Book
พระธรรมวิวรณ์ - ตราประทับทั้งเจ็ด?
Ewald Frank
Formats
Font Face
Line Height
Paragraph Gap
Font Size
Navigate
Chapters
expand_more
Navigate
Chapters
Navigate
Chapters
Jump to any chapter without leaving the reader.
Chapter 6
บทที่ 5 - หนังสือลึกลับกับตราประทับทั้งเจ็ด
6 / 25
หนังสือลึกลับกับตราประทับทั้งเจ็ด
บทที่ห้าเกี่ยวข้องกับหนังสือลึกลับในพระหัตถ์ของพระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่ง หนังสือเล่มนี้ถูกประทับตราที่ด้านหลังด้วยตราประทับทั้งเจ็ด “และข้าพเจ้าได้เห็นทูตสวรรค์ที่มีฤทธิ์องค์หนึ่ง ประกาศด้วยเสียงอันดังว่า ผู้ใดสมควรที่จะคลี่หนังสือนั้นออกและแกะบรรดาตราของหนังสือนั้นได้?
และไม่มีผู้ใดในสวรรค์ หรือในแผ่นดินโลก หรือใต้แผ่นดินโลก ที่สามารถคลี่หนังสือนั้นออก หรือดูหนังสือนั้นได้” (5: 2-3)
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาพวกเราเหมือนละครที่ฉายบทบาทต่างๆ ให้เห็นเพื่อสื่อความหมาย เพื่อให้พวกเราสามารถเข้าใจถึงสิ่งที่วางอยู่ข้างหลังสัญลักษณ์ลึกลับเหล่านี้ได้ ยอห์นร่ำไห้เพราะไม่มีใครในสวรรค์หรือบนแผ่นดินโลกสมควรที่จะสามารถคลี่และดูหนังสือนั้นได้ แล้วเขาก็บอกว่ามีผู้หนึ่ง “ดูเถิด สิงโตแห่งเผ่ายูดาห์ รากของดาวิด ทรงมีชัยแล้วที่จะคลี่หนังสือนั้นออก และที่จะแกะตราทั้งเจ็ดดวงของหนังสือนั้นได้
และข้าพเจ้าได้แลเห็น และดูเถิด ในท่ามกลางพระที่นั่งกับสัตว์ทั้งสี่นั้น และในท่ามกลางพวกผู้อาวุโสนั้น พระเมษโปดกประทับยืนอยู่ประหนึ่งทรงถูกปลงพระชนม์แล้ว ทรงมีเขาเจ็ดเขาและมีนัยน์ตาเจ็ดดวง ซึ่งเป็นพระวิญญาณทั้งเจ็ดของพระเจ้า ที่ทรงส่งออกไปทั่วแผ่นดินโลก
และพระเมษโปดกนั้นได้มาและนำหนังสือม้วนนั้นออกไปจากพระหัตถ์ขวาของพระองค์ ผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้น” (5: 6-7) พระเมษโปดก, ไม่ใช่สิงโต ได้ทรงนำหนังสือม้วนนั้นไป เพราะการปฏิบัตินี้เกิดขึ้นในยุคพระคุณของคริสตจักรพันธสัญญาใหม่ ที่นี่พระบุตรพระเจ้ากำลังได้รับการอธิบายในฐานะที่ทรงเป็นราชสีห์แห่งเผ่ายูดาห์ ซึ่งกล่าวถึงพระองค์ในฐานะกษัตริย์ ในทางกลับกันพระองค์ทรงถูกมองว่าทรงเป็นพระเมษโปดก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นพระผู้ไถ่ในความเกี่ยวข้องกับบรรดาผู้ที่ได้รับการไถ่ เฉพาะพระเมษโปดกของพระเจ้าผู้ได้ทรงไถ่พวกเราเพียงเท่านั้นที่ทรงสมควรที่จะนำหนังสือเล่มนี้ไป เพื่อจะทรงแกะตราประทับทั้งหลายและจะทรงเปิดเผยสำแดงทุกสิ่งทุกอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ในหนังสือเล่มนี้ได้
“และเมื่อพระองค์ได้ทรงนำหนังสือนั้นไปแล้ว สัตว์ทั้งสี่และผู้อาวุโสยี่สิบสี่คนนั้นก็ทรุดตัวลงต่อพระพักตร์พระเมษโปดก ทุกคนถือพิณเขาคู่และถือขันทองคำบรรจุเครื่องหอม ซึ่งเป็นบรรดาคำอธิษฐานของพวกวิสุทธิชน
และเขาทั้งหลายก็ร้องเพลงบทใหม่ โดยกล่าวว่า พระองค์ทรงสมควรที่จะนำหนังสือม้วนนั้นไป และที่จะแกะตราของหนังสือม้วนนั้นออก เพราะว่าพระองค์ทรงถูกปลงพระชนม์แล้ว และได้ทรงไถ่เราทั้งหลายให้ไปถึงพระเจ้าโดยพระโลหิตของพระองค์ ออกจากทุกตระกูล และทุกภาษา และทุกชนชาติ และทุกประเทศ
และได้ทรงทำให้เราทั้งหลายเข้าไปในอาณาจักรปุโรหิตแด่พระเจ้าของเราทั้งหลาย และเราทั้งหลายจะได้ครอบครองบนแผ่นดินโลก” (5: 8-10)
มันไม่เป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน ด้วยว่ามีปุโรหิตเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เป็นนักบวชถูกลิขิตให้ปฏิบัติหน้าที่ในคริสตจักรรัฐ แต่เป็นบรรดาผู้ที่ได้รับการไถ่ทุกคนถูกถวายแด่พระเจ้ามากกว่า ตามที่มีเขียนไว้ว่า “และได้ทรงสร้างอาณาจักรปุโรหิตให้แก่พวกเราแด่พระเจ้าและพระบิดาของพระองค์ ขอพระสิริและไอศวรรย์จงมีแด่พระองค์สืบๆ ไปเป็นนิตย์ อาเมน” (1: 6) “แต่พวกท่านเป็นชั่วอายุที่ทรงเลือกสรรไว้แล้ว เป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นประชาชาติอันบริสุทธิ์ เป็นชนชาติอันประหลาด ...” (1 เปโตร 2: 9ก)
สิ่งมีชีวิตทั้งสี่หน้าพระบัลลังก์มีหน้าที่พิเศษในความเกี่ยวข้องกับคริสตจักรที่ได้รับการไถ่ ดังนั้นพวกเขาจึงปรากฏเฉพาะ ณ ตอนที่เปิดตราประทับสี่ดวงแรกเท่านั้น พวกเขามิได้ถูกกล่าวถึงและมิอาจจะอยู่ในตราประทับสามดวงสุดท้ายได้ บรรดาผู้ขี่ม้าทั้งสี่จะแสดงให้เห็นเฉพาะในตราประทับสี่ดวงแรกเท่านั้นและมิใช่ในสามดวงสุดท้าย ในบรรดาผู้อาวุโสยี่สิบสี่ท่านนั้น พวกนักวิชาการพระคัมภีร์ไบเบิลเห็นเกือบเป็นเอกฉันท์ว่า ปรมาจารย์ทั้งสิบสองคนเป็นตัวแทนของพันธสัญญาเดิมและอัครสาวกสิบสองคนเป็นตัวแทนของพันธสัญญาใหม่ ที่นี่พวกเราพบที่ระบุว่า ความบริบูรณ์ของทั้งหมดจากบรรดาประชาชาติและจากทั้งสิบสองเผ่านั้นครบบริบูรณ์ในมุมมองของการครองราชย์พันปีอีกด้วยเช่นกัน ในความเกี่ยวข้องนี้ไม่มีอะไรที่กล่าวเกี่ยวกับการรับขึ้นไปหรืองานเลี้ยงการอภิเษกสมรสในสวรรค์ แต่เป็นการครองราชย์บนแผ่นดินโลกมากกว่า
บรรดาทูตสวรรค์นับเป็นโกฏิๆ เป็นแสนๆ ร่วมกันบรรเลงเพลงสรรเสริญอย่างที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนจนกระทั่งในเวลานั้น พวกเขาร้องออกมาว่า“พระเมษโปดกผู้ทรงถูกปลงพระชนม์แล้วนั้น ทรงสมควรที่จะได้รับฤทธิ์เดช และทรัพย์สมบัติ และสติปัญญา และอานุภาพ และเกียรติ และสง่าราศี และคำสรรเสริญ”พระเมษโปดกผู้ทรงถูกปลงพระชนม์แล้วนั้น ทรงสมควรที่จะได้รับฤทธิ์เดช และทรัพย์สมบัติ และสติปัญญา และอานุภาพ และเกียรติ และสง่าราศี และคำอวยพร
และข้าพเจ้าได้ยินเสียงของสิ่งมีชีวิตทั้งหมด ซึ่งอยู่ในสวรรค์ และบนแผ่นดินโลก และใต้แผ่นดินโลก และอย่างเช่นที่อยู่ในทะเล และบรรดาที่อยู่ในที่เหล่านั้น กล่าวว่า ขอให้คำสรรเสริญ และเกียรติ และสง่าราศี และฤทธิ์เดช จงมีแด่พระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่ง และแด่พระเมษโปดกตลอดไปเป็นนิตย์และเป็นนิตย์” (5: 12-13)
จากคำอธิบายนี้เห็นได้ชัดว่า สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับการบรรลุผลสำเร็จและความสมบูรณ์ของแผนการแห่งความรอดอันศักดิ์สิทธิ์กับมนุษยชาติที่สรรพสิ่งซึ่งได้รับการทรงสร้างทั้งหมดนั้นมีส่วนร่วมและเข้าร่วมในการสรรเสริญ ในขณะนั้นสรรพสิ่งที่มีชีวิตทั้งปวงซึ่งอยู่ภายใต้อนิจจังและกำลังทนทุกข์ทรมานและคร่ำครวญอยู่จะมีส่วนร่วมในเสรีภาพที่บรรดาผู้ที่ได้รับการไถ่จะได้รับ (โรม 8: 19-25) มันเป็นไปไม่ได้สำหรับพวกเราที่จะนึกภาพและจะวาดภาพเสรีภาพของจักรวาลทั้งปวงที่ประสบในขณะนั้นได้ พระเจ้าจะทรงวางทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้างเพื่อพระสิริของพระองค์กลับคืนสู่จุดหมายเดิมของมันและจะได้รับการสรรเสริญจากจักรวาลทั้งปวง
Available translations