Book
คริสต์ศาสนาตามประเพณี - ความจริง หรือ การหลอกลวง
Ewald Frank
Formats
Typ písma
Výška riadku
Medzera odseku
Veľkosť písma
Navigate
Kapitoly
expand_more
Navigate
Kapitoly
Navigate
Kapitoly
Jump to any chapter without leaving the reader.
Kapitola 10
บทที่ 8 - ความเป็นพระเจ้า
10 / 32
ด้วยความเคารพสูงสุดและด้วยความยำเกรงพระเจ้า พวกเราควรจะเข้าใกล้สาระสำคัญนี้เกี่ยวกับความเป็นพระเจ้า พวกเรามีศาสนาที่แตกต่างกันและยังมีจินตนาการและคำสอนเกี่ยวกับพระเจ้าที่แตกต่างกันอีกด้วย ในบทต่อไปนี้ พระเจ้าจะทรงเป็นพยานเกี่ยวกับพระองค์เองและจะทรงทำให้การเปิดเผยสำแดงของพระองค์เองให้เป็นที่รู้จัก
ควรจะหลีกเลี่ยงสูตรใดๆ เพราะว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจสิ่งที่เข้าใจไม่ได้ เพื่อจะอธิบายสิ่งที่มิอาจจะอธิบายได้ และจะเข้าใจสิ่งที่อยู่เหนือความเข้าใจของพวกเรา ความลึกลับใหญ่นี้จะคงอยู่กับพวกเราจนกว่าพวกเราจะได้ก้าวข้ามเวลาเข้าสู่นิรันดร์กาล “ดูเถิด ฟ้าสวรรค์และสวรรค์แห่งฟ้าสวรรค์ทั้งปวงยังรองรับพระองค์ไว้ไม่ได้”(2 พงศาวดาร 6: 18) หลังจากที่พวกเราควรจะอยู่กับพระเจ้าในพระสิริ พวกเราจะรู้มากขึ้นเกี่ยวกับความลึกลับใหญ่นี้ของผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์
ครูสอนพระคัมภีร์ไบเบิลเกือบทุกคนได้ฝึกปรือความคิดเกี่ยวกับเรื่องความเป็นพระเจ้า ซึ่งได้ถูกกล่าวถึงมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 และได้รับการสอนในภายหลัง เหตุใดพันธสัญญาเดิมจึงมิได้รับการพิจารณาในความเคารพนี้จึงเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจได้ ไม่เคยมีผู้เผยพระวจนะหรืออัครสาวกท่านใดที่ได้กำหนดตรีเอกานุภาพ ในศาสนานอกรีตมีตรีเอกานุภาพดำรงอยู่มากมาย ที่มีชื่อเสียงที่สุดเป็นหนึ่งในศาสนาฮินดู: พระพรหม - ผู้สร้าง; พระวิษณุ - ผู้ค้ำจุน; พระศิวะ - ผู้ทำลาย ไม่ว่าทั้งในพันธสัญญาเก่าและพันธสัญญาใหม่ก็มีการกล่าวถึงบุคคลต่างๆ ในความเป็นพระเจ้า ไม่มีสักครั้งหนึ่งที่พระเจ้าทรงแนะนำพระองค์เองในพระวจนะของพระองค์ในฐานะทรงเป็นสาม-พระองค์ – พระเจ้า-สาม-พระองค์ นอกจากในฐานะที่ทรงเป็นพระเจ้าส่วนบุคคล ใครก็ตามที่พยายามจะแบ่งแยกพระเจ้าก็จะไม่มีพระเจ้าผู้เที่ยงแท้องค์เดียวอีกต่อไป แต่เป็นพระเจ้าที่สร้างขึ้นเองด้วยสองหรือสามใบหน้าสองหรือเทพเจ้าหลายองค์มากขึ้น
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่การประชุมโปรเตสแตนต์ พวกนักศาสนศาสตร์สตรีได้เปล่งเสียงของพวกเขาเพื่อวิพากษ์วิจารณ์พระเจ้าและพระวจนะของพระองค์ บางครั้งในทางที่ดูหมิ่นศาสนาอย่างมาก ข้อตำหนิประการหนึ่งของพวกเขาคือ พระเจ้าทรงเป็นผู้ชายและไม่ใช่ผู้หญิง มันทำให้มีการกล่าวถึงเรื่อง “พระเจ้าผู้ชายแห่งพระคัมภีร์ไบเบิล” นอกจากนี้ยังมีเรื่อง “บัญญัติสิบประการซึ่งถูกเขียนขึ้นสำหรับพวกผู้ชายเพียงเท่านั้น” มันถูกประกาศว่า “เนื่องจากพวกผู้หญิงไม่มีสมาชิกที่เป็นผู้ชายซึ่งสามารถเข้าสุหนัตได้ พวกเขาจึงไม่สามารถเป็นสมาชิกของที่ประชุมพวกคนยิวได้” (ไอเดีย – สเปคตรัม 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1987 หน้า 17) มันน่าตกใจที่ได้มีประสบการณ์ว่าผู้คนสามารถไปไกลได้แค่ไหนและแม้แต่วิพากษ์วิจารณ์พระเจ้า
ประมาณ 4,000 ปีก่อน พระเจ้าได้ทรงกระทำพันธสัญญากับอับราฮัมและได้ประทานสัญญาให้แก่เขาว่า “... และบรรดาครอบครัวแห่งแผ่นดินโลกจะได้รับพระพรในเจ้า” (ปฐก. 12: 3) อับราฮัมเป็นศูนย์กลางของพวกคนยิว, พวกคริสเตียนและพวกมุสลิม ในช่วงเวลาของโมเสสประมาณ 3,600 ปีที่ผ่านมา พระบิดาเจ้าได้เสด็จลงมาบนภูเขาซีนายและได้ประทานพระราชบัญญัติ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มิได้ถูกโต้แย้งศาสนาทั้งหลายที่มีสามชื่อ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาพวกคนอิสราเอลได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าก่อนแล้วว่าจะให้คำพยานถึงพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียวท่ามกลางบรรดาประชาชาตินอกรีตทั้งหมด
เกือบ 2,000 ปีที่ผ่านมา พระเมสสิยาห์ได้ทรงปรากฏด้วยการตั้งครรภ์โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์และประสูติมาจากนางมารีย์หญิงพรหมจารี คริสเตียนทั้งหลายเชื่อมั่นว่าเรื่องนี้เป็นจริง พวกมุสลิมนับถือพระองค์ในฐานะผู้เผยพระวจนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง เชื่อในการอัศจรรย์ทั้งหลายของพระองค์ แต่ไม่เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นพระผู้ไถ่ สำหรับพวกคนยิวเวลาที่จะเชื่อในพระองค์นั้นอยู่ใกล้มากแล้ว ดังที่โยเซฟได้ทำให้ตัวของเขาเองเป็นที่รู้จักแก่พี่น้องของเขาเป็นครั้งที่สอง ดังนั้นพวกคนอิสราเอลจะยอมรับพระเมสสิยาห์ของพวกเขาเมื่อพระองค์จะเสด็จมาหาพวกเขาเป็นครั้งที่สอง (ปฐก. 45; กิจการ 7: 13)
ประมาณ 1,400 ปีที่ผ่านมา โมฮัมเหม็ดได้ปรากฏตัวในที่เกิดเหตุ งานของเขาคือการช่วยคนทั้งหลายจากพวกลัทธินอกรีตและเปลี่ยนแปลงพวกเขามาเชื่อในพระเจ้าองค์เดียว ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ซึ่งเขาเรียกว่า อัลลอฮ์ โมอัมเหม็ดถูกเชื่อว่าเป็นศาสดาองค์สุดท้ายของมาลาคี 4: 5-6 หลังจากการพิพากษาชองเขาที่จะเกิดขึ้นบนโลกและอัลลอฮ์จะตัดสินใจว่าใครจะเข้าไปยังแดนสุขาวดีและใครจะถูกสาปแช่ง แม้ว่าตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ผ่านไปแล้ว เหตุการณ์นี้ก็ยังไม่เกิดขึ้น แต่กระนั้นมีศาสนาที่ต่อต้านพวกคริสเตียนและพวกคนยิวอย่างมากได้เกิดขึ้นมา นี่ไม่ใช่ความตั้งใจดั้งเดิม พวกเราจึงมักจะเคยพบคำตักเตือนในอัลกุรอานบ่อยมากๆ: “อ่านข้อพระคัมภีร์ทั้งหลาย” ด้วยคำแถลงนี้ผู้เผยพระวจนะโมฮัมเหม็ดได้อ้างถึงพระคัมภีร์ไบเบิลที่ควรจะอ่านและเชื่อ แน่นอนว่าบรรดาผู้ติดตามของเขา พวกมุสลิมมากมายหลายคนมิได้ปฏิบัติตาม
ความเข้าใจอันแท้จริงของพระเจ้าและการเปิดเผยสำแดงพระองค์เองนั้นสำคัญมากและชี้ขาด ดังนั้นพวกเราจึงสามารถมีส่วนร่วมในแผนการณ์ของพระเจ้าได้ ในเกี่ยวกับการสำแดงส่วนพระองค์ของพระเจ้า พวกเราต้องพูดอย่างเศร้าๆ ด้วยว่าพวกคนยิวส่วนใหญ่หลักๆ นั้นมิได้ตระหนัก, พวกคริสเตียนตีความผิดไปอย่างรวดเร็ว และพวกมุสลิมไม่เข้าใจ นี่คือข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ถ้าหากพระเจ้าองค์เดียวกันผู้ที่ได้ตรัสกับอับราฮัมและโมเสสและได้ทรงเปิดเผยสำแดงพระองค์เองโดยทางพระคริสต์ ได้ตรัสกับโมฮัมเหม็ดด้วยเช่นกัน ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามที่ได้กล่าว, เขียน และเชื่อนั้นต้องตรงกันจาก ก ถึง ฮ ในฐานะคนแห่งศตวรรษที่ 20 พวกเราต้องได้รับอนุญาตให้ถามว่าใครเข้าใจพระวจนะและแผนการณ์ของพระเจ้าและใครที่เข้าใจผิด เป้าหมายดั้งเดิมของพระเจ้ากับมนุษยชาติไม่เป็นที่รู้จักในศาสนาต่างๆ ในปัจจุบันอีกต่อไป นอกจากนี้เหตุผลจริงๆ สำหรับการทรงปรากฏสำแดงที่แตกต่างกันของพระเจ้าจนถึงการเปิดเผยสำแดงพระองค์เองในพระคริสต์มิได้เกิดขึ้นโดยคนส่วนใหญ่
สำหรับคำภาษาอังกฤษ คำว่า <> พวกเราพบคำภาษาฮีบรู เอโลฮิม "ใน
จุดเริ่มต้นที่พระเจ้าสร้างชั้นฟ้าและแผ่นดิน.” คำว่า พระเจ้า แนะนำให้พวกเรารู้จักองค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในฐานะที่ทรงเป็นวัตถุแห่งการนมัสการ ในปฐมกาล บทที่ 1 พวกเราพบคำว่า เอโลฮิม จากปฐมกาล 2: 4 พวกเราพบการรวมกันคือ
พระเยโฮวาห์พระเจ้า, เอโลฮิม – พระยาห์เวห์ ทุกครั้งที่ชื่อเหล่านี้แสดงถึงชนิดและความสำคัญของการเปิดเผยสำแดงที่เฉพาะเจาะจงของพระเจ้า พวกเราจัดการกับคุณลักษณะที่หลากหลายของพระองค์เอง คำว่า เอโลฮิม รวมทั้ง
เอกพจน์และพหูพจน์ เอกพจน์อ้างอิงถึงพระองค์ในฐานะพระเจ้าองค์เดียว พหูพจน์คือพระลักษณะของพระองค์ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้าง, ผู้ทรงจรรโลง, ผู้ทรงพิพากษา, จอมกษัตริย์ ฯลฯ
ทุกครั้งที่พบคำว่า เอโลฮิม, เอลาห์ หรือ เอล ในต้นฉบับ หมายถึงพระเจ้าเพียงเท่านั้น ดังนั้นมันจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องเข้าใจในวิธีการที่พระองค์ทรงปรากฏสำแดงพระลักษณะทั้งหลายของพระองค์เอง มีการใช้คำต่อไปนี้
ของพระเจ้า: เอล เอลโยน = พระเจ้าผู้สูงสุด (ปฐก. 14:18), เอล ชัดได = ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์, พระเจ้า (ปฐก. 17: 1), เอล โอลัม = พระเจ้าผู้ทรงดำรงอยู่เป็นนิตย์ (ปฐก. 21: 33) เอล กิบเบอร์ = พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ (อสย. 9: 6) เป็นเรื่องน่าเศร้ามากที่พวกนักแปลพระคัมภีร์ไบเบิลมิได้ให้พระนามดั้งเดิมไว้กับนัยสำคัญ ดังนั้นความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าและการทรงปรากฏสำแดงอย่างเฉพาะเจาะจงทั้งหลายของพระองค์นั้นจึงปรากฏให้เห็นได้อย่างยากลำบากเพราะว่าในพระนามดั้งเดิมทั้งหลายนั้นได้มีการแสดงออกของความหมายตามความเป็นจริง
ตั้งแต่ยุคสมัยของพวกนักบวชจนถึงการประทานพระราชบัญญัติ นั่นคือ การตรัสของเอโลฮิม - พระเจ้า แล้วพระองค์ได้ตรัสกับโมเสสว่า “เราคือ ยาห์เวห์ และเราได้ปรากฏแก่อับราฮัม แก่อิสอัค และแก่ยาโคบด้วยนามว่า พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ (เอล ชัดได) แต่เราไม่ได้สำแดงให้เขารู้จักเราในนาม เอโลฮิม ยาห์เวห์” (อพย. 6: 2-3) ก่อนที่จะทรงกระทำพันธสัญญากับพวกคนอิสราเอล พระเจ้าได้ทรงเปิดเผยสำแดงพระนามในพันธสัญญาของพระองค์คือ ยาห์เวห์ และเขียนเป็นภาษาฮีบรูว่า YHWH ที่ใดก็ตามที่พวกเราอ่านในพันธสัญญาเดิมว่า พระบิดาเจ้า ข้อความดั้งเดิมกล่าวว่า เอโลฮิม ยาห์เวห์ ยาห์เวห์เป็นรูปแบบที่มองเห็นได้หรือพระลักษณะที่ทรงปรากฏให้เห็นของเอโลฮิม
วิธีการเช่นเดียวกันกับ เอโลฮิม ที่พบในการจัดการด้วยความเคารพกับพวกคนของพระองค์ที่แสดงในพระนามต่างๆ ที่เป็นพหูพจน์ ในทำนองเดียวกันกับที่ใช้พระนามของ พระเจ้าพระยาห์เวห์ อีกด้วยเช่นกัน ยาห์เวห์ – ยิเรห์= พระเจ้าผู้ทรงจัดเตรียม (ปฐก. 22: 7-14), ยาห์เวห์ – ราฟา = พระเจ้าผู้ทรงรักษาโรค (อพย. 15: 26), ยาห์เวห์- นิสสี= พระเจ้าธงของข้าพเจ้า (อพย. 17: 8-15), ยาห์เวห์ – ชาโลม= พระเจ้าแห่งสันติภาพของข้าพเจ้า (ผู้วินิจฉัย 6: 24) ยาห์เวห์ - รา-อาห์ = พระเจ้าผู้เลี้ยงของข้าพเจ้า (สดุดี 23), ยาห์เวห์ – ซิดเคนู = พระเจ้าผู้ทรงเป็นความชอบธรรมของข้าพเจ้า (เยเรมีย์ 23: 6), ยาห์เวห์- ชัมมาห์ = พระเจ้าผู้ทรงสถิตย์ (เอเสเคียล 48: 35) และ ยาห์เวห์ สะบาโอธ= พระเจ้าจอมโยธา (1 ซามูเอล 1: 3) ตั้งแต่เริ่มต้นปฐมกาล พระเจ้าได้ทรงเปิดเผยสำแดงพระองค์เองในฐานะทรงเป็นพระเจ้าตามความจำเป็นของแผนการณ์ของพระองค์และพระประสงค์กับมนุษยชาติ
ก่อนที่พระบิดาเจ้าจะทรงสำแดงให้โมเสสรู้จักพระนามของพระองค์ พระองค์ตรัสกับเขาว่า: “เราเป็น ซึ่ง เราเป็น” และพระองค์ตรัสว่า เจ้าจงพูดกับชนชาติอิสราเอลดังนี้ว่า เราเป็น ได้ทรงส่งข้าพเจ้ามาหาท่านทั้งหลาย ... นี่เป็นนามของเราตลอดไปเป็นนิตย์ และนี่เป็นที่ระลึกของเราตลอดทุกชั่วอายุ”(อพย. 3: 14-15) การแสดงออกของ เราเป็น ถูกฝังอยู่ในพระนามของ ยาห์เวห์ ในฐานะผู้ทรงเป็นนิรันดร์ และผู้ทรงดำรงอยู่ พระองค์ทรงเป็น เราเป็นเสมอไม่ว่าพระองค์จะทรงปรากฏสำแดงพระองค์เองอย่างไรและเมื่อใด เมื่อพระองค์ได้ทรงก้าวออกจากพระกายฝ่ายวิญญาณของพระองค์เข้าไปสู่พระกายของเนื้อหนัง และได้ทรงเปิดเผยสำแดงพระนามแห่งพันธสัญญาในพันธสัญญาใหม่ว่า Yahshuaซึ่งหมายถึง ยาห์เวห์- พระผู้ช่วยให้รอด อีกด้วยเช่นกัน พระองค์ยังคงทรงเป็น เราเป็น องค์เดียวกัน ดังนั้นพวกเราจึงพบว่าสิ่งนี้ได้รับการยืนยันตลอดจนถึงบทสุดท้ายในพันธสัญญาใหม่: “เราเป็นอัลฟาและโอเมกา เป็นปฐมและเป็นอวสาน เป็นเบื้องต้นและเบื้องปลาย” (วิวรณ์ 22: 13)
เฉพาะพวกคนเหล่านั้นที่ได้ตระหนักถึงวิธีการที่พระเจ้าได้ทรงปรากฏสำแดงพระองค์ในพันธสัญญาเดิมจะมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นการปรากฏสำแดงของพระองค์ในพันธสัญญาใหม่ ในความเป็นจริงทรงเป็นพระบิดาเจ้าองค์เดียวกันเสมอกับความแตกต่างที่พระองค์ได้ทรงทำให้พระองค์เองเป็นที่รู้จักในพันธสัญญาเดิมในพระกายฝ่ายวิญญาณ แต่ในพันธสัญญาใหม่พระองค์ได้ทรงปรากฏให้เห็นได้ในพระกายของเนื้อหนัง
ในฐานะที่พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ (ยน. 4:24) ในฐานะที่ทรงเป็นพระวิญญาณจึงไม่มีใครได้เคยเห็นพระองค์ (ยน. 1: 18; 1 ยน. 4: 2) ดังนั้นพระองค์จึงทรงถูกเรียกว่า พระเจ้าผู้ทรงไม่ได้ปรากฏแก่ตา (1 ทิโมธี 1: 17; 1 ทิโมธี 6: 16) ใครก็ตามที่ได้เห็นพระเจ้าในพันธสัญญาเดิมก็ได้เห็นพระเจ้าในฐานะ พระบิดา - ยาห์เวห์ ใครก็ตามที่เห็นพระเจ้าในพันธสัญญาใหม่จะต้องได้เห็นพระองค์ในฐานะ พระเจ้า–Yahshua, อิมมานูเอล-พระเจ้าผู้ทรงสถิตย์อยู่กับพวกเรา พระบิดาได้ทรงเปิดเผยสำแดงพระองค์เองในพระบุตร และพระเจ้าผู้ทรงเป็นพระวิญญาณได้ทรงเปิดเผยสำแดงว่าทรงเป็นพระเจ้าในกายมนุษย์คนหนึ่ง คำอธิบายเหล่านั้นทั้งหมดที่พวกเราพบในการอ้างอิงถึงพระเจ้า พวกเรายังพบในการอ้างอิงถึงพระบิดาอีกด้วยเช่นกัน เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้า
ในพันธสัญญาเดิมไม่มีสิ่งเช่นนั้นที่เรียกว่า ความสัมพันธ์แบบพระบิดา – พระบุตร มันถูกทำนายไว้ในคำเผยพระวจนะ ในความหมายโดยนัยสำคัญคือ พระเจ้าทรงเป็นพระบิดาของอาดัม; พระองค์ทรงเป็นพระบิดาของชนชาติอิสราเอล แต่ไม่เคยมีผู้เผยพระวจนะท่านใดได้เคยกล่าวถึงพระเจ้าในฐานะที่ทรงเป็นพระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ไม่มีใครได้กล่าวถึงหรือได้อ้างถึงพระบุตรของพระเจ้าภายในช่วงพันธสัญญาเดิมเป็นเวลา 4,000 ปี ไม่มีบทสนทนาสักบทเดียวระหว่างพระบิดาและพระบุตรได้ถูกบันทึกไว้ในพันธสัญญาเดิมอย่างเรียบง่าย เพราะว่าความจริงนี้ไม่มีอยู่จริง พระบิดาเจ้าได้ตรัสและความสัมพันธ์กับบรรดาผู้เผยพระวจนะและประชากรอิสราเอลเสมอ
ในปฐมกาล 1: 27 พวกเรากำลังเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่าพระเจ้าผู้ทรงไม่ได้ปรากฏแก่ตานั้นมีการใช้งานในสองลักษณะ ประการแรก พระเจ้าผู้ทรงเที่ยงแท้องค์เดียวเท่านั้นที่แสดงออกพระองค์เอง ณ ปฐมกาล ของการทรงสร้างในรูปแบบของมนุษย์ที่มองเห็นได้ ดังนั้นจึงมีคำเขียนว่า “ดังนั้นพระเจ้าจึงได้ทรงสร้างมนุษย์ตามพระฉายของพระองค์เอง ...”และประการที่สอง “... และพระวิญญาณของพระเจ้าได้ทรงเคลื่อนมาเหนือผิวน้ำ” ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีใครเคยคิดหรือพูดถึงบุคคลที่แตกต่างกัน ถ้าหากคุณต้องการดังนั้น คุณอาจจะเห็นได้โดยตรงในปฐมกาลวิธีการที่พระเจ้าได้ทรงเปิดเผยสำแดงพระองค์เองอยู่ในการปรากฏสำแดงที่แตกต่างกันในฐานะที่ได้กลายเป็นความจำเป็น รูปแบบการปรากฏมากมายในพันธสัญญาเดิมได้ถูกเรียกโดยผู้เชี่ยวชาญว่า การปรากฏทั้งหลายของพระเจ้า และในพันธสัญญาใหม่พระองค์ได้ทรงใช้รูปแบบของมนุษย์ด้วยพระองค์เอง
Available translations