Book

คริสต์ศาสนาตามประเพณี - ความจริง หรือ การหลอกลวง

Ewald Frank

library_books Chapters: 32 calendar_month 2. 9. 1993

Formats

Navigate

Chapters

expand_more

Navigate

Chapters

Jump to any chapter without leaving the reader.

บทนำ 1 คำนำ 2 บทที่ 1 - บนการทดสอบ การวิจัยของปัญญาจารย์ การสอบสวนฝ่ายวิญญาณตามกาลเวลา 3 บทที่ 2 - คริสต์ศาสนายุคเริ่มแรกและยุคสมัยต่างๆ ต่อมา 4 บทที่ 3 - การริเริ่มอย่างน่าเศร้า - จุดเริ่มต้นของภัยพิบัติ 5 บทที่ 4 - การเรียกร้องที่ไม่มีมูลความจริงของสมเด็จพระสันตะปาปา 6 บทที่ 5 - มารีย์คือใคร? 7 บทที่ 6 - ลัทธิพระแม่มารีย์คืออะไร? 8 บทที่ 7 - การปฏิรูป- การเริ่มต้นใหม่ 9 บทที่ 8 - ความเป็นพระเจ้า 10 บทที่ 9 - คำพยานของพระเจ้าพระองค์เอง 11 บทที่ 10 - พระลักษณะทางกายภาพของพระเจ้า 12 บทที่ 11 - พระสิริของพระเจ้า 13 บทที่ 12 - ... ได้ทรงออกมาจากพระเจ้า 14 บทที่ 13 - พระนามของพระเจ้า 15 บทที่ 14 - การเปรียบเทียบที่เป็นประโยชน์ 16 บทที่ 15 - พระเยซูทรงเป็นพระเจ้า 17 บทที่ 16 - ใครก็ตามที่สารภาพต่อพระเยซูคริสต์ … การสารภาพถูกหรือผิด? 18 บทที่ 17 - พระเยซูคริสต์ทรงเป็นมนุษย์ 19 บทที่ 18 - การบัพติศมา 20 บทที่ 19 - พระกระยาหารมื้อค่ำของพระเยซูคริสต์ 21 บทที่ 20 - การล้มลง 22 บทที่ 21 - ความชอบธรรม 23 บทที่ 22 - การรื้อฟื้นใหม่และการบังเกิดใหม่ 24 บทที่ 23 - การชำระให้บริสุทธิ์ 25 บทที่ 24 - การบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า 26 บทที่ 25 - การทรงเลือก- การทรงกำหนดไว้ล่วงหน้า 27 บทที่ 26 - หนึ่งวันกับพระเจ้า - หนึ่งพันปี 28 บทที่ 27 - จักรวรรดิโรมันและ นัยสำคัญในวาระสุดท้ายของมัน 29 บทที่ 28 - บทสรุปสุดท้ายและหมายเลขลึกลับ 666 30 บทส่งท้าย 31 บรรณานุกรม 32

Chapter 20

บทที่ 18 - การบัพติศมา

20 / 32

ข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ให้ข้อมูลครบถ้วนเกี่ยวกับการบัพติศมาตามพระคัมภีร์ไบเบิลแก่เรา การรับบัพติศมาดำเนินการในการเป็นคริสเตียนทั้งหมด นอกจากนั้นยังอยู่ในการเบี่ยงเบนอย่างร้ายแรงอีกด้วย จุดมุ่งหมายของพวกเราคือการนำเสนอการเรียนการสอนและพิธีบัพติศมาตามที่ได้ปฏิบัติในตอนเริ่มต้นของคริสตจักรพันธสัญญาใหม่และถูกบันทึกไว้ในข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ บางทีก็ทำให้ผู้อ่านได้รู้ว่าคนมากมายหลายคนที่ทำหน้าที่ในฐานะผู้รับใช้ของพระเจ้ากำลังหลอกตัวเองอยู่ จริงๆ แล้วมันเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าคริสตจักรทั้งหลายไม่ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของพระคัมภีร์ไบเบิลเสมอไป นอกจากนั้นพวกนิกายต่างๆ ก็มีความเชื่อมั่นและการปฏิบัติของตนเองซึ่งใช้ได้สำหรับพวกเขา

พระเยซูของพวกเราตรัสว่า “ผู้ที่เชื่อและรับบัพติศมาก็จะรอด แต่ผู้ที่ไม่เชื่อจะถูกลงพระอาชญา” (มาระโก 16: 16) เงื่อนไขแรกพระเยซูพระองค์เองทรงประสงค์ให้ผู้ที่จะรับบัพติศมานั้นที่จะเชื่อ ตามที่บันทึกไว้ในโรม 10: 17 ความเชื่อเกิดจากการได้ยินพระวจนะของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ในพระบัญชาใหญ่ การเทศนาข่าวประเสริฐจึงได้ถูกวางไว้ก่อนและจากนั้นจึงเป็นการให้บัพติศมาสำหรับผู้ที่เชื่อ ความจริงข้อนี้ได้รับการยืนยันในคำเทศนาครั้งแรกของเปโตรซึ่งถูกจัดขึ้นในวันเพนเทคอสต์และได้กลายเป็นการปฏิบัติของอัครสาวกที่ใช้ได้ตลอดระยะเวลาของคริสตจักรพันธสัญญาใหม่ “แล้วคนทั้งหลายที่รับคำของเขาด้วยความยินดีแล้วก็รับบัพติศมา ...” (กิจการ 2: 41) มันเป็นสิ่งสำคัญที่การประกาศข่าวประเสริฐนำไปสู่การตัดสินใจส่วนตัวสำหรับพระเยซูคริสต์

ในตัวอย่างต่อไปนี้ พวกเราจะเห็นว่าความเชื่อส่วนตัวคือ เงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับการบัพติศมาตามพระคัมภีร์ไบเบิล ผู้ประกาศข่าวประเสริฐฟิลิปได้รับการทรงนำโดยพระวิญญาณของพระเจ้าเพื่อพบกับขันทีชาวเอธิโอเปียในการเดินทางกลับจากกรุงเยรูซาเล็มของเขากำลังอ่านพระธรรมอิสยาห์อยู่ ขณะนั่งอยู่บนเกวียนของเขา คนของพระเจ้ารู้สึกคุ้นเคยกับขันทีคนนั้นด้วยข่าวประเสริฐ จากนั้นเขาก็พูดกับขันทีคนนั้นทันทีว่า “ดูเถิด ที่นี่มีน้ำ มีอะไรขัดขวางไม่ให้ข้าพเจ้ารับบัพติศมาเล่า?” คนของพระเจ้ารู้ถึงความจำเป็นที่ว่าความเชื่อต้องมาก่อนและดังนั้นเขาจึงตอบว่า“ถ้าท่านเชื่อด้วยสุดใจของท่าน ท่านก็รับได้, และขันทีตอบและกล่าวว่า ข้าพเจ้าเชื่อว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า และท่านได้สั่งให้หยุดรถม้า และท่านทั้งสองลงไปในน้ำ ทั้งฟีลิปกับขันทีผู้นั้น และฟีลิปก็ให้ท่านรับบัพติศมา” (กิจการ 8: 36-38) ในยุคของยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาและในยุคของพระเยซูคริสต์ของพวกเราและเหล่าอัครสาวก การบัพติศมาถูกปฏิบัติในวิธีตามพระคัมภีร์ไบเบิลนี้โดยการจุ่มลงไปในน้ำทั้งตัวให้มิด ทั้งผู้ที่จะรับบัพติศมาและผู้ที่ให้บัพติศมา ก็เข้าไปในน้ำ ดังนั้นมันจึงเป็นการบัพติศมาของพระเยซูคริสต์อีกด้วยเช่นกัน “และพระเยซู เมื่อพระองค์ทรงรับบัพติศมาแล้ว ในทันใดนั้นก็เสด็จขึ้นมาจากน้ำ ...“ (มัทธิว 3: 16ก) การบัพติศมาโดยที่ผู้จะรับบัพติศมาไม่ลงไปในน้ำและไม่ได้จุ่มลงในน้ำให้มิดนั้นก็ไม่ใช่แบบของการบัพติศมาตามพระคริสต์และเหล่าอัครสาวก ดังนั้นจึงไม่ใช่วิธีบัพติศมาตามข้อพระคัมภีร์

พวกสาวกเข้าใจพระเยซูคริสต์ของพวกเขาและพระบัญชาที่พระองค์ประทานให้เป็นอย่างดียิ่งว่า “ผู้ที่เชื่อและรับบัพติศมาก็จะรอด ...“ ในข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์และในศตวรรษแรกหลังพระคริสต์ไม่มีร่องรอยใดๆ ของการบัพติศมาของทารกเลย ข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์มิได้กล่าวถึงสิ่งใดที่เกี่ยวกับพ่อแม่อุปถัมภ์หรือการเรียนการสอนที่ว่าทารกได้รับการปลดปล่อยจากบาปดั้งเดิม สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิล อีกทั้งยังไม่มีการกล่าวว่าการบังเกิดใหม่เกิดขึ้นได้โดยการบัพติศมา ใครก็ตามที่ยอมรับพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นความจริงก็จะปล่อยให้ตนเองถูกตัดสินโดยข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นความสมบูรณ์แบบในทุกคำถามแห่งความเชื่อ

ดังจะเห็นได้จากคำเทศนาครั้งแรกของเปโตรและในกรณีอื่นๆ ทั้งหมด การกลับใจซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนใจมาเชื่อพระคริสต์ ก่อนการรับบัพติศมา เด็กทารกคนหนึ่งไม่รู้เลยว่าอะไรเกิดขึ้น ไม่รู้เรื่องบาปเลย และไม่สามารถเสียใจและสำนึกผิดในสิ่งเดียวกันได้ การประพรมหรือการโปรยบนเด็กทารกคนนั้นก็ไม่ใช่การรับบัพติศมาเลย พวกลัทธิกล่าวว่า “แทนการเข้าสุหนัต หมายสำคัญของพันธสัญญาแรกในการบัพติศมาของพันธสัญญาใหม่ได้ถูกสถาปนาแล้ว” ไม่เป็นความจริง มันไม่มีคำพูดนั้นในข้อพระคัมภีร์

มีพวกนักศาสนศาสตร์ที่พยายามเปิดประตูหลังเพื่อปกป้องการบัพติศมาเด็กทารก พวกเขาอ้างถึงกิจการ 16: 42 และอ้างว่านายคุกในเมืองฟิลิปปีรับบัพติศมากันหมดทั้งบ้าน สมมุติฐานพวกเขายืนยันว่าบางทีอาจจะมีพวกเด็กๆ อยู่ที่นั่นด้วย แน่นอนว่ารายงานนั้นมิได้ยืนยันสิ่งนี้ได้เลย ก่อนการรับบัพติศมา มีคนบอกพวกเราว่า “และท่านทั้งสองได้กล่าวพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าแก่นายคุก และแก่ทุกคนที่อยู่ในบ้านของเขา” (กิจการ 16: 32) เห็นได้ชัดว่าในบ้านหลังนี้มีคนสามารถได้ยินพระธรรมเทศนาพระวจนะของพระเจ้า ดังนั้นพวกเขาจึงเชื่อแล้วได้รับบัพติศมา

พวกคนอื่นๆ ที่ปกป้องการบัพติศมาของเด็กทารกนั้นได้ใช้คำพูดพิเศษของพระเยซูคริสต์ของพวกเรา "จงยอมให้พวกเด็กเล็กๆ เข้ามาหาเรา ..." (มาระโก 10: 14) ใครก็ตามที่อ่านต่อไปในข้อพระคัมภีร์ดังกล่าวจะสังเกตเห็นได้อย่างรวดเร็วว่าพระเยซูคริสต์ทรงมิได้ประพรมน้ำลงบนเด็กคนไหนเลย แต่ “... พระองค์ทรงอุ้มเด็กเล็กๆ เหล่านั้นไว้ในพระกรของพระองค์ และวางพระหัตถ์ของพระองค์บนพวกเขา และทรงอวยพรพวกเขา“ (มาระโก 10: 16)

จากนั้นก็มีพวกคนเหล่านั้นที่ไม่เน้นเรื่องการบัพติศมาเลย พวกเขาอ้างถึงคำกล่าวที่เปาโลได้กล่าวไว้ว่า “เพราะว่าพระคริสต์มิได้ทรงส่งข้าพเจ้าไปเพื่อให้บัพติศมา แต่เพื่อประกาศข่าวประเสริฐ ...“ (1 โครินธ์ 1: 17) คำกล่าวนี้มิได้ทำให้พระมหาบัญชาในการประกาศข่าวประเสริฐและการบัพติศมาเป็นโมฆะ มันเพียงแสดงให้เห็นเท่านั้นว่าพันธกิจของเปาโลคือ การเทศนาและการสอนเป็นหลัก และดังนั้นเขาจึงละพิธีบัพติศมาไว้ให้พี่น้องคนอื่นๆ

พวกนักประวัติศาสตร์คริสตจักรยังพบอีกด้วยเช่นกันว่า ในคริสต์ศาสนาตอนเริ่มต้นและระหว่างศตวรรษแรกนั้นพวกผู้เชื่อได้รับบัพติศมาในพระนามของพระเยซูคริสต์เจ้า สูตรที่กล่าวว่า “ในพระนามพระบิดา, พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์” นั้นได้รับการแนะนำให้รู้จักด้วยการเริ่มต้นของคริสตจักรโรมัน (Dr. J. J. Herzog, AbriB der gesamten Kirchengeschichte , Vol. 1, หน้า 29; K. D. Schmidt, GrundriB der Kirchengeschichte, หน้า 73) พระบัญชานี้ถูกพบในมัทธิว 28:19 “เหตุฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงออกไปและสั่งสอนชนทุกชาติ โดยให้บัพติศมาพวกเขาในพระนามของพระบิดา และของพระบุตร และของพระวิญญาณบริสุทธิ์” เป็นที่เข้าใจกันแล้วอย่างเฉพาะเจาะจงและได้ปฏิบัติอย่างถูกต้องโดยเหล่าอัครสาวกและในยุคหลังๆ ของอัครสาวก ใครก็ตามที่อ่านข้อความด้วยการสะท้อนเหมือนกันจะเข้าใจได้อย่างรวดเร็วว่าประเด็นในนั้นมิใช่เพื่อจะเป็นการสร้างสูตรแต่เป็นการจำพระนามที่ใช้ในการบัพติศมามากกว่า “ให้บัพติศมาพวกเขาในพระนาม …” ดังนั้นพวกเขาจึงรับบัพติศมาตามเงื่อนไขนี้ในพระนามของพระเยซูคริสต์เจ้า

พระเจ้าได้ทรงปรากฏสำแดงพระองค์เองในฐานะที่ทรงเป็นพระบิดา, พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ เรื่องนี้เกิดขึ้นในพันธสัญญาใหม่ พระนาม Yahshua — พระเยซู เข้าไปในบุตรทั้งหลายทุกคนของพระเจ้าในพันธสัญญาใหม่ที่ได้รับบัพติศมา พระเจ้าทรงเป็นพระบิดาของพวกเรา ดังนั้นพวกเราจึงอธิษฐานว่า “พระบิดาของข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์ พระนามของพระองค์ ...“ ความเกี่ยวข้องคือ พระนามที่พวกเราจะได้รับเข้าไปในการบัพติศมา

คำพยานอันโดดเด่นในยุคของอัครสาวกมีมากมายเหลือเกินและชัดเจน หลังจากการเทพระวิญญาณบริสุทธิ์ อัครสาวกเปโตรได้เทศนาและพระธรรมเทศนาของเขาได้รับการบันทึกไว้ แก่บรรดาพวกคนเหล่านั้นผู้ที่เชื่อแล้วและได้รับการสัมผัสโดยพระธรรมเทศนาของเขา เขากล่าวว่า “พวกท่านทุกคนจงกลับใจเสียใหม่และรับบัพติศมาในพระนามของพระเยซูคริสต์ เพื่อการยกโทษให้อภัยบาป ...“ (กิจการ 2: 38) ณ วันสถาปนาคริสตจักรยุคเริ่มแรก บรรดาผู้ที่มาเชื่อได้รับการบอกกล่าวว่า พวกเขาจะต้องทำอะไรและพวกเขาจะต้องรับบัพติศมาอย่างไร เปโตรได้รับการเปิดเผยของพระนามซึ่งพระเยซูพระองค์เองทรงได้ให้ความหมายไว้ ด้วยเหตุนี้พิธีบัพติศมาของอัครสาวกตั้งแต่เริ่มแรกจึงได้รับการบันทึกไว้

ฟีลิปประกาศข่าวประเสริฐในเมืองสะมาเรียและให้บัพติศมาแก่พวกคนเหล่านั้นผู้ที่ได้รับความรอด ดังนั้นพวกเราจึงได้รับคำบอกเล่าว่า “... มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่ได้รับบัพติศมาในพระนามของพระเยซูเจ้า” (กิจการ 8: 16) เพราะทุกกรณีจะต้องถูกสถาปนาด้วยพยานสองหรือสามคน พวกเราจะเห็นวิธีที่อัครสาวกเปาโลกำลังสอนการบัพติศมาอยู่ว่า “เมื่อพวกเขาได้ยินสิ่งนี้ พวกเขาก็รับบัพติศมาในพระนามของพระเยซูเจ้า” (กิจการ 19:5) ไม่ว่าจะอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม, สะมาเรีย หรือเอเฟซัส ไม่ว่าโดยเปโตร, ฟิลิป หรือเปาโล ทุกคนที่ได้รับบัพติศมานั้นก็ได้รับบัพติศมาในพระนามของพระเยซูคริสต์เจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสามารถเปิดเผยสำแดงอย่างเดียวกันเท่านั้นตลอดไปได้

เพียงเพื่อให้เข้าใจเรื่องนี้อย่างชัดเจนมากขึ้นอย่างง่ายๆ แต่ใช้การเปรียบเทียบได้จริงๆ เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การแสดงให้เห็น เมื่อใดก็ตามที่ครูคนหนึ่งจะให้โจทย์และถามว่า “สามคูณสามเป็นสามคูณสาม?” นักเรียนจะไม่ตอบว่า “สามคูณสามเป็นสามคูณสาม” เขาจะต้องให้คำตอบ—ผลของโจทย์ มันไม่ครอบคลุมถึงพวกนักศาสนศาสตร์ส่วนใหญ่ที่พูดมัทธิว 28:19 ซ้ำๆ เหมือนสูตรวิเศษที่ไม่รู้ผลของพระบัญชานั้นๆ ที่พวกเราจะต้องดำเนินไป เปโตร, เปาโล และเหล่าอัครสาวกทั้งหมดและคนทุกคนของพระเจ้าในศตวรรษแรกรู้วิธีแก้ปัญหา— พระนาม พวกเขารู้ว่าพระนามนั้นคืออะไรและได้ใช้มันแล้ว

เหล่าสาวกได้ดำเนินไปกับพระบัญชานั้นร้อยเปอร์เซ็นต์ตามพระประสงค์ของจอมเจ้านายของพวกเขา เมื่อพวกเขาได้รับบัพติศมาในพระนามของพระเยซูคริสต์เจ้า ผู้ใดก็ตามที่ไม่ได้รับบัพติศมาตามวิธีนั้นก็ไม่ตระหนักถึงพระนามของพระบิดา, พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งพวกเราต้องได้รับบัพติศมาในพระนามนั้น สันนิษฐานว่าพระบิดา, พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นพวกพระนามที่ได้รับการสอนและปกป้องในทางของหลักคำสอนโดยพวกนักศาสนศาสตร์ส่วนใหญ่นั้นผิด เป็นลักษณะสำคัญหรือคุณลักษณะของการปรากฏสำแดงพิเศษของพระเจ้าในพันธสัญญาใหม่ พระเจ้าทรงมิได้ถูกเรียกว่า พระบิดา พระองค์ทรงเป็นพระบิดา; พระเจ้าทรงมิได้ถูกเรียกว่า พระบุตร, พระเจ้ามิได้ทรงถูกเรียกว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์ทรงเป็นพระบุตร; พระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์ทรงมิได้เพียงแต่ปรากฏสำแดงพระองค์เองเพียงเท่านั้น พระองค์ได้ทรงเปิดเผยสำแดงพระนามแห่งพันธสัญญาในพันธสัญญาใหม่ของพระองค์อีกด้วย

บ่อยครั้งที่ความลับได้ถูกซ่อนไว้อยู่ในพระนาม มันต้องถูกเปิดเผยสำแดง ไม่มีวิธีใดที่จะไม่สำคัญในการรับบัพติศมา เพราะพระเยซูได้ทรงร้องขอมันไว้แล้ว มันได้ปฏิบัติแล้วแม้แต่กับพระองค์โดยยอห์นและได้รับการยืนยันจากพระเจ้า นอกจากนั้นมันต้องถูกดำเนินการอย่างถูกต้อง ไม่มีกรณีใดกรณีหนึ่งที่ถูกบันทึกไว้ในข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ว่าที่ไหนมีคนบางคนได้รับบัพติศมาในสูตรสามพระนาม

ด้วยว่าพิธีบัพติศมาแบบคาทอลิกนั้นเป็นที่ยอมรับโดยพวกคริสตจักรโปรเตสแตนต์ส่วนใหญ่จะยังคงเป็นปริศนาอีกด้วยเช่นกัน พวกคริสเตียนเหล่านั้นที่เชื่อความจริงตามพระคัมภีร์ต้องมีความจริงก่อนว่า ทุกคนที่รับบัพติศมาตามสูตร  “ในพระนามพระบิดา, ในพระนามพระบุตร และในพระนามพระวิญญาณบริสุทธิ์” แท้จริงแล้วคือ การรับบัพติศมาเข้าไปในนิกายโรมันคาทอลิก พระคาร์ดินัลเยซูอิต ออกัสติน เบีย ได้แสดงความคิดเกี่ยวกับพิสัยไกลที่อยู่ตรงหน้าพวกเราว่า “ตามคำกล่าวของเบีย สมเด็จพระสันตะปาปาทรงเป็นบิดาของผู้เชื่อทุกคน รวมทั้งผู้ประกาศข่าวประเสริฐคริสตเตียนด้วยที่มีการใช้บัพติศมา และมันต้องใช้เพียงที่น่าพอใจกลับมาของคริสตจักรแม่” (O. Markmann, Irrtumer der katholischen Kirche, หน้า 22) สิ่งใดก็ตามที่หมายถึงโดยคำกล่าวว่า “การบัพติศมาที่ถูกต้อง” ไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบายเพิ่มเติม การบัพติศมาของอัครสาวกตามพระคัมภีร์ไบเบิลในพระนามพระเยซูคริสต์เจ้าที่ถูกปฏิเสธโดยคริสตจักรโรมันนั้นเป็นบาป

ด้วยความโง่เขลาฝ่ายวิญญาณ พวกคริสตจักรโปรเตสแตนต์และพวกนิกายแทบทั้งหมดกลับคืนสู่คริสตจักรแม่โดยเป็นตัวแทนผ่านสภาสังคายนาสากลและสภาคริสตจักรโลก ด้วยการประพรมบ้าง, การโปรยบ้าง, การเทบ้าง, การจุ่มให้มิดบ้างสามครั้งโดยใช้สูตรที่รู้จักกัน พวกเราอ่านเกี่ยวกับการกลับใจใหม่ของของอัครสาวกเปาโลว่า “... และเขาได้รับการมองเห็น และฟื้นขึ้น และได้รับบัพติศมา” (กิจการ 9: 18) ในจดหมายถึงชาวโรมัน เขาแจ้งให้พวกเราทราบว่ามันสำเร็จได้อย่างไร “พวกท่านไม่ทราบหรือว่า พวกเราหลายคนที่ได้รับบัพติศมาเข้าในพระเยซูคริสต์ ก็ได้รับบัพติศมาเข้าในความตายของพระองค์? เหตุฉะนั้น พวกเราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์แล้วโดยการรับบัพติศมาเข้าส่วนในความตายนั้น เพื่อเหมือนกับที่พระคริสต์ได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตาย โดยสง่าราศีของพระบิดาอย่างไร พวกเราก็จะได้ดำเนินในชีวิตใหม่ด้วยอย่างนั้น" (โรม 6: 3-4)

พวกคนเหล่านั้นผู้ที่สังเกตเรื่องใกล้ตัวอีกนิดจะพบว่าสิ่งต่างๆ ที่นี่นั้นไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับบางสิ่งที่แสดงให้เห็นเป็นการกระทำแต่เป็นมากกว่านั้นที่พวกมนุษย์นั้นกลับคืนเข้าสู่สัมพันธภาพอย่างเฉพาะเจาะจงกับพระเจ้า เรื่องนี้เกิดขึ้นได้จากการกลับใจ, การเปลี่ยนใจมาเชื่อพระเจ้า, การยกโทษให้อภัยบาป, ความเชื่อในพระเยซูคริสต์ในฐานะที่ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด, การรับบัพติศมาแสดงให้เห็นออกไปว่าได้ทรงรับพระองค์, การถูกตรึงและถูกฝังไว้กับพระองค์และการฟื้นขึ้นมากับพระองค์เพื่อจะเดินในชีวิตใหม่ ประสบการณ์ที่สร้างขึ้นมาใหม่และการบังเกิดใหม่มิได้เกิดขึ้นจากการบัพติศมา แต่ตามที่มีเขียนไว้ว่า “มิใช่โดยบรรดาการงานแห่งความชอบธรรมซึ่งพวกเราได้กระทำ แต่ตามพระเมตตาของพระองค์ พระองค์ได้ทรงช่วยพวกเราให้รอด โดยการล้างชำระแห่งการบังเกิดใหม่ และการทรงสร้างขึ้นมาใหม่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์” (ทิตัส 3: 5) บัพติศมาที่ถูกต้องมีที่ของมันและถูกมอบไว้ให้กับพวกคริสเตียนที่ได้รับการสร้างใหม่และบังเกิดใหม่

เปาโลเขียนถึงพวกชาวโคโลสีว่า “ได้ถูกฝังไว้กับพระองค์ในบัพติศมา ซึ่งในบัพติศมานั้นพวกท่านได้เป็นขึ้นมาพร้อมกับพระองค์ด้วย โดยทางความเชื่อนั้นแห่งการกระทำกิจของพระเจ้า ผู้ได้ทรงบันดาลให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย“ (โคโลสี 2: 12) ในบทต่อไปอัครสาวกประกาศว่า “แล้วถ้าพวกท่านได้เป็นขึ้นมาด้วยกันกับพระคริสต์แล้ว จงแสวงหาสิ่งเหล่านั้นซึ่งอยู่เบื้องบน, ... เพราะว่าพวกท่านได้ตายแล้ว และชีวิตของพวกท่านถูกซ่อนไว้กับพระคริสต์ในพระเจ้า”

อัครสาวกเปโตรได้อธิบายถึงการบัพติศมาว่าเป็นพันธสัญญาแห่งจิตสำนึกอันดีแด่พระเจ้า เขาเปรียบเทียบน้ำที่เข้าไปในผู้ที่รับบัพติศมาด้วยการจุ่มลงในเรือของโนอาห์ว่า “บัดนี้พิธีบัพติศมาก็เป็นภาพจำลองของการช่วยพวกเราให้รอดเช่นกัน (ไม่ใช่การเอาความโสโครกแห่งเนื้อหนังออกไป แต่เป็นคำตอบของใจวินิจฉัยผิดและชอบอันดีจำเพาะพระเจ้า) โดยการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์ ...” (1 เปโตร 3: 21)

เมื่อเปโตรเทศนาในบ้านของโครเนลิอัส เขาได้อ้างถึงพระเยซูคริสต์ว่า “บรรดาผู้เผยพระวจนะเป็นพยานถึงพระองค์ว่า โดยพระนามของพระองค์ ผู้ใดก็ตามที่เชื่อในพระองค์นั้นจะได้รับการทรงยกบาปทั้งหลาย …” หลังจากนี้ได้เสนอคำถามว่า “มีผู้ใดสามารถห้ามใช้น้ำ เพื่อที่จะไม่ให้คนเหล่านี้รับบัพติศมาหรือ ผู้ซึ่งได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์เหมือนกับพวกเราได้เล่า? และเขาได้สั่งพวกเขาให้รับบัพติศมาในพระนามของพระเยซู” (กิจการ 10: 43-48) การยกโทษให้อภัยบาปจะได้รับโดยการเชื่อในการงานของการไถ่ที่สำเร็จแล้ว ใครก็ตามที่ยอมรับพระคริสต์ก็ได้รับบัพติศมาในพระนามของพระเยซู “เพราะว่าท่านทั้งหลายทุกคนเป็นบรรดาบุตรของพระเจ้าโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ เพราะว่าบรรดาคนในพวกท่านที่ได้รับบัพติศมาเข้าร่วมในพระคริสต์แล้ว ก็ได้สวมพระคริสต์ไว้” (กาลาเทีย 3: 26-27)

ถึงคริสตจักรที่เมืองเอเฟซัส อัครสาวกเปาโลเขียนว่า “พระเจ้าองค์เดียว ความเชื่อเดียว บัพติศมาเดียว ...“ (4: 5) ปัจจุบันนี้พวกเรามีพิธีบัพติศมาต่างๆ หลากหลายแบบ ของพวกความเชื่อและพวกคำสอนที่แตกต่างเกี่ยวกับพระเจ้า การสอนที่กลมกลืนกันของข้อพระคัมภีร์ในการอ้างอิงถึงการบัพติศมาตามพระคัมภีร์ไบเบิลไม่สามารถมองข้ามไปได้อย่างง่ายดาย การสอนที่ถูกวางไว้ในตอนเริ่มต้นนั้นเป็นรูปแบบที่ถูกต้องตราบเท่าที่คริสตจักรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่นั้นอยู่บนแผ่นดินโลก การปฏิบัติของการรับบัพติศมาแบบตรีเอกานุภาพซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับการสร้างคริสตจักรของรัฐและได้รับการแนะนำเมื่อทุกคนถูกบังคับให้เข้าสู่คริสต์ศาสนานั้นไม่เป็นไปตามข้อพระคัมภีร์อย่างแน่นอน มีต้นฉบับเพียงฉบับเดียวเท่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างอื่นๆ นั้นเป็นการเทียมเท็จ ถึงแม้ว่ามัทธิว 28: 19 กำลังถูกดึงเข้าสู่การโต้เถียง เหล่าอัครสาวก

ก็เข้าใจพระบัญชาได้อย่างถูกต้องและได้ดำเนินการตามตัวอักษรแล้ว สูตร “ในพระนามของพระบิดา, พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์” กำลังถูกใช้ไปทั่วยุโรปในทางที่น่าสงสัย ยกตัวอย่าง เช่น พวกคาถาถูกใส่บนคนและวัวควาย เพราะมีการใช้ทั้งสูตรเวทย์มนตร์และความเจ็บป่วยของวัวควายและมนุษย์ให้หายไป การปฏิบัติทุกอย่างของเรื่องฝ่ายวิญญาณ แม้แต่การเข้าสู่ฟรี-เมสันลอดจ์นั้นก็ได้รับการฝึกฝนในสูตรตรีเอกานุภาพนี้ ทุกคนติดต่อกับการปรึกษาฝ่ายจิตวิญญาณนั้นรู้เกี่ยวกับพวกผู้คนของรัฐที่เข้ามาโดยการปฏิบัติทางไสยศาสตร์เหล่านี้ทั้งหมด เมื่อถามคนหลายคนผู้ที่เกี่ยวข้องพวกเขาก็ตอบว่า “ดีล่ะ มันได้เกิดขึ้นแล้วในพระนามพระเจ้า” โดยปราศจากการเข้าใจว่าสิ่งทั้งปวงคือ การหลอกลวงภายใต้การปลอมตัวทางศาสนา พวกผู้คนต่างตกเป็นทาสของซาตานโดยไม่รู้ตัว ความโง่เขลาในเรื่องนี้ร่ำไห้ขึ้นไปสูงถึงสวรรค์ ผลของความเข้าใจที่ผิดของพระเจ้าสามพระองค์ของพระลักษณะของพระเจ้า — ความคิดตรีเอกานุภาพนั้นเชื่อมโยงกับความคิดที่เข้าใจผิดทั้งหมดโดยพวกศัตรู

พิธีบัพติศมาทั่วไปก็มีรากฐานอย่างลึกซึ้งในนักปฏิรูปเช่นกัน มาร์ติน ลูเทอร์ ในการแปลพระคัมภีร์ไบเบิลของเขา เขาใช้ถ้อยคำของสูตรจริงๆ ด้วยการหลีกเลี่ยงข้อความต้นฉบับ “... และให้บัพติศมาพวกเขาทั้งหลายในพระนามของพระบิดา, และของพระบุตร, และของพระวิญญาณบริสุทธิ์” ขณะที่ในฉบับขยายกล่าวอย่างเจาะจงว่า “ด้วยการบัพติศมาพวกเขาทั้งหลายในพระนาม ...“ สำหรับพวกคนเหล่านั้นผู้ที่เข้าใจเรื่องนั้นมันสูงเสียดฟ้า บางคนสามารถกระทำในนามของบริษัท, ในนามของรัฐบาล ฯลฯ แต่ในการรับบัพติศมานั้นพวกเราได้รับการไถ่โดยตระหนักถึงความจริงที่ว่าพวกเราควรรับบัพติศมาเข้าไปในพระนามนี้ที่ให้ไว้สำหรับการไถ่ของพวกเรา พวกเราเป็นบุตรทั้งหลายของพันธสัญญาใหม่และยอมรับพระเยซูพระนามแห่งพันธสัญญา ในขณะที่เจ้าสาวยอมรับชื่อของเจ้าบ่าว ดังนั้นเจ้าสาวของพระคริสต์จึงยอมรับพระนามของเจ้าบ่าวและยืนยันด้วยเหตุนี้ให้อยู่ในความสัมพันธ์ในพันธสัญญากับพระองค์

อัครสาวกเปโตรได้กล่าวไว้ว่า “... เพราะไม่มีความรอดในผู้อื่นเลย ด้วยว่าไม่มีนามอื่นทั่วใต้ฟ้าสวรรค์ที่โปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั้งปวง ซึ่งโดยนามนั้นพวกเราต้องได้รับความรอด” (กิจการ 4: 12) ความสำคัญของพระนามของพระเยซูในเรื่องนี้แสดงให้เห็นโดยข้อเท็จจริงที่เปโตรกล่าวถึงในการเทศนาครั้งแรกในวันเพ็นเทคอสต์ พระสัญญาที่พบในผู้เผยพระวจนะโยเอล “... และจะเป็นเช่นนี้ว่า ผู้ใดก็ตามที่จะร้องออกพระเยซูก็จะรอด” (กิจการ 2: 21; โยเอล 2: 32) ผู้เผยพระวจนะโยเอลหมายถึงพระยาห์เวห์ ทุกคนที่จะเรียกพระองค์ก็จะได้รับความรอด เปโตรคงหมายถึงพระเจ้าองค์เดียวกันพระยาห์เวห์ แล้วผู้ใดที่ปรากฏสำแดงในฐานะที่ทรงเป็น Yahshua – พระผู้ช่วยให้รอด การบัพติศมาสำหรับทุกคนบรรดาผู้เชื่อแท้นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดที่จะต้องได้รับการจัดการในการใช้พระนามแห่งพันธสัญญาในพันธสัญญาใหม่ได้อย่างถูกต้อง

มันมิได้กล่าวว่า “บัพติศมาพวกเขาทั้งหลายในพระนามต่างๆ” (พหูพจน์) ซึ่งจะถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ ถ้าพระบิดา, พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นพระนามที่แตกต่างกัน ขอบพระคุณพระเจ้าที่ข้อความนี้ระบุได้ไว้อย่างชัดเจนในเอกพจน์ว่า “... และให้บัพติศมาพวกเขาทั้งหลายในพระนาม ...” ตามคำพยานของเหล่าอัครสาวก "พระเยซูคริสต์เจ้า" น่าเสียดายที่ความรู้พระคัมภีร์ไบเบิลจริงๆ ในเรื่องนี้สูญหายไปและบาทหลวงเกือบทุกคนก็ตกหลุมพรางอยู่ในประเพณีที่ไม่เป็นไปตามข้อพระคัมภีร์ซึ่งพวกเขานับถืออย่างสูงและปกป้องอย่างจริงจัง เหตุผลหนึ่งจากทั้งหมดอาจจะเป็นได้ว่าความหมายดั้งเดิมของ Yahshua ซึ่งหมายถึง พระยาห์เวห์พระผู้ช่วยให้รอด ได้สูญหายไปโดยการใช้พระเยซูฉบับภาษากรีก ภายหลังตามประเพณีได้ดำเนินไปตามที่เรียกว่าพระนามศักดิ์สิทธิ์ “สูง” สามพระนาม โดยปราศจากการเปิดเผยสำแดงของพระนามที่แท้จริงเพียงพระนามเดียว

ปัจจุบันเมื่อคนทั้งหลายถามถึงในวันเพ็นเทคอสต์อันโด่งดังนั้นว่า “พวกเราต้องทำอย่างไรจึงจะได้รับความรอด” แล้วพวกเขาก็ต้องได้รับคำตอบเช่นเดียวกันว่า “พวกท่านทุกคนจงกลับใจเสียใหม่และรับบัพติศมาในพระนามของพระเยซูคริสต์ เพราะโปรดยกบาปทั้งหลายแล้ว และพวกท่านจะได้รับของประทานของพระวิญญาณบริสุทธิ์” (กิจการ 2: 38) ไม่มีใครมีสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงหรือจะโต้แย้งพระกิตติคุณดั้งเดิมของพระเยซูคริสต์และการปฏิบัติของอัครสาวกได้

พวกครูสอนพระคัมภีร์ผู้ยิ่งใหญ่มองการรับบัพติศมาตามข้อพระคัมภีร์ในพระนามของพระเยซูคริสต์เจ้าว่านอกรีต ที่นี่ต้องได้รับอนุญาตคำถามว่า "อะไรคือนอกรีต? ถูกหรือผิด?” พวกผู้อ่านที่เป็นผู้ใหญ่จะตัดสินตนเองได้ ไม่ว่าพวกเขาจะเชื่อพระเยซูและเหล่าอัครสาวกของพระองค์หรือปฏิบัติตามประเพณีที่ไม่มีในข้อพระคัมภีร์ และดังนั้นจึงไม่ตรงกันด้วยการสอนและการปฏิบัติแบบดั้งเดิม “พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า พวกเจ้าจงยืนในทางทั้งหลายและมองดู และถามหาบรรดาทางโบราณนั้นว่า ทางดีอยู่ที่ไหน และจงเดินในทางนั้น และพวกเจ้าจะพบที่พักสงบสำหรับจิตใจของพวกเจ้า” (เยเรมีห์ 6: 16)

Available translations