พวกเราได้รับมาจากพระเจ้านั้นได้มาถึงพวกเราผ่านทางพระนามของพระเยซูคริสต์ ไม่มีผู้รับใช้ของพระเจ้าคนใดที่เคยใช้ตำแหน่งหรือสูตรเลยนอกจากพระนามของพระองค์เสมอ ตามข้อพระคัมภีร์ทุกสิ่งทุกอย่างที่บรรดาผู้เชื่อกระทำคือต้องกระทำในพระนามของพระองค์ “และเมื่อท่านจะกระทำสิ่งใดด้วยวาจาหรือด้วยการประพฤติก็ตาม จงกระทำทุกสิ่งในพระนามของพระเยซูเจ้าและขอบพระคุณพระเจ้าพระบิดาโดยพระองค์นั้น” (โคโลสี 3: 17)

วันนั้นจะมาถึงในไม่ช้า เมื่อทุกเข่าจะก้มลงและทุกลิ้นจะสารภาพว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า (ฟิลิปปี 2: 10-11) เมื่อพระประสงค์ของพระเจ้าได้บรรลุผลสำเร็จพระราชกิจการไถ่ของพระองค์จะสำเร็จตามสิ่งที่ได้เขียนไว้ “ดูเถิด พลับพลาของพระเจ้าอยู่กับมนุษย์แล้ว พระองค์จะทรงสถิตอยู่กับพวกเขา พวกเขาจะเป็นชนชาติของพระองค์ และพระเจ้าเองจะประทับอยู่กับพวกเขา และจะทรงเป็นพระเจ้าของพวกเขา พระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาทุกๆหยดจากตาของพวกเขา ความตายจะไม่มีอีกต่อไป ความคร่ำครวญ การร้องไห้ และการเจ็บปวดจะไม่มีอีกต่อไป เพราะยุคเดิมนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว และพระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งตรัสว่า ดูเถิด เราสร้างสิ่งสารพัดขึ้นใหม่ และพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า จงเขียนไว้เถิด เพราะว่าถ้อยคำเหล่านี้เป็นคำสัตย์จริงและสัตย์ซื่อ พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า สำเร็จแล้ว เราเป็นอัลฟาและโอเมกา เป็นปฐมและอวสาน ผู้ใดกระหาย เราจะให้ผู้นั้นดื่มจากบ่อน้ำพุแห่งชีวิตโดยไม่ต้องเสียอะไรเลย ผู้ที่มีชัยชนะ ผู้นั้นจะได้รับสิ่งสารพัดเป็นมรดก และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นบุตรของเรา” (วิวรณ์ 21: 3-7)

Available translations