Book

พระธรรมวิวรณ์ - ตราประทับทั้งเจ็ด?

Ewald Frank

library_books Kapitoly: 25 calendar_month 2. 8. 2021

Formats

Navigate

Kapitoly

expand_more

Navigate

Kapitoly

Jump to any chapter without leaving the reader.

คำนำ 1 บทที่ 1 - บทนำ “วันแห่งพระยาห์เวห์” ที่มาและความสำคัญของการเผยพระวจนะ 2 บทที่ 2 - คำเทศนาทั้งเจ็ดของพระเยซูผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์ 3 บทที่ 3 - คำเทศนาที่ห้า: ยุคปฏิรูป — เสริมกำลังผู้ที่อ่อนแอในความเชื่อ 4 บทที่ 4 - การเหลือบมองเข้าไปในสวรรค์ 5 บทที่ 5 - หนังสือลึกลับกับตราประทับทั้งเจ็ด 6 บทที่ 6 - การเปิดตราประทับทั้งหลาย การเปิดโปงอำนาจของผู้ต่อต้านพระคริสต์ มุมมองทั่วไป 7 บทที่ 7 - บรรดาคนยิวที่ได้รับการประทับตรา 8 บทที่ 8 - ตราประทับดวงที่เจ็ด 9 บทที่ 9 - ความทรมานซึ่งหาที่เปรียบมิได้ 10 บทที่ 10 - นิมิตระดับกลาง: หนังสือที่คลี่ออก พระเยซูในฐานะทูตสวรรค์แห่งพันธสัญญา 11 บทที่ 11 - นิมิตระดับกลางที่สอง: การวัดพระวิหารและ พันธกิจของพยานทั้งสอง 12 บทที่ 12 - ผู้หญิงที่มีดวงอาทิตย์เป็นอาภรณ์ พระคริสต์และประชากรของพระองค์ ซาตาน — มังกรแดงและผู้ติดตามของเขา 13 บทที่ 13 - นิมิตของดาเนียลในการทบทวนและความเกี่ยวข้องกับพระธรรมวิวรณ์ 14 บทที่ 14 - พระเมษโปดกกับ 144,000 คน ซึ่งได้รับการประทับตรา 15 บทที่ 15 - คำพิพากษาขันทั้งเจ็ด และฝูงชนที่ทะเลแก้ว 16 บทที่ 16 - เจ็ดขันแห่งพระพิโรธ: การพิพากษาครั้งสุดท้ายแห่งความเดือดดาลของพระเจ้า 17 บทที่ 17 - ผู้หญิงที่ขี่สัตว์ร้าย 18 บทที่ 18 - การล่มสลายของมหานครบาบิโลน 19 บทที่ 19 - ความปิติยินดีในสวรรค์เพราะความพินาศของบาบิโลน การอภิเษกสมรสของพระเมษโปดก 20 บทที่ 20 - การผูกมัดซาตาน 21 บทที่ 21 - การประกาศสวรรค์ใหม่และโลกใหม่ 22 บทที่ 22 - แม่น้ำแห่งชีวิตและบรรดาต้นไม้แห่งชีวิต 23 ภาคผนวก 24 บทส่งท้าย 25

Kapitola 3

บทที่ 2 - คำเทศนาทั้งเจ็ดของพระเยซูผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์

3 / 25

คำเทศนาทั้งเจ็ดของพระเยซูผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์

คำเทศนาแรก: 

จงเก็บรักษาความรักดั้งเดิม

พวกเราไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงจดหมายเจ็ดฉบับที่ถูกส่งถึงคริสตจักรทั้งหลายมากนัก เพราะว่าพวกมันได้รับการอธิบายอย่างถี่ถ้วนแล้วในการอธิบายเรื่อง "คริสตจักรเจ็ดยุค" ทุกคนรู้จักพวกมันไม่มากหรือน้อย ในขั้นต้นได้รับคำเทศนาโดยผู้ส่งสารซึ่งเป็นทูตสวรรค์แห่งที่ประชุม จากนั้นเขาได้ให้มันกับทั้งคริสตจักร ในนั้นพวกเราพบการสรรเสริญความดีและการตักเตือนคนทั้งหลายที่ต่อต้านพวกคำสอนเทียมเท็จและอื่นๆ ในตอนท้ายของจดหมายแต่ละฉบับมีการให้สัญญาพิเศษแก่บรรดาผู้มีชัยชนะ สิ่งเหล่านี้มิได้ใช้กับที่ประชุมท้องถิ่นที่กล่าวถึงโดยเฉพาะเพียงเท่านั้น แต่ยังใช้กับผู้เชื่อทุกคนในระหว่างคริสตจักรพันธสัญญาใหม่อีกด้วยเช่นกัน

บรรดานักวิชาการประวัติศาสตร์คริสตจักรได้อธิบายช่วงเวลาพิเศษทั้งเจ็ดอย่างลึกซึ้ง ผู้ซึ่งเป็นที่รู้จักกันมากที่สุดในหมู่พวกเขาคือ Dr. Clarence Larkin (ดร. คลาเรนซ์ ลาร์คิน) ในหนังสือของเขาชื่อ «Dispensational Truth» (ความจริงของยุคสมัยที่พระเจ้าประทาน) บนหน้า 130-132 ได้ให้ยุคสมัย วิลเลียม แมเรี่ยน บรานฮาม ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงใช้มา ก็ได้ใช้เรื่องเดียวกันนี้เทศนาเรื่อง คริสตจักรเจ็ดยุค

คำเทศนาทั้งเจ็ดเหล่านั้นมีลักษณะของการเผยพระวจนะในอนาคตและในการเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญกับแผนการแห่งความรอด ผู้ที่ตรัสและทรงมีพระราชกิจของพระองค์ท่ามกลางคนทั้งหลายของพระองค์เองนั้นคือ พระเยซูคริสต์ผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์เสมอ พระองค์ทรงแนะนำพระองค์เองในจดหมายทุกฉบับในลักษณะต่างๆ กัน แต่มักเกี่ยวเนื่องกับการปฐมนิเทศพิเศษสำหรับคริสตจักรของพระองค์ คริสตจักรต้องรู้ว่า พระองค์ทรงเป็นผู้ใด และฟังสิ่งที่พระองค์ตรัส พระสัญญาทั้งเจ็ดซึ่งให้แก่บรรดาผู้ที่มีชัยชนะก็แตกต่างกันอีกด้วยเช่นกัน ในการเสด็จกลับมาของพระเยซูพวกคนเหล่านั้นที่จะได้มีประสบการณ์ของความสำเร็จของพวกเขาจากคริสตจักรทุกยุคสมัย เข้าร่วมในการฟื้นคืนพระชนม์ครั้งแรก และรับมรดกสิ่งใดก็ตามซึ่งได้ให้สัญญาไว้แล้ว

ในคำเทศนาแรก พระเยซูตรัสด้วยพระองค์เองดังต่อไปนี้ว่า “พระองค์ผู้ทรงถือดวงดาวทั้งเจ็ดไว้ในพระหัตถ์ขวาของพระองค์ และผู้ทรงดำเนินอยู่ท่ามกลางคันประทีปทองคำทั้งเจ็ดนั้นตรัสสิ่งเหล่านี้ว่า

เรารู้จักบรรดาการกระทำของเจ้า และการทำงานหนักของเจ้า และความอดทนของเจ้า และว่าเจ้าไม่สามารถทนต่อคนเหล่านั้นซึ่งชั่วร้ายได้ และเจ้าได้ลองใจคนเหล่านั้นซึ่งกล่าวว่าพวกเขาเป็นเหล่าอัครสาวก และไม่ได้เป็น และได้พบว่าพวกเขาเป็นพวกคนมุสา

และได้ทน และมีความเพียร และเพราะเห็นแก่นามของเราได้ทำงานหนัก และมิได้อ่อนระอาไป

แต่อย่างไรก็ตาม เรามีข้อที่จะต่อว่าเจ้าบ้าง เพราะว่าเจ้าได้ละทิ้งความรักดั้งเดิมของเจ้าเสีย

เหตุฉะนั้น จงระลึกถึงว่าเจ้าได้หล่นลงมาจากไหนแล้ว และจงกลับใจเสียใหม่ และกระทำบรรดาการงานแรกๆ เหล่านั้น หรือมิฉะนั้นเราจะรีบมาหาเจ้า และจะยกคันประทีปของเจ้าออกจากสถานที่ของมัน นอกจากว่าเจ้ากลับใจเสียใหม่

แต่เจ้ายังมีสิ่งนี้ ที่เจ้าเกลียดชังบรรดากิจการของพวกนิโคเลาส์นิยม ซึ่งเราก็เกลียดชังเช่นกัน” (2: 1-6)

ที่นี่กล่าวถึงการงานที่บรรดาผู้เชื่อกำลังกระทำในอาณาจักรของพระเจ้าและความอดทนของพวกเขาด้วย พวกเขามีคำพยานว่า พวกเขาไม่สามารถทนพวกคนชั่วเหล่านั้นและพวกคนเหล่านั้นที่ไม่ใช่ผู้ซึ่งทำงานหนักอย่างแท้จริงได้ พวกเขาได้ลองใจคนเหล่านั้นแล้วพบว่าพวกเขาผิด สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับคนเหล่านั้นซึ่งอ้างว่าเป็นพวกอัครสาวกแต่พวกเขาไม่ได้เป็น ดังนั้นพวกเขาจึงปรากฏให้เห็นว่าเป็น พวกคนโกหกในคริสตจักรยุคแรก โดยคนเหล่านั้นซึ่งอยู่กับพระวจนะอย่างสัตย์ซื่อ

อัครสาวกเปาโลได้กล่าวเกี่ยวกับพัฒนาการเหล่านี้แล้วในกิจการ 20: 28-32 และอื่นๆ พวกคนดังกล่าวจะลุกขึ้นมาหลังจากการจากไปของเขา, เทศนาพวกคำสอนนอกรีต และสร้างพวกสาวกให้ติดตามพวกเขา ในเรื่องการเชื่อมต่อนี้เขาได้ตักเตือนบรรดาผู้อาวุโสของคริสตจักรให้ตื่นตัว

ในเวลานั้นบรรดาผู้เชื่อย่อมรู้จักพวกคำสอนและการปฏิบัติของบรรดาอัครสาวกแท้ ตามที่พวกเขามีสิ่งทั้งหลายตั้งแต่ตอนเริ่มต้นในความทรงจำอันสดใส พวกเขารู้ว่าถ้าหากไม่มีใครมาด้วยพวกคำสอนและการปฏิบัติดั้งเดิมเริ่มแรกแล้ว ฉะนั้นพวกเขาจึงเป็นพวกผู้ลอกเลียนแบบและการกล่าวอ้างของพวกเขานั้นไม่ชอบธรรม การเบี่ยงเบนไปจากเดิมได้เริ่มต้นขึ้นในชนคริสเตียนรุ่นแรก ต้นฉบับของคริสตจักรคริสเตียนดั้งเดิมนั้นต้องเป็นไม้วัดที่ถูกต้องและรูปแบบสำหรับบรรดาผู้เชื่อแท้ทุกคนตรงไปจนถึงจุดจบ

พวกเรายังได้รับการบอกเล่าถึงความแน่วแน่และความอดทนของบรรดาผู้เชื่อซึ่งทนทุกข์ทรมานเพื่อพระนามของพระองค์ จากนั้นจึงติดตามมาด้วยการกระหนาบ เพราะบางคนได้ละทิ้งความรักซึ่งเผาผลาญครั้งแรกไป ดังนั้นพวกเขาจึงถูกขอร้องให้กลับใจและกลับไปทำการงานของจุดเริ่มต้น ถ้าไม่ทำเช่นนั้นแล้ว พระเจ้าพระองค์เองจะทรงย้ายคันประทีปจากที่ของมันเสีย คันประทีปจะมีประโยชน์อะไรเล่าถ้าหากไม่มีแสงสว่างส่องออกมาจากมัน? ในกรณีดังกล่าวมีเพียงความทรงจำและรูปแบบที่ตายแล้วเพียงเท่านั้น อีกครั้งหนึ่งที่พระเจ้าทรงยกย่องในสิ่งทั้งหลายที่ดี บรรดาผู้เชื่อแท้เกลียดการงานของพวกนิโคเลาส์นิยม พวกนิโคเลาส์นิยมได้เริ่มสร้างความแตกต่างระหว่างพวกพี่น้องซึ่งปรนนิบัติในที่ประชุมทั้งหลายและพวกฆราวาสซึ่งเป็นพวกผู้ฟัง พระเจ้ายังทรงเกลียดการกระทำทั้งหลายของพวกนิโคเลาส์นิยมอีกด้วยเช่นกัน

พระสัญญาสำหรับคนทุกคนที่จะฟังสิ่งที่พระวิญญาณตรัสถึงคริสตจักรต่างๆ ดังต่อไปนี้ว่า “ผู้ใดที่มีหู ก็ให้ผู้นั้นฟังสิ่งซึ่งพระวิญญาณตรัสแก่คริสตจักรทั้งหลาย ผู้ใดที่มีชัยชนะ เราจะให้ผู้นั้นกินจากต้นไม้แห่งชีวิต ซึ่งอยู่ในท่ามกลางอุทยานสวรรค์ของพระเจ้า’” (ข้อที่ 7) ในปฐมกาลอาดัมและเอวาสูญเสียสิทธิของพวกเขาในต้นไม้แห่งชีวิตและถูกขับออกไปจากสวรรค์ หลังจากการงานแห่งการไถ่และการกลับคืนดีได้เสร็จสิ้นลงแล้วบรรดาผู้เชื่อแท้สามารถเข้าถึงต้นไม้แห่งชีวิตและสรวงสวรรค์ได้ (ลูกา 23: 43) อีกครั้งหนึ่ง

คำเทศนาที่สอง:

จงสัตย์ซื่อจนถึงความตาย!

ในคำเทศนาที่สอง พระองค์ผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์ได้ทรงตักเตือนด้วยพระองค์เองดังต่อไปนี้ว่า “พระองค์ผู้ทรงเป็นเบื้องต้นและเป็นเบื้องปลาย ผู้ซึ่งได้สิ้นพระชนม์แล้ว และกลับดำรงชีวิตอยู่อีก ตรัสสิ่งเหล่านี้ว่า

เรารู้จักบรรดาการกระทำของเจ้า และความทุกข์ลำบาก และความยากจน (แต่เจ้าก็มั่งมี) และเรารู้เรื่องการหมิ่นประมาทของคนเหล่านั้นที่กล่าวว่า พวกเขาเป็นพวกยิวและไม่ได้เป็น แต่เป็นธรรมศาลาของซาตาน

จงอย่ากลัวสิ่งใดๆ ทั้งสิ้นซึ่งเจ้าจะต้องทนทุกข์ทรมานนั้น ดูเถิด พญามารจะทิ้งพวกเจ้าบางคนไว้ในคุก เพื่อพวกเจ้าจะถูกลองใจ และพวกเจ้าจะประสบความทุกข์ทรมานเป็นเวลาสิบวัน เจ้าจงสัตย์ซื่อจนถึงความตาย และเราจะมอบมงกุฎแห่งชีวิตให้แก่เจ้า” (2: 8-10)

บรรดาผู้เชื่อแท้ในช่วงเวลาที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากการข่มเหงอย่างสาหัส พวกเขาได้รับความเดือดร้อนจากความยากจนในธรรมชาติและถูกล้อเลียนโดยพวกคนเหล่านั้นที่อ้างว่าเป็นชาวยิวแท้ — บรรดาผู้เชื่อแท้ แต่แท้จริงแล้วเป็นธรรมศาลาของซาตาน พระเยซูทรงให้กำลังใจด้วยถ้อยคำของพระองค์เองว่า “จงอย่ากลัวสิ่งใดๆ ทั้งสิ้นซึ่งเจ้าจะต้องทนทุกข์ทรมานนั้น” การข่มเหงมักเกิดขึ้นและมาจากพวกคนเหล่านั้นที่คิดว่าพวกเขาใช่แต่พวกเขาไม่ใช่ บุตรที่แท้จริงทั้งหลายของพระเจ้าไม่ข่มเหง แต่พวกเขาถูกข่มเหงอยู่เสมอ (กาลาเทีย 4: 28-29)

พวกปฏิปักษ์ได้มองเห็นเรื่องนี้ว่า คนบางคนของพวกเขาถูกโยนเข้าไปในคุกและคนอื่นๆ ได้ทนทุกข์เวทนาครั้งใหญ่ สิบวันที่กล่าวถึงในข้อความนี้เป็นที่รู้จักกันในประวัติศาสตร์คริสตจักรยุคแรกว่าเป็น สิบปีที่เลวร้ายที่สุดของการข่มเหงคริสเตียนภายใต้การปกครองของจักรพรรดิไดโอคลีเชียน ค.ศ. 300-310 ใครก็ตามในสถานการณ์เหล่านี้ทุกคนที่ทนได้จนถึงแก่ความตายและยังคงสัตย์ซื่อจะต้องได้รับมงกุฏแห่งชีวิต พระสัญญาคือ “ผู้ใดที่มีชัยชนะ จะไม่ได้รับอันตรายจากความตายครั้งที่สองเลย” (2: 11) ความตายครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อจิตวิญญาณออกจากร่างกายไป ความตายครั้งที่สองเกิดขึ้นเมื่อวิญญาณออกจากจิตวิญญาณไป ณ การพิพากษาบัลลังก์สีขาว

คำเทศนาที่สาม:

คำเตือนเกี่ยวกับลัทธิบาลาอัมและลัทธินิโคเลาส์นิยม

ในคำเทศนาที่สาม พระเยซูทรงสำแดงพระองค์เองให้เห็นในลักษณะดังต่อไปนี้ว่า “พระองค์ผู้ทรงถือพระแสงสองคมที่คมกริบ ตรัสสิ่งเหล่านี้ว่า

เรารู้จักการงานทั้งหลายของเจ้า และสถานที่ซึ่งเจ้าอาศัยอยู่ แม้แต่สถานที่ซึ่งเป็นที่นั่งของซาตาน และเจ้ายึดนามของเราไว้มั่น และไม่ได้ปฏิเสธความเชื่อของเรา แม้ในวันเหล่านั้นเมื่ออันทีพาที่เป็นพยานผู้ยอมตายที่สัตย์ซื่อของเรา ผู้ซึ่งถูกฆ่าในท่ามกลางพวกเจ้า ในสถานที่ซึ่งซาตานอาศัยอยู่

แต่เรามีข้อที่จะต่อว่าเจ้าบ้างอยู่สองสามเรื่อง เพราะว่าเจ้ามีบางคนที่นั่นที่ถือหลักคำสอนของบาลาอัม ผู้ซึ่งได้สอนบาลาคให้โยนหินสะดุดไว้ตรงหน้าชนชาติอิสราเอล เพื่อกินสิ่งของต่างๆ ที่ได้บูชาแก่รูปเคารพแล้ว และเพื่อกระทำการล่วงประเวณี

แล้วเจ้ามีบางคนที่ถือหลักคำสอนของพวกนิโคเลาส์นิยมด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่เราก็เกลียดชัง

จงกลับใจเสียใหม่ หรือมิฉะนั้นเราจะรีบมาหาเจ้า และจะต่อสู้กับเขาเหล่านั้นด้วยพระแสงแห่งปากของเรา” (2: 12-16)

พระเยซูทรงรู้จักคนทั้งหลายของพระองค์และการงานทั้งหลายของพวกเขาอีกด้วยเช่นกัน พระองค์ทรงรู้จักสิ่งที่พวกเขาทำและสถานที่ซึ่งพวกเขาอาศัยอยู่ ในเวลานี้ซาตานได้ขึ้นไปนั่งบนที่นั่งของมันในคริสต์ศาสนาที่ละทิ้งความเชื่อ ในปี ค.ศ. 325 สภาไนซีอาได้ถูกตั้งขึ้นมา มีพวกผู้แทนประมาณ 250 คนได้เข้าร่วมในการประชุมเดียวกัน ที่นั่นการโอนเอียงไปในทางที่เรียกว่า ความเป็นผู้นำฝ่ายวิญญาณเหนือพวกฆราวาสได้ถูกเน้นย้ำและถูกทำให้เป็นกฎขึ้นมา มีผู้นำหลักสองคนคือ Athanasius และ Arius

พระเยซูได้ทรงกระหนาบบรรดาผู้เชื่อแท้บางคนที่ได้ยอมให้กับหลักคำสอนของบาลาอัมซึ่งถูกกล่าวถึงในการเชื่อมโยงกับหลักคำสอนของนิโคเลาส์นิยม บาลาอัมไม่ได้เป็นของประชาชนของอิสราเอล แต่เขาประสบความสำเร็จในพันธสัญญาเดิมในการดึงอิสราเอลเข้าสู่รูปเคารพและปะปนพวกเขาเข้ากับชนชาติอื่นๆ สาขานิโคเลาส์นี้เป็นกลุ่มที่ปะปนกัน และได้รับอิทธิพล และช่องว่างระหว่างพวกผู้ชมและพวกนักบวชที่ฟังอยู่ซึ่งปรากฏอย่างชัดเจนในคริสตจักรที่ละทิ้งความเชื่อแห่งนี้

สิ่งใดที่เป็นการกระทำของนิโคเลาส์นิยมในยุคคริสตจักรแรก ตอนนี้ในคริสตจักรยุคที่สามได้กลายเป็นหลักคำสอนชุดหนึ่งซึ่งพระเยซูทรงเกลียด พระองค์ทรงเรียกคนทั้งหลายของพระองค์ให้กลับใจ มิฉะนั้นพระองค์จะต้องเสด็จมาและจะทรงต่อสู้ด้วยพระแสงจากพระโอษฐ์ของพระองค์ ซื่งมักจะเป็นพระวจนะของพระองค์ที่ต่อต้านพวกคนเหล่านั้นที่เบี่ยงเบนไปเสมอ

พระสัญญาคือ “ผู้ใดที่มีชัยชนะ เราจะให้ผู้นั้นกินมานาที่ซ่อนอยู่ และจะให้หินขาวแก่ผู้นั้น และในหินนั้นมีชื่อใหม่จารึกไว้ ซึ่งไม่มีผู้ใดรู้เลยนอกจากผู้ที่รับหินนั้นเท่านั้น"(2: 17) พระเยซูทรงให้คนทั้งหลายของพระองค์เองกินมานาที่ซ่อนอยู่ของพระวจนะที่ถูกเปิดเผยสำแดงและทรงสัญญากับบรรดาผู้ที่มีชัยชนะถึงชื่อใหม่

คำเทศนาที่สี่:

ยุคมืด—

คำเตือนเรื่องการหลอกลวงและการดลใจที่ผิด

ในคำเทศนาที่สี่ พระเยซูทรงตักเตือนด้วยพระองค์เองดังต่อไปนี้ว่า “พระบุตรของพระเจ้า ผู้ทรงมีพระเนตรของพระองค์เหมือนเปลวไฟ และมีพระบาทของพระองค์เหมือนทองเหลืองเงางาม ตรัสสิ่งเหล่านี้ว่า

เรารู้จักการงานทั้งหลายของเจ้า และความรัก และการปรนนิบัติ และความเชื่อ และความเพียรของเจ้า และบรรดาการกระทำของเจ้า และการเบื้องปลายมีมากกว่าการเบื้องต้น

แต่อย่างไรก็ตาม เรามีข้อที่จะต่อว่าเจ้าบ้างอยู่สองสามเรื่อง เพราะว่าเจ้ายอมให้ผู้หญิงคนนั้นที่ชื่อ เยเซเบล ผู้ซึ่งเรียกตัวเองว่าเป็นผู้เผยพระวจนะหญิง ให้สอนและล่อลวงพวกผู้รับใช้ของเรา เพื่อที่จะกระทำการล่วงประเวณีและเพื่อที่จะกินสิ่งของต่างๆ ที่ได้บูชาแก่รูปเคารพแล้ว

และเราได้ให้หญิงนั้นมีระยะเวลาที่จะกลับใจจากการล่วงประเวณีของนาง และนางก็ไม่ได้กลับใจเลย

ดูเถิด เราจะทิ้งหญิงนั้นไว้บนเตียงพร้อมกับคนทั้งหลายที่เล่นชู้กับนางให้เข้าในความทุกข์เวทนาครั้งใหญ่ยิ่ง ยกเว้นคนเหล่านั้นกลับใจจากบรรดาการกระทำของตน

และเราจะประหารลูกทั้งหลายของหญิงนั้นเสียด้วยความตาย และบรรดาคริสตจักรทั้งหลายจะทราบว่าเราเป็นผู้ซึ่งตรวจค้นส่วนภายในและจิตใจ และเราจะให้แก่เจ้าทั้งหลายทุกคนตามบรรดาการงานของพวกเจ้า

แต่สำหรับพวกเจ้า และสำหรับคนอื่นที่เหลืออยู่ในเมืองธิยาทิรา ผู้ใดก็ตามที่ไม่ถือหลักคำสอนนี้ และซึ่งไม่รู้จักความล้ำลึกของซาตาน ตามที่พวกเขากล่าวนั้น เราขอบอกว่า เราจะไม่มอบภาระอื่นให้แก่พวกเจ้า

แต่สิ่งที่พวกเจ้ามีอยู่แล้วนั้น จงยึดไว้ให้มั่นจนกว่าเราจะมา” (2: 18-25)

คริสตจักรธิยาทิรามีบุคลิกลักษณะตามในยุคตามลำดับนั้นและด้วยเหตุนี้เองพวกเราจึงพบว่า คริสตจักรนี้ได้รับการยกย่องเพราะการงานทั้งหลายของคริสตจักร ความรักและความสัตย์ซื่อของคริสตจักร และความอดทนของคริสตจักรที่ถูกกล่าวถึงด้วย คริสตจักรนี้ยังเติบโตฝ่ายวิญญาณอีกด้วยเช่นกัน แต่แล้วพระเยซูก็ยังทรงเห็นสิ่งซึ่งไม่เป็นที่พอพระทัยพระองค์ พระองค์ทรงกล่าวต่อต้านผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งพระองค์ทรงเรียกนางว่า เยเซเบล ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้เผยพระวจนะหญิง การหลอกลวงที่น่าเชื่อถือมากที่สุดและน่ากลัวที่สุดในอาณาจักรฝ่ายวิญญาณซึ่งเกิดขึ้นกับพวกคนเหล่านั้นที่ทำการเผยพระวจนะ คนหลายคนมักจะเชื่อพวกเขา พวกเขาได้รับการเชิดชูและชื่นชมโดยพวกคนไร้เดียงสาซึ่งไม่รู้ถึงอุบายซึ่งแฝงอยู่เบื่องหลังพวกคำเผยพระวจนะเช่นนั้นได้

พระเจ้าได้ทรงวางพันธกิจห้าประการไว้ในคริสตจักรพันธสัญญาใหม่กับพี่น้องผู้ชายโดยเฉพาะ ไม่มีสิ่งเช่นนั้นในการดำรงอยู่ที่พระเจ้าได้ทรงตั้งพวกผู้เผยพระวจนะ-พวกผู้หญิง, พวกอัครสาวก-พวกผู้หญิง, พวกครู-พวกผู้หญิง, ฯลฯ ถ้าหากมันเกิดขึ้นว่า ผู้หญิงเข้ามาทำหน้าที่ของผู้เผยพระวจนะ, ครู หรืออัครสาวก ดังนั้นโดยการเปรียบเทียบด้วยข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ พวกเราสามารถรู้ได้ว่า ซาตานกำลังใช้นางในทางที่ผิดสำหรับการทดลองในคริสตจักร ไม่ช้าก็เร็วการฟื้นฟูฝ่ายวิญญาณแต่ละครั้งจะประสบกับการทดลองเช่นเดียวกันกับเอวา อัครสาวกเปาโลได้เน้นย้ำอย่างมากถึงระเบียบของพระเจ้าซึ่งถูกวางไว้ เมื่อเขาเขียนว่า“ให้ผู้หญิงเรียนรู้อย่างเงียบๆ ด้วยใจนอบน้อมทุกอย่าง

แต่ข้าพเจ้าไม่อนุญาตให้ผู้หญิงคนใดสั่งสอน หรือใช้อำนาจเหนือผู้ชาย แต่ให้นิ่งเงียบเสีย

ด้วยว่าอาดัมทรงถูกปั้นก่อน แล้วทรงปั้นเอวา

และอาดัมไม่ได้ถูกหลอกลวง แต่ผู้หญิงนั้นที่ถูกหลอกลวงจึงได้อยู่ในการละเมิดนั้น” (1 ทิโมธี 2: 11-14) ผู้หญิงทุกคนที่ถือว่าเป็นฝ่ายวิญญาณและถอนตัวของนางออกจากการปกครองสามีของนาง ดั่งที่พระเจ้าพระยาห์เวห์ได้ทรงบัญชาไว้ในปฐมกาล บทที่ 3 ก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของซาตานไปโดยอัตโนมัติและกลายเป็นเครื่องมือของมัน เช่นเดียวกับในสวนเอเดน สิ่งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในการสนทนาเกี่ยวกับการเมืองหรือเรื่องทางโลกอื่นๆ แต่ในการอ้างอิงถึงสิ่งที่พระเจ้าได้ตรัสไว้เสมอ

สถานที่แห่งใดก็ตามที่ผู้หญิงล้ำเส้นขอบเขตที่บัญญัติไว้ นางเริ่มสอนคนอื่นๆ เกี่ยวกับหัวข้อในพระคัมภีร์ไบเบิล ในเวลาเดียวกันนางก็วางตัวของนางเองเหนือข้อพระคัมภีร์และสามีของนาง นี่เป็นสัญญาณที่แน่ชัดว่านางถูกศัตรูเข้าครอบงำแล้ว ถูกครอบงำในการเคร่งศาสนานอกจากนั้นก็อยู่ภายใต้การดลใจเทียมเท็จ โดยอำนาจของศัตรูที่แฝงตัวอยู่ ดังนั้นอัครสาวกจึงให้คำสั่งดังต่อไปนี้: “จงให้บรรดาผู้หญิงของพวกท่านนิ่งเสียในคริสตจักรทั้งหลาย เพราะว่าไม่ได้อนุญาตให้พวกเขาพูดได้ แต่พวกเขาได้รับคำบัญชาว่าให้เชื่อฟัง ตามที่พระราชบัญญัติกล่าวไว้นั้นด้วย

และถ้าพวกเขาประสงค์ที่จะเรียนรู้สิ่งใด จงให้พวกเขาถามสามีของตนที่บ้าน …”(1 โครินธ์ 14: 34-35) ในขณะที่พวกเรากำลังเผชิญกับพระกิตติคุณอันถูกต้องของพระเยซูคริสต์ แนวทางที่ได้ให้ไว้ในจุดเริ่มต้นยังคงอยู่จนถึงจุดสิ้นสุด อัครสาวกโดยพระบัญชาของพระเจ้าอ้างอิงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในสวนเอเดนและแสดงให้พวกผู้หญิงเห็นตำแหน่งของพวกนาง

คำเตือนอย่างเดียวกันนี้ได้ให้ไว้แก่อิสราเอลในพันธสัญญาเดิมเช่นเดียวกันว่า “เช่นกัน เจ้า บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย จงมุ่งหน้าของเจ้าต่อสู้บรรดาบุตรสาวแห่งประชากรของเจ้า ซึ่งเผยพระวจนะตามอำเภอใจของตนเอง และเจ้าจงเผยพระวจนะกล่าวโทษพวกเขา

และกล่าวว่า พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า วิบัติแก่พวกผู้หญิงที่เย็บพวกหมอนเข้ากับช่องแขนเสื้อทั้งสิ้น และทำพวกผ้าคลุมบนศีรษะของคนทุกขนาดเพื่อล่าวิญญาณทั้งหลาย! พวกเจ้าจะล่าวิญญาณทั้งหลายแห่งประชากรของเรา และพวกเจ้าจะรักษาวิญญาณทั้งหลายที่มายังพวกเจ้าให้คงชีวิตอยู่หรือ?” (เอเสเคียล 13: 17-18) ขอแนะนำให้อ่านทั้งบทและเรียนรู้บทเรียนสำหรับอนาคต แปลกมาก แต่จริงๆ แล้วไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนไป ผู้หญิงที่คิดว่านางเป็นฝ่ายวิญญาณ เริ่มที่จะสอนคนอื่นๆ แต่เห็นได้ชัดว่านางอยู่ภายใต้การดลใจเทียมเท็จ คำเผยพระวจนะที่ได้รับการดลใจเทียมเท็จของนางนั้นมีลักษณะของเวทมนตร์และการทำนายฝันและแบกพิษร้ายของงูร้ายอยู่ภายใน ทุกคนที่ฟังสิ่งเช่นนั้นก็มีความผูกพันฝ่ายวิญญาณและจำเป็นที่จะต้องได้รับการปลดปล่อยและทำให้หลุดออกไปโดยสิทธิอำนาจของพระนามพระเยซูคริสต์

บรรดาผู้รับใช้ของพระองค์ที่ได้เทศนาพระวจนะของพระองค์น่าจะรู้จักดีกว่าและเปิดโปงการกระทำทั้งหลายของเยเซเบลผู้เผยพระวจนะหญิง นอกจากนั้นตามที่เอวาได้ฟังงูร้าย และอาดัมก็ฟังนาง นางได้ดึงเขาให้ล้มลง ดังนั้นบรรดาผู้รับใช้ของพระเจ้าจึงตกอยู่ใต้การดลใจของการสอนเทียมเท็จของเยเซเบลผู้นี้ ผู้ซึ่งได้“ล่อลวงพวกผู้รับใช้ของเรา เพื่อที่จะกระทำการล่วงประเวณีและเพื่อที่จะกินสิ่งของต่างๆ ที่ได้บูชาแก่รูปเคารพแล้ว” เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการผิดประเวณีฝ่ายธรรมชาติแต่เป็นการล่วงประเวณีฝ่ายวิญญาณมากกว่า ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนโดยบริบท พวกผู้หญิงที่คิดว่าพวกนางเป็นฝ่ายวิญญาณและทำตัวเหมือนพวกผู้เผยพระวจนะหญิงจะใส่ใจโดยตรง และไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการผิดประเวณีฝ่ายธรรมชาติกับบรรดาผู้รับใช้ของพระเจ้า เพราะฉะนั้นแล้วพวกเขาจะสูญเสียสิทธิอำนาจฝ่ายวิญญาณของพวกเขา อำนาจและอิทธิพลเหนือพวกเขาทันที เยเซเบลผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้เผยพระวจนะหญิง และกำลังสอนอยู่ก็ถูกขอให้กลับใจและพวกคนเหล่านั้นที่มีส่วนร่วมกับนางอีกด้วยเช่นกัน ลูกๆฝ่ายวิญญาณที่มาจากส่วนผสมนี้ก็ตายไปด้วยความตายฝ่ายวิญญาณ

พวกคนเหล่านั้นที่ไม่ยอมรับการสอนเทียมเท็จของผู้เผยพระวจนะหญิงที่แต่งตั้งตนเองขึ้นมานี้ได้รับพระสัญญาว่า“และผู้ใดมีชัยชนะ และรักษากิจการทั้งหลายของเราไว้จนถึงที่สุด “เราจะให้ผู้นั้นมีอำนาจครอบครองเหนือบรรดาประชาชาติ

และผู้นั้นจะบังคับบัญชาประชาชาติเหล่านั้นด้วยคทาทำด้วยเหล็ก เหมือนกับบรรดาภาชนะของช่างหม้อ ประชาชาติเหล่านั้นจะถูกทำให้แตกเป็นเสี่ยงๆ เหมือนอย่างที่เราได้รับจากพระบิดาของเรา

และเราจะมอบดาวประจำรุ่งให้แก่ผู้นั้น” (2: 26-28) พวกผู้ที่ได้รับการไถ่จะได้รับมรดกกับพระผู้ไถ่ในสิ่งสารพัดและครองราชย์ร่วมกับพระองค์เหนือประชาชาติในช่วงหนึ่งพันปี

Available translations