Book
พระธรรมวิวรณ์ - ตราประทับทั้งเจ็ด?
Ewald Frank
Formats
Typ písma
Výška riadku
Medzera odseku
Veľkosť písma
Navigate
Kapitoly
expand_more
Navigate
Kapitoly
Navigate
Kapitoly
Jump to any chapter without leaving the reader.
Kapitola 15
บทที่ 14 - พระเมษโปดกกับ 144,000 คน ซึ่งได้รับการประทับตรา
15 / 25
พระเมษโปดกกับบรรดาผู้ที่ได้รับการประทับตรา 144,000 คน
และข้าพเจ้าได้แลเห็น และดูเถิด พระเมษโปดกทรงยืนอยู่บนภูเขาศิโยน และพร้อมกับพระองค์มีจำนวนหนึ่งแสนสี่หมื่นสี่พันคน โดยมีพระนามพระบิดาของพระองค์เขียนไว้ในหน้าผากของพวกเขา” (14: 1)
อีกครั้งหนึ่งที่หน้าผากถูกกล่าวถึงในความเกี่ยวข้องกับการเขียนชื่อ ในบทที่ 7 พวกเราได้รับการบอกเล่าเกี่ยวกับการประทับตราของ 144,000 คนจาก 12 เผ่าของอิสราเอลในหน้าผากของพวกเขา นี่คือชื่อที่ถูกเพิ่มสำหรับการประทับตรา ในบทที่ 14 พวกเราเห็น 144,000 คน กำลังยืนอยู่บนภูเขาศิโยน พวกเขาถูกแสดงให้เห็นกับพระเมษโปดกที่ตรัสถึงการไถ่ของพวกเขา ชาวยิวกลุ่มนี้ได้ยอมรับความรอดโดยทางพระเมษโปดกของพระเจ้า ดังนั้นพวกเขาจึงจะมีพระนาม อิมมานูเอล ซึ่งหมายถึง พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับพวกเรา(อิสยาห์ 7: 14) ในเวลานั้นอิสยาห์ 25: 9 ก็จะสำเร็จอีกด้วยเช่นกัน “และจะมีการกล่าวในวันนั้นว่า ดูเถิด นี่คือพระเจ้าของเราทั้งหลาย พวกเราได้รอคอยพระองค์ และพระองค์จะทรงช่วยพวกเราให้รอด นี่คือพระยาห์เวห์ พวกเราได้รอคอยพระองค์ พวกเราจะยินดีและเปรมปรีดิ์ในความรอดของพระองค์” ภูเขาศิโยนในขณะนั้นจะมีนัยสำคัญเป็นพิเศษ (อิสยาห์ 2 + 4)
“และข้าพเจ้าได้ยินพระสุรเสียงมาจากสวรรค์ เป็นเหมือนเสียงของน้ำมากหลาย และเป็นเหมือนเสียงแห่งฟ้าร้องใหญ่โต และข้าพเจ้าได้ยินเสียงของพวกดีดพิณเขาคู่กำลังบรรเลงพิณเขาคู่ทั้งหลายของพวกเขาอยู่
และคนเหล่านั้นร้องเพลงราวกับว่า เป็นเพลงบทใหม่ต่อหน้าพระที่นั่ง และต่อหน้าสัตว์ทั้งสี่นั้น และต่อหน้าพวกผู้อาวุโส และไม่มีมนุษย์คนใดสามารถเรียนรู้เพลงบทนั้นได้ นอกจากคนหนึ่งแสนสี่หมื่นสี่พันคนนั้น ซึ่งได้รับการไถ่ไว้แล้วจากแผ่นดินโลก” (วิวรณ์ 14: 2-3)
ก่อนที่เยรูซาเลมฝ่ายโลกและเยรูซาเลมฝ่ายสวรรค์จะถูกรวมเข้าด้วยกัน บรรดาผู้ได้รับการทรงเลือกจากชาวยิวเรียนรู้บทเพลงใหม่ที่จากนั้นทุกคนที่มีส่วนร่วมในการฟื้นคืนพระชนม์ครั้งแรกจะร้องเพลงนี้ ผลแรกจากประชาชาติคือ เจ้าสาวผู้ร้องเพลงในสวรรค์ที่งานเลี้ยงอภิเษกสมรส เพลงนี้เพราะมากและดังลงมายังแผ่นดินโลก และ 144,000 คน — ผลแรกของอิสราเอล — เป็นพวกเดียวที่สามารถเรียนรู้และเข้าร่วมกับเพลงนั้นได้ เจ้าสาวประกอบด้วยบรรดาผู้ที่ได้รับการทรงเลือกจากทุกประเทศและทุกภาษา, 144,000 คน เป็นบรรดาผู้ที่ได้รับการทรงเลือกจากสิบสองเผ่าของอิสราเอล
มีคำกล่าวถึง 144,000 คน ว่า “คนเหล่านี้เป็นบรรดาคนที่มิได้เป็นมลทินกับผู้หญิง เพราะว่าพวกเขาเป็นพวกพรหมจารี คนเหล่านี้เป็นบรรดาคนที่ติดตามพระเมษโปดกไปยังที่ไหนก็ตามที่พระองค์เสด็จไปนั้น พวกเขาได้ถูกไถ่ไว้แล้วจากท่ามกลางมนุษย์ โดยเป็นผลแรกถวายแด่พระเจ้าและแด่พระเมษโปดก
และในปากของพวกเขาไม่ได้พบคำอุบายใดๆ เลย เพราะพวกเขาปราศจากความผิดต่อหน้าพระที่นั่งของพระเจ้า” (วิวรณ์ 14: 4-5)
ดังที่กล่าวไปแล้วในบทที่ 12 คริสตจักรมีสัญลักษณ์เป็นผู้หญิง 144,000 คน พวกคนเหล่านี้เป็นหญิงพรหมจารีซึ่งหมายความว่า พวกเขามิได้ทำการผิดประเวณีฝ่ายวิญญาณกับนิกายต่างๆ ของคริสตจักร พวกเขาไม่ได้เป็นสมาชิกของคาทอลิกหรือโปรเตสแตนต์ ไม่ใช่ของเมธอดิสต์หรือแบ๊บติสต์หรือคริสตจักรอื่นใด พวกเขาไม่มีทางเป็นไปได้ในการเข้าร่วมคริสตจักรสักแห่งเดียว ตามที่พวกเขาได้รับการทรงเรียกหลังจากยุคคริสตจักร พวกเขาได้รับการทรงนำไปยังพระคริสต์โดยพันธกิจของผู้เผยพระวจนะทั้งสองและได้รับการประทับตราไว้ที่หน้าผากของพวกเขา มิได้ถูกแตะต้อง พวกเขาพบพระเมษโปดกผู้ได้ทรงไถ่พวกเขาและพวกเขาติดตามพระองค์
ในการเชื่อมต่อกับชาวยิวกลุ่มนี้ พระเจ้าตรัสไว้ในพันธสัญญาเดิม: “เราจะเหลือแต่คนที่ทุกข์ยากและขัดสนไว้ในท่ามกลางเจ้า และพวกเขาจะวางใจในพระนามของพระยาห์เวห์
พวกคนที่เหลืออยู่ของอิสราเอลจะไม่กระทำความชั่วช้า และไม่กล่าวคำมุสาทั้งหลาย และลิ้นที่หลอกลวงจะไม่ถูกพบในปากของพวกเขา เพราะพวกเขาจะหากินและนอนลง และไม่มีผู้ใดจะทำให้พวกเขากลัว
จงร้องเพลง โอ ธิดาแห่งศิโยนเอ๋ย จงโห่ร้องเถิด โอ อิสราเอลเอ๋ย จงเปรมปรีดิ์และเริงโลดด้วยความเต็มใจเถิด โอ ธิดาแห่งกรุงเยรูซาเล็ม
พระยาห์เวห์ได้ทรงเอาบรรดาการพิพากษาของเจ้าออกไปเสียแล้ว พระองค์ได้ทรงขับไล่ศัตรูของเจ้าออกไปแล้ว จอมกษัตริย์แห่งอิสราเอลคือ พระยาห์เวห์ ทรงอยู่ในท่ามกลางเจ้า เจ้าจะไม่เห็นความชั่วร้ายอีกต่อไป” (เศฟันยาห์ 3: 12-15)
ข่าวประเสริฐนิรันดร์
และการประกาศโดยทูตสวรรค์สามองค์
ในวิวรณ์ 14: 6-11 ความสนใจของพวกเราถูกดึงดูดโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการทรงเรียกมาจากสวรรค์โดยตรงและไปสู่สามสิ่งซึ่งได้รับการประกาศ ประการแรก ข่าวประเสริฐนิรันดร์จะได้รับการเทศนาอย่างสัตย์ซื่อแก่ทุกชาติและทุกภาษาว่า “จงยำเกรงพระเจ้า และถวายสง่าราศีแด่พระองค์ เพราะว่าชั่วโมงแห่งการพิพากษาของพระองค์มาถึงแล้ว และจงนมัสการพระองค์ ‘ผู้ได้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์ และแผ่นดินโลก และทะเล และบ่อน้ำพุทั้งหลาย” (ข้อที่ 7)
ประการที่สอง ประกาศการล่มสลายของมหานครบาบิโลน “บาบิโลนล่มจมแล้ว ล่มจมแล้ว มหานครนั้น เพราะว่านครนั้นได้กระทำให้บรรดาประชาชาติทั้งปวงดื่มจากเหล้าองุ่นแห่งความเดือดดาลแห่งการผิดประเวณีของนาง” (ข้อที่ 8)
ประการที่สาม ได้ให้คำเตือนที่สำคัญที่สุดแก่มนุษยชาติไว้ว่า ไม่ให้บูชาสัตว์ร้ายนั้น, หรือรูปจำลองของมัน, หรือรับเครื่องหมายของสัตว์ร้ายนั้นในหน้าผากและในมือ เพราะว่า“ถ้ามนุษย์คนใดบูชาสัตว์ร้ายและรูปจำลองของมัน และรับเครื่องหมายของมันไว้ในหน้าผากของตน หรือในมือของตน
ผู้นั้นเองจะดื่มเหล้าองุ่นแห่งพระพิโรธของพระเจ้า ซึ่งถูกเทออกโดยปราศจากการระคนกับสิ่งใดลงในถ้วยแห่งความเดือดดาลของพระองค์ และเขาจะถูกทรมานด้วยไฟและกำมะถันต่อหน้าเหล่าทูตสวรรค์ผู้บริสุทธิ์ และต่อพระพักตร์พระเมษโปดก”(14: 9-10) พระเจ้าไม่ตอบสนองสิ่งอื่นใดด้วยพระพิโรธของพระองค์ทั้งหมดเหมือนที่พระองค์ทรงกระทำต่อพวกคนเหล่านั้นที่ยอมจำนนกับระบบปฏิปักษ์พระคริสต์ ผู้ใดก็ตามที่ถูกพบในเวลานั้น รวมทั้งเพนเทคอสต์ ตรีเอกานุภาพ คาริสเมติก และคริสตจักรอื่นๆ ทั้งหมดที่รวมกันเป็นหนึ่งเดียวในสภาคริสตจักรโลกจะได้รับพระพิโรธของพระเจ้า ไฟและหินกำมะถันกำลังรอพวกเขาอยู่อย่างปราศจากความเมตตา
สิ่งนี้แสดงให้พวกเราเห็นว่า การมีความรู้ที่ถูกต้องเรื่อง สัตว์ร้ายนั้น, รูปจำลองของสัตว์ร้ายนั้น และเครื่องหมายของสัตว์ร้ายนั้นคืออะไร มีความสำคัญเพียงใด พวกเรารวบรวมเรื่องจากภัยคุกคามที่หาตัวจับยาก ใครก็ตามที่ตกหลุมพรางเข้าสู่ของพวกอุบายทางศาสนาเหล่านี้ ซึ่งมิได้อนุญาตให้ใครเห็นอันตรายที่แท้จริงได้ ตามที่พวกเขาได้แสดงตนในลักษณะเหมือนคริสเตียน ได้รับเครื่องหมายนั้นและจะทุกข์ทรมานกับการรับผลที่ตามมา
พระเจ้าทรงเมตตา พระคุณของพระองค์นั้นล้นเหลือ พระองค์ทรงยกโทษให้อภัยทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าหากพวกเราขอในความเชื่อ พระองค์ทรงยกโทษให้อภัยความผิดทั้งหมด แต่ใครก็ตามในชั่วโมงการตัดสินใจอย่างเด็ดขาดมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาตินี้เข้าข้างฝ่ายกับระบบปฏิปักษ์พระคริสต์เยาะเย้ยพระคริสต์และปฏิเสธพระองค์ พระองค์ไม่อาจจะทรงยกโทษให้อภัยเรื่องนี้ได้ เมื่อคนทั้งหลายมองขึ้นไปที่ปฏิปักษ์พระคริสต์ที่กล่าวถึงสันติภาพและการให้อภัย แต่ไม่สามารถให้ได้ แทนที่จะมองและหันไปหาพระผู้ช่วยให้รอดผู้ประทานสันติสุขและการยกโทษให้อภัยได้แต่เพียงพระองค์เดียวเพียงเท่านั้น ผู้นั้นต้องมองผ่านเรื่องทางศาสนาที่แต่งขึ้นมานี้และรู้เกี่ยวกับผลที่ไม่เปลี่ยนรูปซึ่งเกี่ยวโยงกันกับมันสำหรับทุกคนที่มีส่วนร่วม
ความหมายเชิงเผยพระวจนะและการเปิดเผยสำแดงของบรรดาสัญลักษณ์ทั้งหมดนี้อาจจะเกิดขึ้นได้ในขณะนี้เท่านั้น เนื่องจากมีความจำเป็นสำหรับพวกเจาที่ต้องได้รับการเปิดเผยสำแดงและถูกนำเข้ามาสู่การเปิดขึ้นโดยพันธกิจเผยพระวจนะที่แท้จริง ไม่มีผู้ประกาศข่าวประเสริฐคนใดและไม่มีครูสอนพระคัมภีร์ไบเบิลคนใดที่เคยเข้าถึงได้จนถึงขณะนี้ ถึงส่วนการเผยพระวจนะนี้ พระเจ้าทรงกระทำทุกสิ่งทุกอย่างในลำดับของพระองค์เอง พระองค์ทรงจัดสรรพันธกิจให้กับบรรดาผู้รับใช้ของพระองค์แต่ละคน; ไปยังบรรดาผู้ประกาศข่าวประเสริฐ, บรรดาครูสอนพระคัมภีร์ไบเบิล, บรรดาศิษยาภิบาล ฯลฯ ส่วนการเผยพระวจนะซึ่งพวกเรามีภาระใจนั้นจะต้องละให้ผู้เผยพระวจนะเพราะ “แน่นอนพระเจ้าจะไม่ทรงกระทำสิ่งใดเลย แต่พระองค์ทรงเปิดเผยความลับของพระองค์แก่บรรดาผู้รับใช้ของพระองค์คือ บรรดาผู้เผยพระวจนะ” (อาโมส 3: 7) พระวจนะที่เปิดเผยสำแดงมาถึงและโดยบรรดาผู้เผยพระวจนะ และจากนั้นโดยบรรดาอัครสาวกและบรรดาผู้รับใช้ของพระคริสต์เสมอ การตีความทั้งหลายในอีกทางหนึ่งมาโดยพวกธรรมาจารย์และพวกนักศาสนศาสตร์เสมอ พระเจ้ายังได้ทรงวางการสอน, การเผยพระวจนะ และพันธกิจของอัครสาวก เข้าไปในคริสตจักรพันธสัญญาใหม่อีกด้วยเช่นกัน (1 โครินธ์ 12: 28; เอเฟซัส. 4: 11 และอื่นๆ)
ความหายนะอันน่าสยดสยองของพวกคนเหล่านั้นที่หลงผิดไปกำลังถูกอธิบายดังต่อไปนี้ว่า “และควันแห่งการทรมานของพวกเขาก็พลุ่งขึ้นตลอดไปเป็นนิตย์และเป็นนิตย์ และพวกเขาไม่มีการพักผ่อนเลยทั้งกลางวันหรือกลางคืน ผู้ซึ่งบูชาสัตว์ร้ายและรูปจำลองของมัน และผู้ใดก็ตามที่รับเครื่องหมายแห่งชื่อของมัน” (14: 11)
ทันทีหลังจากการประกาศอย่างจริงจังนี้ พวกเราก็ได้รับการบอกกล่าวว่า จะเกิดอะไรขึ้นแก่พวกคนเหล่านั้นที่ยังคงสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าในช่วงเวลาแห่งการทดสอบ: “นี่คือความอดทนของพวกวิสุทธิชน นี่คือคนทั้งหลายที่รักษาบรรดาพระบัญญัติของพระเจ้า และความเชื่อของพระเยซูไว้
และข้าพเจ้าได้ยินพระสุรเสียงจากสวรรค์ ซึ่งกล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า จงเขียนไว้เถิดว่า ตั้งแต่นี้สืบไปคนทั้งหลายซึ่งตายในองค์พระผู้เป็นเจ้าจะได้รับพร ใช่แล้ว พระวิญญาณตรัสว่า เพื่อพวกเขาจะได้หยุดพักจากบรรดาการทำงานหนักของพวกเขา และการงานทั้งหลายของพวกเขาก็ติดตามพวกเขาไปแน่นอน"(ข้อ 12-13) ในเวลานี้ส่วนที่สองของส่วนตราประทับดวงที่ห้าจะสำเร็จตามที่ได้ถูกระบุไว้ในวิวรณ์ 6: 11
การเก็บเกี่ยวข้าวสาลีครั้งใหญ่ใน ณ จุดจบของยุคพระคุณ
ในส่วนที่สองของบทที่ 14 พวกเราได้รับแจ้งเกี่ยวกับ การเก็บเกี่ยวที่แตกต่างกันสองประเภท ประเภทแรกจากข้อที่ 14 ถึง 16 หมายถึง พวกคนเหล่านั้นที่อยู่ในพระคริสต์: “และข้าพเจ้าได้แลเห็น และดูเถิด มีเมฆสีขาวก้อนหนึ่ง และบนเมฆนั้นมีผู้หนึ่งประทับอยู่เหมือนกับบุตรมนุษย์ โดยสวมมงกุฎทองคำบนพระเศียรของพระองค์ และในพระหัตถ์ของพระองค์ทรงถือเคียวอันคม
และมีทูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งออกมาจากพระวิหาร โดยร้องด้วยเสียงดังต่อพระองค์ ผู้ประทับบนเมฆนั้นว่า ขอทรงตวัดเคียวของพระองค์และเกี่ยวไปเถิด เพราะว่าถึงเวลาที่พระองค์จะเกี่ยวแล้ว เพราะว่าการเก็บเกี่ยวแห่งแผ่นดินโลกนั้นก็สุกแล้ว
และพระองค์ผู้ประทับบนเมฆนั้น ได้ทรงตวัดเคียวของพระองค์นั้นบนแผ่นดินโลก และแผ่นดินโลกก็ได้ถูกเกี่ยวแล้ว
บุตรมนุษย์บนเมฆสีขาวคือ พระเยซูคริสต์เจ้า ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมากล่าวในการอ้างอิงถึงการเก็บเกี่ยวครั้งนี้ว่า “… และพระองค์จะทรงชำระลานข้าวของพระองค์ให้ทั่ว และจะทรงรวบรวมข้าวสาลีของพระองค์ไว้ในยุ้งฉาง แต่พระองค์จะทรงเผาแกลบด้วยไฟที่ไม่รู้ดับ”(มัทธิว 3: 12; ลูกา 3: 17) ณ จุดจบแห่งยุคพระคุณ พระองค์จะทรงรวบรวมข้าวสาลีของพระองค์เข้าไปในยุ้งฉางแห่งสวรรค์ ในอุปมาอุปไมยบุตรมนุษย์ได้ให้เมล็ดข้าวสาลีไว้ ซึ่งต้องตกลงไปในพื้นดินเพื่อจะทวีคูณ พวกเราได้รับการบอกกล่าวถึงผลมากมายหลายเท่าของเมล็ดพืชนี้ว่า “แท้จริงแล้วเรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายว่า ยกเว้นเมล็ดข้าวสาลีเมล็ดหนึ่งตกลงไปในดินและตายไป มันก็จะอยู่เป็นเมล็ดเดียว แต่ถ้าเมล็ดข้าวสาลีนั้นตายไปแล้ว มันก็จะงอกขึ้นเกิดผลมาก” (ยอห์น 12: 24)
เมล็ดพืขของพระเจ้านี้มีประสบการณ์การเจริญเติบโตจนสุกและในที่สุดก็ครบกำหนด “ด้วยว่าแผ่นดินเองทำให้ผลงอกขึ้น ตอนแรกเป็นลำต้น แล้วก็ออกรวง หลังจากนั้นก็มีธัญพืชเต็มรวง
แต่เมื่อผลนั้นสุกแล้ว ในทันใดนั้นเขาก็เอาเคียวเกี่ยวทีเดียว เพราะว่าถึงฤดูเกี่ยวแล้ว” (มาระโก 4: 28-29)
บุตรมนุษย์ได้หว่านเมล็ดข้าวสาลีอย่างดีนี้แล้ว “ผู้ที่หว่านเมล็ดพืชดีนั้นคือบุตรมนุษย์
นานั้นคือโลก เมล็ดพืชดีนั้นคือ บุตรทั้งหลายแห่งอาณาจักรนั้น แต่ข้าวละมานเหล่านั้นคือ บุตรทั้งหลายของมารร้าย” (มัทธิว 13: 37-38)
พร้อมกับทูตสวรรค์ของพระองค์ (มัทธิว 13: 39) พระองค์จะทรงเกี่ยวเคียวเข้าไปในการเก็บเกี่ยวและจะทรงนำคนทั้งหลายของพระองค์มายังพระองค์เอง มีการประกาศว่า: “ขอทรงตวัดเคียวของพระองค์และเกี่ยวไปเถิด เพราะว่าถึงเวลาที่พระองค์จะเกี่ยวแล้ว เพราะว่าการเก็บเกี่ยวแห่งแผ่นดินโลกนั้นก็สุกแล้ว” ในการฟื้นคืนพระชนม์ครั้งแรกจะเห็นได้ชัดเจนว่า บรรดาผลแรกที่ทรงเลือกไว้จะปรากฏอย่างสมบูรณ์ในรูปของพระบุตรพระเจ้า (1 ยอห์น 3: 2)
การเก็บเกี่ยวเถาองุ่นแห่งแผ่นดินโลก —
การปฏิบัติการตามพระพิโรธของพระเจ้า
ในวิวรณ์ 14: 17-20 ข้อพระคัมภีร์กล่าวถึง การเก็บเกี่ยวที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงซึ่งจะเกิดขึ้นบนเถาองุ่นแห่งแผ่นดินโลก "และทูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งก็ออกมาจากพระวิหารซึ่งอยู่ในสวรรค์ ท่านก็ถือเคียวอันคมเช่นเดียวกัน
และทูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งได้ออกมาจากแท่นบูชา ผู้ซึ่งมีฤทธิ์เหนือไฟ และร้องด้วยเสียงดังแก่ทูตองค์นั้นที่ถือเคียวอันคมนั้นว่า ท่านจงตวัดเคียวอันคมของท่าน และเกี่ยวเก็บบรรดาพวงองุ่นแห่งต้นองุ่นของแผ่นดินโลก เพราะบรรดาลูกองุ่นของมันนั้นสุกเต็มที่แล้ว”
และทูตสวรรค์องค์นั้นก็ตวัดเคียวของท่านเข้าไปในแผ่นดินโลก และรวบรวมเถาองุ่นนั้นแห่งแผ่นดินโลก และขว้างมันลงไปในบ่อย่ำองุ่นอันใหญ่แห่งพระพิโรธของพระเจ้า
และบ่อย่ำองุ่นนั้นถูกย่ำภายนอกเมือง และโลหิตไหลออกจากบ่อย่ำองุ่นนั้น สูงกระทั่งถึงบังเหียนม้า ไหลนองไปประมาณสามร้อยยี่สิบกิโลเมตร”
ใครก็ตามที่นำข้อพระคัมภีร์ที่คู่ขนานกันนี้มาพิจารณาก็จะเข้าใจได้ว่า ด้วยเหตุการณ์เหล่านี้พระพิโรธของพระเจ้าก็แตกสลายออกมาในที่สุดและจะถึงจุดสูงสุดในการสู้รบครั้งสุดท้ายกับศัตรูทั้งหลายของอิสราเอล บรรดาผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมและบรรดาอัครสาวกในพันธสัญญาใหม่ได้กล่าวถึงเหตุการณ์นี้แล้ว คำสำคัญกับการเก็บเกี่ยวนี้คือ "บ่อย่ำองุ่น" และ "การแก้แค้น"
พระเจ้ามิได้ทรงพอพระทัยกับการเก็บเกี่ยวนี้ มันเป็นการเก็บเกี่ยวของพวกคนเหล่านั้นที่ร่วงหล่นไปจากพระเจ้า การเปรียบเทียบกับข้อพระคัมภีร์อื่นๆ ชี้ชัดว่า ในเวลานั้นพระเจ้าจะทรงจัดการกับมวลมนุษยชาติที่จะต่อต้านพระองค์ก่อนเริ่มการครองราชย์พันปี เมื่อองุ่นทั้งหลายถูกโยนเข้าไปในบ่อย่ำองุ่นฉันท์ใด ดังนั้นมนุษยชาติจึงจะถูกโยนลงไปในบ่อย่ำองุ่นของพระเจ้าฉันท์นั้น จากนั้นพระเจ้าแห่งความรัก, พระคุณ และความรอดจะทรงเป็นพระเจ้าแห่งพระพิโรธและการพิพากษา พระองค์ตรัสว่า“การแก้แค้นเป็นของเรา เราจะตอบสนอง!” (เฉลยธรรมบัญญัติ 32: 35; ฮีบรู 10: 30)
ในอิสยาห์ 63: 2 พระองค์ถูกทูลถามว่า: "ทำไมพระองค์ทรงสวมเครื่องทรงของพระองค์ที่เป็นสีแดง และเสื้อผ้าทั้งหลายของพระองค์เหมือนกับคนที่ย่ำในบ่อย่ำองุ่น?
เราได้ย่ำบ่อย่ำองุ่นแต่ลำพัง และจากคนทั้งหลายนั้นไม่ได้มีใครอยู่กับเราเลย เพราะเราจะย่ำพวกเขาในความโกรธของเรา และเหยียบพวกเขาในความเกรี้ยวกราดของเรา และโลหิตของพวกเขาจะพรมอยู่บนเสื้อผ้าทั้งหลายของเรา และเราจะทำให้เสื้อผ้าของเราเปื้อนหมด
เพราะวันแห่งการแก้แค้นอยู่ในใจของเรา และปีแห่งผู้ได้รับการไถ่ของเรามาถึงแล้ว ...
เราจะย่ำผู้คนเหล่านั้นลงในความโกรธของเรา และทำให้พวกเขาเมาในความเกรี้ยวกราดของเรา และเราจะทำให้กำลังของพวกเขาถดถอยลงบนแผ่นดินโลก"(ข้อ 2-6)
“พระยาห์เวห์จะทรงเปล่งเสียงคำรามบนที่สูง และจะเปล่งพระสุรเสียงของพระองค์จากที่พำนักอันบริสุทธิ์ของพระองค์ พระองค์จะเปล่งเสียงคำรามอย่างเปี่ยมอานุภาพบนที่พำนักของพระองค์ พระองค์จะทรงโห่ร้องเหมือนอย่างคนทั้งหลายที่ย่ำองุ่น ต่อสู้ชาวพิภพทั้งสิ้น
เสียงกัมปนาทจะก้องไปจนถึงบรรดาที่สุดปลายแห่งแผ่นดินโลก เพราะพระยาห์เวห์ทรงมีคดีกับบรรดาประชาชาติ พระองค์จะทรงสู้ความกับเนื้อหนังทั้งสิ้น พระองค์จะทรงมอบคนทั้งหลายที่ชั่วให้แก่ดาบ’ พระยาห์เวห์ตรัส” (เยเรมีย์ 25: 30-31)
ในผู้เผยพระวจนะโยเอล พวกเรายังได้อ่านเกี่ยวกับวันแห่งการแก้แค้นครั้งใหญ่นี้ด้วยกับมนุษยชาติที่ไม่มีพระเจ้า “จงให้พวกคนต่างชาติตื่นตัว และขึ้นมายังหุบเขาแห่งเยโฮชาฟัทเถิด เพราะที่นั่นเราจะนั่งเพื่อพิพากษาบรรดาคนต่างชาติทั้งสิ้นที่อยู่ล้อมรอบ
พวกเจ้าจงเอาเคียวเกี่ยวเถิด เพราะถึงฤดูเกี่ยวแล้ว จงมา พวกเจ้าจงลงไป เพราะบ่อย่ำองุ่นก็เต็มอยู่แล้ว บ่อเก็บน้ำองุ่นล้นแล้ว เพราะว่าความชั่วของเขาทั้งหลายมากมายนัก” (โยเอล 3: 12-13)
ในข้อพระคัมภีร์ต่างๆ พวกเราอ่านเกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นในวันแห่งการแก้แค้นที่กล่าวโดยผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ (61: 2) ในข้อเดียวกัน ปีแห่งความโปรดปรานของพระยาห์เวห์ถูกประกาศ พระเจ้าทรงประสงค์ให้มนุษยชาติเป็นส่วนของแผนการแห่งความรอดของพระองค์ พระองค์เองทรงเป็นนิรันดร์และแผนการของพระองค์ต้องไปให้ถึงเวลานั้นและเป็นสำหรับนิจนิรันดร์ ผู้ใดก็ตามที่จงใจปฏิเสธพระเจ้า, พระผู้สร้าง, และพระเยซู, พระผู้ช่วยให้รอด จะไม่มีสถานที่ในแผนการไถ่ของพระเจ้าที่บรรลุผลสำเร็จเมื่อความสามัคคีทั้งหมดระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ การยอมรับส่วนบุคคลของการกลับคืนดีกับพระเจ้าในพระคริสต์เป็นเงื่อนไขที่จะได้รับชีวิตนิรันดร์และด้วยเหตุนี้ชีวิตจึงดำรงอยู่ตลอดนิจนิรันดร์
Available translations