Book

คริสต์ศาสนาตามประเพณี - ความจริง หรือ การหลอกลวง

Ewald Frank

library_books Kapitoly: 32 calendar_month 2. 9. 1993

Formats

Navigate

Kapitoly

expand_more

Navigate

Kapitoly

Jump to any chapter without leaving the reader.

บทนำ 1 คำนำ 2 บทที่ 1 - บนการทดสอบ การวิจัยของปัญญาจารย์ การสอบสวนฝ่ายวิญญาณตามกาลเวลา 3 บทที่ 2 - คริสต์ศาสนายุคเริ่มแรกและยุคสมัยต่างๆ ต่อมา 4 บทที่ 3 - การริเริ่มอย่างน่าเศร้า - จุดเริ่มต้นของภัยพิบัติ 5 บทที่ 4 - การเรียกร้องที่ไม่มีมูลความจริงของสมเด็จพระสันตะปาปา 6 บทที่ 5 - มารีย์คือใคร? 7 บทที่ 6 - ลัทธิพระแม่มารีย์คืออะไร? 8 บทที่ 7 - การปฏิรูป- การเริ่มต้นใหม่ 9 บทที่ 8 - ความเป็นพระเจ้า 10 บทที่ 9 - คำพยานของพระเจ้าพระองค์เอง 11 บทที่ 10 - พระลักษณะทางกายภาพของพระเจ้า 12 บทที่ 11 - พระสิริของพระเจ้า 13 บทที่ 12 - ... ได้ทรงออกมาจากพระเจ้า 14 บทที่ 13 - พระนามของพระเจ้า 15 บทที่ 14 - การเปรียบเทียบที่เป็นประโยชน์ 16 บทที่ 15 - พระเยซูทรงเป็นพระเจ้า 17 บทที่ 16 - ใครก็ตามที่สารภาพต่อพระเยซูคริสต์ … การสารภาพถูกหรือผิด? 18 บทที่ 17 - พระเยซูคริสต์ทรงเป็นมนุษย์ 19 บทที่ 18 - การบัพติศมา 20 บทที่ 19 - พระกระยาหารมื้อค่ำของพระเยซูคริสต์ 21 บทที่ 20 - การล้มลง 22 บทที่ 21 - ความชอบธรรม 23 บทที่ 22 - การรื้อฟื้นใหม่และการบังเกิดใหม่ 24 บทที่ 23 - การชำระให้บริสุทธิ์ 25 บทที่ 24 - การบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า 26 บทที่ 25 - การทรงเลือก- การทรงกำหนดไว้ล่วงหน้า 27 บทที่ 26 - หนึ่งวันกับพระเจ้า - หนึ่งพันปี 28 บทที่ 27 - จักรวรรดิโรมันและ นัยสำคัญในวาระสุดท้ายของมัน 29 บทที่ 28 - บทสรุปสุดท้ายและหมายเลขลึกลับ 666 30 บทส่งท้าย 31 บรรณานุกรม 32

Kapitola 23

บทที่ 21 - ความชอบธรรม

23 / 32

การกล่าวโทษมนุษย์ทำให้ความชอบธรรมของเขามีความจำเป็น ความชอบธรรมไม่สามารถเปรียบเทียบกับคำพิพากษาที่ไม่มีความผิด แต่เป็นความชอบธรรมซึ่งแสดงว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหานั้นไม่มีความผิดเลยและข้อกล่าวหาที่ต่อต้านเขานั้นก็ไม่สามารถพบได้ ประหนึ่งว่าผู้ที่มาปรากฏในการพิพากษาไม่เคยได้ทำอะไรที่สมควรได้รับโทษจริงๆ มีแต่ผู้ที่กล่าวหานั้นต้องยอมแพ้เพราะว่าจริงๆ แล้วไม่มีความผิดนั้น คดีถูกปิดไปแล้ว

ในทางหนึ่งมนุษย์มีความผิดต่อพระพักตร์พระเจ้า และดังนั้นเขาจึงต้องการการยกโทษให้อภัยจากพระองค์ แต่ความชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้าต้องเป็นโดยประสบการณ์ของเขา พระเจ้าทรงมองเห็นมนุษย์ผ่านการลบมลทินและการยกโทษให้อภัยในพระคริสต์ราวกับว่าเขาไม่เคยทำบาป คำพูดที่ว่า “ยกโทษให้อภัยแต่อย่าลืม” นั้นใช้ได้กับพวกเราเพียงเท่านั้น ถึงแม้ว่าพวกเราจะยกโทษให้อภัยซึ่งกันและกันจากใจทั้งหมดของพวกเราแล้วก็ตามแต่พวกเราก็ยังระลึกถึงเรื่องที่เคยเกิดขึ้น แต่มันแตกต่างกับพระเจ้า พระองค์ทรงยกโทษให้อภัยบาปและไม่ทรงจดจำมันอีกต่อไป ไม่มีใครมีสิทธิที่จะขุดสิ่งต่างๆ ออกจากชีวิตของคนบางคน ถ้าหากพระเจ้าได้ทรงกระทำให้เขาชอบธรรมแล้ว ผู้ใดก็ตามที่กระทำเช่นนี้ ตัวของผู้นั้นก็มีความผิด เพราะเขาปฏิเสธอำนาจของความชอบธรรมของพระเจ้าผ่านการยกโทษให้อภัยบาปทั้งปวง

เพราะมนุษย์เกิดมาครั้งเดียวเข้าสู่สภาพบาปนี้โดยปราศจากโอกาสอื่นๆ พระเจ้าจึงทรงต้องกระทำการพิพากษาและการลงโทษต่อพระองค์เองตามกฎหมายของพระองค์เพื่อให้มนุษย์ชอบธรรม ในรูปของพระบุตร พระองค์จึงทรงกระทำการลบมลทินแล้วจึงทรงให้ความชอบธรรมทั้งหมดกลับคืนมาแก่มนุษย์ “แต่ท่านได้รับบาดแผลเพราะบรรดาความละเมิดของพวกเรา ท่านได้รับความฟกช้ำเพราะบรรดาความชั่วช้าของพวกเรา การตีสอนแห่งสันติสุขของพวกเราได้ตกอยู่บนท่าน และด้วยรอยเฆี่ยนทั้งหลายของท่าน พวกเราก็ได้รับการรักษาให้หาย” (อิสยาห์ 53: 5)

ในจดหมายเหตุของเขาที่ส่งถึงคริสตจักรในกรุงโรม อ. เปาโลได้สอนความชอบธรรมตามพระคัมภีร์ไบเบิลอย่างชัดเจนมากและได้แสดงให้เห็นถึงวิธีการเช่นเดียวกับที่จะมีประสบการณ์ ในมุมมองของพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์และความชอบธรรม เขาเขียนว่า “ด้วยว่าข้าพเจ้าไม่มีความละอายในเรื่องข่าวประเสริฐของพระคริสต์ เพราะว่าข่าวประเสริฐนั้นเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า อันนำไปสู่ความรอดแก่ทุกคนที่เชื่อ แก่พวกยิวก่อน และแก่พวกกรีกด้วย เพราะว่าในข่าวประเสริฐนั้นความชอบธรรมของพระเจ้าก็ถูกเปิดเผยจากความเชื่อไปสู่ความเชื่อ ตามที่มีเขียนไว้แล้วว่า ‘คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ” (โรม 1: 16-17)

พระเจ้ามิได้เพียงช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากความพินาศและความตายเท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงกระทำให้มนุษย์นั้นชอบธรรมอย่างสมบูรณ์และทรงคืนความชอบธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ให้เขาอีกด้วย ความชอบธรรมด้วยตนเองผ่านการงานทั้งหลายนั้นนำไปสู่ความถูกต้องด้วยตนเองเท่านั้น ถ้าหากความถูกต้องของพระเจ้านั้นประทานให้แก่พวกเรา ไม่จำเป็นต้องมีความถูกต้องด้วยตนเองอีกต่อไป เพราะมันไม่มีค่าต่อพระพักตร์พระเจ้า ตรงกันข้ามมันอาจจะเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อพวกเรา มีเขียนไว้ว่า “เพราะฉะนั้นโดยการกระทำต่างๆ ของพระราชบัญญัติ จะไม่มีเนื้อหนังใดๆ เป็นผู้ชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้าได้ เพราะว่าโดยพระราชบัญญัตินั้นจึงมีความรู้เกี่ยวกับบาป” (โรม 3: 20)

โดยอำนาจอธิปไตยของพระเจ้า มนุษย์ได้ถูกยกออกไปจากการหลงหายไปของเขาและสภาวะการกล่าวโทษและถูกวางกลับเข้าไปในที่เดิมของเขา นั่นคือ สาระสำคัญของพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ พระเจ้ามิได้เพียงแต่ทรงยกโทษให้อภัยแก่พวกเราเพียงเท่านั้นแต่พระองค์ได้ทรงกระทำให้พวกเราชอบธรรมและได้ประทานความถูกต้องของพระองค์ให้แก่พวกเราอีกด้วยเช่นกัน “... แม้แต่ความชอบธรรมของพระเจ้า ซึ่งเป็นโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ ที่มายังทุกคนและมีแก่ทุกคนที่เชื่อ เพราะว่าไม่มีความแตกต่างกัน ด้วยว่าทุกคนได้กระทำบาป และเสื่อมจากสง่าราศีของพระเจ้า โดยถูกนับว่าเป็นผู้ชอบธรรมโดยไม่คิดค่า โดยพระคุณของพระองค์ ผ่านทางการทรงไถ่ที่มีอยู่ในพระเยซูคริสต์ ...“ (โรม 3: 22-24)

พวกเราต้องใส่ใจจำเพาะต่อคำเทศนาจากสวรรค์เพียงเท่านั้น — พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์และให้มันอยู่ในที่ที่เหมาะสม มันเป็นข้อความแห่งความรอดอันมีสง่าราศีโดยแท้ซึ่งกำลังประกาศไปจนสุดปลายแผ่นดินโลก มนุษยชาติได้กลับคืนดีกับพระเจ้า “เพื่อประกาศความชอบธรรมของพระองค์ ณ เวลานี้ เพื่อพระองค์จะทรงชอบธรรม และเป็นผู้ทรงกระทำให้คนที่เชื่อในพระเยซูเป็นผู้ชอบธรรม” (โรม 3: 26) มิใช่ความเชื่อในผู้ก่อตั้งศาสนาหรือนิกายใดๆ ที่ทำให้เกิดความชอบธรรมอันศักดิ์สิทธิ์นี้ได้ แต่เป็นความเชื่อแท้ในพระเยซูคริสต์ในผู้ที่พระเจ้าได้พบกับมนุษยชาติและกลับคืนดีกันบนแผ่นดินโลกด้วยพระองค์เองมากกว่า “เหตุฉะนั้น เราทั้งหลายจึงสรุปได้ว่า มนุษย์คนใดจะเป็นผู้ชอบธรรมได้โดยความเชื่อ โดยปราศจากบรรดาการกระทำของพระราชบัญญัติ” (โรม 3:28)

มันเป็นที่แน่ชัดว่า อัครสาวกเปาโลได้รับความจริงของความชอบธรรมทั้งหมด ดังนั้นเขาจึงเขียนไว้หลายบทเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในบทที่ 3 ถึงบทที่ 8 เขาได้แนะนำแผนการแห่งความรอดนี้ไว้อย่างครบถ้วน ทุกคนจำเป็นต้องได้รับโดยความเชื่อในสิ่งที่พระเจ้าได้ประทานไว้ให้แล้วและขอบคุณสำหรับสิ่งนั้น ใครก็ตามที่พยายามทำให้สำเร็จด้วยการงานของเขาเองจะไม่เคยตระหนักถึงการงานที่ประสบความสำเร็จของพระเจ้าในนัยสำคัญอันแท้จริงของมันได้ สิ่งใดก็ตามที่พวกเราพยายามกระทำด้วยตนเองนั้นก็ล้วนแต่ขัดขวางไม่ให้พวกเราเห็นสิ่งที่พระเจ้าได้กระทำแล้วจริงๆ “แต่สำหรับคนที่มิได้อาศัยการกระทำ แต่ได้เชื่อในพระองค์ ผู้โปรดให้คนอธรรมเป็นคนชอบธรรมได้ ความเชื่อของคนนั้นถือว่าเป็นความชอบธรรม” (โรม 4: 5)

ในอับราฮัม พวกเรามีบทเรียนที่สำคัญมากว่าคนบางคนที่พระเจ้าตรัสด้วยและรับพระสัญญาของพระองค์ไม่ควรมองดูตัวของเขาเองหรือตามสภาพแวดล้อม แต่ควรจะเชื่อจากใจของเขาในสิ่งที่พระเจ้าได้ตรัสไว้มากกว่า บุคคลเช่นนั้นย่อมจะเห็นสิ่งต่างๆ ราวกับว่าพวกมันมีอยู่แล้วและสามารถสรรเสริญพระเจ้าได้ ดำรงอยู่ด้วยความมั่นใจในความเชื่อและเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ว่าพระเจ้าจะทรงกระทำและทรงกระทำให้สำเร็จตามที่พระองค์ได้ทรงสัญญาไว้

ในโรม บทที่ 5 อัครสาวกเขียนต่อไปว่า “เหตุฉะนั้น เมื่อถูกนับว่าชอบธรรมโดยความเชื่อแล้ว พวกเราจึงมีสันติสุขกับพระเจ้าโดยทางพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของพวกเรา ...“ (ข้อที่ 1) เขาแสดงให้เห็นว่า พวกเราเข้าถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณได้ด้วยความเชื่อและสามารถชื่นชมยินดีในความหวังแห่งพระสิริได้ในสถานการณ์ใดก็ตามที่พวกเราอาจจะได้พบพาน เขาย้ำอีกครั้งหนึ่งถึงความจริงอันยิ่งใหญ่ของความชอบธรรม “แล้วยิ่งกว่านั้น บัดนี้เมื่อถูกนับว่าชอบธรรมแล้วโดยพระโลหิตของพระองค์ พวกเราจะรอดจากพระพิโรธโดยทางพระองค์” (โรม 5: 9) ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เขาเน้นย้ำถึงความเชื่อแท้ในพระเยซูคริสต์ ผู้ที่ทรงถูกตรึงและผู้ทรงชอบธรรมโดยผ่านพระโลหิตศักดิ์สิทธิ์และล้ำค่าของพระองค์

อัครสาวกสรุปความจริงอันยิ่งใหญ่นี้ด้วยข้อความต่อไปนี้ว่า “เหตุฉะนั้น โดยความผิดของคนๆ เดียว การพิพากษาซึ่งนำไปสู่การลงโทษได้มาถึงมนุษย์ทุกคนฉันใด โดยความชอบธรรมของพระองค์ผู้เดียว ของประทานอันไม่คิดค่าได้มาถึงมนุษย์ทุกคนซึ่งนำไปสู่การนับว่าชอบธรรมแห่งชีวิตฉันนั้น เพราะว่าโดยการไม่เชื่อฟังของคนๆ เดียว คนเป็นอันมากได้ถูกทำให้เป็นคนบาปฉันใด โดยการเชื่อฟังของพระองค์ผู้เดียว คนเป็นอันมากก็จะถูกทำให้เป็นคนชอบธรรมฉันนั้น” (โรม 5: 18-19) ประสบการณ์แสดงให้เห็นว่าคำพิพากษาของคำกล่าวโทษได้มาถึงคนทุกคนตั้งแต่อาดัม แต่พวกเราก็ยังเชื่อได้ว่าการพิพากษานี้ได้ถูกนำออกไปและโดยการได้รับการอภัยโทษจากพระเจ้าที่พวกเราได้รับความชอบธรรมทั้งหมด

ในบทที่ 6 อัครสาวกบอกพวกเราว่า พวกเราถูกตรึงไว้กับพระคริสต์, ถูกฝังไว้กับพระองค์ และฟื้นคืนชีพสู่ชีวิตใหม่อีกด้วย

โรมบทที่ 7 แสดงให้เห็นถึงความยากลำบากของมนุษย์ ถูกทรยศและถูกหักหลังจากบาปและการเผชิญกับความแข็งกระด้างของการพิพากษาของพระเจ้า เฉพาะที่ที่มีกฎหมายนั้นอาจเป็นการล่วงละเมิดได้ โดยปราศจากการให้กฏหมายด้วยธรรมบัญญัติทั้งปวง มนุษยชาติจะไม่มีวันรู้จักว่าการกระทำที่ถูกต้องคืออะไร กฎหมายมีไว้เพื่อจุดประสงค์ให้คนทั้งหลายสามารถถูกจับได้ในการละเมิดของพวกเขา ผู้พิพากษาที่ชอบธรรมใช้กฎหมายของพระองค์เองและประกาศการกล่าวโทษซึ่งได้นำการไถ่และกระทำให้พระคุณคงอยู่กับทุกคนที่ยินดีจะรับมัน “... เพราะว่าผู้ใดที่ไม่แสดงความเมตตา ผู้นั้นจะถูกการพิพากษาโดยปราศจากความเมตตา และความเมตตามีความปีติยินดีต่อการพิพากษา” (ยากอบ 2: 13)

มนุษย์รู้ตัวก่อนว่าเขาอยู่ในพันธนาการและเป็นทาสของนิสัยและกิเลสตัณหา ฯลฯ แล้วเขาก็ร้องออกมาว่า “ด้วยว่าสิ่งซึ่งข้าพเจ้ากระทำ ข้าพเจ้าก็ไม่เข้าใจ เพราะว่าสิ่งใดที่ข้าพเจ้าประสงค์ สิ่งนั้นข้าพเจ้าก็ไม่กระทำ แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าเกลียดชัง สิ่งนั้นข้าพเจ้ากระทำ ... ด้วยว่าข้าพเจ้าทราบว่าในตัวข้าพเจ้า (คือในเนื้อหนังของข้าพเจ้า) ไม่มีความดีประการใดอาศัยอยู่เลย เพราะว่าความประสงค์ก็อยู่กับข้าพเจ้า แต่จะกระทำการดีนั้นอย่างไร ข้าพเจ้าหาพบไม่ ... โอ ข้าพเจ้าเป็นคนเข็ญใจจริง ผู้ใดจะช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากร่างกายแห่งความตายนี้ได้?” (โรม 7: 15-24) ทุกคนที่มีประสบการณ์การเปลี่ยนใจมาเชื่อพระเจ้าจะต้องผ่านกระบวนการภายในนี้ หากปราศจากมันแล้วก็เป็นไปได้ว่าจะไม่มีการหันไปหาพระเจ้าอย่างแท้จริง

ในบทที่ 8 ติดตามความเป็นจริงอันศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับประสบการณ์โดยพวกคนเหล่านั้นที่ได้รับความชอบธรรมผ่านทางพระคริสต์ ผู้ที่ได้รับความชอบธรรมโดยผ่านการงานที่ทำสำเร็จแล้วของการไถ่แล้วร้องว่า “เหตุฉะนั้นบัดนี้จึงไม่มีการปรับโทษแก่คนทั้งหลายซึ่งอยู่ในพระเยซูคริสต์ ผู้ซึ่งไม่ดำเนินตามเนื้อหนัง แต่ตามพระวิญญาณ” (ข้อที่ 1) พวกเขาเหล่านั้นผู้ที่พบสันติสุขกับพระเจ้ากำลังเข้าสู่การพักของพระองค์

ซาตาน ผู้กล่าวหาพี่น้องผู้เชื่อ (วิวรณ์ 12: 10) และพวกคนเหล่านั้นผู้ที่อยู่ในการรับใช้ของเขามักจะกล่าวหาพวกผู้ชอบธรรม ด้วยปรากฏว่า อ. เปาโล ของรัฐนี้และเขียนในนามของพวกเรา“ใครเล่าจะฟ้องสิ่งใดๆ ต่อคนเหล่านั้นที่พระเจ้าได้ทรงเลือกไว้แล้ว? มันคือพระเจ้าผู้ทรงนับว่าชอบธรรม ใครเล่าจะเป็นผู้ปรับโทษอีก? ...” (โรม 8: 33-34)

ความชอบธรรมแท้มิใช่เป็นเพียงแค่หลักคำสอนเท่านั้น แต่เป็นประสบการณ์ ความชอบธรรมเป็นส่วนที่สองของการยกโทษให้อภัย พระเจ้าทรงต้องกล่าวโทษมนุษย์ เพราะว่าเขามีความผิด ด้วยฤทธิ์อำนาจแห่งพระโลหิตและผ่านการไถ่ ความผิดได้ถูกจ่ายราคาแล้ว ไม่สามารถกล่าวหาได้อีกต่อไป ถึงแม้ว่าซาตานจะพยายามอย่างหนักมากอยู่เสมอ เขาได้ทำสิ่งนี้กับมาร์ติน ลูเทอร์อีกด้วยเช่นกัน ผู้ซึ่งได้รับการมัดจำในความเชื่อและมีประสบการณ์ของความชอบธรรมแล้ว เขาร้องออกมาว่า "คนชอบธรรมจะมีชีวิตอยู่โดยความเชื่อ" ความชอบธรรมอันศักดิ์สิทธิ์เกิดขึ้นโดยความเชื่อในการงานแห่งการไถ่ที่สำเร็จแล้วโดยทางพระเยซูคริสต์ พระเจ้าของพวกเรา

ในการกลับใจใหม่ มนุษย์หันไปหาพระเจ้าเมื่อชีวิตของตนเองสิ้นสุดลง และเขามีประสบการณ์การบังเกิดใหม่ ชีวิตใหม่เริ่มต้นหลังจากการยกโทษให้อภัย อย่างแน่นอนเมื่อพระคริสต์ทรงฟื้นขึ้นมาจากความตายหลังจากการทนทุกข์ของพระองค์ พวกเราก็ได้รับความชอบธรรมและถูกนำกลับคืนเข้าสู่การสามัคคีธรรมอันแท้จริงกับพระเจ้า “ผู้ได้ทรงถูกมอบไว้เพราะเหตุบรรดาการละเมิดของพวกเรา และได้ทรงถูกทำให้เป็นขึ้นมาอีกเพื่อให้พวกเราเป็นคนชอบธรรม” (โรม 4: 25) ทันทีที่พระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์ บาปของพวกเราได้รับการยกโทษให้อภัยและทันทีที่พระองค์ทรงฟื้นคืนพระชนม์จากความตาย พวกเราก็ได้รับความชอบธรรม

อัครสาวกยากอบแสดงให้เห็นว่าความเชื่อของพวกคนเหล่านั้นผู้ที่ถูกทำให้ชอบธรรมนั้นนำไปใช้ได้อย่างไร พวกเขาทำสิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าตรัสและพิสูจน์การเชื่อฟังของพวกเขาโดยการงานทั้งหลาย “ท่านเห็นไหมว่า ความเชื่อได้กระทำกิจร่วมกับบรรดาการกระทำของท่าน และโดยการกระทำเหล่านั้นความเชื่อก็ถูกทำให้สมบูรณ์แล้ว และข้อพระคัมภีร์ก็ถูกทำให้สำเร็จซึ่งกล่าวว่า อับราฮัมได้เชื่อพระเจ้า และพระองค์ทรงนับว่าเป็นความชอบธรรมแก่ท่าน’ และท่านถูกเรียกว่า สหายของพระเจ้า” (ยากอบ 2: 22-23)

การงานทั้งหลายไม่ได้ทำให้มนุษย์ชอบธรรมได้ พวกมันถูกกระทำให้สำเร็จได้ง่ายๆ เพียงแค่เชื่อฟังโดยพวกคนเหล่านั้นที่ชอบธรรม ผู้ใดก็ตามที่เชื่อพระเจ้าก็ปฏิบัติตามสิ่งใดก็ตามที่พระองค์ได้ทรงบัญชาไว้ อับราฮัมเชื่อว่าพระเจ้าจะทรงทำให้อิสอัคบุตรชายของเขาฟื้นขึ้นมาจากความตาย ดังนั้นเขาจึงพร้อมที่จะถวายบุตรของเขาตามที่เขาได้รับคำสั่ง เพราะเขาเชื่อ เขาจึงปฏิบัติตามในความเชื่อ ยากอบมิได้หมายถึงการงานทั้งหลายที่คนบางคนกระทำตามจินตนาการของเขาเอง แต่หมายถึงการกระทำอย่างเชื่อฟังต่อพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์ ใครก็ตามที่เชื่อจริงๆ จะพิสูจน์ได้โดยการกระทำตามที่พระเจ้าตรัส “ท่านทั้งหลายเป็นมิตรสหายของเรา ถ้าท่านทั้งหลายกระทำสิ่งใดก็ตามที่เราสั่งท่านทั้งหลาย” (ยอห์น 15: 14) นั่นคือ ลมหายใจของความเชื่อที่มีชีวิต

ผู้ที่ได้รับความชอบธรรมโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ก็ยืนอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าในฐานะที่เขาไม่เคยทำบาป เขาถูกวางกลับเข้าไปสู่จุดหมายนิรันดร์ของเขาและตอนนี้กำลังรอเพียงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเท่านั้น ใครก็ตามที่เชื่อจริงๆ จะขีดเส้นใต้สิ่งนี้ด้วยชีวิตของเขาเองเพื่อจะเชื่อฟังพระเจ้าตามที่อับราฮัมเป็น ในจดหมายถึงพวกชาวฮีบรู พวกผู้ที่ได้รับการไถ่และพวกที่ได้รับความชอบธรรมได้แสดงให้เห็นในคำอธิบายต่อไปนี้ว่า “แต่พวกท่านได้มาถึงภูเขาศิโยน และมาถึงนครของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ คือกรุงเยรูซาเล็มแห่งสวรรค์ และมาถึงที่ชุมนุมของทูตสวรรค์มากมายเหลือที่จะนับได้ และมาถึงที่ชุมนุมอันใหญ่และคริสตจักรของบุตรหัวปี ผู้ซึ่งมีชื่อจารึกไว้ในสวรรค์แล้ว และมาถึงพระเจ้าผู้ทรงพิพากษาคนทั้งปวง และมาถึงเหล่าจิตวิญญาณของบรรดาคนชอบธรรมซึ่งถึงความสมบูรณ์แล้ว ...” (12: 22-23)

Available translations