Book
พระธรรมวิวรณ์ - ตราประทับทั้งเจ็ด?
Ewald Frank
Formats
Typ písma
Výška riadku
Medzera odseku
Veľkosť písma
Navigate
Kapitoly
expand_more
Navigate
Kapitoly
Navigate
Kapitoly
Jump to any chapter without leaving the reader.
Kapitola 20
บทที่ 19 - ความปิติยินดีในสวรรค์เพราะความพินาศของบาบิโลน การอภิเษกสมรสของพระเมษโปดก
20 / 25
ความปิติยินดีในสวรรค์เพราะความพินาศของบาบิโลน
การอภิเษกสมรสของพระเมษโปดก
ส่วนแรกของบทที่ 19 กล่าวถึงการอภิเษกสมรสของพระเมษโปดกและเจ้าสาวของพระองค์ แต่ในตอนแรกมีการอ้างอิงถึงการพิพากษาโดยที่พระเจ้าทรงแก้แค้นโลหิตของบรรดาผู้รับใช้ของพระองค์ ความปิติยินดีของบรรดาผู้ที่ได้รับการไถ่จำนวนมากในสวรรค์ถูกบันทึกว่า: “ฮาเลลูยา! ความรอด และสง่าราศี และพระเกียรติ และฤทธิ์เดชจงมีแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของพวกเรา
ด้วยว่าบรรดาการพิพากษาของพระองค์นั้นแท้จริงและชอบธรรม’ เพราะว่าพระองค์ได้ทรงพิพากษาหญิงโสเภณีผู้ยิ่งใหญ่นั้นแล้ว ซึ่งได้กระทำให้แผ่นดินโลกชั่วไปด้วยการล่วงประเวณีของนาง และ ได้ทรงแก้แค้นโลหิตของพวกผู้รับใช้ของพระองค์จากมือของผู้หญิงนั้นแล้ว
และคนเหล่านั้นกล่าวอีกว่า ฮาเลลูยา และควันของนางพลุ่งขึ้นตลอดไปเป็นนิตย์และเป็นนิตย์
และพวกผู้อาวุโสทั้งยี่สิบสี่คนกับสัตว์ทั้งสี่นั้น ก็ได้ทรุดตัวลงและนมัสการพระเจ้า ผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้น โดยกล่าวว่า อาเมน ฮาเลลูยา!
และมีเสียงออกมาจากพระที่นั่ง โดยกล่าวว่า จงสรรเสริญพระเจ้าของพวกเรา ท่านทั้งหลาย บรรดาผู้รับใช้ของพระองค์ และพวกท่านที่ยำเกรงพระองค์ ทั้งผู้น้อยและผู้ใหญ่” (19: 1-5)
บรรดาผู้มีชัยชนะในสวรรค์เหล่านี้ถูกรับออกไปจากความเศร้าโศกทั้งหมดบนแผ่นดินโลกและกลับคืนสู่วัยเยาว์ (โยบ 33: 25) ไม่มีความเศร้าโศกอีกต่อไป, ไม่มีความตาย, ไม่มีบาป, ไม่มีความเจ็บป่วย, ไม่มีความชรา มีแต่ความสุขสมบูรณ์แห่งสง่าราศีและความสุขนิรันดร์ “แต่ตามที่มีเขียนไว้แล้วว่า นัยน์ตาไม่ได้เห็น และหูไม่ได้ยิน และไม่เคยได้เข้าไปในใจของมนุษย์ สิ่งเหล่านั้นซึ่งพระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้สำหรับคนทั้งหลายที่รักพระองค์” (1 โครินธ์ 2: 9)
“และข้าพเจ้าได้ยินเสียงเหมือนเสียงของประชาชนเป็นอันมาก และเหมือนเสียงของน้ำมากหลาย และเหมือนเสียงของบรรดาฟ้าร้องสนั่น โดยกล่าวว่า ฮาเลลูยา! เพราะว่าองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้า ผู้ทรงฤทธานุภาพทั้งสิ้น ทรงครอบครองอยู่
ขอให้เราทั้งหลายยินดีและเปรมปรีดิ์และถวายพระเกียรติแด่พระองค์ เพราะว่าการอภิเษกสมรสของพระเมษโปดกมาถึงแล้ว และมเหสีของพระองค์ได้เตรียมตัวพร้อมแล้ว
และได้โปรดให้เธอแต่งกายในผ้าป่านเนื้อละเอียด สะอาดและสีขาว เพราะว่าผ้าป่านเนื้อละเอียดนั้นเป็นความชอบธรรมของพวกวิสุทธิชน” (วิวรณ์ 19: 6-8)
ในช่วงเวลาแห่งความทุกข์เวทนาบนแผ่นดินโลก เจ้าสาวอยู่ที่งานเลี้ยงอภิเษกสมรสกับเจ้าบ่าวแห่งสวรรค์ในรูปเธอที่ได้รับการเปลี่ยนแปลง พวกคนเหล่านี้เป็นบุตรหัวปี — เจ้าสาวของพระเมษโปดก เธอเป็นคนชอบธรรมโดยแท้จริง ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ และแต่งกายด้วยชุดผ้าลินินสีขาว ความชอบธรรมของพระเจ้าได้มอบคืนสู่เธอโดยทางพระเยซูคริสต์
ในมัทธิว บทที่ 25 พวกเราอ่านเกี่ยวกับการเสด็จมาของเจ้าบ่าวและพวกหญิงพรหมจารีที่ฉลาด กล่าวว่า “… และคนเหล่านั้นที่พร้อมอยู่แล้วก็ได้เข้าไปกับท่านในพิธีอภิเษกสมรสนั้น และประตูก็ปิด” (ข้อที่ 10)
ในมัทธิว บทที่ 22 มีการประกาศงานเลี้ยงพิธีสมรส พวกคนเหล่านั้นทุกคนซึ่งได้รับเชิญในช่วงเวลาต่างๆ กันก็ได้เข้ามาด้วยการขออภัยต่างๆ ในที่สุดห้องนั้นก็เต็มไปหมด ถ้าใครนำข้อพระคัมภีร์ตอนต่างๆ กับข้อส่วนร่วมทั่วไปข้อเดียว บรรดาหญิงพรหมจารีที่ฉลาด, เจ้าสาว และแขกทั้งหลายก็เหมือนกันเสมอ เพราะการอยู่บนสวรรค์ของพวกเขาจะมีเพียงแค่ช่วงงานเลี้ยงอภิเษกสมรสเท่านั้น บรรดาผู้ที่ได้รับการไถ่คือ พวกแขกที่นั่นและจะกลับมาพร้อมกับพระเยซูหลังจากนั้นเพื่อจะปกครองด้วยกับพระองค์บนแผ่นดินโลกในช่วงการครองราชย์พันปี ด้วยคำศัพท์ที่แตกต่างกันเหล่านี้ กลุ่มนี้จึงถูกแสดงให้เห็นในการเชื่อมต่อต่างๆ ในฐานะหญิงพรหมจารี พวกเขาจะมิอาจจะถูกแตะต้องได้, ในฐานะเจ้าสาว พวกเขาจะเป็นหนึ่งเดียวกับเจ้าบ่าว, ในฐานะแขกผู้ที่ได้รับการทรงเลือกสรรนั่งกับพระเยซูที่งานฉลองใหญ่ (มัทธิว 8: 11; ลูกา 13: 29)
“และทูตสวรรค์องค์นั้นกล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า จงเขียนไว้เถิดว่า คนทั้งหลายซึ่งได้รับเชิญมายังงานเลี้ยงอภิเษกสมรสของพระเมษโปดกจะได้รับพร และท่านกล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า สิ่งเหล่านี้เป็นบรรดาพระดำรัสแท้จริงของพระเจ้า
และข้าพเจ้าได้ทรุดตัวลงแทบเท้าของท่านเพื่อจะนมัสการท่าน และท่านได้กล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า ท่านอย่ากระทำสิ่งนั้นเลย! ข้าพเจ้าเป็นเพื่อนผู้รับใช้ของท่าน และของพวกพี่น้องของท่านที่ยึดถือคำพยานของพระเยซู จงนมัสการพระเจ้าเถิด ด้วยว่าคำพยานของพระเยซูนั้นเป็นวิญญาณแห่งการเผยพระวจนะ” (19: 9-10)
วิญญาณแห่งการเผยพระวจนะตกอยู่กับบรรดาผู้เผยพระวจนะที่ได้เผยพระวจนะถึงการเสด็จมาของพระผู้ไถ่ พระเยซูคริสต์ทรงเป็นจุดศูนย์กลางในแผนการแห่งความรอดของพระเจ้า คำพยานของพระองค์มีให้เห็นตลอดทั่วข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เสมือนด้ายสีแดง คำพยานของพระเยซูเป็น วิญญาณแห่งการเผยพระวจนะ - ไม่ใช่ของประทานแห่งการเผยพระวจนะ หลายคนมีบรรดาของประทานฝ่ายวิญญาณ แต่ที่นี่พวกเรากำลังกล่าวถึงคำพยานในตนเองอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูคริสต์ตามที่พระองค์ได้ประทานในวิวรณ์ 1: 8: “เราเป็นอัลฟาและโอเมกา เป็นปฐมและเป็นอวสาน พระเจ้าตรัสดังนี้ ผู้ทรงเป็นอยู่เดี๋ยวนี้ ผู้ได้ทรงเป็นอยู่ในกาลก่อน และผู้จะเสด็จมานั้น ผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด” ไม่มีใครสามารถพูดออกมาจากความเชื่อมั่นได้ว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า และหมายถึงของพระเจ้า เว้นแต่โดยประสบการณ์ส่วนตัวกับพระเจ้าซึ่งได้รับการเปิดเผยสำแดงผ่านพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทุกคนที่จะอยู่กับพระเจ้าในเวลานั้นมีการเปิดเผยสำแดงนี้ของพระเจ้าและคำพยานของพระเยซูคริสต์ ดั่งที่มันได้ถูกเปิดเผยสำแดงต่อยอห์นโดยพระวิญญาณ
การสู้รบครั้งสุดท้ายที่พระเจ้าทรงตัดสินด้วยพระองค์เอง
ในส่วนที่สองของบทที่ 19 พวกเราพบว่า พระเยซูของพวกเราเสด็จลงมาหลังงานเลี้ยงอภิเษกสมรสด้วยมงกุฎมากมายบนพระเศียรของพระองค์ ในฐานะที่ทรงเป็นผู้พิชิตผู้ยิ่งใหญ่ทรงขี่ม้าขาว บรรดากองทัพสวรรค์ติดตามพระองค์ไปร่วมรบในศึกสงครามครั้งสุดท้ายในวันของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เมื่อบ่อย่ำองุ่นถูกเหยียบย่ำ สิ่งที่พบและถูกทำนายไว้ในพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่หลายตอนจะสำเร็จได้ โดยไม่ต้องสงสัยในที่นี้ได้อธิบายการสู้รบครั้งสุดท้ายบนฝ่ายนี้ของการครองราชย์พันปี
“และข้าพเจ้าได้เห็นสวรรค์เปิดออก และดูเถิด มีม้าสีขาวตัวหนึ่ง และผู้ทรงม้านั้นมีพระนามว่า สัตย์ซื่อและสัตย์จริง และในความชอบธรรมพระองค์ทรงพิพากษาและกระทำสงคราม
พระเนตรของพระองค์เหมือนเปลวไฟ และบนพระเศียรของพระองค์มีมงกุฎหลายอัน และพระองค์ทรงมีพระนามจารึกไว้ที่ไม่มีผู้ใดรู้จักเลย นอกจากพระองค์เอง
และพระองค์ทรงฉลองพระองค์ที่จุ่มในเลือด และพระนามของพระองค์ถูกเรียกว่า พระวาทะของพระเจ้า
และเหล่าพลโยธาซึ่งอยู่ในสวรรค์ได้ตามเสด็จพระองค์ไปบนหลังบรรดาม้าสีขาว โดยสวมอาภรณ์ผ้าป่านเนื้อละเอียด สีขาวและสะอาด
และออกจากพระโอษฐ์ของพระองค์มีพระแสงอันคมเล่มหนึ่ง ซึ่งด้วยพระแสงนั้นพระองค์จะได้ทรงฟันฟาดบรรดาประชาชาติ และพระองค์จะทรงครอบครองประชาชาติเหล่านั้นด้วยคทาทำด้วยเหล็ก และพระองค์ทรงเหยียบบ่อย่ำองุ่นแห่งความดุเดือดและพระพิโรธของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์
และบนฉลองพระองค์ของพระองค์ และบนต้นพระอูรุของพระองค์ พระองค์ทรงมีพระนามจารึกไว้ว่า “พระมหากษัตริย์แห่งกษัตริย์ทั้งปวงและเจ้านายแห่งเจ้านายทั้งปวง” (19: 11-16)
ในเวลานั้นไม่ได้กล่าวถึงความรักและพระคุณของพระเจ้า มนุษยชาติที่มีชีวิตอยู่ในเวลานั้นจะละทิ้งความรักและพระคุณของพระองค์ พระองค์จึงทรงพระพิโรธ “และข้าพเจ้าได้เห็นทูตสวรรค์องค์หนึ่งยืนอยู่ในดวงอาทิตย์ และท่านร้องด้วยเสียงดัง โดยกล่าวแก่บรรดานกที่บินอยู่ในท่ามกลางท้องฟ้าอากาศว่า จงมาและรวมตัวกันสำหรับการเลี้ยงของพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่
เพื่อพวกเจ้าจะได้กินเนื้อของกษัตริย์ทั้งหลาย และเนื้อของพวกนายทหาร และเนื้อของบรรดาคนที่มีอำนาจ และเนื้อของบรรดาม้า และเนื้อของคนทั้งหลายที่นั่งบนม้าเหล่านั้น และเนื้อของมนุษย์ทั้งปวง ทั้งไทและทาส ทั้งผู้น้อยและผู้ใหญ่” (ข้อที่ 17-18)
ผู้เผยพระวจนะเอเสเคียลได้เห็นการสู้รบครั้งสุดท้ายนี้และบรรดากษัตริย์และกองทัพทั้งหลายที่จะเข้าร่วมในนั้น และได้ให้คำอธิบายเหมือนกัน: “และเจ้า บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย องค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรัสดังนี้ว่า จงพูดกับนกทุกชนิด และกับสัตว์ป่าทุกชนิดแห่งท้องทุ่งว่า พวกเจ้าจงชุมนุมกันและมาเถิด พวกเจ้าจงรวมตัวกันในทุกด้าน เพื่อมายังการถวายเครื่องบูชาของเรา ที่เราจัดให้พวกเจ้า เป็นการถวายเครื่องบูชาใหญ่บนภูเขาทั้งหลายแห่งอิสราเอล เพื่อพวกเจ้าจะกินเนื้อและดื่มโลหิต
พวกเจ้าจะกินเนื้อของคนที่มีอำนาจ และดื่มโลหิตของบรรดาประมุขแห่งแผ่นดินโลก ของบรรดาแกะตัวผู้ ของลูกแกะทั้งหลาย และของพวกแพะ กับของวัวหนุ่มทั้งหลาย ทั้งสิ้นเหล่านี้เป็นสัตว์อ้วนพีแห่งเมืองบาชาน
และพวกเจ้าจะกินไขมันจนพวกเจ้าอิ่มหนำ และดื่มโลหิตจนพวกเจ้าเมา ณ การถวายเครื่องบูชาของเราซึ่งเราได้จัดไว้เพื่อพวกเจ้า
ดังนั้นพวกเจ้าจะอิ่มหนำที่สำรับของเราด้วยม้าทั้งหลายและพวกผู้ขี่ม้า ด้วยคนที่มีอำนาจ และด้วยบรรดานักรบทั้งสิ้น’ องค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรัส” (39: 17-20)
ในขณะนั้นบุคคลสำคัญสองคนที่รับผิดชอบกล่าวคือ ผู้นำการเมืองและผู้นำศาสนาจะถูกโยนทิ้งไปทั้งเป็นลงไปในบึงไฟ “และข้าพเจ้าได้เห็นสัตว์ร้ายนั้น และบรรดากษัตริย์แห่งแผ่นดินโลก และกองทัพของกษัตริย์เหล่านั้น มารวมตัวกันเพื่อที่จะทำสงครามกับพระองค์ผู้ทรงม้า และกับพลโยธาของพระองค์
และสัตว์ร้ายนั้นถูกจับ และพร้อมกับสัตว์ร้ายนั้น ผู้เผยพระวจนะเท็จที่ได้กระทำการอัศจรรย์ทั้งหลายต่อหน้าสัตว์ร้ายนั้น ซึ่งด้วยการอัศจรรย์เหล่านั้นผู้เผยพระวจนะเท็จได้หลอกลวงคนทั้งหลายที่ได้รับเครื่องหมายของสัตว์ร้ายนั้น และคนทั้งหลายที่ได้บูชารูปจำลองของมัน ทั้งสองนี้ได้ถูกทิ้งทั้งเป็นลงในบึงไฟที่ไหม้ด้วยกำมะถัน” (วิวรณ์ 19: 19-20)
การสู้รบครั้งสุดท้ายนี้จะไม่มีเชลยศึกและไม่มีใครจะหลบหนีได้ กองทัพทั้งหมดที่อยู่ภายใต้อิทธิพลโดยตรงของซาตานจากทางเหนือสู่ดินแดนอิสราเอลจะไม่รอด “และคนที่เหลืออยู่นั้น ได้ถูกฆ่าเสียด้วยพระแสงของพระองค์ผู้ทรงม้านั้น ซึ่งพระแสงนั้นได้ออกมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์ และนกทั้งปวงเหล่านั้นก็อิ่มด้วยเนื้อของคนเหล่านั้น” (ข้อที่ 21)
“และเราจะพิพากษาเขาด้วยโรคระบาดและด้วยโลหิต และเราจะให้ฝนตกบนเขา และบนกองทัพทั้งหลายของเขา และบนประชาชนเป็นอันมากที่อยู่กับเขา เป็นฝนที่ท่วมท้น และบรรดาลูกเห็บใหญ่ ไฟ และกำมะถัน
เราจะแสดงตัวเราเองว่ายิ่งใหญ่ และสำแดงตัวเราเองว่าบริสุทธิ์เช่นนั้นแหละ และเราจะเป็นที่รู้จักในสายตาของประชาชาติเป็นอันมาก และพวกเขาจะทราบว่าเราคือพระยาห์เวห์” (เอเสเคียล 38: 22-23)
Available translations