Pred pokračovaním sa musíte prihlásiť alebo zaregistrovať.

Book

พระธรรมวิวรณ์ - ตราประทับทั้งเจ็ด?

Ewald Frank

library_books Kapitoly: 25 calendar_month 2. 8. 2021

Formats

Navigate

Kapitoly

expand_more

Navigate

Kapitoly

Jump to any chapter without leaving the reader.

คำนำ 1 บทที่ 1 - บทนำ “วันแห่งพระยาห์เวห์” ที่มาและความสำคัญของการเผยพระวจนะ 2 บทที่ 2 - คำเทศนาทั้งเจ็ดของพระเยซูผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์ 3 บทที่ 3 - คำเทศนาที่ห้า: ยุคปฏิรูป — เสริมกำลังผู้ที่อ่อนแอในความเชื่อ 4 บทที่ 4 - การเหลือบมองเข้าไปในสวรรค์ 5 บทที่ 5 - หนังสือลึกลับกับตราประทับทั้งเจ็ด 6 บทที่ 6 - การเปิดตราประทับทั้งหลาย การเปิดโปงอำนาจของผู้ต่อต้านพระคริสต์ มุมมองทั่วไป 7 บทที่ 7 - บรรดาคนยิวที่ได้รับการประทับตรา 8 บทที่ 8 - ตราประทับดวงที่เจ็ด 9 บทที่ 9 - ความทรมานซึ่งหาที่เปรียบมิได้ 10 บทที่ 10 - นิมิตระดับกลาง: หนังสือที่คลี่ออก พระเยซูในฐานะทูตสวรรค์แห่งพันธสัญญา 11 บทที่ 11 - นิมิตระดับกลางที่สอง: การวัดพระวิหารและ พันธกิจของพยานทั้งสอง 12 บทที่ 12 - ผู้หญิงที่มีดวงอาทิตย์เป็นอาภรณ์ พระคริสต์และประชากรของพระองค์ ซาตาน — มังกรแดงและผู้ติดตามของเขา 13 บทที่ 13 - นิมิตของดาเนียลในการทบทวนและความเกี่ยวข้องกับพระธรรมวิวรณ์ 14 บทที่ 14 - พระเมษโปดกกับ 144,000 คน ซึ่งได้รับการประทับตรา 15 บทที่ 15 - คำพิพากษาขันทั้งเจ็ด และฝูงชนที่ทะเลแก้ว 16 บทที่ 16 - เจ็ดขันแห่งพระพิโรธ: การพิพากษาครั้งสุดท้ายแห่งความเดือดดาลของพระเจ้า 17 บทที่ 17 - ผู้หญิงที่ขี่สัตว์ร้าย 18 บทที่ 18 - การล่มสลายของมหานครบาบิโลน 19 บทที่ 19 - ความปิติยินดีในสวรรค์เพราะความพินาศของบาบิโลน การอภิเษกสมรสของพระเมษโปดก 20 บทที่ 20 - การผูกมัดซาตาน 21 บทที่ 21 - การประกาศสวรรค์ใหม่และโลกใหม่ 22 บทที่ 22 - แม่น้ำแห่งชีวิตและบรรดาต้นไม้แห่งชีวิต 23 ภาคผนวก 24 บทส่งท้าย 25

Kapitola 21

บทที่ 20 - การผูกมัดซาตาน

21 / 25

การผูกมัดซาตาน

การเสร็จสิ้นของการฟื้นคืนชีพครั้งแรกโดยพวกมรณสักขี

ราชอาณาจักรพันปี

ในตอนต้นของบทที่ 20 พวกเราได้รับการบอกกล่าวว่าเกิดอะไรขึ้นกับซาตานผู้ยั่วยุให้เกิดความชั่วร้ายทั้งปวงและเป็นปฏิปักษ์ของพระเจ้า เขาจะถูกมัดและโยนทิ้งลงไป “และข้าพเจ้าเห็นทูตสวรรค์องค์หนึ่งลงมาจากสวรรค์ ท่านถือลูกกุญแจของเหวที่ไม่มีก้นเหวนั้นและถือโซ่ใหญ่

และท่านได้จับมังกรตนนี้ ซึ่งเป็นงูร้ายดึกดำบรรพ์ ผู้ซึ่งเป็นพญามารและซาตาน และล่ามมันไว้หนึ่งพันปี

และทิ้งมันลงไปในเหวที่ไม่มีก้นเหวนั้น และขังมันไว้ และประทับตราบนมัน เพื่อไม่ให้มันล่อลวงบรรดาประชาชาติได้อีกต่อไป จนครบกำหนดหนึ่งพันปีแล้วหลังจากนั้นจะต้องปล่อยมันออกไปชั่วขณะหนึ่ง” (20: 1-3)

ตามที่พวกเราได้เห็นในบทที่ 12 ซาตานและเหล่าสาวกของมันได้ถูกโยนลงมายังแผ่นดินโลกในเวลาของการขึ้นไปของเจ้าสาว ที่นี่พวกเราได้รับการบอกกล่าวว่า เขาจะถูกโยนออกไปจากแผ่นดินโลกลงไปในเหวที่ไม่มีก้นเหว ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์บอกพวกเราว่า บรรดาบริวารของพวกผู้สูงศักดิ์ทุกคน กล่าวคือ พวกคนเหล่านั้นที่เข้าข้างกับซาตานก็จะถูกลงโทษและถูกจับเข้าคุกด้วยเช่นกันกับพวกผู้ปกครองทั้งหมดที่ต่อต้านพระเจ้า (อิสยาห์ 24: 21-23) อ. เปาโลเขียนเกี่ยวกับอำนาจและอาณาเขตเหล่านี้ซึ่งพระเจ้าได้ทรงพิชิตและมีชัยชนะอย่างเปิดเผยในพระคริสต์แล้ว (โคโลสี. 2: 15) กองกำลังที่ถูกพิชิตของศัตรูเหล่านี้ยังคงมีอยู่ในอากาศ ดังนั้น อ. เปาโลจึงเขียนถึงบรรดาผู้เชื่อเพื่อต่อสู้กับสงครามฝ่ายวิญญาณนี้ว่า “เพราะว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับเนื้อหนังและเลือดแต่ต่อสู้กับเจ้าผู้ครอบครองอาณาจักร เจ้าผู้มีอำนาจ เจ้าผู้ปกครองความมืดแห่งโลกนี้ ต่อสู้กับบรรดาวิญญาณที่ชั่วในสถานฟ้าอากาศ” (เอเฟซัส 6: 12)

ในวิวรณ์ 20: 4 พวกเราคุ้นเคยกับสองเหตุการณ์ที่สำคัญมากซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่ยุคพันปีจะเริ่มต้น ประการแรกคือ การพิพากษาเบื้องต้น, จะมีอำนาจศาลเกิดขึ้น ประการที่สองคือ พวกคนเหล่านั้นที่เสียชีวิตในฐานะมรณสักขีในช่วงการข่มเหงจะกลับมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง “และข้าพเจ้าได้เห็นบัลลังก์หลายบัลลังก์ และพวกเขาผู้ที่นั่งบนบัลลังก์เหล่านั้น และทรงมอบให้เป็นผู้ที่จะพิพากษา และข้าพเจ้ายังได้เห็นจิตวิญญาณทั้งหลายของพวกเขาผู้ที่ถูกตัดศีรษะเพราะเป็นพยานของพระเยซู และเพราะพระวจนะของพระเจ้า และเป็นผู้ที่ไม่ได้บูชาทั้งสัตว์ร้ายตนนั้นหรือรูปของมัน และไม่ได้รับเครื่องหมายของมันไว้ที่หน้าผากของพวกเขาหรือที่มือของพวกเขา และพวกเขาได้กลับมีชีวิตขึ้นมาใหม่ และได้ครอบครองร่วมกับพระคริสต์เป็นเวลาหนึ่งพันปี"(ข้อที่ 4)

ในข้อความนี้พวกเราไม่พบการกล่าวถึงเรื่องการรับขึ้นไปหรืองานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำการอภิเษกสมรส เพราะสิ่งที่พวกเราอ่านในบทที่ 20 เกิดขึ้นหลังจากการรับขึ้นไปและงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำการอภิเษกสมรส พระวจนะของพระเจ้าสมบูรณ์แบบในทุกรายละเอียด ที่นี่พวกเราได้รับข้อมูลขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับบรรดามรณสักขีที่ยังคงสัตย์ซื่อในช่วงความทุกข์เวทนาและผู้ที่จะไม่รับเครื่องหมายนั้นหรือบูชารูปเคารพนั้น

การพิพากษาที่กล่าวถึงในที่นี้เกิดขึ้นก่อนที่ราชอาณาจักรจะเริ่มต้นและไม่ควรจะสับสนกับการพิพากษาบัลลังก์ขาวเมื่อพวกคนตายทั้งหมดจะลุกขึ้นและถูกพิพากษา

ผู้เผยพระวจนะดาเนียลเขียนคู่ขนานไปกับการพิพากษานี้และได้กล่าวไว้ดังต่อไปนี้ว่า “ข้าพเจ้าแลเห็นจนกระทั่งบัลลังก์ทั้งหลายถูกวางไว้ และผู้หนึ่งของยุคโบราณได้มาประทับ ฉลองพระองค์ขาวอย่างหิมะ พระเกศาที่พระเศียรของพระองค์เหมือนขนแกะบริสุทธิ์ พระบัลลังก์ของพระองค์เป็นเปลวเพลิง กงจักรของบัลลังก์นั้นเป็นไฟลุก

ธารไฟพุ่งออกและไหลออกมาต่อเบื้องพระพักตร์พระองค์ คนนับแสนๆ คนปรนนิบัติพระองค์ และคนนับร้อยล้านคนได้ยืนอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์พระองค์ การพิพากษาได้ถูกตั้งขึ้น และหนังสือทั้งหลายก็ถูกเปิดขึ้น ...

ข้าพเจ้าเห็นในนิมิตกลางคืนหลายนิมิต และดูเถิด มีท่านผู้หนึ่งเหมือนบุตรมนุษย์มาพร้อมกับบรรดาเมฆของฟ้าสวรรค์ และท่านมาหาพวกคนยุคโบราณนั้น และพวกเขานำท่านมาใกล้ต่อเบื้องพระพักตร์ของพระองค์

และราชอำนาจ และสง่าราศี และราชอาณาจักร ก็ได้มอบให้แก่ท่าน เพื่อบรรดาชนชาติ ประชาชาติทั้งปวง และภาษาทุกภาษาจะปรนนิบัติท่าน ราชอำนาจของท่านเป็นราชอำนาจนิรันดร์ซึ่งจะไม่สิ้นสุดไป และราชอาณาจักรของท่านเป็นอาณาจักรซึ่งจะไม่ถูกทำลายเลย” (ดาเนียล 7: 9-10 +13-14)

ถ้าหากพระเจ้าทรงปรากฏในฐานะที่ทรงเป็นองค์โบราณ มิได้หมายความว่า พระองค์ทรงเป็นคุณปู่ที่เหน็ดเหนื่อย; พระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณ พระองค์ไม่มีจุดเริ่มต้นและไม่มีจุดจบ ที่นี่พระองค์ทรงปรากฏในฐานะที่ทรงเป็นผู้พิพากษาในสิทธิอำนาจสูงสุดของพระองค์ ดังนั้นพระเกศาของพระองค์จึงขาวอย่างขนแกะ บรรดาตุลาการศาลสูงสุดได้

เลียนแบบและสวมวิกผมขาว พระลักษณะของพระเจ้าในลักษณะนี้ตามที่ผู้พิพากษาได้แสดงศักดิ์ศรีและสิทธิอำนาจของพระองค์ให้เห็น

ดั่งที่ปรากฏในวิวรณ์ ดังนั้นในดาเนียลจึงชัดเจนมากที่การพิพากษานี้จะเกิดขึ้น ณ จุดจบของยุคนี้ ผู้เผยพระวจนะดาเนียลเข้าสู่รายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับช่วงระยะสุดท้ายของอารยธรรมปัจจุบันและไม่ใช่ภายหลังการครองราชย์พันปี “จากนั้นข้าพเจ้าจึงได้แลเห็น เพราะเสียงพูดใหญ่ของเขาเล็กนั้น และเมื่อข้าพเจ้าได้แลเห็นจนกระทั่งสัตว์ร้ายตัวนั้นถูกสังหาร และศพก็ถูกทำลาย และมอบให้เผาเสียด้วยไฟ

ส่วนพวกสัตว์ร้ายที่เหลืออยู่นั้น อำนาจของพวกมันก็ถูกนำไปเสีย แต่ชีวิตของพวกมันนั้นยังคงอยู่ต่อไปให้ถึงฤดูหนึ่งและวาระหนึ่ง

ข้าพเจ้าเห็นในนิมิตกลางคืนหลายนิมิต และดูเถิด มีท่านผู้หนึ่งเหมือนบุตรมนุษย์มาพร้อมกับบรรดาเมฆของฟ้าสวรรค์ และท่านมาหาพวกคนยุคโบราณนั้น พวกเขานำท่านมาใกล้ต่อเบื้องพระพักตร์ของพระองค์

และราชอำนาจ สง่าราศี กับราชอาณาจักร ก็ได้มอบให้แก่ท่าน เพื่อบรรดาชนชาติ ประชาชาติทั้งปวงและภาษาทุกภาษกจะปรนนิบัติท่าน ราชอำนาจของท่านเป็นราชอำนาจนิรันดร์ซึ่งจะไม่สิ้นสุดไป และราชอาณาจักรของท่านเป็นราชอาณาจักรซึ่งจะไม่ถูกทำลายเลย” (7: 11-14)

พระเยซูคริสต์ผู้ทรงสำแดงพระองค์เองในฐานะบุตรมนุษย์จะทรงครอบครองและทรงนั่งบนบัลลังก์แห่งพระสิริของพระองค์ "เมื่อบุตรมนุษย์จะเสด็จมาในสง่าราศีของพระองค์ และพร้อมกับเหล่าทูตสวรรค์อันบริสุทธิ์ทั้งปวง จากนั้นพระองค์จะประทับบนพระที่นั่งแห่งพระสิริของพระองค์

และบรรดาประชาชาติทั้งหมดจะมาประชุมพร้อมกันต่อเบื้องพระพักตร์พระองค์ และพระองค์จะทรงแยกพวกเขาทั้งหลายออกจากกันโดยแยกพวกหนึ่งออกจากอีกพวกหนึ่ง เหมือนอย่างผู้เลี้ยงแกะแยกพวกแกะของเขาออกจากพวกแพะ” (มัทธิว 25: 31-32)

ในดาเนียล หนังสือทั้งหลายถูกเปิดออก แต่ไม่ใช่หนังสือแห่งชีวิต ที่นั่นพวกเราอ่านเกี่ยวกับพวกสัตว์ร้ายที่เวลาของพวกมันถูกกำหนดไว้แล้วสำหรับปีนั้นและวันนั้น บุตรมนุษย์ยังปรากฏต่อพวกคนสมัยโบราณอีกด้วยเช่นกัน ได้รับฤทธิ์อำนาจและสง่าราศีและราชอาณาจักรซึ่งจะคงอยู่ตลอดไปเป็นนิตย์ สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดไม่มีอยู่ในข้อความที่เกี่ยวกับการพิพากษาครั้งสุดท้าย เนื้อหาในดาเนียลและในมัทธิวนั้นกล่าวถึงพวกเขาเอง ในบทที่ 7 แม้กระทั่งกล่าวถึงสามปีครึ่งของการข่มเหง ต่อมาอาณาจักรของโลกนี้จะสิ้นสุดลงและราชอาณาจักรแห่งสวรรค์จะถูกสถาปนาไว้บนแผ่นดินโลก

“และท่านจะพูดถ้อยคำกล่าวร้ายองค์ผู้สูงสุด และจะทำให้บรรดาวิสุทธิชนขององค์ผู้สูงสุดนั้นอิดหนาระอาใจ และจะคิดเปลี่ยนแปลงบรรดาวาระและพระราชบัญญัติ และเขาทั้งหลายจะถูกมอบไว้ในมือของท่านจนกระทั่งหนึ่งวาระ สองวาระ กับครึ่งวาระ

แต่การพิพากษาก็จะขึ้นนั่งบัลลังก์ และพวกเขาจะนำอำนาจของท่านออกไปเสีย เพื่อจะเผาผลาญและทำลายเสียให้สิ้นสุด

และอาณาจักรและอำนาจ และความยิ่งใหญ่แห่งบรรดาอาณาจักรภายใต้ฟ้าสวรรค์ทั้งสิ้น จะต้องถูกมอบไว้ให้แก่บรรดาวิสุทธิชนขององค์ผู้สูงสุดนั้น ซึ่งราชอาณาจักรของท่านจะเป็นราชอาณาจักรนิรันดร์ และราชอำนาจทั้งสิ้นจะปรนนิบัติและเชื่อฟังท่าน” (ดาเนียล 7: 25-27) สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดไม่ได้ใช้ในการพิพากษาครั้งสุดท้าย เพราะว่าจากนั้นจึงจะเป็นการเริ่มต้นใหม่บนแผ่นดินโลกใหม่ทั้งหมด

ในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ยังมิได้กล่าวเกี่ยวกับการฟื้นคืนชีพทั่วไปหรือการลงโทษครั้งสุดท้ายในบึงไฟ แต่กล่าวถึงบุตรมนุษย์ซึ่งจะทรงพิพากษาระหว่างพวกอาณาจักรฝ่ายโลก ก่อนที่พระองค์จะทรงเริ่มต้นราชอาณาจักรสวรรค์ของพระองค์บนแผ่นดินโลก

เช่นเดียวกับมัทธิว บทที่ 25 จากข้อที่ 31 ที่หนังสือแห่งชีวิตมิได้ถูกเปิดเหมือนกับหนังสือที่การพิพากษาบัลลังก์ขาวจะได้ถูกเปิดออก ข้อพระคัมภีร์สองข้อนี้ถูกตีความผิดเพื่อเป็นการอ้างถึงการพิพากษาบัลลังก์ขาว นั่นคือเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน หลักฐานเพิ่มเติมคือไม่ใช่ปัจเจกบุคคล แต่เป็นประชาชาติที่ถูกพิพากษาที่เป็นชนิดหรือพวกคนที่ไม่ได้เป็นพวกพี่น้อง, พวกคนยิว ในช่วงเวลาของการข่มเหงของพวกเขา สิ่งนี้จะเกิดขึ้นก่อนที่ราชอาณาจักรจะเริ่มต้น เพราะฉะนั้น พระมหากษัตริย์คือพระองค์ผู้เดียวพูดที่นี่ไม่ใช่ผู้พิพากษา: “จากนั้นจอมกษัตริย์จะตรัสแก่บรรดาผู้ที่อยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์ว่า ‘ท่านทั้งหลายที่ได้รับพระพรจากพระบิดาของเรา จงมารับราชอาณาจักรซึ่งได้ตระเตรียมไว้สำหรับท่านทั้งหลายตั้งแต่แรกสร้างโลกเป็นมรดก ...

และจอมกษัตริย์จะทรงตอบและตรัสแก่พวกเขา ...” (มัทธิว 25: 34-40) การครองราชย์ราชอาณาจักรคือ ยุคพันปี ไม่ใช่นิรันดร์กาล (1 โครินธ์ 15: 25)

ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ยังได้กล่าวถึงการพิพากษานี้ว่า “และพระองค์จะทรงพิพากษาท่ามกลางบรรดาประชาชาติ และจะทรงตำหนิพวกคนทั้งหลายเป็นอันมาก และเขาทั้งหลายจะตีดาบของพวกเขาให้เป็นผาลไถนา และหอกของพวกเขาให้เป็นขอลิด ชนชาติจะไม่ยกดาบต่อสู้ชนชาติกันอีก พวกเขาจะไม่ศึกษาการสงครามอีกต่อไป” (อิสยาห์ 2: 4)

ในการพิพากษานี้อัครสาวกทั้งสิบสองคนจะนั่งด้วยกับพระเจ้าของพวกเขาและพิพากษาสิบสองเผ่าของอิสราเอล “และพระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ในโลกใหม่คราวเมื่อบุตรมนุษย์จะนั่งบนพระที่นั่งแห่งสง่าราศีของพระองค์นั้น พวกท่านที่ได้ติดตามเรามาจะได้นั่งบนบัลลังก์สิบสองที่ พิพากษาชนอิสราเอลสิบสองเผ่า” (มัทธิว 19: 28)

พวกคนของพระเจ้าจากบรรดาประชาชาติจะนั่งด้วยกับพระองค์และจะพิพากษาประชาชาติก่อนการปกครอง “ท่านไม่รู้หรือว่า บรรดาวิสุทธิชนจะพิพากษาโลก? และถ้าหากพวกท่านจะพิพากษาโลก ท่านไม่สมควรจะพิพากษาความเรื่องเล็กน้อยที่สุดหรือ?” (1 โครินธ์ 6: 2) กับพระเจ้าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นในเวลาที่ถูกต้อง สิ่งที่หมายถึงคืออยู่ที่งานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำการอภิเษกสมรสจะเกิดขึ้นที่นั่น เช่นเดียวกันกับกรณีระหว่างการครองราชย์พันปีและการพิพากษาทั้งหลายที่แตกต่างกัน

บรรดามรณสักขีจากความทุกข์เวทนาครั้งใหญ่เป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นคืนชีพครั้งแรกและจะเข้าร่วมในราชอาณาจักร บรรดาผู้เชื่อทุกคนพึงมุ่งหมายที่จะสัตย์ซื่อถึงความตายเพราะว่าไม่มีใครรู้ว่าจะถูกพบในกลุ่มใด ถ้าหากผู้ใดเป็นส่วนหนึ่งของเจ้าสาวที่ได้รับการทรงเลือก หรือส่วนหนึ่งของคริสตจักรที่ได้รับการทรงเรียก — ความสัตย์ซื่อจะได้รับเกียรติด้วยกับทุกคน

บรรดาผู้เชื่อทุกคนที่จะไม่อยู่ในกลุ่มที่ได้รับการทรงเลือกของบุตรหัวปีและดังนั้นจึงจะไม่อยู่ในการรับขึ้นไปและงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำการอภิเษกสมรส จำเป็นต้องยังคงอยู่ในความสัตย์ซื่อเพราะความหวังว่าแม้แต่การผ่านความทุกข์เวทนาที่พวกเขาจะมีส่วนร่วมในการครองราชย์ราชอาณาจักร (เปรียบเทียบวิวรณ์ที่ 7 ส่วนที่สอง)

บรรดามรณสักขีชาวยิวในตราประทับดวงที่ 5 จะรอจนกระทั่งถึงเวลาที่พวกคนที่เหลืออยู่จะถูกสังหารเหมือนกันกับพวกเขา ในทั้งสองแห่งคำสำคัญคือ“จิตวิญญาณทั้งหลาย” “… จิตวิญญาณทั้งหลายของพวกเขาที่ถูกสังหารเพื่อพระวจนะของพระเจ้า”— “… และข้าพเจ้ายังได้เห็นจิตวิญญาณทั้งหลายของพวกเขาที่ถูกตัดศีรษะเพราะเป็นพยานของพระเยซู และเพราะพระวจนะของพระเจ้า …”(6: 9 + 20: 4) ไม่ว่าพวกเราจะมองการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์และพวกคนเหล่านั้นที่ฟื้นขึ้นมาพร้อมกับพระองค์ตามมัทธิว บทที่ 27 หรือการฟื้นคืนชีพในการเสด็จกลับมาของพระคริสต์ (1 โครินธ์ 15; 1 เธสะโลนิกา 4 a. o.) หรือกลุ่มนั้นในจุดจบของความทุกข์เวทนา – ทุกคนที่มาจากการเสด็จมาครั้งแรกของพระเยซูจนถึงจุดเริ่มต้นการครองราชย์พันปี พวกผู้ที่ฟื้นขึ้นมานั้นเป็นของ "การฟื้นคืนชีพครั้งแรก"

“แต่พวกคนที่เหลือของพวกผู้ที่ตายไปแล้วไม่ได้กลับมีชีวิตอีกครั้งหนึ่งจนกว่าจะครบกำหนดพันปี นี่แหละคือการฟื้นจากความตายครั้งแรก

ผู้ใดที่ได้มีส่วนในการฟื้นจากความตายครั้งแรกก็เป็นสุขและบริสุทธิ์ ความตายครั้งที่สองจะไม่มีอำนาจเหนือคนเหล่านั้น แต่พวกเขาจะเป็นบรรดาปุโรหิตของพระเจ้าและของพระคริสต์ และจะครอบครองร่วมด้วยกับพระองค์ตลอดเวลาพันปี” (วิวรณ์ 20: 5-6) ในขณะนั้นจำนวนของพวกคนเหล่านั้นที่เป็นของการฟื้นคืนชีพครั้งแรกก็เสร็จสมบูรณ์

ในข้อที่ 7-9 พวกเราได้รับการบอกกล่าวอย่างย่อๆ ว่า จะเกิดอะไรขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ ที่จุดจบของการครองราชย์พันปี “และครั้นพันปีล่วงไปแล้ว ซาตานจะถูกปล่อยออกมาจากคุกที่ขังมันไว้

และมันจะออกไปล่อลวงบรรดาประชาชาติทั้งสี่ทิศของแผ่นดินโลก คือโกกและมาโกก ให้พวกเขามาชุมนุมกันทำศึกสงคราม จำนวนคนเหล่านั้นมากมายดุจเม็ดทรายที่ทะเล

และพวกเขายกขบวนออกไปทั่วแผ่นดินโลก และล้อมค่ายของพวกวิสุทธิชน และเมืองอันเป็นที่รักนั้นไว้ และไฟได้ตกลงมาจากพระเจ้าออกจากฟ้าสวรรค์ และเผาผลาญพวกเขา”

ทันทีที่ซาตานออกมาจากเหวที่ไม่มีก้นเหว มันก็จะตรงไปหลอกลวงบรรดาประชาชาติเหล่านั้นบนแผ่นดินโลกที่ไม่เชื่อ ในระหว่างยุคราชอาณาจักรพวกเขาถูกปกครองด้วยสันติภาพ แต่เพราะว่าพวกเขาไม่เคยมีประสบการณ์ความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระเจ้า มิได้ตระหนักถึงการกลับคืนดีของพวกเขาในพระคริสต์ พวกเขาจึงยังคงแยกออกจากพระองค์ แน่นอนว่าจากนั้นความหายนะสุดท้ายก็มาถึงซาตานและพวกคนเหล่านั้นที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของมัน

“… และไฟได้ตกลงมาจากพระเจ้าออกจากฟ้าสวรรค์ และเผาผลาญพวกเขา

และพญามารที่ล่อลวงเขาเหล่านั้นก็ถูกโยนลงไปในบึงไฟและกำมะถัน ที่ซึ่งสัตว์ร้ายและผู้พยากรณ์เท็จอยู่นั้น” สัตว์ร้ายและผู้พยากรณ์เท็จนั้นได้ถูกทิ้งลงไปในบึงไฟแล้ว (19: 20)

ทีมตรีเอกานุภาพที่ไม่มีใครเหมือนนี้: ซาตาน, สัตว์ร้าย, ผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จ จากนั้นจึงรวมเข้าด้วยกันกับพวกคนเหล่านั้นที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของพวกเขา พวกเขาหายไปในบึงไฟ พวกเราจะทั้งไม่ได้ยินหรือเห็นพวกเขาอีกต่อไป

การฟื้นคืนชีพครั้งที่สองและการพิพากษาครั้งสุดท้าย

ในวิวรณ์ 20: 11-15 พวกเราพบคำอธิบายของการพิพากษาครั้งสุดท้าย ข้อความนี้พูดได้เต็มปาก และเหมือนกับบทอื่นๆ ในข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ มันไม่จำเป็นต้องการคำอธิบายใดๆ “และข้าพเจ้าได้เห็นบัลลังก์ใหญ่สีขาว และเห็นพระองค์ผู้ประทับบนบัลลังก์นั้น และแผ่นดินโลกและฟ้าอากาศก็อันตรธานไปจากพระพักตร์พระองค์ และไม่มีที่อยู่สำหรับพวกเขาเลย

และข้าพเจ้าได้เห็นบรรดาผู้ที่ตายแล้ว ทั้งผู้น้อยและผู้ใหญ่ ยืนอยู่จำเพาะพระพักตร์พระเจ้า และหนังสือทั้งหลายก็เปิดออก และหนังสืออีกเล่มหนึ่งก็เปิดออกด้วยคือ หนังสือแห่งชีวิต และพวกคนที่ตายไปแล้วก็ถูกพิพากษาตามข้อความที่จารึกไว้ในหนังสือเหล่านั้น ตามการกระทำของพวกเขา

และทะเลก็ส่งคืนคนทั้งหลายที่ตายไปในทะเล และความตายและนรกก็ส่งคืนพวกคนที่ตายไปแล้วซึ่งอยู่ในที่เหล่านั้น และพวกเขาก็ถูกพิพากษาตามการกระทำของตนหมดทุกคน

และความตายและนรกก็ถูกผลักทิ้งลงไปในบึงไฟ นี่คือ ความตายครั้งที่สอง

และผู้ใดก็ตามที่ไม่มีชื่อจดไว้ในหนังสือแห่งชีวิต ผู้นั้นก็ถูกทิ้งลงไปในบึงไฟ”

ในการพิพากษาครั้งสุดท้ายนี้ ยังมีพวกคนเหล่านั้นที่ชื่อของพวกเขาถูกพบในหนังสือแห่งชีวิต พวกเขาได้รับชีวิตนิรันดร์ในขณะที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินโลก ดังนั้นการตายครั้งที่สองจึงไม่มีอำนาจเหนือพวกเขา ความตายครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อจิตวิญญาณละไปจากร่างกาย; ความตายครั้งที่สองเกิดขึ้นเมื่อวิญญาณละไปจากจิตวิญญาณ เมื่อนั้นก็จะสำเร็จ“จิตวิญญาณใดที่ทำบาปจะต้องตาย” (เอเสเคียล 18: 4) บาปที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงการล้ำเส้นพระราชบัญญัติของพระเจ้า และกลายเป็นความผิดส่วนตัวต่อพระพักตร์พระเจ้า เพราะทุกคนทำบาปและเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า พวกเรากำลังกล่าวถึงบาปมหันต์ของความไม่เชื่อซึ่งพระเยซูของพวกเรากล่าวว่า "เราจึงบอกท่านทั้งหลายว่า ท่านจะตายในการบาปของท่าน เพราะว่าถ้าท่านมิได้เชื่อว่าเราเป็นผู้นั้น ท่านจะต้องตายในการบาปของตัว” (ยอห์น 8: 24) บาปแห่งความไม่เชื่อคือ สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้คนบางคนตายในบาปที่เขามีชีวิตอยู่ รางวัลสำหรับความเชื่อในการงานที่ทำสำเร็จแล้วของการไถ่คือ การยกโทษให้อภัยทั้งหมด, การทำให้ชอบธรรม และชีวิตนิรันดร์

เฉพาะในพระคริสต์เท่านั้นที่พระเจ้าทรงเปิดเผยสำแดงพระองค์เองเพื่อจะทรงช่วยพวกเราให้รอด และเฉพาะโดยความเชื่อในพระองค์ พวกเราจะสามารถรับความรอดได้ “และนี่แหละเป็นพยานหลักฐานนั้นว่า พระเจ้าได้โปรดประทานชีวิตนิรันดร์ให้แก่พวกเรา และชีวิตนี้มีอยู่ในพระบุตรของพระองค์

ผู้ที่มีพระบุตรก็มีชีวิต และผู้ที่ไม่มีพระบุตรของพระเจ้าก็ไม่มีชีวิต” (1 ยอห์น 5: 11-12)

ผู้ใดก็ตามที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินโลกและไม่ได้มีส่วนร่วมในการฟื้นคืนพระชนม์ครั้งแรก จะยืนต่อหน้าการพิพากษาครั้งสุดท้าย พวกเขาจะถูกพิพากษาตามการงานของพวกเขาที่ได้กระทำในช่วงชีวิตของพวกเขา มีพวกคนเหล่านั้นที่เชื่อในพระคริสต์ และพวกคนเหล่านั้นที่ไม่เชื่อ ผู้ใดก็ตามที่ไม่ได้ถูกพบเขียนไว้ในหนังสือแห่งชีวิตจะถูกโยนลงในบึงไฟ นั่นคือความตายครั้งที่สองซึ่งไม่มีชีวิตอยู่ในนั้น พวกเราจะไม่ได้เห็นพวกเขาอีกครั้งหนึ่ง พระเจ้าจะทรงสร้างการเริ่มต้นใหม่บนแผ่นดินโลกใหม่กับลูกๆ ทุกคนของพระองค์

Available translations