Book
พระธรรมวิวรณ์ - ตราประทับทั้งเจ็ด?
Ewald Frank
Formats
Font Face
Line Height
Paragraph Gap
Font Size
Navigate
Chapters
expand_more
Navigate
Chapters
Navigate
Chapters
Jump to any chapter without leaving the reader.
Chapter 22
บทที่ 21 - การประกาศสวรรค์ใหม่และโลกใหม่
22 / 25
การประกาศสวรรค์ใหม่และโลกใหม่
สง่าราศีของนครเยรูซาเลมใหม่
ชะตากรรมอันน่าสะพรึงกลัวของพวกผู้หลงหาย
ข้อแรกของบทที่ 21 นั้นจริงๆ แล้วเป็นของบทที่ 20 หลังจากการพิพากษาครั้งสุดท้าย เวลาหลอมรวมกันเข้าไปสู่นิรันดร์ และสิ่งที่พระวจนะได้ทำนายไว้จะสำเร็จ; สวรรค์ใหม่และโลกใหม่จะเข้ามาสู่การดำรงอยู่ “และข้าพเจ้าได้เห็นสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ เพราะสวรรค์เดิมและแผ่นดินโลกเดิมนั้นหายไปหมดสิ้นแล้ว และทะเลก็ไม่มีอีกแล้ว …”
พระเจ้าได้ทรงประกาศฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่แล้วโดยผู้เผยพระวจนะอิสยาห์: “เพราะ ดูเถิด เราจะสร้างฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ เพราะสิ่งเก่าก่อนนั้นจะไม่จำกันหรือนึกได้อีก” (อิสยาห์ 65: 17)
อัครสาวกเปโตรกล่าวถึงเรื่องนี้อีกด้วยเช่นกันว่า “แม้กระนั้น ตามพระสัญญาของพระองค์นั้น พวกเราจึงคอยฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ ที่ซึ่งความชอบธรรมจะดำรงอยู่” (2 เปโตร 3: 13)
ยอห์นกล่าวถึงพระสัญญาเกี่ยวกับฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ แต่หลังจากนั้นเขากล่าวถึงนครเยรูซาเลมใหม่ลงมาจากฟ้าสวรรค์และสภาพที่จะดำรงอยู่ในช่วงราชอาณาจักร ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ยังได้กล่าวถึงฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่อีกด้วยเช่นกัน จากนั้นก็อธิบายสภาพระหว่างการครองราชย์พันปีในข้อที่ 18-25 ต่อไป มีบันทึกว่าเด็กๆ จะยังเกิดและคนที่อายุน้อยที่สุดจะตายตอนอายุหนึ่งร้อยปี บ้านทั้งหลายจะถูกสร้างขึ้น ไร่องุ่นทั้งหลายถูกปลูก ชีวิตดำเนินต่อไปด้วยกับพวกชาวโลกในระหว่างราชอาณาจักรที่มีสิ่งหนึ่งที่แตกต่างกัน นั่นคือ ซาตานถูกผูกมัดไว้ ดังนั้นหมาป่าและลูกแกะจึงสามารถหากินด้วยกันได้ (อิสยาห์ 11: 6; อิสยาห์ 65: 25 และอื่นๆ)
บนแผ่นดินโลกใหม่ พระราชบัญญัตินิรันดร์ของพระเจ้าจะมีผลบังคับใช้ และไม่ทันเวลาตามที่อิสยาห์บรรยายไว้ เขาแถลงว่า การประชุมเพื่อนมัสการพระเจ้าจะเป็นรายสัปดาห์ในวันสะบาโตและรายเดือนบนวันขึ้นค่ำ สภาพที่อธิบายไว้ใน อิสยาห์ 66: 24 ก็ไม่สามารถดำรงอยู่บนแผ่นดินโลกใหม่ได้ “และพวกเขาจะออกไปมองดูพวกซากศพของคนทั้งหลายที่ได้ละเมิดต่อเรา เพราะว่าหนอนของพวกคนเหล่านี้จะไม่ตายไป ไฟของพวกเขาจะไม่ดับ และพวกเขาจะเป็นที่น่าสะอิดสะเอียนต่อเนื้อหนังทั้งสิ้น” พระเยซูได้ทรงอ้างถึงข้อความนี้ในมาระโก 9: 48 จากแผ่นดินโลกใหม่จะไม่มีควันเก่าขึ้นไปเข้าสู่ฟ้าสวรรค์ใหม่อย่างแน่นอน
นครเยรูซาเลมใหม่ซึ่งดำรงอยู่จะต้องแยกจากฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ ผู้ทำนายกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ดังต่อไปนี้ว่า “และข้าพเจ้า คือยอห์น ได้เห็นเมืองบริสุทธิ์ คือนครเยรูซาเลมใหม่ เลื่อนลอยลงมาจากพระเจ้า ออกมาจากฟ้าสวรรค์ กรุงนี้ได้ถูกจัดเตรียมไว้พร้อมแล้ว เหมือนอย่างเจ้าสาวแต่งตัวไว้สำหรับสามีของนาง
และข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังออกมาจากฟ้าสวรรค์ว่า “ดูเถิด พลับพลาของพระเจ้าอยู่กับมนุษย์แล้ว พระองค์จะประทับอยู่กับพวกเขา พวกเขาจะเป็นชนชาติของพระองค์ และพระองค์จะประทับอยู่กับพวกเขา และพวกเขาจะเป็นประชากรของพระองค์ และพระเจ้าพระองค์เองจะประทับอยู่กับพวกเขา และจะทรงเป็นพระเจ้าของพวกเขา
และพระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาทุกๆ หยดจากตาของพวกเขา ความตายจะไม่มีอีกต่อไป ทั้งความโศกเศร้า หรือการร้องไห้ และความเจ็บปวดจะไม่มีอีกต่อไป เพราะสิ่งเดิมๆ ทั้งหลายนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว” (21: 2-4)
ในข้อความนี้ มีการอ้างอิงถึงนครเยรูซาเลมใหม่ซึ่งถูกระบุด้วยเจ้าสาว เป็นที่น่าสังเกตเพื่อจะมองด้านหนึ่ง นครเยรูซาเลมใหม่ในฐานะเป็นที่อยู่อาศัยของเจ้าสาว และบนอีกด้านหนึ่งคือ นครเยรูซาเลมฝ่ายโลกกับภูเขาศิโยนในฐานะที่เป็นอยู่อาศัยของชาวยิวที่ได้รับเลือก ทุกสิ่งทุกอย่างถูกอธิบายไว้อย่างรัดกุม แต่พวกเราต้องแยกแยะให้ได้และรู้ว่ากลุ่มไหน, ใคร และหมายถึงอะไร ทุกครั้งที่พวกเราอ่านเกี่ยวกับนครเยรูซาเลมใหม่นั้นหมายถึง เจ้าสาว ตอนที่อ่านเกี่ยวกับนครเยรูซาเลมฝ่ายโลกนั้นหมายถึง อิสราเอล
“แต่ท่านทั้งหลายได้มาถึงภูเขาศิโยน และมาถึงเมืองของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ คือกรุงเยรูซาเลมแห่งฟ้าสวรรค์ และมาถึงที่ชุมนุมของเหล่าทูตสวรรค์มากมายเหลือที่จะนับได้
และมาถึงที่ชุมนุมใหญ่และคริสตจักรของบุตรหัวปี ผู้ซึ่งมีชื่อจารึกไว้ในฟ้าสวรรค์แล้ว …”(ฮีบรู 12: 22-23ก)
ใช้คำอธิบายต่อไปนี้สำหรับนครเยรูซาเลมฝ่ายโลกว่า “และบนภูเขานี้พระองค์จะทรงทำลายผ้าคลุมหน้าซึ่งคลุมหน้าคนทั้งหลายทุกคน และม่านซึ่งกางอยู่เหนือบรรดาประชาชาติ
พระองค์จะทรงกลืนความตายด้วยชัยชนะ และพระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาจากหน้าทั้งปวง และพระองค์จะทรงนำการลบหลู่ประชากรของพระองค์ออกไปเสียจากทั่วแผ่นดินโลก เพราะพระยาห์เวห์ได้ตรัสแล้ว"(อิสยาห์ 25: 7-8)
หลังจากงานเลี้ยงอภิเษกสมรส เจ้าสาวจะถูกเรียกว่า มเหสีของพระเมษโปดก ก่อนพิธีอภิเษกสมรส เธอคือเจ้าสาว โดยการเปรียบเทียบภาษาสัญลักษณ์ดังกล่าวนั้นพวกเราสามารถปฏิบัติตามพระเจ้า ตามแผนการแห่งความรอดของพระองค์ที่มาถึงความสมบูรณ์ได้อย่างง่ายดาย หลังจากการรับคริสตจักรเจ้าสาว-บุตรหัวปีไป พวกเขาจะครอบครองบรรดาคฤหาสน์ของพวกเขาในนครเยรูซาเลมใหม่ ดังนั้นเจ้าสาวจึงเคียงคู่อยู่กับนครเยรูซาเลมใหม่เหมือนดั่งที่อิสราเอลเคียงคู่อยู่กับแผ่นดินโลก
นครเยรูซาเลมใหม่ตามที่บันทึกไว้นั้นจะลอยลงมาและอยู่เบื้องบนนครเยรูซาเลมเก่า ดังนั้นทั้งสองสิ่งนี้จึงใช้ได้ เพราะพระเจ้าจะประทับอยู่ในกรุงเยรูซาเลมทั้งสอง พระองค์จะประทับอยู่เหนือพวกเขา พระองค์จะประทับกับพวกเขาอย่างแน่นอน “ดูเถิด พลับพลาของพระเจ้าอยู่กับมนุษย์แล้ว พระองค์จะประทับอยู่กับพวกเขา พวกเขาจะเป็นชนชาติของพระองค์ และพระองค์จะประทับอยู่กับพวกเขา และพวกเขาจะเป็นประชากรของพระองค์ และพระเจ้าพระองค์เองจะประทับอยู่กับพวกเขา และจะทรงเป็นพระเจ้าของพวกเขา"(21: 2-3)
ในวิวรณ์ 7: 15 พวกเราอ่านว่า “… และพระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งจะสถิตอยู่ท่ามกลางเขาเหล่านั้น”ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้เห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วในพระวิญญาณ: “และพระยาห์เวห์จะทรงสร้างเมฆและควันเพื่อกลางวัน และแสงแห่งเปลวเพลิงเพื่อกลางคืนเหนือที่อยู่อาศัยทั้งสิ้นของภูเขาศิโยน และเหนือประชุมชนเมืองนั้น เพราะจะมีการป้องกันอยู่เหนือสง่าราศีทั่วสิ้น” (อิสยาห์ 4: 5)
จากนั้นมันจะเป็นตามที่พระเจ้าทรงตั้งพระทัยไว้ตั้งแต่ปฐมกาล ทั้งหมดเป็นความจริง สำหรับคนบางคนที่พระองค์จะทรงสถิตอยู่เหนือพวกเขา และสำหรับคนอื่นๆ พระองค์จะทรงสถิตอยู่ด้วยกับพวกเขา เกี่ยวกับเจ้าสาว ผู้ใดคือ บรรดาผู้ที่มีชัยชนะ และอยู่ในนครเยรูซาเลมใหม่ คำศัพท์ที่ใช้คือ "ด้วยกับพวกเขา" สำหรับพวกคนเหล่านั้นที่อยู่ในกรุงเยรูซาเลมฝ่ายธรรมชาติใช้คำศัพท์คำว่า "เหนือพวกเขา" ทุกคำอธิบายเป็นจริงในการเชื่อมต่อที่มันหมายถึง
บัดนี้พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับพระองค์เองในพระวิญญาณ ในการตระหนักระหว่างยุคสมัยราชอาณาจักร พระองค์จะทรงสถิตอยู่ในรูปของร่างกายเพื่อพวกคนเหล่านั้นที่จะทรงสถิตอยู่เหนือ และสำหรับอีกพวกหนึ่งที่จะทรงสถิตอยู่ด้วยกับพวกเขา พระสิริของพระองค์จะเต็มไปหมดทั่วแผ่นดินโลก การครองราชย์ของพระองค์จะอยู่ทั่วจักรวาล
“และพระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งตรัสว่า “ดูเถิด เราสร้างสิ่งสารพัดขึ้นใหม่” และพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “จงเขียนไว้เถิด เพราะว่าถ้อยคำเหล่านี้เป็นคำสัตย์จริงและสัตย์ซื่อ” (วิวรณ์ 21: 5) ความมั่นใจในพระวจนะของพระเจ้าคือ ความสมบูรณ์ซึ่งอยู่เหนือทุกๆ ข้อสงสัยและในขณะเดียวกันรับประกันว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นไปตามที่พระเจ้าตรัส ดังนั้นผู้เชื่อจึงอยู่เหนือความสงสัยและหยุดพักในพระเจ้า ความเชื่อมั่นไม่ได้อยู่ในมนุษย์ ความเชื่อมั่นมาจากพระเจ้าโดยพระวจนะและปัจเจกบุคคลผู้ที่เชื่อก็ได้รับ
พระองค์ผู้ทรงกล่าวและทรงกระทำทุกสิ่งทุกอย่างคือ ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระองค์ทรงอ้างว่า: “สำเร็จแล้ว เราเป็นอัลฟาและโอเมกา เป็นปฐมและอวสาน ผู้ใดกระหาย เราจะให้ผู้นั้นดื่มจากบ่อน้ำพุแห่งชีวิตโดยไม่ต้องเสียอะไรเลย” (ข้อที่ 6)
ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีต้นกำเนิดในพระองค์ก็จะสำเร็จในพระองค์ เพราะว่าโดยพระองค์และสำหรับพระองค์ ทุกสิ่งทุกอย่างถูกสร้างขึ้นมาเพื่อพระสิริของพระองค์ “ผู้ใดมีชัยชนะ ผู้นั้นจะได้รับสิ่งสารพัดเป็นมรดก และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นบุตรของเรา” (ข้อที่ 7)
ในข้อนี้ พวกเราพบการพูดถึงสิ่งที่ใช้กับบรรดาผู้ที่มีชัยชนะ พระสัญญาต่างๆ ได้ให้ไว้แก่พวกเขาในวิวรณ์บทที่ 2 และ 3 จากนั้นพวกเขาจะถูกวางไว้ในฐานะทายาทของพระเจ้าผู้รับมรดกทุกสิ่งทุกอย่างเพราะพระประสงค์สุดท้ายในพันธสัญญาของพระองค์เอง พวกเขาเป็นทายาทที่แท้จริงร่วมกับพระเยซูคริสต์ (โรม 8: 17)
ในข้อพระคัมภีร์ต่างๆ พวกเราได้รับการบอกเล่าเกี่ยวกับเงื่อนไขและสภาพของบรรดาบุตราและบุตรีของพระเจ้าซึ่งวาจาที่เพียงพอทั้งหมดนี้ก็จะสำเร็จอย่างชอบธรรม “และเราจะเป็นบิดาของพวกเจ้า และพวกเจ้าจะเป็นบรรดาบุตราและบุตรีของเรา พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ตรัสดังนั้น”(2 โครินธ์ 6: 18) “ด้วยว่าพระวิญญาณของพระเจ้าได้ทรงนำพาคนหนึ่งคนใด พวกคนเหล่านั้นก็เป็นบุตรทั้งหลายของพระเจ้า” (โรม 8: 14)
ในบทนี้ ข้อที่ 8 กล่าวถึงพวกคนเหล่านั้นที่ไม่อนุญาตให้ตัวของพวกเขาเองจะถูกนำไปวางไว้ในแผนการของพระเจ้า ในการเปรียบเทียบกับพวกผู้ที่ได้รับการไถ่ด้วยสิ่งเหล่านี้ซึ่งได้ยืนหยัด ได้ปฏิเสธอย่างดูถูก และได้ปฏิเสธความรอด มีคำกล่าวไว้ว่า “แต่พวกคนขลาด, และพวกคนไม่เชื่อ, และพวกคนที่น่าสะอิดสะเอียน, และพวกฆาตกร, และพวกคนล่วงประเวณี, และพวกคนใช้เวทมนตร์, และพวกคนไหว้รูปเคารพ, และพวกคนทั้งปวงที่พูดมุสานั้น จะได้รับส่วนของตนในบึงที่เผาไหม้ด้วยไฟและกำมะถัน นั่นคือความตายครั้งที่สอง”
ในข้อนี้ไม่ใช่เฉพาะพวกฆาตกร, พวกคนใช้เวทมนตร์ และพวกคนไหว้รูปเคารพ และพวกคนที่พูดมุสาเพียงเท่านั้น แต่พวกคนไม่เชื่อทั้งหมด พวกเขาคือพวกคนเหล่านั้นที่ได้ปฏิเสธที่จะเชื่อว่าพระเจ้าได้ทรงปรากฏในพระคริสต์เป็นการส่วนพระองค์เพื่อนำความรอดมาสู่พวกเรา อัครสาวกยอห์นได้ให้คำอธิบายไว้อย่างเหมาะสมของพวกคนเหล่านั้นที่ไม่เชื่อพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียวว่า “ผู้ที่เชื่อในพระบุตรพระเจ้าก็มีพยานอยู่ในตนเอง ผู้ที่ไม่เชื่อพระเจ้าก็ได้กระทำให้พระองค์เป็นผู้ตรัสมุสา เพราะเขามิได้เชื่อพยานหลักฐานที่พระเจ้าได้ทรงเป็นพยานถึงพระบุตรของพระองค์” (1 ยอห์น 5: 10) ถึงแม้ทุกคนจะพูดมุสาพระเจ้าก็ทรงยังคงสัตย์จริง (โรม 3: 4) ความสุขมีแก่พวกคนเหล่านั้นที่เชื่อพระเจ้า มิฉะนั้น พวกเขาจะกล่าวโทษพระองค์ผู้ทรงสัตย์จริงแต่เพียงผู้เดียวว่าเป็นผู้ตรัสมุสา
สำหรับบรรดาผู้เชื่อแท้ ยอห์นเขียนไว้ในบทเดียวกันว่า “และเราทั้งหลายรู้ว่าพระบุตรพระเจ้าเสด็จมาแล้ว และได้ประทานความเข้าใจให้แก่เรา เพื่อให้เรารู้จักพระองค์ผู้เที่ยงแท้ และเราทั้งหลายอยู่ในพระองค์ผู้เที่ยงแท้นั้น คืออยู่ในพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ นี่แหละเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้ และเป็นชีวิตนิรันดร์” (1 ยอห์น 5: 20)
คำอธิบายของนครเยรูซาเลมใหม่
"และทูตสวรรค์องค์หนึ่งในบรรดาทูตสวรรค์เจ็ดองค์ที่ถือขันเจ็ดใบอันเต็มด้วยภัยพิบัติสุดท้ายทั้งเจ็ดประการนั้น ได้มาพูดกับข้าพเจ้าว่า เชิญมาที่นี่เถิด ข้าพเจ้าจะให้ท่านดูเจ้าสาว ที่เป็นมเหสีของพระเมษโปดก
และท่านได้นำข้าพเจ้าโดยพระวิญญาณขึ้นไปบนภูเขาสูงใหญ่ และได้สำแดงให้ข้าพเจ้าเห็นนครใหญ่นั้นคือ นครเยรูซาเลมบริสุทธิ์ ซึ่งกำลังลอยลงมาจากสวรรค์จากพระเจ้า
นครนั้นประกอบด้วยสง่าราศีของพระเจ้า ใสสว่างดุจอัญมณีอันหาค่ามิได้ เช่นเดียวกับหินโมรา, สุกใสเหมือนแก้วคริสตัล
และนครนั้นมีกำแพงสูงใหญ่ และมีประตูสิบสองประตู และที่ประตูทั้งหลายมีทูตสวรรค์สิบสององค์ และที่ประตูทั้งหลายนั้นจารึกเป็นชื่อเผ่าของชนชาติอิสราเอลสิบสองเผ่า
ทางด้านตะวันออกมีสามประตู ทางด้านเหนือมีสามประตู ทางด้านใต้มีสามประตู และทางด้านตะวันตกมีสามประตู
และกำแพงนครนั้นมีฐานสิบสองฐาน และที่ฐานเหล่านั้นจารึกชื่ออัครสาวกสิบสองคนของพระเมโปดก” (วิวรณ์ 21: 9-14)
ที่นี่พวกเรากล่าวถึงนครเยรูซาเลมใหม่ซื่งลอยลงมา “นครนั้นประกอบด้วยสง่าราศีของพระเจ้า ใสสว่างดุจอัญมณีอันหาค่ามิได้ เช่นเดียวกับโมรา, สุกใสเหมือนแก้วคริสตัล” มีสิบสองประตูและสิบสองฐานอยู่ในนั้น ชื่อของสิบสองอัครสาวกและชื่อของปรมาจารย์ทั้งสิบสองคน กล่าวคือบรรดาตัวแทนของพันธสัญญาเดิมและใหม่ — ผู้อาวุโสยี่สิบสี่คน – ถูกพบอยู่ที่นั่น พระเจ้าทรงมีคริสตจักรที่ได้รับการเลือกสรรไว้เพียงแห่งเดียว คริสตจักรแห่งนี้โอบรับบรรดาผู้เชื่อทุกคนจากพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ บรรดาธรรมิกชนจากพันธสัญญาเดิมที่ฟื้นขึ้นมากับพระเยซู (มัทธิว บทที่ 27) เป็นส่วนหนึ่งของการนั้นในฐานะที่พวกเขาอยู่ในการฟื้นคืนพระชนม์ครั้งแรก อ. เปาโล กล่าวถึงการฟื้นคืนพระชนม์นี้ซึ่งเขาปรารถนาว่าจะบรรลุได้ (ฟิลิปปี 3: 10-11)
บรรดาผู้เชื่อในพันธสัญญาเดิมตั้งความหวังของพวกเขาไว้ในการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์สำหรับการไถ่ของพวกเขา ในความเชื่อในพระองค์นี้ว่าพวกเขานอนหลับไป บรรดาผู้เชื่อในพันธสัญญาใหม่มองขึ้นไปที่พระคริสต์ พระผู้ไถ่ของพวกเขา ผู้ได้ทรงกระทำทุกสิ่งทุกอย่างให้สำเร็จได้สำหรับพวกเขา
นครบริสุทธิ์ถูกมองจากมุมมองที่แตกต่างกัน "และทูตสวรรค์องค์ที่พูดกับข้าพเจ้านั้น ถือไม้วัดทองคำเพื่อจะวัดนคร และวัดประตูและกำแพงของนครนั้น
และนครนั้นเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส และกว้างยาวเท่ากัน และท่านใช้ไม้วัดนครนั้น ได้หนึ่งหมื่นสองพันเฟอลอง กว้างยาวและสูงเท่ากัน
และท่านวัดกำแพงนครนั้น ได้หนึ่งร้อยสี่สิบสี่ศอก ตามมาตรวัดของมนุษย์ ซึ่งทูตสวรรค์องค์นั้นใช้
และกำแพงนครนั้นก่อด้วยโมรา และนครนั้นเป็นทองคำบริสุทธิ์ สุกใสดุจแก้ว
และฐานรากของกำแพงนครนั้นประดับด้วยอัญมณีล้ำค่านานาชนิด ฐานที่หนึ่งคือโมรา ฐานที่สองคือไพทูรย์ ฐานที่สามคือพลอยสีเขียว ฐานที่สี่คือมรกต
ฐานที่ห้าคือโกเมน ฐานที่หกทับทิม ฐานที่เจ็ดคือพลอยสีเขียวเหลือง ฐานที่แปดคือพลอยสีน้ำเงินเขียว ฐานที่เก้าคือบุษราคัม ฐานที่สิบคือหยก ฐานที่สิบเอ็ดคือพลอยสีแดงส้ม ฐานที่สิบสองคือพลอยสีม่วง
และประตูทั้งสิบสองประตูนั้นเป็นไข่มุกสิบสองเม็ด ประตูละเม็ด และถนนในเมืองนั้นเป็นทองคำบริสุทธิ์ ใสราวกับแก้ว” (21: 15-21)
นครเยรูซาเลมใหม่เข้าไปถึงสู่สวรรค์จากสถานที่ซื่งนครนี้ได้ลอยลงมาเหมือนปิรามิดแห่งแสง พวกเราได้รับการบอกกล่าวว่า การวัดทั้งหมดนั้นเหมือนกัน คือ ความยาว, ความกว้าง และความสูง เพื่อจะแสดงขนาดในคำศัพท์ของพวกเราคือ ประมาณ 2,200 กม. อับราฮัมได้แสวงหานครศักดิ์สิทธิ์นี้ซึ่งมีรากฐานที่มั่นคงซึ่งผู้ทรงสร้างคือ พระเจ้า (ฮีบรู 11: 10) อ. เปาโลเขียนเกี่ยวกับ “กรุงเยรูซาเลมเบื้องบน” ซึ่งเป็นมารดาของพวกเราทุกคน (กาลาเทีย 4: 26)
ในข้อที่ 22 และ 23 พระเมษโปดกของพระเจ้าทรงปรากฏเป็นจุดศูนย์กลาง “และข้าพเจ้าไม่เห็นมีพระวิหารในเมืองนั้นเลย เพราะพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และพระเมษโปดกทรงเป็นพระวิหารของเมืองนั้น
และเมืองนั้นไม่ต้องการทั้งแสงของดวงอาทิตย์ และของดวงจันทร์ที่จะส่องสว่างในเมืองนั้น เพราะว่าสง่าราศีของพระเจ้าเป็นแสงสว่างของเมืองนั้น และพระเมษโปดกทรงเป็นตะเกียงของเมืองนั้น” (21: 22-23) ไม่ว่าพวกเราจะเข้าใจความลึกลับใหญ่นี้หรือไม่ก็ตาม มันก็เป็นเช่นนั้น พระเจ้าได้ทรงเปิดเผยพระองค์เองในพระคริสต์ด้วยการทรงนำความรอดมาให้แก่มนุษยชาติ พระคริสต์ทรงเป็นการแสดงออกจริงๆ ของพระเจ้าในรูปแบบมนุษย์ แสงสว่างและชีวิตอยู่ในพระองค์ผู้เดียวเท่านั้น ในพระองค์นั้นสภาพของพระเจ้าดำรงอยู่อย่างบริบูรณ์ (โคโลสี 2: 9) “เพราะว่าพระเจ้า ผู้ได้ตรัสสั่งให้แสงสว่างส่องออกมาจากความมืด ได้ทรงส่องสว่างเข้ามาในจิตใจของพวกเรา เพื่อให้พวกเรามีความสว่างแห่งความรู้ถึงสง่าราศีของพระเจ้าซึ่งปรากฏในพระพักตร์ของพระเยซูคริสต์” (2 โครินธ์ 4: 6)
“และบรรดาประชาชาติของพวกเขาผู้ที่รอดแล้วจะเดินไปในท่ามกลางแสงสว่างของเมืองนั้น และบรรดากษัตริย์ในแผ่นดินโลกจะนำสง่าราศีและเกียรติของตนเข้ามาในเมืองนั้น
และประตูเมืองทุกประตูจะไม่ปิดเลยในเวลากลางวัน ด้วยว่าจะไม่มีเวลากลางคืนในเมืองนั้นเลย” (วิวรณ์ 21: 24-25) นักแต่งเพลงกล่าวในการอ้างอิงข้อนี้ว่า “ไม่มีกลางคืนที่นั่น ไม่มีกลางคืนที่นั่น เพราะพระเยซูทรงส่องแสงเหมือนดวงอาทิตย์ที่นั่น …” บนแผ่นดินโลกจะเป็นกลางวันและกลางคืนในระหว่างยุคราชอาณาจักร แต่ไม่ใช่ในนครเยรูซาเลมใหม่ในสวรรค์ ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์กล่าวไว้ในการอ้างอิงถึงนครเยรูซาเลมฝ่ายโลก “ฉะนั้น ประตูเมืองทั้งหลายของเจ้าจึงจะเปิดอยู่เสมอ ทั้งกลางวันและกลางคืนพวกมันจะไม่ปิด เพื่อผู้คนจะนำเหล่าทัพของบรรดาประชาชาติมาให้เจ้า พร้อมด้วยกษัตริย์ทั้งหลายของพวกเขา” (อิสยาห์ 60: 11)
“และพวกเขาจะนำสง่าราศีและเกียรติของบรรดาประชาชาติเข้ามาในเมืองนั้น
และสิ่งใดที่เป็นมลทิน หรือผู้ใดก็ตามที่กระทำสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียน หรือพูดมุสาจะเข้าไปในเมืองไม่ได้เลย เว้นแต่เฉพาะคนที่มีชื่อจดไว้ในหนังสือแห่งชีวิตของพระเมษโปดกเท่านั้นจึงจะเข้าไปได้” (วิวรณ์ 21: 26-27)
“และจะไม่มีการสาปแช่งใดๆ อีกต่อไป พระที่นั่งของพระเจ้าและของพระเมษโปดกจะตั้งอยู่ในเมืองนั้น และบรรดาผู้รับใช้ของพระองค์จะปรนนิบัติพระองค์” (วิวรณ์ 22: 3)
อีกครั้งหนึ่งที่ได้มีการกล่าวถึงความแตกต่างระหว่าง "หนังสือแห่งชีวิต" และ “หนังสือแห่งชีวิตของพระเมษโปดก” ทุกคนที่เข้าร่วมในการฟื้นคืนพระชนม์ครั้งแรก ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในนครเยรูซาเลมฝ่ายโลกหรือฝ่ายสวรรค์ — ชื่อของพวกเขาถูกบันทึกไว้ในหนังสือแห่งชีวิตของพระเมษโปดก ชื่อเหล่านี้ไม่สามารถลบออกได้ เพราะความรู้ล่วงหน้าที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดล่วงหน้าไว้แล้ว พระองค์ทรงล่วงรู้ถึงพวกคนเหล่านั้นผู้ที่จะเชื่อและเชื่อฟังพระองค์อย่างเต็มที่ ชื่อของพวกคนเหล่านั้นทุกคนที่ได้รับความรอดและจะมีส่วนร่วมในการฟื้นคืนพระชนม์ครั้งที่สองอยู่ในหนังสือแห่งชีวิตดังนั้นในการพิพากษาบัลลังก์สีขาวไม่ได้กล่าวถึงหนังสือแห่งชีวิตของพระเมษโปดก
บรรดากษัตริย์ของบรรดาประชาชาติเหล่านั้นที่รอดชีวิต ซึ่งพระคริสต์จะครอบครอง จะพบทางของพวกเขาไปสู่พระองค์ พวกคนเหล่านั้นผู้ที่เป็นมลทิน ผู้ปฏิบัติสิ่งที่น่ารังเกียจและพวกคนมุสายังคงอยู่ข้างนอก พวกคนแบบนี้ขณะนั้นยังอยู่รอบๆ ซึ่งยืนยันว่า พวกเรากำลังกล่าวถึงกัลป์สุดท้าย, หนึ่งพันปี และไม่ใช่ด้วยกับนิรันดร์กาล
Available translations