Book
พระธรรมวิวรณ์ - ตราประทับทั้งเจ็ด?
Ewald Frank
Formats
Typ písma
Výška riadku
Medzera odseku
Veľkosť písma
Navigate
Kapitoly
expand_more
Navigate
Kapitoly
Navigate
Kapitoly
Jump to any chapter without leaving the reader.
Kapitola 11
บทที่ 10 - นิมิตระดับกลาง: หนังสือที่คลี่ออก พระเยซูในฐานะทูตสวรรค์แห่งพันธสัญญา
11 / 25
นิมิตระดับกลาง: หนังสือที่คลี่ออก
พระเยซูในฐานะทูตสวรรค์แห่งพันธสัญญา
ระหว่างแตรที่หกและเจ็ด พวกเราพบบทที่ 10 ตามที่พวกเราได้เห็นแล้ว บทที่ 7 ได้ถูกวางไว้ในระหว่างตราประทับดวงที่หกและที่เจ็ด ด้วยบทที่ 10 พวกเราจะมีภาระใจมากขึ้น เป็นสิ่งสำคัญมากที่จะรู้ช่วงเวลาและเหตุการณ์ทั้งหลายที่จะจัดให้อยู่ในลำดับอันเหมาะสมอย่างต่อเนื่องกัน สิ่งสำคัญที่สุดคือ พวกคำสำคัญๆ ที่สามารถเข้าใจเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงได้
“และข้าพเจ้าได้เห็นทูตสวรรค์ที่มีฤทธิ์มากอีกองค์หนึ่งลงมาจากสวรรค์ นุ่งห่มกายด้วยเมฆ และมีรุ้งอยู่บนศีรษะของท่าน และหน้าของท่านเป็นเหมือนดวงอาทิตย์ และเท้าของท่านเป็นเหมือนพวกเสาแห่งไฟ"(10: 1)
ในข้อความต้นฉบับพวกเรามีคำเดียวและคำเดียวกันสำหรับทูตสวรรค์และผู้ส่งสาร (ΑΓΓΕΛΩ) ถ้าหากพระเยซูทรงปรากฏในฐานะทูตสวรรค์หรือทรงสำแดงให้เห็นเหมือนอย่างเดียวกัน ดังนั้นมันมักจะเกี่ยวข้องกับคำเทศนาหรือการประกาศบางสิ่งบางอย่างเพื่อสื่อถึงคนทั้งหลาย บรรดาผู้รับใช้ของพระองค์ซึ่งนำคำเทศนาพิเศษมานั้นถูกเรียกในข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ว่า “ทูตสวรรค์” หรือ “ผู้ส่งสาร” (ฮักกัย 1: 13; มาลาคี 3: 1; ลูกา 7: 27; ฮีบรู 13: 2; วิวรณ์ 2 + 3 ก.) ในส่วนที่สองของมาลาคี. 3: 1 พวกเราได้รับการบอกกล่าวว่า พระเจ้าจอมโยธาจะเสด็จมาในฐานะทูตสวรรค์แห่งพันธสัญญามายังพระวิหารศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ ข้อพระคัมภีร์ของผู้ที่ได้จัดเตรียมหนทางของพระองค์กล่าวอีกด้วยเช่นกันว่า“เราจะส่งทูตสวรรค์ของเราไปก่อนหน้าเรา …” รุ้งที่มองเห็นได้ล้อมรอบทูตสวรรค์ผู้ทรงฤทธานุภาพองค์นี้ แสดงให้เห็นว่า พระองค์ในความเกี่ยวข้องกับพันธสัญญา ตั้งแต่สมัยโบราณกาล รุ้งเป็นสัญลักษณ์ของพันธสัญญาระหว่างพระเจ้าและประชากรของพระองค์ (ปฐมกาล 9: 8-17)
รูปแบบที่มองเห็นได้ของพระลักษณะของพระเจ้าพระยาห์เวห์นั้นเป็นที่รู้จักกันตั้งแต่สวนเอเดน พระองค์ได้เสด็จลงมาในพระลักษณะเดียวกันบนภูเขาซีนายในเพื่อทรงสถาปนาพันธสัญญาของพระองค์กับอิสราเอล ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
พระองค์ทรงถูกเรียกว่า ทูตสวรรค์แห่งพันธสัญญา และยังทรงเป็นทูตสวรรค์แห่งการสถิตอยู่ด้วยของพระองค์อีกด้วย (อิสยาห์ 63: 9) มีบันทึกของโมเสสไว้ว่า:
“และเมื่อล่วงไปได้สี่สิบปีแล้ว ในถิ่นทุรกันดารแห่งภูเขาซีนาย มีทูตสวรรค์องค์หนึ่งของพระเจ้ามาปรากฏแก่ท่านในเปลวไฟในพุ่มไม้
เมื่อโมเสสเห็นสิ่งนี้ ท่านก็ประหลาดใจในสิ่งที่ได้เห็นนั้น; และขณะที่ท่านกำลังเข้ามาใกล้เพื่อจะมองดูสิ่งนั้น พระสุรเสียงของพระเจ้าก็ตรัสกับท่าน
โดยตรัสว่า เราเป็นพระเจ้าของบรรพบุรุษของเจ้า เป็นพระเจ้าของอับราฮัม เป็นพระเจ้าของอิสอัค และเป็นพระเจ้าของยาโคบ”(กิจการ 7: 30-32)
“นี่คือเขา (โมเสส) ที่ได้อยู่ในที่ประชุมในถิ่นทุรกันดารกับทูตสวรรค์ซึ่งได้ตรัสแก่ท่านในภูเขาซีนาย และอยู่กับบรรพบุรุษของพวกเรา ผู้ซึ่งได้รับพระดำรัสที่มีชีวิตมาเพื่อให้แก่พวกเรา”(ข้อ 38)
ในหนังสือเล่มสุดท้ายของพันธสัญญาเดิม ในมาลาคี 3: 1 พวกเราพบข้อความต่อไปนี้: “ดูเถิด เราจะส่งผู้ส่งสารของเราไป และผู้นั้นจะเตรียมหนทางไว้ข้างหน้าเรา; และพระเจ้า ผู้ซึ่งเจ้าแสวงหานั้น จะเสด็จมายังพระวิหารของพระองค์อย่างกระทันหัน แม้แต่ผู้ส่งสาร/ทูตสวรรค์แห่งพันธสัญญา ผู้ซึ่งเจ้าพอใจนั้น; ดูเถิด ท่านจะมา พระยาห์เวห์จอมโยธาตรัสดังนี้” ส่วนแรกของข้อพระคัมภีร์นี้สำเร็จแล้วในพันธกิจของยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา ดั่งที่พวกเราพบว่าได้รับการยืนยันในพันธสัญญาใหม่ (มัทธิว 11: 10; มาระโก 1: 2; ลูกา 7: 27) ส่วนที่สองด้วยทูตสวรรค์แห่งพันธสัญญาจะสำเร็จกับอิสราเอลได้ดั่งจะสามารถเห็นได้จากบริบท
เป็นที่น่าสังเกตว่า พระเจ้ามิได้ตรัสถึงแม้แต่ครั้งเดียวในการอ้างอิงโดยตรงไปยังคริสตจักรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่โดยใช้คำศัพท์ว่า ทูตสวรรค์แห่งพันธสัญญา แต่เพียงเท่านั้น และเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับชนชาติอิสราเอล และนั่นเป็นเพราะว่า พันธสัญญาที่พระองค์ได้ทรงกระทำไว้กับประชากรแห่งพันธสัญญาของพระองค์ (โรม 9 : 4 และอื่นๆ)
การสถาปนาพันธสัญญาแห่งพันธสัญญาใหม่กับคริสตจักรพันธสัญญาใหม่มิได้ถูกกระทำขึ้นโดยการปรากฏของพระเจ้าในฐานะทูตสวรรค์ แต่โดยในฐานะพระบุตรพระเจ้ามากกว่า พระวจนะซึ่งถูกกระทำให้เป็นเนื้อหนัง เมื่อพันธสัญญาใหม่ถูกกระทำขึ้นในพระโลหิตของพระองค์กับประชากรของพระองค์ (มัทธิว. 26: 26-28 และอื่นๆ) พระพักตร์ของพระองค์มิได้ทรงส่องแสงเหมือนดวงอาทิตย์ เมื่อพระองค์ทรงแบกรับบาปทั้งหลายของโลก ไม่มีความงามที่พวกเราจะพึงปรารถนาพระองค์ (อิสยาห์ บทที่ 53) บนภูเขาโกละโกธาไม่มีรุ้งบนพระเศียรของพระองค์ แต่มีมงกุฏหนามบนพระเศียรของพระองค์มากกว่า
ข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้นสำคัญที่สุดเพื่อจะให้เข้าใจวิวรณ์ บทที่ 10 ได้อย่างถูกต้องเฉพาะเจาะจง ดังนั้นพระเยซูจึงมิได้รับการกล่าวถึงในฐานะบุตรมนุษย์, บุตรพระเจ้า หรือบุตรดาวิด แต่ในฐานะที่ทรงเป็นทูตสวรรค์ผู้ทรงฤทธานุภาพซึ่งถูกปกคลุมอยู่ภายในเมฆ รุ้งล้อมรอบพระองค์นั้นกล่าวถึงพันธสัญญา พระพักตร์ของพระองค์ดุจดั่งดวงอาทิตย์ฉายแสงด้วยกำลังของดวงอาทิตย์นั้น (มัทธิว. 17: 2; วิวรณ์1: 16) นอกจากนี้พวกเรายังสังเกตเห็นด้วยอีกเช่นกันว่า ในโอกาสนี้พระเยซูมิได้เสด็จมาพร้อมกับบรรดาเจ้าแห่งสวรรค์หรือบรรดาทูตสวรรค์หรือแม้กระทั่งบรรดาผู้ที่ได้รับการไถ่ ขณะนั้นพระองค์เสด็จมาแต่เพียงพระองค์เดียว ด้วยเสียงคำรามดุจสิงโต เสียงร้องของพระองค์จะทะลุทะลวงทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อโยเซฟทำให้ตนเองได้เป็นที่รู้จักกับพี่น้องของเขาเป็นครั้งที่สองนั้นก็ไม่มีใครอื่นอยู่ด้วยในตอนนั้น (ปฐมกาล 45; กิจการ 7: 13) ดังนั้นพระเยซูจะทรงละเจ้าสาวของพระองค์ไว้ในขณะนั้นบนสวรรค์ที่งานเลี้ยงอภิเษกสมรส เสด็จลงมาเป็นที่ครั้งที่สองเพียงลำพังและทรงเปิดเผยสำแดงพระองค์เองแก่พวกคนยิวพี่น้องของพระองค์
ในเวลานี้หนังสือลึกลับซี่งถูกปิดและถูกประทับตราไว้จนวาระสุดท้าย (ดาเนียล 12: 4; วิวรณ์ บทที่ 5) ก็ได้ถูกเปิดออกและให้เห็นได้แล้วในพระหัตถ์ขวาของพระองค์ นี่คือในตัวของมันเองหมายความว่า เหตุการณ์ที่ได้ถูกกล่าวถึงในบทที่ 10 นั้นจำเป็นจะต้องเกิดขึ้นหลังจากที่หนังสือม้วนตราประทับทั้งเจ็ดถูกคลี่ออกแล้ว
“และท่านถือหนังสือเล็กๆ ม้วนหนึ่งซึ่งคลี่ออกมาอยู่ในมือของท่าน; และท่านวางเท้าขวาของท่านบนทะเล และเท้าซ้ายของท่านบนแผ่นดินโลก” (10: 2) พระเจ้าทรงเป็นเจ้าของดั้งเดิมเริ่มแรก โดยพระองค์และเพื่อพระองค์ทุกสรรพสิ่งได้รับการทรงสร้างขึ้นมา (โคโลสี 1: 17) พระองค์ยังทรงได้รับการกล่าวถึงในฐานะพระองค์เดียวผู้ทรงรับบรรดาประชาชาติทั้งสิ้นเป็นมรดก (สดุดี 82: 8) บัดนี้พระองค์เสด็จมาเพื่อจะทรงอ้างการครอบครองของพระองค์ก่อนเริ่มการครองราชย์พันปีของพระองค์ พวกเราเห็นความสำคัญเชิงสัญลักษณ์ของความจริงด้วยการวางเท้าบนพื้นดินด้วยพระธรรมโยชูวาซึ่งกล่าวว่า "สถานที่ทุกแห่งที่ฝ่าเท้าของเจ้าทั้งหลายจะเหยียบลง เราได้ยกให้แก่พวกเจ้า ตามที่เราได้ตรัสไว้กับโมเสส"(โยชูวา 1: 3)
มันเป็นพระประสงค์ดั้งเดิมของพระเจ้าที่มนุษยชาติจะครอบครองบนโลก ด้วยเล่ห์กลของซาตานด้วยความมุ่งหมายของงูร้ายตนนั้น มนุษย์กลุ่มแรกก็ได้ถูกลิดรอนจากพระบัญชาอันสูงส่งนี้ไป และไม่เพียงแต่ทำให้สูญเสียจุดยืนดั้งเดิมเพียงเท่านั้น นอกจากนั้นพวกเขายังยอมจำนนต่ออิทธิพลของซาตานและด้วยกับพวกมันทั้งหมด โลกทั้งปวงก็อยู่ภายใต้การปกครองของซาตาน เมื่อพระคริสต์ทรงประทับอยู่บนโลก ซาตานได้นำเสนอบรรดาอาณาจักรของโลกให้แด่พระเยซูของพวกเรา แต่พระองค์ทรงปฏิเสธเพราะพระองค์ทรงรู้ว่าพระองค์ทรงต้องไถ่มนุษย์ชาติก่อนแล้วจึงรวมถึงสรรพสิ่งที่ได้รับการทรงสร้างทั้งปวงด้วย นั่นคือเหตุผลที่พระโลหิตของพระองค์ทรงหลั่งที่นี่บนโลกใบนี้เพื่อการไถ่ของพวกเราและการกลับคืนดีกับพระเจ้า ดังนั้นพวกเราจะถูกวางไว้ในตำแหน่งเดิมของพวกเราในฐานะที่เป็นบรรดาทายาทของพระเจ้าและบรรดาทายาทร่วมกับพระเยซูคริสต์
พระเยซูทรงเป็นเจ้าของแผ่นดินและทะเล ฉะนั้นพระองค์จึงทรงวางพระบาทข้างหนึ่งบนบกและอีกข้างหนึ่งบนทะเลก่อนการเริ่มการครองราชย์ของพระองค์.
“และท่านร้องเสียงดัง เหมือนเสียงเมื่อสิงโตคำราม; และเมื่อท่านร้องแล้ว เสียงฟ้าร้องเจ็ดเสียงได้เปล่งเสียงของพวกมัน” (10: 3)
ฟ้าร้องทั้งเจ็ดไม่ได้เปล่งเสียงในขณะนี้ตามที่คนบางคนกล่าวอ้าง แต่จะเปล่งเสียงเช่นนั้นในช่วงเวลาที่เฉพาะเจาะจงจริงๆ ดั่งที่พวกเราได้รับการบอกเล่าไว้ในบทนี้แล้ว นอกจากนี้คำว่า สิงโต ที่อ้างอิงถึงพระเยซูในการเชื่อมต่อนี้สำคัญมาก ไม่ใช่ครั้งเดียวที่พระเยซูของพวกเราในช่วงเวลาทั้งหมดของพันธสัญญาใหม่หรือในความเกี่ยวข้องกับคริสตจักรพันธสัญญาใหม่ที่ทรงถูกเรียกว่า สิงโต มันเป็นเพียงการเปิดของหนังสือลึกลับที่พระองค์เสด็จมาดั่งราชสีห์แห่งเผ่ายูดาห์ที่ได้รับชัยชนะ (วิวรณ์ 5: 5) ข้อความมากมายในข้อพระคัมภีร์คำเผยพระวจนะแสดงให้พวกเราเห็นถึงความสำคัญของคำสำคัญว่า «คำราม» ตามที่ได้อธิบายไว้ใน วิวรณ์ บทที่ 10 ข้อพระคัมภีร์ดังกล่าวให้ความกระจ่างอย่างมากถึงเหตุการณ์ที่พวกเรากำลังกล่าวถึงในการเชื่อมโยงกับอิสราเอล
“พระเจ้าจะทรงเปล่งเสียงคำรามบนที่สูง และจะเปล่งพระสุรเสียงของพระองค์จากที่พำนักอันบริสุทธิ์ของพระองค์ พระองค์จะทรงเปล่งเสียงคำรามอย่างเปี่ยมอานุภาพบนที่พำนักของพระองค์ พระองค์จะทรงโห่ร้องเหมือนอย่างคนทั้งหลายที่ย่ำองุ่น ต่อสู้ชาวพิภพทั้งสิ้น” (เยเรมีย์ 25: 30ข)
“เขาทั้งหลายจะเดินตามพระเจ้าไป พระองค์จะทรงเปล่งเสียงคำรามเหมือนสิงโต เมื่อพระองค์จะทรงเปล่งเสียงคำราม เมื่อนั้นบุตรเหล่านั้นจะตัวสั่นสะท้านมาจากทางทิศตะวันตก” (โฮเชยา 11: 10)
“พระเจ้าจะทรงเปล่งเสียงคำรามออกมาจากศิโยน และตรัสพระสุรเสียงของพระองค์จากกรุงเยรูซาเลม และฟ้าสวรรค์กับแผ่นดินโลกจะสั่นสะเทือน แต่พระเจ้าจะทรงเป็นความหวังแห่งประชากรของพระองค์ และเป็นกำลังของชนชาติอิสราเอล” (โยเอล 3: 16)
“และท่านกล่าวว่า “พระเจ้าจะทรงเปล่งเสียงคำรามจากศิโยน และจะตรัสพระสุรเสียงของพระองค์จากกรุงเยรูซาเลม; และบรรดาที่อยู่อาศัยของพวกผู้เลี้ยงแกะจะไว้ทุกข์ และยอดภูเขาคารเมลจะเหี่ยวไป” (อาโมส 1: 2)
หลังจากพันธกิจของผู้เผยพระวจนะทั้งสองสำเร็จแล้ว พระเยซูจะทรงวางพระบาทของพระองค์บนบกและท้องทะเล และนั่นคือ ช่วงเวลาขณะที่พระองค์ทรงพบปะกับพี่น้องของพระองค์ 144,000 คน ที่กำลังยืนอยู่ได้รับการประทับตราบนภูเขาศิโยน (วิวรณ์ 14: 1)
ณ ขณะนั้นเองที่พระเยซูจะทรงเปล่งพระสุรเสียงคำรามเหมือนสิงโต นั่นคือ ตอนที่ฟ้าร้องทั้งเจ็ดเปล่งเสียงออกมาอย่างแม่นยำ – ไม่ใช่ผู้เทศนาทั้งเจ็ด - จะเปล่งเสียงของพวกเขา
“และเมื่อเสียงฟ้าร้องทั้งเจ็ดได้เปล่งเสียงของพวกมันแล้ว ข้าพเจ้าก็จวนจะลงมือเขียน และข้าพเจ้าได้ยินพระ สุรเสียงจากสวรรค์ตรัสแก่ข้าพเจ้าว่า จงประทับตราปิดสิ่งเหล่านั้นซึ่งฟ้าร้องทั้งเจ็ดได้เปล่งเสียงนั้น และอย่าเขียนสิ่งเหล่านั้นเลย” (วิวรณ์ 10: 4)
สิ่งที่ฟ้าร้องทั้งเจ็ดเปล่งเสียงออกมานั้นไม่มีใครรู้ได้และไม่เกี่ยวกับพวกเรา มันถูกประทับตราปิดทันทีหลังจากที่ได้ยินและไม่ได้ถูกเขียนไว้ ดังนั้นมันจึงไม่ได้เป็นส่วนของข้อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ — พระวจนะของพระเจ้าที่พวกเราต้องอ่าน, เทศนา, ฟัง และเชื่อ (วิวรณ์ 1: 3) อาเมน พวกคนเหล่านั้นที่เทศนามีหน้าที่ที่จะต้องอยู่กับพระวจนะของพระเจ้าซึ่งเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น (2 ทิโมธี 4: 1-5) อีกทั้งการเปิดเผยสำแดงของความลึกลับทุกอย่างนั้นเป็นเพียงในการอ้างอิงถึงพระวจนะของพระเจ้าที่เป็นลายลักษณ์อักษรไว้เท่านั้น และความจริงที่ซ่อนเร้นอยู่ในนั้นซึ่งไม่เคยได้รู้มาก่อนจนบัดนี้ สิ่งเหล่านั้นที่ไม่ได้ถูกเขียนไว้ยังคงเป็นความลึกลับด้วยกับพระเจ้าผู้จะทรงกระทำในสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ในเวลาที่กำหนดไว้ (เฉลยธรรมบัญญัติ 29: 29) ในการให้ธรรมบัญญัติ (อพยพ บทที่ 20) ในโยบ, ในสดุดี และในยอห์น บทที่ 12 กล่าวถึงพระสุรเสียงของพระเจ้าเหมือนดั่งเสียงฟ้าร้องแปลบปลาบ
พวกคนเหล่านั้นที่เพิ่มคำพยานที่สมบูรณ์ของข้อพระคัมภีร์ แม้แต่หนังสือวิวรณ์ ก็ยังถูกคุกคามโดยพระวจนะของพระเจ้าว่า พวกเขาจะต้องผ่านความทุกข์เวทนาครั้งใหญ่และอดทนกับภัยพิบัติทั้งหลายตามพระธรรมวิวรณ์ 22: 18-19 ทุกการคาดการณ์เกี่ยวกับฟ้าร้องทั้งเจ็ดยังคงเป็นการยืนยันถึงสิ่งที่มันเป็น ทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้รับการเทศนาเกี่ยวกับฟ้าร้องทั้งเจ็ดนั้นเป็นโมฆะ และใช้ไม่ได้อย่างแน่นอน และเกิดขึ้นจากจินตนาการของนักเทศน์นั้นๆ ในความเป็นจริงแล้วไม่มีมนุษย์คนใดบนแผ่นดินโลกที่จะสามารถอ้างได้ว่ารู้ความลึกลับของฟ้าร้องทั้งเจ็ด พระเจ้าทรงพอพระทัยที่จะทรงซ่อนมันไว้จนกว่าเวลานั้นจะมาถึง เพราะว่ามันจะเป็นความประหลาดใจอย่างยิ่ง ในความเกี่ยวข้องนี้พระเจ้าจะทรงเป็นผู้ตีความของพระองค์เอง ทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดขึ้นตามพระบัญชาของพระเจ้าและจะพัฒนาตามเวลาที่ถูกกำหนดไว้
คำสำคัญอีกคำหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่นี้ถูกกล่าวถึงในวิวรณ์ บทที่ 10 คือ คำว่า «ปฏิญาณ»
“และทูตสวรรค์องค์ซึ่งข้าพเจ้าได้เห็นยืนอยู่บนทะเลและบนบกนั้นได้ชูมือของท่านขึ้นสู่ท้องฟ้าอากาศ
และปฏิญาณโดยอ้างพระองค์ผู้ทรงพระชนม์อยู่เป็นนิตย์และเป็นนิตย์ ผู้ได้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์ และสรรพสิ่งที่มีอยู่ในฟ้าสวรรค์นั้น และแผ่นดินโลก และสรรพสิ่งซึ่งมีอยู่ในแผ่นดินโลกนั้น และทะเล และสรรพสิ่งซึ่งมีอยู่ในทะเลนั้น ว่า จะไม่มีการเนิ่นช้าอีกต่อไปแล้ว
แต่ในวันเวลาแห่งเสียงของทูตสวรรค์องค์ที่เจ็ดนั้น เมื่อท่านจะเริ่มเป่าแตรขึ้น ความลึกลับของพระเจ้าก็จะสำเร็จ ตามที่พระองค์ได้ประกาศไว้แก่พวกผู้เผยพระวจนะ, พวกผู้รับใช้ของพระองค์นั้นแล้ว” (10: 5-7)
ตามบทที่ 8 และ 9 ทูตสวรรค์หกองค์ได้เป่าแตรของพวกเขาแล้ว โดยเฉพาะเสียงของทูตสวรรค์องค์ที่เจ็ดซึ่งประกาศ เพราะมีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ธรรมดาเกิดขึ้น รูปแบบพันธสัญญาเดิม “บรรดาผู้รับใช้ของพระองค์, บรรดาผู้เผยพระวจนะ” เล็งอย่างตรงไปตรงมาและเคร่งครัดมากถึงยังยุคคริสตจักร และจากนั้นจึงไปยังอิสราเอลโดยตรง ในพันธสัญญาใหม่มีการใช้คำศัพท์ว่า “บรรดาอัครสาวกและบรรดาผู้เผยพระวจนะของพระองค์”(เอเฟซัส 3: 5 และอื่นๆ)
ผู้เผยพระวจนะดาเนียลได้มองเห็นยุคสุดท้าย เขายังแจ้งให้พวกเราทราบอีกด้วยเช่นกันเกี่ยวกับทูตสวรรค์ที่ปฏิญาณโดยพระองค์ผู้ทรงพระชนม์อยู่เป็นนิตย์ เขาระแวดระวังและทูลถามว่า“ยังอีกนานเท่าใดจึงจะถึงที่สุดปลายของสิ่งมหัศจรรย์เหล่านี้?
และข้าพเจ้าได้ยินชายที่สวมเสื้อผ้าป่าน ผู้ซึ่งอยู่บนน้ำทั้งหลายแห่งแม่น้ำนั้น เมื่อท่านได้ยกมือขวาของท่านและมือซ้ายของท่านสู่ฟ้าสวรรค์ และปฏิญาณโดยผู้ทรงพระชนม์อยู่เป็นนิตย์ว่า ยังอีกวาระหนึ่ง, สองวาระ และครึ่งวาระ; และเมื่อพระองค์จะทรงทำให้การกระจัดกระจายอำนาจของชนชาติอันบริสุทธิ์นั้นสำเร็จแล้ว สิ่งสารพัดเหล่านี้ก็จะเสร็จสิ้น” (ดาเนียล 12: 6ข-7)
ความคล้ายคลึงกันของข้อพระคัมภีร์สองข้อนี้ไม่สามารถละเลยและไม่ควรเพิกเฉย ในยุคสมัยของดาเนียล ทูตสวรรค์องค์นั้นสามารถยกพระหัตถ์ทั้งสองขึ้นสู่สวรรค์ได้เพราะหนังสือยังไม่ถูกคลี่ออกมา และเพราะฉะนั้นจึงยังไม่อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ เมื่อพระองค์ได้ทรงปฏิญาณโดยพระองค์ผู้ทรงพระชนม์อยู่เป็นนิตย์ ในวิวรณ์ บทที่ 10 พระองค์ทรงยกพระหัตถ์ขวาของพระองค์ขึ้นสู่สวรรค์เพียงเท่านั้น เพราะในพระหัตถ์อีกข้างหนึ่งของพระองค์นั้นคือ หนังสือม้วนลึกลับที่ได้ถูกคลี่ออกแล้ว และได้ทรงปฏิญาณโดยพระองค์ผู้ทรงพระชนม์อยู่เป็นนิตย์ สมบูรณ์แบบ ผู้เผยพระวจนะดาเนียลได้รับการเปิดเผยสำแดงว่าตั้งแต่ขณะนั้นของการปฏิญาณซึ่งได้ถูกกล่าวถึงนี้จนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายโดยตรง เมื่ออำนาจของผู้ที่ทำลายชนชาติบริสุทธิ์จะถึงจุดสิ้นสุดนั้นจะเป็นเวลาสามปีครึ่ง ยอห์นได้รับแจ้งว่า “… ไม่ควรมีความล่าช้าอีกต่อไป” ทั้งสองนั้นถูกต้อง ตั้งแต่ขณะนั้นเป็นต้นมาการนับถอยหลังอยู่ตรงมาถึงจุดจบของอารยธรรมนี้
พระเจ้าเสด็จลงมาในฐานะทูตสวรรค์แห่งพันธสัญญาและทรงเปล่งพระสุรเสียงคำรามเหมือนสิงโต แต่หลังจากสิ่งนี้แล้วพระองค์จะทรงเปิดเผยสำแดงพระองค์เองแก่ 144,000 คน ในฐานะพระเมษโปดกซึ่งเล็งถึง การไถ่ของพวกเขา ณ การคลี่หนังสือทั้งสองเล่มออกมาที่ได้ถูกกล่าวไว้แล้ว ราชสีห์และพระเมษโปดก (5: 5-6) ณ เวลานั้น บรรดาผู้ที่ได้รับการทรงเลือกสรรไว้ในอิสราเอลจะมองขึ้นไปยังพระองค์ผู้ที่พวกเขาได้แทงแล้ว (เศคาริยาห์ 12: 10) หลังจากพันธกิจของผู้เผยพระวจนะทั้งสองเสร็จสิ้นแล้ว บรรดาผู้ที่ได้รับการทรงเลือกสรรไว้จากเผ่าทั้งสิบสองเผ่าจะมารวมตัวกันบนภูเขาศิโยน ในเวลาเดียวกันกับตอนที่อิสราเอลยอมรับพระเมสสิยาห์ของพวกเขา พวกเขาจะเข้าใจด้วยว่า ผู้ใดเป็นปฏิปักษ์พระคริสต์ และจากนั้นพันธสัญญาซึ่งได้ถูกทำขึ้นระหว่างอิสราเอล, ปฏิปักษ์พระคริสต์ และประเทศเพื่อนบ้านอาหรับทั้งหลายจะถูกทำลาย ณ ตอนนั้น (ดาเนียล 9: 27)
หลังจากนี้ไปคือ สามปีครึ่งหลังของความทุกข์เวทนาครั้งใหญ่จนถึงจุดสิ้นสุดของอารยธรรมปัจจุบันนี้ การอ้างอิงในการประกาศของทูตสวรรค์องค์ที่เจ็ดที่เป่าแตรนั้นอยู่ในบทที่ 10 ได้ชี้ให้เห็นถึงขณะนั้น ตอนที่กำลังประกาศการครองราชย์อยู่จริงๆ (11: 15) ดังนั้นจึงกล่าวถึง “เสียง” ของทูตสวรรค์องค์ที่เจ็ด แตรหกตัวแรกนั้นประกอบด้วยคำพิพากษาเท่านั้น ไม่มีการประกาศ ไม่มีเสียง
ทันทีทันใดที่เสียงของทูตสวรรค์องค์ที่เจ็ดผ่านมาถึงคริสตจักรยุคสุดท้าย ความลึกลับทั้งหมดของพระวจนะของพระเจ้าก็ถูกทำให้เป็นที่รู้จักกันดีแล้ว และคริสตจักรเจ้าสาวแห่งพระคริสต์ก็บรรลุผลสำเร็จ ด้วยการได้ยิน และการให้การร้องไห้ตอนกลางคืนว่า “ดูเถิด เจ้าบ่าวมาแล้ว! ขอให้พวกเราออกไปพบพระองค์!” ในทำนองเดียวกัน เมื่อเสียงเป่าแตรที่เจ็ดดังขึ้นมา การประกาศการครองราชย์ราชอาณาจักรก็เกิดขึ้น
ทูตสวรรค์ของคริสตจักรยุคที่เจ็ดตามวิวรณ์ 3: 11-22 ให้คำเทศนาสุดท้ายของการฟื้นฟู ผ่านทางพันธกิจของเขา ทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งซ่อนอยู่ในความลึกลับทั้งหลายในพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่จากสิ่งที่เกิดขึ้นในปฐมกาลตรงมาถึงบทสุดท้ายของวิวรณ์ถูกทำให้เป็นที่รู้จัก ในวิวรณ์ บทที่ 10 ไม่มีอะไรถูกกล่าวถึงเกี่ยวกับความลึกลับมากมายของพระวจนะของพระเจ้าที่ควรจะถูกทำให้เป็นที่รู้จัก นอกจากนั้นข้อพระคัมภีร์กล่าวถึงในเรื่องนี้เกี่ยวกับข้อลึกลับพิเศษข้อเดียวเท่านั้นว่า “… เมื่อท่านจะเริ่มเป่าแตรขึ้น ความลึกลับของพระเจ้าก็จะสำเร็จ …” ตามพระธรรมโคโลสี 2: 2 พระคริสต์ทรงเป็นข้อลึกลับอันมีเอกลักษณ์เฉพาะของพระเจ้าในรูปแบบมนุษย์ ในพระคริสต์ทั้งแผนการแห่งความรอดได้เริ่มต้นและสำเร็จได้ ดั่งที่พระองค์ได้ทรงเปิดเผยสำแดงให้แก่บรรดาผู้รับใช้ของพระองค์, บรรดาผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิม และแก่บรรดาอัครสาวกของพระองค์และบรรดาผู้รับใช้ของพระองค์ในพันธสัญญาใหม่อีกด้วยเช่นกัน
คริสตจักรในพันธสัญญาใหม่คุ้นเคยกับความลึกลับของพระเจ้าตั้งแต่เริ่มแรก ดังที่เปาโลเขียนว่า “และโดยปราศจากการโต้เถียง ข้อลึกลับแห่งทางของพระเจ้าก็ยิ่งใหญ่ พระเจ้าได้ทรงปรากฏในเนื้อหนัง …”(1 ทิโมธี 3: 16 และอื่นๆ) มีแต่อิสราเอลเพียงเท่านั้นที่มองไม่เห็นและไม่เห็นข้อลึกลับนี้จนถึงบัดนี้ ณ ขณะนั้น ข้อลึกลับซึ่งมิอาจจะเข้าใจได้ข้อนี้ของพระเจ้าในพระคริสต์ กล่าวคือ พระคริสต์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ของพวกเขาจะทรงสำแดงแก่พวกเขา จนกระทั่งถึงเวลานั้นการปกคลุมของโมเสสยังคงอยู่ในใจของพวกเขา (2 โครินธ์ 3: 15-16) แต่แล้วการปกคลุมนี้จะถูกลบออกและพระคริสต์จะทรงได้รับการเปิดเผยต่อหน้าพวกเขา เมื่อทูตสวรรค์องค์ที่เจ็ดตามที่ได้ถูกทำนายไว้ในบทที่ 10 จะเป็นตามวิวรณ์ บทที่ 11 จะมีการเป่าแตรเกิดขึ้น ณ ขณะนั้น ทันทีที่ประกาศออกไปและดังนั้นความลึกลับของพระเจ้าจะมาถึงความสมบูรณ์ของตนเอง
ยอห์นกับหนังสือเล่มเล็ก
“และพระสุรเสียงซึ่งข้าพเจ้าได้ยินจากสวรรค์นั้นตรัสกับข้าพเจ้าอีกครั้งหนึ่ง และตรัสว่า จงไปและรับหนังสือเล็กๆ ม้วนนั้นซึ่งคลี่อยู่ในมือของทูตสวรรค์องค์ซึ่งยืนอยู่บนทะเลและบนบกนั้น
และข้าพเจ้าได้ไปหาทูตสวรรค์องค์นั้นและกล่าวแก่ท่านว่า ขอให้หนังสือม้วนเล็กนั้นแก่ข้าพเจ้าเถิด และท่านได้กล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า จงรับมันไปเถิด และกินมันเสีย และมันจะทำให้ท้องของเจ้าขม แต่ในปากของเจ้า มันจะหวานเหมือนน้ำผึ้ง
และข้าพเจ้ารับหนังสือม้วนเล็กนั้นจากมือของทูตสวรรค์ และกินมันเข้าไป และในปากของข้าพเจ้า มันก็หวานเหมือนน้ำผึ้ง และทันทีที่ข้าพเจ้าได้กินมันเข้าไปแล้ว ท้องของข้าพเจ้าก็ขม
และท่านกล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า เจ้าต้องเผยพระวจนะอีกครั้งหนึ่งเกี่ยวกับคนทั้งหลาย และบรรดาประชาชาติ และภาษาทั้งปวง และกษัตริย์ทั้งหลาย” (10: 8-11)
ดูจากบริบทนี้แล้ว เรื่องการกินหนังสือเล่มเล็กเล่มนี้ก็ชัดเจนมาก ยกตัวอย่างประสบการณ์ที่คล้ายกันซึ่งมีขึ้นโดยผู้เผยพระวจนะเอเสเคียล (2: 8 - 3: 3) ทั้งสองครั้งในรูปแบบสัญลักษณ์นั้นแสดงให้พวกเราเห็นว่า พวกคนเหล่านั้นของพระเจ้าต้องกินหนังสือม้วนก่อน นั่นกล่าวคือ พวกเขาต้องรับพระวจนะของพระเจ้ามาไว้ในใจของตนเองก่อนที่พวกเขาจะสามารถประกาศเรื่องเดียวกันให้คนอื่นๆ ทราบได้ หลังจากนี้ผู้ทำนายกล่าวว่า คำเผยพระวจนะจะอยู่เหนือบรรดาประชาชาติและบรรดากษัตริย์ กรุณาหมายเหตุด้วยที่นี่มิได้กล่าวถึงการประกาศข่าวประเสริฐ แต่เป็นการเผยพระวจนะเหนือบรรดาประชาชาติมากกว่า นั่นเป็นความแตกต่างกันอย่างมาก ผู้เผยพระวจนะทั้งสองจะไม่เทศนาแก่บรรดาประชาชาติ พวกเขาจะเทศนาแก่อิสราเอล แต่เผยพระวจนะเหนือบรรดาประชาชาติ (วิวรณ์ บทที่ 11) ข่าวประเสริฐนิรันดร์นี้กำลังได้รับการประกาศแก่บรรดาประชาชาติในฐานะคำพยาน (มัทธิว 24: 14) ระหว่างพันธกิจของผู้เผยพระวจนะทั้งสอง พระเจ้าตรัสดังนี้ ออกไปทั่วบรรดาประชาชาติจะปะทะกับภัยพิบัติร้ายแรงทั้งหลาย
Available translations