Book
พระธรรมวิวรณ์ - ตราประทับทั้งเจ็ด?
Ewald Frank
Formats
Font Face
Line Height
Paragraph Gap
Font Size
Navigate
Chapters
expand_more
Navigate
Chapters
Navigate
Chapters
Jump to any chapter without leaving the reader.
Chapter 17
บทที่ 16 - เจ็ดขันแห่งพระพิโรธ: การพิพากษาครั้งสุดท้ายแห่งความเดือดดาลของพระเจ้า
17 / 25
เจ็ดขันแห่งพระพิโรธ:
การพิพากษาครั้งสุดท้ายแห่งความเดือดดาลของพระเจ้า
การพิพากษาทั้งหลายซึ่งได้ประกาศไว้ในบทที่ 15 เกิดขึ้นในบทที่ 16 “และข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงดังออกมาจากพระวิหาร กล่าวแก่ทูตสวรรค์ทั้งเจ็ดองค์นั้นว่า จงไปตามทางของพวกท่านเถิด และเทบรรดาขันแห่งพระพิโรธของพระเจ้าลงบนแผ่นดินโลก” (ข้อที่ 1) พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์กำลังได้รับการประกาศที่จุดสิ้นสุดของเวลาแห่งพระคุณแก่มวลมนุษยชาติเป็นครั้งสุดท้าย ความรักของพระเจ้าที่ปรากฏสำแดง, การยกโทษให้อภัยบาปและความผิดทั้งหมด, สิทธิอำนาจความรอดที่สมบูรณ์เพื่อความจริงที่ว่า พวกเราถูกนำกลับไปสู่การฟื้นคืนพระชนม์ครั้งแรกในฐานะบรรดาบุตราและบุตรีของพระเจ้า ผู้ใดก็ตามที่ปฏิเสธข้อเสนอนี้ของพระเจ้า จากนั้นจะต้องแบกรับการตอบแทนอันชอบธรรมของพระเจ้า
ขันพระพิโรธขันแรกเทลงมาเหนือพวกคนเหล่านั้นที่มีเครื่องหมายของสัตว์ร้ายและบนพวกคนเหล่านั้นที่บูชารูปเคารพของเขา “และทูตสวรรค์องค์แรกได้ออกไป และเทขันของตนลงบนแผ่นดินโลก และเกิดฝีที่แตกออกและมีน้ำหนองไหลบนตัวคนทั้งหลายซึ่งมีเครื่องหมายของสัตว์ร้ายนั้น และบนคนเหล่านั้นซึ่งบูชารูปจำลองของมัน
และทูตสวรรค์องค์ที่สองได้เทขันของตนลงบนทะเล และทะเลก็กลายเป็นเหมือนเลือดของคนตาย และบรรดาสิ่งที่มีชีวิตอยู่ในทะเลนั้นก็ตายหมดสิ้น
และทูตสวรรค์องค์ที่สามได้เทขันของตนลงบนแม่น้ำและบ่อน้ำพุทั้งปวง และน้ำเหล่านั้นก็กลายเป็นเลือด
และข้าพเจ้าได้ยินทูตสวรรค์แห่งน้ำมากหลายกล่าวว่า พระองค์ทรงชอบธรรม โอ พระเจ้า ผู้ซึ่งทรงดำรงอยู่บัดนี้ และทรงดำรงอยู่ในกาลก่อน และจะทรงดำรงอยู่ในอนาคต เพราะพระองค์ได้ทรงพิพากษาอย่างนั้น
เพราะว่าเขาทั้งหลายได้กระทำให้โลหิตของพวกวิสุทธิชนและของพวกผู้เผยพระวจนะไหลออก และพระองค์ได้ประทานโลหิตให้เขาทั้งหลายดื่ม ด้วยว่าเขาทั้งหลายก็สมควรอยู่แล้ว
และข้าพเจ้าได้ยินอีกองค์หนึ่งจากแท่นบูชากล่าวว่า จริงอย่างนั้น พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ บรรดาการพิพากษาของพระองค์แท้จริงและชอบธรรม
และทูตสวรรค์องค์ที่สี่ได้เทขันของตนลงบนดวงอาทิตย์ และได้มอบอำนาจแก่ดวงอาทิตย์นั้นที่จะคลอกมนุษย์ทั้งหลายด้วยไฟ
และมนุษย์ทั้งหลายได้ถูกคลอกด้วยความร้อนแรงกล้า และได้พูดหมิ่นประมาทพระนามของพระเจ้า ผู้ซึ่งมีฤทธิ์อำนาจเหนือภัยพิบัติเหล่านั้น และคนเหล่านั้นไม่ได้กลับใจเพื่อถวายสง่าราศีแด่พระองค์
และทูตสวรรค์องค์ที่ห้าได้เทขันของตนลงบนที่นั่งของสัตว์ร้ายนั้น และอาณาจักรของมันก็เต็มไปด้วยความมืด และคนเหล่านั้นได้แทะลิ้นของตนเพราะเหตุความเจ็บปวด
และได้พูดหมิ่นประมาทพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ เพราะเหตุความเจ็บปวดของพวกเขาและเพราะเหตุฝีของพวกเขา และไม่ได้กลับใจเสียใหม่จากบรรดาการกระทำของตน” (ข้อที่ 2-11)
ระหว่างขันแห่งพระพิโรธห้าขันแรก มีสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นบนแผ่นดินโลก ภาพเปลี่ยนไป จากนั้นซาตานจะไม่ข่มเหงและทรมานบรรดาผู้เชื่อ แต่บรรดาทูตสวรรค์แห่งการพิพากษาจะเทความเดือดดาลลงมายังพวกคนเหล่านั้นที่ปรนนิบัติซาตานและอยู่ที่การปฏิบัติของเขา ตามคำอธิบายปรากฏว่า พวกคนเหล่านั้นทุกคนที่บูชาระบบศาสนานี้และรูปภาพของมันจะต้องทนทุกข์ทรมาน ภัยพิบัติเหล่านี้เข้าใจยากมากจนไม่มีคำอธิบายใดๆ ในการอ้างอิงถึงพวกมัน บัดนี้ในขณะที่เวลาแห่งพระคุณคงอยู่ อยากจะร้องออกมาด้วยลิ้นของมนุษย์ทั้งหลายและบรรดาทูตสวรรค์ “พวกเจ้าจงแสวงหาพระยาห์เวห์ ขณะที่พระองค์สามารถถูกพบได้ พวกเจ้าจงร้องทูลต่อพระองค์ ขณะที่พระองค์ทรงอยู่ใกล้"(อิสยาห์ 55: 6)
เมื่อถึงเวลานั้นก็จะสายไปตลอดกาลและในขณะที่ข้อความได้ระบุไว้ การเปลี่ยนแปลงมาเชื่อพระเจ้าจะเป็นไปไม่ได้ เวลาแห่งพระคุณจะหมดไป ไม่มีการไถ่หรือความรอดอีกต่อไป ความหมดหวังและความสิ้นหวังจะเกิดขึ้นกับมนุษยชาติ จากนั้นทุกคนจะอยู่ในสถานที่และสถานะที่เขาเลือก การตัดสินใจเกิดขึ้น ณ บัดนี้ โดยแต่ละคนที่ปรารถนาที่จะเป็น
และทูตสวรรค์องค์ที่หกได้เทขันของตนลงบนยูเฟรติสแม่น้ำใหญ่นั้น และน้ำในแม่น้ำนั้นแห้งไป เพื่อที่จะได้เตรียมทางของบรรดากษัตริย์แห่งทิศตะวันออกไว้
และข้าพเจ้าได้เห็นพวกผีโสโครกสามตนเป็นเหมือนพวกกบออกมาจากปากของมังกรนั้น และออกมาจากปากของสัตว์ร้ายนั้น และออกมาจากปากของผู้พยากรณ์เท็จนั้น
ด้วยว่าพวกผีเหล่านั้นเป็นวิญญาณของพวกผีร้าย ที่กระทำการอัศจรรย์ต่างๆ ซึ่งออกไปยังกษัตริย์เหล่านั้นแห่งแผ่นดินโลกและแห่งทั่วพิภพ เพื่อจะรวบรวมพวกเขาให้มายังการสู้รบในวันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์
จงดูเถิด เราจะมาเหมือนอย่างขโมย ผู้ที่เฝ้าระวังให้ดี และรักษาเสื้อผ้าของตนไว้จะได้รับพร เกรงว่าผู้นั้นจะเดินเปลือยกาย และคนทั้งหลายจะได้เห็นความน่าละอายของเขา
และมันรวบรวมเขาทั้งหลายให้มาชุมนุมกันในสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งถูกเรียกในภาษาฮีบรูว่า อารมาเกดโดน” (ข้อที่ 12-16)
คำสำคัญในข้อความนี้คือ "การสู้รบ"ที่นี่พวกเราไม่ได้กล่าวถึงการสู้รบระหว่างชนชาติทั้งหลาย แต่เป็นการสู้รบครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนการครองราชย์พันปีจะเริ่มขึ้น คำอธิบายนี้เข้าใจได้ง่ายมาก: พวกคนเหล่านั้นจากทิศตะวันออกตั้งตนเองในการเคลื่อนไหวและมาริมฝั่งแม่น้ำยูเฟรติส — สิ่งนี้แสดงให้เห็นทิศทางของถึงภูมิศาสตร์ที่ซึ่งพวกเขาจากมา ข้อพระคัมภีร์อื่นๆ ชี้ออกมาชัดเจนว่ากองทัพเหล่านี้จะเข้าร่วมกับพวกคนเหล่านั้นที่มาจากประเทศต่างๆ ทางเหนือของอิสราเอล
“และจงกล่าวว่า พระยาห์เวห์เจ้าตรัสดังนี้ว่า ดูเถิด เราต่อสู้กับเจ้า โอ โกกเอ๋ย ผู้เป็นประมุของค์สำคัญแห่งเมเชคและทูบัล
และเราจะทำให้เจ้าหันกลับ และใช้เบ็ดทั้งหลายเกี่ยวขากรรไกรของเจ้า และเราจะนำเจ้าออกมา และกองทัพทั้งสิ้นของเจ้า ม้าทั้งหลายและบรรดาทหารม้า พวกเขาทุกคนสวมกายด้วยเครื่องอาวุธทุกอย่าง แม้แต่กองทัพใหญ่พร้อมด้วยบรรดาดั้งและโล่ทั้งหลาย พวกเขาทุกคนที่ถือดาบทั้งหลาย
เปอร์เซีย, เอธิโอเปีย และลิเบียอยู่กับพวกเขา พวกเขาทุกคนมีโล่และหมวกเหล็ก
โกเมอร์และกองทัพทั้งสิ้นของเขา วงศ์วานแห่งโทการมาห์จากส่วนทิศเหนือ และกองทัพทั้งสิ้นของเขา และคนเป็นอันมากอยู่กับเจ้า
... ในวันนั้น เมื่ออิสราเอลประชากรของเราอาศัยอยู่อย่างปลอดภัยแล้ว เจ้าจะไม่ทราบสิ่งนั้นหรือ?
และเจ้าจะมาจากสถานที่ของเจ้าออกมาจากทางทิศเหนือทั้งหลาย ทั้งตัวเจ้าและประชาชนเป็นอันมากพร้อมกับเจ้า พวกเขาทุกคนที่ขี่ม้าทั้งหลาย เป็นกองทัพมหึมา เป็นกองทัพทรงกำลังยิ่งนัก
และเจ้าจะขึ้นมาต่อสู้กับอิสราเอลประชากรของเรา เหมือนอย่างเมฆก้อนหนึ่งเพื่อปกคลุมแผ่นดิน สิ่งนี้จะเกิดขึ้นในวาระข้างหน้า …”(เอเสเคียล 38: 3-16)
“และเราจะทำให้เจ้าหันกลับ และจะเหลือไว้เพียงหนึ่งในหกส่วนของเจ้า และจะทำให้เจ้าขึ้นมาจากทางทิศเหนือทั้งหลาย และจะนำเจ้ามาอยู่บนภูเขาทั้งหลายแห่งอิสราเอล
และเราจะตีคันธนูของเจ้าให้หลุดจากมือซ้ายของเจ้า และจะทำให้บรรดาลูกธนูของเจ้าร่วงออกจากมือขวาของเจ้า
เจ้าจะล้มลงบนภูเขาทั้งหลายแห่งอิสราเอล ตัวเจ้าและกองทัพทั้งสิ้นของเจ้า และประชาชนที่อยู่กับเจ้า เราจะมอบเจ้าไว้แก่ฝูงเหยี่ยวทุกชนิด และแก่สัตว์ป่าทั้งหลายแห่งท้องทุ่งให้ถูกกัดกิน” (เอเสเคียล 39: 2-4)
“เหมือนรุ่งเช้าแผ่ไปบนภูเขาทั้งหลาย ประชาชนจำนวนมากและแข็งแกร่ง ไม่เคยมีเหมือนอย่างนี้ และจะไม่มีหลังจากนี้ต่อไปอีกเลย แม้แต่จนถึงปีนั้นของหลายชั่วอายุคน” (โยเอล 2: 2ข) ดังนั้น “สงครามศักดิ์สิทธิ์” ที่โลกอิสลามกล่าวถึงจึงจะเกิดขึ้น
“จงประกาศสิ่งนี้ในท่ามกลางพวกคนต่างชาติว่า จงเตรียมทำสงคราม จงปลุกใจชายฉกรรจ์ทั้งหลาย จงให้พลรบทั้งสิ้นเข้ามาใกล้ จงให้พวกเขาขึ้นมาเถิด ...
จงให้พวกคนต่างชาติตื่นตัว และขึ้นมายังหุบเขาแห่งเยโฮชาฟัทเถิด เพราะที่นั่นเราจะนั่งเพื่อจะพิพากษาบรรดาคนต่างชาติทั้งสิ้นที่อยู่ล้อมรอบ” (โยเอล 3: 9+12)
“เราได้บัญชาบรรดาผู้ที่ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ของเราแล้ว เราได้เรียกบรรดาผู้ที่มีกำลังมากของเราด้วยเพราะเหตุความโกรธของเรา คือคนเหล่านั้นที่ปีติยินดีในความสูงส่งของเรา
เสียงอึกทึกของฝูงชนในภูเขาทั้งหลาย เหมือนอย่างมวลชนมหึมา เสียงอึงคะนึงของราชอาณาจักรทั้งหลายของบรรดาประชาชาติได้รวมเข้าด้วยกัน พระยาห์เวห์จอมโยธาทรงระดมพลแห่งการสู้รบ
เขาทั้งหลายมาจากแผ่นดินไกลจากที่สุดปลายแห่งฟ้าสวรรค์ คือพระยาห์เวห์ และอาวุธทั้งหลายแห่งความเดือดดาลของพระองค์ เพื่อจะทำลายแผ่นดินทั้งสิ้น"(อิสยาห์ 13: 3-5)
“... เพราะเป็นวันแห่งการแก้แค้นของพระยาห์เวห์ และปีแห่งการตอบแทนทั้งหลายสำหรับการโต้เถียงกันแห่งศิโยน” (อิสยาห์ 34: 8)
ตรีเอกานุภาพของซาตาน: มังกร สัตว์ร้าย ผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จ
ตรีเอกานุภาพของซาตานที่กล่าวถึงในวิวรณ์ 16: 13 จะเถลิงอำนาจและอิทธิพลต่อแผ่นดินโลกทั้งปวง ซาตานเป็นประมุขของโลกนี้ ดังนั้นเขาจะใช้ความพยายามครั้งสุดท้ายเพื่อนำมาซึ่งความพินาศบนแผ่นดินโลก เขาจะรวบรวมกองทหารทั้งหมดที่เขาทำได้และมาต่อต้านอิสราเอล (เศคาริยาห์ 14: 2) จากนั้นซาตาน มังกร จะเถลิงอำนาจเบ็ดเสร็จในอาณาจักรฝ่ายการเมืองและฝ่ายศาสนา เขาจะพยายามดึงมนุษยชาติทั้งหมดมายังเขาเข้าไปสู่ภัยพิบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
จากตรีเอกานุภาพของซาตานนี้ — มังกร/ซาตาน, สัตว์ร้าย/ผู้นำฝ่ายการเมือง, ผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จ/ผู้นำฝ่ายศาสนา – พวกวิญญาณปีศาจสามตนออกมาแสดงพวกหมายสำคัญและการอัศจรรย์เท็จเพื่อจะสร้างความประทับใจและเพื่อจะหลอกลวงและทำทางของพวกมันไปยังบรรดากษัตริย์บนแผ่นดินโลก ในเวลานั้นบรรดาผู้นำฝ่ายการเมืองของรัฐทุกคนและผู้ใดก็ตามที่รับผิดชอบในตำแหน่งจะมาอยู่ภายใต้อิทธิพลโดยตรงของซาตาน จะไม่มีข้อยกเว้น โดยไม่คำนึงถึงทัศนคติของพวกผู้ที่อาศัยอยู่ของพวกประเทศเหล่านั้นที่อาจจะมีต่ออิสราเอล รัฐบาลทั้งหลายนั้นจะต้องปฏิบัติเป็นเอกฉันท์ในฐานะที่พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของสหประชาชาติ
ในบทที่ 16 ข้อที่ 17-21 พวกเราพบคำอธิบายเกี่ยวกับการพิพากษาที่จะเกิดขึ้นกับมหานครบาบิโลน ที่นี่เมืองโบราณของบาบิโลนไม่ได้หมายถึง ซึ่งถูกตีความหมายถึง "ความสับสน" และซากปรักหักพังเป็นเวลานาน แต่สัญลักษณ์ของกรุงบาบิโลนซึ่งปัจจุบันมีอยู่ เธอถูกอธิบายไว้อย่างละเอียดในบทต่างๆ ของวิวรณ์
“และทูตสวรรค์องค์ที่เจ็ดก็เทขันของตนลงในท้องฟ้าอากาศ และมีพระสุรเสียงดังออกมาจากพระวิหารแห่งสวรรค์ จากพระที่นั่ง โดยตรัสว่า สำเร็จแล้ว
และมีเสียงต่างๆ และเสียงฟ้าร้อง และฟ้าแลบทั้งหลาย และมีแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ซึ่งตั้งแต่มนุษย์อยู่บนแผ่นดินโลก ไม่เคยมีแผ่นดินไหวรุนแรงและยิ่งใหญ่เช่นนี้เลย
และมหานครนั้นได้ถูกแยกออกเป็นสามส่วน และนครต่างๆ ของบรรดาประชาชาติก็ล่มจม และมหานครบาบิโลนนั้นได้เข้ามาอยู่ในความทรงจำต่อพระพักตร์พระเจ้า เพื่อจะมอบถ้วยแห่งเหล้าองุ่นของความเดือดดาลแห่งพระพิโรธของพระองค์ให้แก่มหานครนั้น
และบรรดาเกาะต่างๆ ก็ถูกน้ำท่วมไป และภูเขาทั้งหลายก็หาไม่พบ
และมีบรรดาลูกเห็บใหญ่ตกออกจากฟ้าสวรรค์ลงมาบนมนุษย์ทั้งหลาย แต่ละก้อนหนักประมาณห้าสิบกิโลกรัม และคนทั้งหลายได้พูดหมิ่นประมาทพระเจ้า เพราะเหตุภัยพิบัติแห่งลูกเห็บนั้น เพราะว่าภัยพิบัตินั้นร้ายแรงยิ่งนัก”
คำอธิบายโดยรวมแสดงให้เห็นว่า ณ เวลานั้นไม่เพียงแต่เป็นการต่อสู้ทางทหารครั้งใหญ่เพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นทั้งทางบกและทางทะเลที่เกี่ยวข้องอีกด้วยเช่นกัน หมู่เกาะและภูเขาทั้งหลายจะเคลื่อนออกจากสถานที่ของพวกมัน แผ่นดินไหวขนาดมหึมาที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนตั้งแต่โลกนี้ได้เกิดขึ้นมาจะเขย่าเมืองต่างๆ ของโลก โดยเฉพาะมหานคร
บาบิโลน จากทุกทิศทุกทาง และทุกระดับการพิพากษา และกระบวนการทำให้บริสุทธิ์ของพวกมันจะดำเนินไป ไม่มีใครปรารถนาที่จะอยู่บนแผ่นดินโลกได้ในขณะนั้น แต่ทุกคนควรจะเชื่อพระวจนะของพระเจ้า, ตั้งใจและอธิษฐานเพื่อให้ถูกนับว่าสมควรที่จะหนีพ้นสิ่งสารพัดเหล่านี้ที่จะบังเกิดขึ้นมาบนพื้นพิภพ และจะยืนต่อหน้าบุตรมนุษย์ได้มากกว่า
“เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงเฝ้าระวังและอธิษฐานอยู่เสมอ เพื่อท่านทั้งหลายจะถูกนับว่าสมควรที่จะหนีพ้นสิ่งสารพัดเหล่านี้ที่จะบังเกิดมานั้น และเพื่อจะยืนอยู่ต่อหน้าบุตรมนุษย์ได้” (ลูกา 21: 36)
Available translations