Book

พระธรรมวิวรณ์ - ตราประทับทั้งเจ็ด?

Ewald Frank

library_books Kapitoly: 25 calendar_month 2. 8. 2021

Formats

Navigate

Kapitoly

expand_more

Navigate

Kapitoly

Jump to any chapter without leaving the reader.

คำนำ 1 บทที่ 1 - บทนำ “วันแห่งพระยาห์เวห์” ที่มาและความสำคัญของการเผยพระวจนะ 2 บทที่ 2 - คำเทศนาทั้งเจ็ดของพระเยซูผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์ 3 บทที่ 3 - คำเทศนาที่ห้า: ยุคปฏิรูป — เสริมกำลังผู้ที่อ่อนแอในความเชื่อ 4 บทที่ 4 - การเหลือบมองเข้าไปในสวรรค์ 5 บทที่ 5 - หนังสือลึกลับกับตราประทับทั้งเจ็ด 6 บทที่ 6 - การเปิดตราประทับทั้งหลาย การเปิดโปงอำนาจของผู้ต่อต้านพระคริสต์ มุมมองทั่วไป 7 บทที่ 7 - บรรดาคนยิวที่ได้รับการประทับตรา 8 บทที่ 8 - ตราประทับดวงที่เจ็ด 9 บทที่ 9 - ความทรมานซึ่งหาที่เปรียบมิได้ 10 บทที่ 10 - นิมิตระดับกลาง: หนังสือที่คลี่ออก พระเยซูในฐานะทูตสวรรค์แห่งพันธสัญญา 11 บทที่ 11 - นิมิตระดับกลางที่สอง: การวัดพระวิหารและ พันธกิจของพยานทั้งสอง 12 บทที่ 12 - ผู้หญิงที่มีดวงอาทิตย์เป็นอาภรณ์ พระคริสต์และประชากรของพระองค์ ซาตาน — มังกรแดงและผู้ติดตามของเขา 13 บทที่ 13 - นิมิตของดาเนียลในการทบทวนและความเกี่ยวข้องกับพระธรรมวิวรณ์ 14 บทที่ 14 - พระเมษโปดกกับ 144,000 คน ซึ่งได้รับการประทับตรา 15 บทที่ 15 - คำพิพากษาขันทั้งเจ็ด และฝูงชนที่ทะเลแก้ว 16 บทที่ 16 - เจ็ดขันแห่งพระพิโรธ: การพิพากษาครั้งสุดท้ายแห่งความเดือดดาลของพระเจ้า 17 บทที่ 17 - ผู้หญิงที่ขี่สัตว์ร้าย 18 บทที่ 18 - การล่มสลายของมหานครบาบิโลน 19 บทที่ 19 - ความปิติยินดีในสวรรค์เพราะความพินาศของบาบิโลน การอภิเษกสมรสของพระเมษโปดก 20 บทที่ 20 - การผูกมัดซาตาน 21 บทที่ 21 - การประกาศสวรรค์ใหม่และโลกใหม่ 22 บทที่ 22 - แม่น้ำแห่งชีวิตและบรรดาต้นไม้แห่งชีวิต 23 ภาคผนวก 24 บทส่งท้าย 25

Kapitola 2

บทที่ 1 - บทนำ “วันแห่งพระยาห์เวห์” ที่มาและความสำคัญของการเผยพระวจนะ

2 / 25

บทนำ

“วันแห่งพระยาห์เวห์”

ที่มาและความสำคัญของการเผยพระวจนะ

ยอห์นผู้มองเห็นมาถึงเกาะปัทมอสเพราะพระวจนะของพระเจ้าและสำหรับคำพยานของพระเยซูที่นั่นเขาถูกรับขึ้นไปในพระวิญญาณของพระเจ้าเหมือนอยู่ในภวังค์ เขาได้เห็นเหตุการณ์ต่างๆ ที่สำคัญที่สุดซึ่งเกี่ยวข้องกับแผนการแห่งความรอดเกิดขึ้นวันแห่งพระยาห์เวห์วันแห่งพระยาห์เวห์ได้อธิบายไว้อย่างละเอียดในพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ การยืนยันว่าวันแห่งพระยาห์เวห์เป็นวันสะบาโต หรือวันอาทิตย์นั้นเป็นการเข้าใจผิดและใช้ไม่ได้ วันแห่งพระยาห์เวห์เป็นช่วงของเวลาซึ่งตามวันแห่งพระคุณและความรอด(อิสยาห์ 49: 8; 2 โครินธ์ 6: 2; ฮีบรู 4: 7) — วันที่เจ็ดในการนับเวลาอันศักดิ์สิทธิ์ พระเจ้าทรงนับตามการเผยพระวจนะ โดยจัดการกับวันทั้งหลายเหมือนที่พวกเราทำกับปีทั้งหลาย ด้วยวันเดียวของพระเจ้าก็เหมือนหนึ่งพันปีของพวกเรา “แต่พวกที่รัก อย่าลืมข้อนี้เสียคือ วันเดียวขององค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นเหมือนกับพันปี และพันปีก็เป็นเหมือนกับวันเดียว” (2 เปโตร 3: 8; สดุดี 90: 4)

ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของเวลา พวกเราจัดการกับเจ็ดวันเช่นนั้นที่พระเจ้าได้ทรงมอบให้มนุษย์ ประมาณการคร่าวๆ สองวันดังกล่าวคือสองพันปีที่ล่วงไปจากอาดัมถึงอับราฮัม จากนั้นอีกสองพันปีจากอับราฮัมถึงพระคริสต์ และตอนนี้พวกเราประสบจุดจบของสองวันสุดท้ายที่ซึ่งพระวิญญาณของพระเจ้ากำลังทำการงานบนแผ่นดินโลกในช่วงสองพันปีของยุคพระคุณที่ได้รับการจัดสรรไว้ให้แก่พวกเรา (กิจการ 2: 17) วันที่เจ็ดจะเป็นช่วงแห่งการครองราชย์พันปีของพระคริสต์บนแผ่นดินโลกเป็นเวลาหนึ่งพันปี (วิวรณ์ บทที่ 20)

ก่อนวันแห่งพระยาห์เวห์จะมาถึง พระเจ้าได้ทรงสัญญาว่าจะทรงส่งผู้เผยพระวจนะเอลียาห์ (มาลาคี 4: 5-6) วันแห่งพระยาห์เวห์, ช่วงสุดท้ายของเวลาประกอบด้วยหนึ่งพันปี จะถูกนำเข้ามาซึ่งการพิพากษาที่จุดสูงสุดจะอยู่ที่การต่อสู้ของสงครามอารมาเกดโดน (วิวรณ์ 16: 12–16; 19: 11-21; เอเสเคียล 38: 20+23; โยเอล 3: 9-17 ก.) สำหรับพวกคนอธรรม วันนั้นจะปราศจากความเมตตา วันแห่งบ่วงพระพิโรธและพระพิโรธ เมื่อมันจะสำเร็จ “ดวงอาทิตย์จะกลายเป็นความมืด ดวงจันทร์เป็นเลือดก่อนวันใหญ่ยิ่งและน่าสยดสยองวันแห่งพระยาห์เวห์จะมาถึง”(โยเอล 2: 31) ดูอิสยาห์ 13; เอเสเคียล 30: 3; โยเอล 2: 1-2; โยเอล 3: 14; เศฟันยาห์ 1: 14-15; กิจการ 2: 20; 2 เปโตร 3; 10; วิวรณ์ 6: 12-17 ด้วยเช่นกัน

วันที่เจ็ด – การครองราชย์พันปี – คือส่วนที่เหลือของวันแห่งพระเจ้า เมื่อสิ้นสุดวันนั้น ซาตานจะขึ้นมาช่วงเวลาหนึ่งและรวบรวมบรรดาประชาชาติให้มาอยู่ภายใต้การนำของโกกและมาโกก สำหรับการต่อสู้ครั้งสุดท้าย จากนั้นกองกำลังอธรรมทั้งหมดจะถูกทำลาย (วิวรณ์ 20: 7-10) หลังจากนั้นตามการพิพากษาครั้งสุดท้ายซึ่งเรียกว่า “การพิพากษาบัลลังก์ขาว” และจากนั้นจึงเข้ามาในการดำรงอยู่ของสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่และกาลเวลาผสานเข้าด้วยกันสู่นิรันดร

ก่อนวันแห่งความรอด, พระเจ้าได้ทรงส่งทูตสวรรค์ของพระองค์ในบุคคลของยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาผู้ที่ได้จัดเตรียมหนทางของพระองค์ (มาลาคี 3: 1; มัทธิว 11: 10 ) พระองค์ทรงทำพันธกิจของพระองค์ด้วยวิญญาณและฤทธิ์อำนาจของเอลียาห์ ที่จะหันจิตใจของพวกคนเหล่านั้นผู้ที่อยู่ในความเชื่อของบรรพบุรุษในพันธสัญญาเดิมมายังการเริ่มต้นใหม่ของบุตรทั้งหลายแห่งพันธสัญญาใหม่ (มาลาคี 4: 5ก; ลูกา 1: 17) “ท่านผู้นี้มาเพื่อเป็นพยาน เพื่อเป็นพยานถึงความสว่างนั้น เพื่อคนทั้งปวงจะได้มีความเชื่อเพราะท่าน” (ยอห์น 1: 7) พระองค์ได้ทรงเชื่อมพันธสัญญาเดิมสู่พันธสัญญาใหม่ (ลูกา 16: 16) จงเตรียมมรรคาของพระยาห์เวห์และทำเส้นทางของพระเจ้าของพวกเราให้ตรง (อิสยาห์ 40: 3; มาระโก 1: 1-4)

ผู้เผยพระวจนะที่จะมาก่อนที่วันแห่งพระยาห์เวห์จะมาถึง ต้องมีพันธกิจของเขาตอนนี้, ณ จุดสิ้นสุดของวันแห่งความรอดในยุคคริสตจักรสุดท้ายนี้เพื่อจะเปลี่ยนใจของบุตรทั้งหลายในพันธสัญญาใหม่ให้กลับไปสู่พันธสัญญาของบรรพบุรุษอัครสาวก (มาลาคี 4: 5ข) พระคัมภีร์ไบเบิลของพระองค์บนพันธกิจจะนำคริสตจักรที่แท้จริงของพระเจ้ากลับคืนสู่ความเชื่อดั้งเดิมโดยการฟื้นฟูทุกสิ่งทุกอย่างตามที่เคยเป็นอยู่ในตอนแรก ด้วยการเคลื่อนไหวอันทรงฤทธานุภาพของ

พระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งข้อพระคัมภีร์เรียกว่า “ฝนปลายฤดู” เธอจะถูกวางกลับเข้าสู่ระเบียบอันศักดิ์สิทธิ์ของเธอ (ยากอบ 5: 7-8) พระเยซูพระองค์เองได้ทรงกล่าวถึงพันธกิจนี้ในอนาคตว่า "เอลียาห์ต้องมาก่อนจริง และทำให้สิ่งทั้งปวงคืนสู่สภาพเดิม”(มัทธิว 17: 11) พระองค์ยังทรงยืนยันส่วนที่อ้างถึงพันธกิจของยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาที่ได้เกิดขึ้นแล้วอีกด้วย (ข้อ 12-13) เมื่อยอห์นได้เริ่มต้นด้วยพันธกิจของเขา เขาถูกถามคำถามสามข้อ หนึ่งในนั้นคือ “ถ้าเช่นนั้นท่านเป็นใครเล่า ท่านเป็นเอลียาห์หรือ? และท่านตอบว่า ข้าพเจ้าไม่ใช่เอลียาห์” (ยอห์น 1: 21) ในข้อที่ 23 เขากล่าวถึงคำเผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมซึ่งอ้างอิงถึงเขาและพันธกิจของเขา

ขณะที่เอลียาห์นำหินสิบสองก้อนตามเผ่าทั้งสิบสองเผ่าของอิสราเอลมาสร้างแท่นบูชาของพระเจ้าขึ้นมาใหม่และเรียกประชาชนกลับมาหาพระเจ้า (1 พงกษัตริย์ บทที่ 18) ดังนั้นโดยข้อความสุดท้ายนี้หลักคำสอนของอัครสาวกสิบสองท่านจึงได้ถูกตั้งขึ้นมาและเรียกประชากรของพระเจ้าให้กลับมาหาพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์ พวกเรากำลังประสบกับระยะสุดท้ายนี้อยู่ตามแผนการแห่งความรอด

อัครสาวกเปโตรได้อ้างถึงพระสัญญาของการฟื้นฟูในคริสตจักรของพระคริสต์ขณะเทศนาคำเทศนาที่สองของเขาหลังวันเพนเทคอสต์ เขากล่าวโดยการทรงนำของพระวิญญาณว่า “… เพื่อเวลาชื่นใจยินดีจะได้มาจากพระพักตร์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า

และเพื่อพระองค์จะได้ทรงใช้พระเยซูคริสต์ ผู้ซึ่งเมื่อก่อนนั้นได้แจ้งไว้แก่ท่านทั้งหลายแล้ว

พระองค์นั้น สวรรค์จะต้องรับไว้จนถึงวาระเมื่อสิ่งสารพัดจะตั้งขึ้นใหม่ ตามซึ่งพระเจ้าได้ตรัสไว้โดยปากบรรดาผู้เผยพระวจนะบริสุทธิ์ของพระองค์ ตั้งแต่เริ่มสร้างโลก” (กิจการ 3: 19-21) ในตอนต้นของคริสตจักรพันธสัญญาใหม่นั้นพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงทำนายผ่านทางปากซึ่งได้รับแต่งตั้งจากพระเจ้าว่า จะเกิดขึ้นในวาระสุดท้าย ก่อนการเสด็จกลับมาของพระคริสต์ คริสตจักรที่แท้จริงจะกลับคืนสู่สภาพเดิมตามที่คริสตจักรดั้งเดิมนั้นเคยเป็น

การเปิดเผยสำแดงของพระเยซูคริสต์ตามที่ได้ประทานให้แก่ยอห์น

ในบทแรก พวกเราเผชิญกับการเปิดเผยสำแดงทั้งหมดของพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นขุมทรัพย์แห่งปัญญาและความรู้ทั้งสิ้นของพระเจ้าซึ่งถูกซ่อนไว้ในพระองค์ (โคโลสี 2: 3) โดยพระองค์สิ่งเดียวกันนั้นก็ถูกเปิดเผยสำแดงเช่นกัน จากคำนำแรกๆ พวกเราเข้าใจการโอบกอดทั้งหมดความสำคัญของข้อความ “การเปิดเผยสำแดงของพระเยซูคริสต์”

“การเปิดเผยสำแดงของพระเยซูคริสต์ซึ่งพระเจ้าได้ประทานให้แก่เขา (ยอห์น) เพื่อแสดงให้ผู้รับใช้ทั้งหลายของพระองค์ได้เห็นถึงสิ่งที่จะต้องอุบัติขึ้นในไม่ช้า และพระองค์ได้ทรงใช้ทูตสวรรค์ของพระองค์ไปสำแดงแก่ยอห์นผู้รับใช้ของพระองค์

ผู้เป็นพยานถึงพระวจนะของพระเจ้า และเป็นพยานถึงคำพยานของพระเยซูคริสต์ และเป็นพยานถึงทุกสิ่งทั้งหมดซึ่งท่านได้เห็นนั้น

ขอความสุขจงมีแก่บรรดาผู้อ่านและผู้ฟังคำเผยพระวจนะเหล่านี้ และถือรักษาสิ่งเหล่านั้นที่เขียนไว้ในนี้ เพราะว่าเวลานั้นใกล้เข้ามาแล้ว” (วิวรณ์ 1: 1-3)

ยอห์นได้รับการเปิดเผยสำแดงอันศักดิ์สิทธิ์นี้ในวิธีการเหนือธรรมชาติผ่านคำสั่งของ "ทูตสวรรค์ของพระองค์" บรรดาทูตสวรรค์โดยทั่วไปคือ วิญญาณปรนนิบัติรับใช้ทั้งหลาย (ฮีบรู 1: 14) ซึ่งมาปรากฏในโอกาสพิเศษอย่างเห็นได้ชัดในรูปร่างมนุษย์ ในบทที่ 22: 8-9 ยอห์นเล่าเรื่องประสบการณ์เหนือธรรมชาติอันท่วมท้นนี้ เขาล้มลงต่อหน้าทูตสวรรค์องค์นี้เพื่อสรรเสริญ จากนั้นทูตสวรรค์บอกกับเขาว่า “อย่าเลย ด้วยว่าข้าพเจ้าเป็นเพื่อนผู้รับใช้เช่นเดียวกับท่าน และพวกพี่น้องของท่าน, พวกผู้เผยพระวจนะ, และพวกที่ถือรักษาถ้อยคำในหนังสือนี้ จงนมัสการพระเจ้าเถิด”

ตามลูกา 1: 11-20 ทูตสวรรค์กาเบรียลได้นำข่าวอัศจรรย์เกี่ยวกับการกำเนิดของยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาถึงเศคาริยาห์บิดาของเขา ตามที่บันทึกไว้ในข้อ 26-38 ทูตสวรรค์องค์เดียวกันในภายหลังก็ได้ไปเยี่ยมมารีย์และประกาศการประสูติของพระเยซูคริสต์ ในลูกา บทที่ 2 พวกเราพบบันทึกที่พวกคนเลี้ยงแกะใกล้เมืองเบธเลเฮมได้ประสบกับเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่นั้น อยู่ด้วยเมื่อทูตสวรรค์ประทานการประกาศอันโดดเด่นนี้และบรรดาเจ้าแห่งสวรรค์กำลังร้องเพลงในคณะนักร้องประสานเสียงบนแผ่นดินโลกว่า“ขอถวายพระสิริแด่พระเจ้าในที่สูงสุด และบนสันติสุขของแผ่นดินโลก ความปรารถนาดีต่อมนุษย์ทั้งปวง” (ลูกา 2: 8-14)

การปรากฏตัวของบรรดาทูตสวรรค์ได้รับการบันทึกไว้อย่างดีในพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ มันมักจะเกิดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์พิเศษในการเชื่อมต่อกับการปรนนิบัติและข้อความบนเกาะปัทมอสมันเกิดขึ้นตามจุดประสงค์ “… เพื่อจะแสดงสิ่งทั้งหลายให้แก่บรรดาผู้รับใช้ของพระองค์ได้เห็นซึ่งจะต้องเกิดขึ้นในไม่ช้า”คำศัพท์คำว่า "การเปิดเผยสำแดง" น่าจะถูกแปลเป็นคำว่า “การเปิดผ้าคลุม” ดีกว่า ตามคำภาษากรีก “ΑΠΟΚΑΛΥΨΙΣ” (apokalupsis) ในข้อความต้นฉบับ

ในหนังสือเล่มสุดท้ายของพระคัมภีร์ไบเบิลนี้ มีบรรดาเหตุการณ์ที่สำคัญมากและปรากฏการณ์ต่างๆ ได้ถูกเปิดผ้าคลุม โดยเฉพาะสัมผัสวาระสุดท้ายและมีนัยสำคัญมากที่สุด พวกคนเหล่านั้นที่อ่านและฟังถ้อยคำที่เขียนไว้ในหนังสือเผยพระวจนะเล่มสุดท้ายนี้ และถือรักษาไว้เหมือนเดิม ขอให้พวกเขาได้รับพระพร ดังนั้นพวกเราจึงพบตรงจุดเริ่มต้นในบทที่ 1: 3 และตอนท้ายในบทที่ 22: 7 ในนั้น พระเจ้าได้ทรงสำแดงแผนการแห่งความรอดของพระองค์ให้เป็นที่รู้จักอย่างสมบูรณ์มาก ฉะนั้นคำพยานของพระเจ้าทั้งหมดจึงสมบูรณ์แบบมาก พระเจ้าทรงคิดเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่าง พระองค์ไม่เคยลืมแม้แต่เหตุการณ์เดียว ดังนั้นจึงมิให้ผู้ใดเพิ่มหรือนำออกไปจากมัน ปล่อยไว้ตามลำพังให้ขึ้นมาพร้อมกับการเปิดเผยสำแดงใหม่ๆ เมื่อไหร่ก็ตามที่มันถูกกระทำให้สำเร็จโดย “บรรดาผู้เผยพระวจนะ” และ “บรรดาผู้เผยพระวจนะหญิง” ที่แต่งตั้งตนเองขึ้นมา มันไม่ได้ตั้งต้นมาจากพระเจ้าอย่างแน่นอนและต้องถูกปฏิเสธ

การเปิดเผยสำแดงทุกครั้งที่มาจากพระเจ้าจะตรงกันกับคำพยานของข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เสมอ ดังนั้นพวกเราในฐานะมนุษย์ทั้งหลายที่มีข้อผิดพลาด เข้าถึงพระวจนะที่ไม่มีข้อผิดพลาด พระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ทรงดลใจและทรงนำนักเขียนทั้งหลายในอดีตก็ยังทรงนำในปัจจุบันนี้เข้าสู่ความจริงทั้งหมดของพระวจนะอีกด้วยเช่นกัน

คำทักทายถึงคริสตจักรทั้งเจ็ด

ยอห์นทักทายมายังคริสตจักรทั้งเจ็ดซึ่งพระเจ้าได้ทรงเลือกไว้ท่ามกลางที่ประชุมมากมายเพื่อจะทรงกำหนดลักษณะของคริสตจักรเดียวในเจ็ดยุคที่แตกต่างกัน เขาเป็นพยานเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ พยานผู้ทรงสัตย์ซื่อและสัตย์จริง บุตรหัวปีที่ทรงฟื้นขึ้นมาจากความตายและผู้ทรงปกครองเหนือกษัตริย์ทั้งหลายแห่งแผ่นดินโลก “ขอให้ท่านทั้งหลายจงได้รับพระคุณและสันติสุข จากพระองค์ผู้ทรงเป็นอยู่เดี๋ยวนี้ และผู้ทรงเป็นอยู่ในกาลก่อน และผู้จะเสด็จมานั้น และจากพระวิญญาณทั้งเจ็ดที่อยู่หน้าพระที่นั่งของพระองค์;

และจากพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเป็นพยานที่สัตย์ซื่อ และทรงเป็นบุตรหัวปีที่ได้ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย และจอมกษัตริย์ของกษัตริย์ทั้งปวงแห่งแผ่นดินโลก แด่พระองค์ผู้ได้ทรงรักเราทั้งหลาย และได้ทรงชำระล้างพวกเราจากบาปของพวกเราในพระโลหิตของพระองค์เอง

และทรงตั้งพวกเราไว้ในราชอาณาจักรของปุโรหิตต่อพระเจ้าและพระบิดาของพระองค์ ขอพระสิริและไอศวรรย์จงมีแด่พระองค์สืบๆ ไปเป็นนิตย์และเป็นนิตย์ อาเมน (ข้อที่ 4-6)

ต่อจากนั้น ผู้ทำนายจะประกาศการเสด็จมาของพระเยซูที่การเริ่มการครองราชย์ของพระองค์ในฐานะที่ทรงเป็นจอมกษัตริย์เมื่อทุกสายตาจะเห็นพระองค์ “ดูเถิด พระองค์เสด็จมาพร้อมกับหมู่เมฆ และนัยน์ตาทุกดวงจะเห็นพระองค์ และคนเหล่านั้นที่ได้แทงพระองค์ด้วย และมนุษย์ทุกชาติทั่วโลกจะร่ำไห้เพราะพระองค์ จงเป็นไปอย่างนั้น อาเมน” (ข้อที่ 7)

การเสด็จมานี้มิได้กล่าวถึงหรือบรรยายการเสด็จกลับมาของพระองค์ในฐานะเจ้าบ่าว (มัทธิว 25: 1-13) ผู้ที่จะทรงรับพระนิเวศน์ของพระองค์เองก่อนความน่าสะพรึงกลัวของวันแห่งพระยาเวห์จะมาถึง (1 เธสะโลนิกา 4: 13-18) แต่เป็นการเสด็จมาของพระองค์เมื่อพระองค์จะประทับบนบัลลังก์แห่งสง่าราศีของพระองค์เพื่อจะทรงพิพากษา (มัทธิว 25: 31)  และจากนั้นจะทรงขึ้นครองราชย์พันปี (วิวรณ์ 20: 6) พระองค์ผู้จะเสด็จมาทรงแนะนำพระองค์เองว่า “เราเป็นอัลฟาและโอเมกา เป็นปฐมและเป็นอวสาน” องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัส “ผู้ทรงเป็นอยู่เดี๋ยวนี้ ผู้ได้ทรงเป็นอยู่ในกาลก่อน และผู้จะเสด็จมานั้น ผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด” (ข้อที่ 8) นั่นคือพยานของพระเยซู

เป็นที่รู้กันว่าผู้ทำนายท่านนี้เป็นสาวกที่สนิทสนมยิ่งนักของพระเยซู เขากล่าวถึงความทุกข์ยากส่วนตัวและการมีส่วนร่วมในการครองราชย์ในอนาคตอีกด้วยเช่นกัน ตลอดถึงความแน่วแน่และความอดทนในพระเยซูคริสต์ เขาได้ยินพระสุรเสียงอันทรงพลังของพระเยซูผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์ว่า “สิ่งซึ่งเจ้าเห็น จงเขียนไว้ในหนังสือ และส่งหนังสือนั้นไปยังคริสตจักรทั้งเจ็ด …”(ข้อที่ 11)

ประสบการณ์ที่มิอาจลืมเลือน

หลังจากนี้เขาเห็นพระเจ้าผู้ทรงได้รับการสรรเสริญและการยกย่องอย่างสูงในพระองค์ ทรงดำเนินอยู่ท่ามกลางคันประทีปทองคำทั้งเจ็ดในฐานะที่ทรงเป็นบุตรมนุษย์ “และข้าพเจ้าเหลียวมาเพื่อเห็นพระสุรเสียงที่ตรัสแก่ข้าพเจ้านั้น และเมื่อเหลียวมาแล้ว ข้าพเจ้าก็เห็นคันประทีปทองคำเจ็ดคัน

และในท่ามกลางคันประทีปทั้งเจ็ดคันนั้น มีผู้หนึ่งเหมือนกับบุตรมนุษย์ ทรงฉลองพระองค์กรอมพระบาท และทรงคาดผ้ารัดประคดทองคำที่พระอุระ

พระเศียรของพระองค์และพระเกศาของพระองค์ขาวเหมือนขนแกะ ขาวเหมือนหิมะ และพระเนตรของพระองค์เหมือนเปลวเพลิง

และพระบาทของพระองค์เหมือนทองเหลืองเงางาม ราวกับว่าพระบาทนั้นได้ถูกหลอมในเตาไฟ และพระสุรเสียงของพระองค์เหมือนเสียงของน้ำมากหลาย” (ข้อ 12-15) คันประทีปทองคำทั้งเจ็ดกล่าวถึงข้อเท็จจริงที่ว่า คริสตจักรพันธสัญญาใหม่นั้นผ่านเจ็ดยุคพิเศษ

พระเจ้าทรงบอกให้ผู้เผยพระวจนะโมเสสทำคันประทีปทอง เขาได้รับข้อมูลที่แม่นยำว่ามันควรจะทำอย่างไร (อพยพ 25: 31-40) ผู้เผยพระวจนะเศคาริยาห์เป็นพยานว่า “ดูเถิด ข้าพเจ้าเห็นคันประทีปทำด้วยทองคำล้วนอันหนึ่ง มีขันอยู่ที่ยอด และมีตะเกียงอยู่บนนั้นเจ็ดดวง และมีท่อเจ็ดท่อนำไปยังตะเกียงซึ่งอยู่บนยอดนั้นดวงละท่อ” (เศคาริยาห์ 4: 2) ขันมีน้ำมันอยู่เหนือคันประทีปโดยมีท่อทั้งเจ็ดที่นำไปสู่คันประทีปทั้งเจ็ดนั้นเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความบริบูรณ์ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างสดใหม่ในคริสตจักรพันธสัญญาใหม่อยู่เสมอในช่วงคริสตจักรเจ็ดยุค

“และพระองค์ทรงถือดวงดาวเจ็ดดวงไว้ในพระหัตถ์ขวาของพระองค์ …”และพระองค์ทรงถือดวงดาวเจ็ดดวงซึ่งเป็นทูตสวรรค์ทั้งเจ็ดของคริสตจักรทั้งเจ็ดอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ผู้ส่งสารของพระเจ้าเหล่านี้มีพระบัญชาเหนือธรรมชาติโดยตรง ไม่มีผู้ใดใช้อำนาจเหนือพวกเขาได้ ไม่มีสภาที่สามารถมีอิทธิพลต่อพวกเขาได้ พวกเขามีพระเจ้าตรัสดังนี้ของพระวจนะของพระเจ้าสำหรับคริสตจักร ยอห์นเห็นสิ่งที่ออกมาจากพระโอษฐ์ของบุตรมนุษย์ “มีพระแสงสองคมที่คมกริบ และสีพระพักตร์พระองค์เหมือนดวงอาทิตย์ที่ฉายแสงด้วยกำลังของดวงอาทิตย์นั้น” (ข้อที่ 16) พระแสงสองคมคือ พระวจนะของพระเจ้าซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเยซู

ผู้ใดก็ตามที่อ่านพระลักษณะของบุตรมนุษย์อันสูงส่งอย่างตรึกตรองย่อมรู้ซึ้งถึงความท่วมท้นของผู้ทำนายซึ่งเป็นผู้บันทึกว่า “และเมื่อข้าพเจ้าได้เห็นพระองค์ ข้าพเจ้าก็ล้มลงแทบพระบาทของพระองค์เหมือนกับคนที่ตายแล้ว และพระองค์ทรงวางพระหัตถ์ขวาของพระองค์บนตัวข้าพเจ้า โดยตรัสแก่ข้าพเจ้าว่า “อย่ากลัวเลย เราเป็นเบื้องต้นและเป็นเบื้องปลาย

เราเป็นผู้ที่ดำรงชีวิตอยู่ และได้ตายแล้ว และดูเถิด เราก็ยังดำรงชีวิตอยู่ตลอดไปเป็นนิตย์ อาเมน และถือลูกกุญแจเหล่านั้นแห่งนรกและแห่งความตาย” (ข้อที่ 17-18) เมื่อพระเยซูทรงปรากฏเป็นบุตรมนุษย์ นั่นแสดงให้เห็นว่า พระองค์ทรงเกี่ยวข้องในฐานะผู้เผยพระวจนะ; เมื่อพระองค์ทรงปรากฏเป็นพระบุตรพระเจ้านั้นเกี่ยวข้องกับพระองค์ในฐานะพระผู้ช่วยให้รอด เมื่อเรียกว่าบุตรดาวิดนั้นเกี่ยวข้องกับพระองค์ในฐานะกษัตริย์

Available translations