Book

พระธรรมวิวรณ์ - ตราประทับทั้งเจ็ด?

Ewald Frank

library_books Kapitoly: 25 calendar_month 2. 8. 2021

Formats

Navigate

Kapitoly

expand_more

Navigate

Kapitoly

Jump to any chapter without leaving the reader.

คำนำ 1 บทที่ 1 - บทนำ “วันแห่งพระยาห์เวห์” ที่มาและความสำคัญของการเผยพระวจนะ 2 บทที่ 2 - คำเทศนาทั้งเจ็ดของพระเยซูผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์ 3 บทที่ 3 - คำเทศนาที่ห้า: ยุคปฏิรูป — เสริมกำลังผู้ที่อ่อนแอในความเชื่อ 4 บทที่ 4 - การเหลือบมองเข้าไปในสวรรค์ 5 บทที่ 5 - หนังสือลึกลับกับตราประทับทั้งเจ็ด 6 บทที่ 6 - การเปิดตราประทับทั้งหลาย การเปิดโปงอำนาจของผู้ต่อต้านพระคริสต์ มุมมองทั่วไป 7 บทที่ 7 - บรรดาคนยิวที่ได้รับการประทับตรา 8 บทที่ 8 - ตราประทับดวงที่เจ็ด 9 บทที่ 9 - ความทรมานซึ่งหาที่เปรียบมิได้ 10 บทที่ 10 - นิมิตระดับกลาง: หนังสือที่คลี่ออก พระเยซูในฐานะทูตสวรรค์แห่งพันธสัญญา 11 บทที่ 11 - นิมิตระดับกลางที่สอง: การวัดพระวิหารและ พันธกิจของพยานทั้งสอง 12 บทที่ 12 - ผู้หญิงที่มีดวงอาทิตย์เป็นอาภรณ์ พระคริสต์และประชากรของพระองค์ ซาตาน — มังกรแดงและผู้ติดตามของเขา 13 บทที่ 13 - นิมิตของดาเนียลในการทบทวนและความเกี่ยวข้องกับพระธรรมวิวรณ์ 14 บทที่ 14 - พระเมษโปดกกับ 144,000 คน ซึ่งได้รับการประทับตรา 15 บทที่ 15 - คำพิพากษาขันทั้งเจ็ด และฝูงชนที่ทะเลแก้ว 16 บทที่ 16 - เจ็ดขันแห่งพระพิโรธ: การพิพากษาครั้งสุดท้ายแห่งความเดือดดาลของพระเจ้า 17 บทที่ 17 - ผู้หญิงที่ขี่สัตว์ร้าย 18 บทที่ 18 - การล่มสลายของมหานครบาบิโลน 19 บทที่ 19 - ความปิติยินดีในสวรรค์เพราะความพินาศของบาบิโลน การอภิเษกสมรสของพระเมษโปดก 20 บทที่ 20 - การผูกมัดซาตาน 21 บทที่ 21 - การประกาศสวรรค์ใหม่และโลกใหม่ 22 บทที่ 22 - แม่น้ำแห่งชีวิตและบรรดาต้นไม้แห่งชีวิต 23 ภาคผนวก 24 บทส่งท้าย 25

Kapitola 4

บทที่ 3 - คำเทศนาที่ห้า: ยุคปฏิรูป — เสริมกำลังผู้ที่อ่อนแอในความเชื่อ

4 / 25

คำเทศนาที่ห้า:

ยุคปฏิรูป —

เสริมกำลังผู้ที่อ่อนแอในความเชื่อ

คำเทศนาที่ห้าถึงคริสตจักรซาร์ดิสเริ่มต้นด้วยถ้อยคำว่า “พระองค์ผู้ทรงมีพระวิญญาณทั้งเจ็ดของพระเจ้า และดวงดาวทั้งเจ็ดนั้น ตรัสสิ่งเหล่านี้ว่า เรารู้จักบรรดาการงานของเจ้าว่า เจ้าได้ชื่อว่า เจ้ามีชีวิตอยู่ และได้ตายเสียแล้ว

จงเฝ้าระวังให้ดี และทำให้สิ่งทั้งหลายซึ่งเหลืออยู่ที่พร้อมที่จะตายอยู่แล้วนั้นให้แข็งแรงขึ้น เพราะว่าเราไม่พบการงานทั้งหลายของเจ้าดีพร้อมต่อพระพักตร์พระเจ้า

เหตุฉะนั้น จงระลึกว่าเจ้าได้รับและได้ยินมาแล้วอย่างไร และจงยึดไว้ให้มั่นและกลับใจเสียใหม่ ฉะนั้นถ้าเจ้าไม่ยอมเฝ้าระวัง เราจะมาหาเจ้าเหมือนอย่างขโมย และเจ้าจะไม่รู้ว่าเราจะมาหาเจ้าในโมงใด” (3: 1-3)

ยุคคริสตจักรนี้เข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของยุคปฏิรูป ที่นี่พวกเราพบการตำหนิบรรดาผู้เชื่อ คริสตจักรอาจจะดูเหมือนมีชีวิตอยู่ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังตายฝ่ายวิญญาณ มันเป็นไปได้ที่จะมีลักษณะของชีวิตฝ่ายวิญญาณและแม้กระทั่งใช้ของประทานฝ่ายวิญญาณ แต่พระวิญญาณของพระเจ้าเพียงเท่านั้นที่สามารถนำมาซึ่งชีวิตฝ่ายวิญญาณได้ วิญญาณได้รับการเจิมในอาณาจักรที่สอง แต่พระเจ้าทรงสร้างชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ในจิตวิญญาณผ่านการบังเกิดใหม่

คำตักเตือนคือ ให้ตื่นขึ้นมาและเสริมกำลังให้แก่พวกคนเหล่านั้นที่กำลังจะตาย ไม่พบการงานของพวกเขาที่สมบูรณ์แบบต่อพระพักตร์พระเจ้า: “เหตุฉะนั้น จงระลึกว่าเจ้าได้รับและได้ยินมาแล้วอย่างไร และจงยึดไว้ให้มั่นและกลับใจเสียใหม่” (3: 3) เช่นเคยในช่วงเวลานั้นก็มีพวกที่เหลืออยู่ที่ไม่ได้ไปกับกระแสหลักที่เรียกว่า คริสต์ศาสนาอย่างนั้นแต่แตกต่างกัน ดังนั้นมันถูกเขียนไว้ว่า “แม้แต่ในเมืองซาร์ดิสเจ้าก็มีสองสามชื่อซึ่งไม่ได้กระทำให้เสื้อผ้าของตนเป็นมลทิน และเขาเหล่านั้นจะดำเนินกับเราในชุดสีขาว เพราะว่าพวกเขาเป็นคนที่สมควรแล้ว” (ข้อที่ 4)

พระสัญญาที่ให้ไว้มีดังต่อไปนี้ “ผู้ที่มีชัยชนะ ผู้นั้นเองจะสวมเสื้อสีขาว และเราจะไม่ลบชื่อของผู้นั้นออกจากหนังสือแห่งชีวิต แต่เราจะรับรองชื่อของผู้นั้นต่อพระพักตร์พระบิดาของเรา และต่อหน้าเหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์” (ข้อที่  5) มีความเป็นไปได้ว่า ชื่อซึ่งเขียนไว้ในหนังสือแห่งชีวิตนั้นสามารถลบออกไปได้ แต่จากหนังสือแห่งชีวิตของพระเมษโปดกนั้นชื่อหนึ่งไม่สามารถลบออกได้ ผู้ซึ่งมีชื่อทั้งหลายของพวกคนเหล่านั้นซึ่งได้รับการทรงเรียกและอีกชื่อหนึ่งประกอบด้วยชื่อทั้งหลายของพวกคนเหล่านั้นซึ่งได้รับการทรงเลือก

เมื่ออิสราเอลบูชารูปเคารพ พระเจ้าก็ทรงพร้อมที่จะลบชื่อทั้งหลายของพวกเขาออกจากหนังสือแห่งชีวิต โมเสสเป็นผู้ก้าวเข้าไปสู่ช่องว่างในฐานะเป็นคนกลางให้กับประชาชน เขาต้องการลบมลทินเพื่อพวกคนเหล่านั้นซึ่งได้ร่วมในการเต้นรำรอบๆ วัวทองคำซึ่งพวกเขาได้ประกาศว่าเป็นพระของพวกเขา “แต่บัดนี้ ถ้าพระองค์จะโปรดยกโทษบาปของพวกเขา-; หรือถ้าไม่เป็นเช่นนั้น ข้าพระองค์ขออ้อนวอนต่อพระองค์ ขอทรงลบชื่อของข้าพระองค์เสียจากหนังสือที่พระองค์ได้ทรงจดไว้นั้น

และพระยาห์เวห์ตรัสกับโมเสสว่า “ผู้ใดก็ตามซึ่งได้ทำบาปต่อเราแล้ว เราจะลบชื่อผู้นั้นออกเสียจากหนังสือของเรา” (อพยพ 32: 32-33) บรรดาผู้เชื่อทุกคนนั้นมิได้รับการสวมมงกุฎ ณ จุดเริ่มต้น แต่จะได้รับ ณ จุดสุดท้ายของการเดินทางแสวงบุญมากกว่า

คำเทศนาที่หก:

ยุคฟิลาเดลเฟีย —

ยุคแห่งความรักฉันท์พี่น้อง

ในคำเทศนาที่หก พระเยซูทรงกล่าวด้วยพระองค์เองดังต่อไปนี้ “พระองค์ผู้ที่บริสุทธิ์ ผู้ที่สัตย์จริง ผู้ที่ทรงถือลูกกุญแจของดาวิด ผู้ที่ทรงเปิดแล้ว และไม่มีผู้ใดปิดได้; และปิดแล้ว และไม่มีผู้ใดเปิดได้ ตรัสสิ่งเหล่านี้ว่า

เรารู้จักบรรดาการงานของเจ้า ดูเถิด เราได้ตั้งประตูซึ่งเปิดไว้ตรงหน้าเจ้าแล้ว และไม่มีมนุษย์คนใดปิดประตูนี้ได้ เพราะว่าเจ้ามีกำลังเพียงเล็กน้อย และได้รักษาคำของเรา และไม่ได้ปฏิเสธนามของเรา

ดูเถิด เราจะทำให้พวกเขาที่เป็นของธรรมศาลาของซาตาน ซึ่งบอกว่าพวกเขาเป็นพวกยิว และไม่ได้เป็น แต่พูดมุสาจริงๆ นั้น ดูเถิด เราจะทำให้พวกเขามาและนมัสการแทบเท้าของเจ้า และให้ทราบว่า เราได้รักเจ้า

เพราะว่าเจ้าได้รักษาคำแห่งความอดทนของเรา เราก็จะรักษาเจ้าให้พ้นจากโมงยามแห่งการทดลองนั้นด้วย ซึ่งจะบังเกิดขึ้นแก่คนทั่วทั้งโลก เพื่อจะลองดูคนทั้งหลายที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินโลก

ดูเถิด เราจะมาโดยเร็ว; จงยึดมั่นสิ่งซึ่งเจ้ามี เพื่อไม่ให้ผู้ใดชิงเอามงกุฎของเจ้าไปได้” (3: 7ข-11)

ยุคคริสตจักรนี้ตามมาภายหลังการปฏิรูปทันทีและดังนั้นจึงเป็นช่วงเวลาของการเปิดประตูและความรักฉันท์พี่น้อง คุกของชาวบาบิโลนได้ถูกเปิดออกและประตูทั้งหลายก็ด้วยเช่นกันเพื่อการประกาศข่าวประเสริฐทั่วโลก ในขั้นต้นนั้นบรรดาผู้เชื่อมีกำลังเพียงเล็กน้อย แต่พวกเขาได้เก็บรักษาพระวจนะไว้และมิได้ปฏิเสธพระนามของพระเยซู พระองค์ได้ทรงทำให้คนทั้งหลายที่มาจากธรรมศาลาของซาตานออกมาและก้มลงต่อพระองค์ในที่ประชุม เพราะการประกาศข่าวประเสริฐอันทรงพลังนี้

ตามที่พระเยซูได้ทรงระบุไว้อีกด้วยเช่นกันว่า ช่วงเวลานี้จะมาก่อนเวลาแห่งการทดลองซึ่งจะมาทั่วแผ่นดินโลก พระองค์ได้ทรงกล่าวไว้ล่วงหน้าที่นี่แล้วว่า มันจะเกิดขึ้นก่อนการเสด็จกลับมาของพระองค์และทรงตักเตือนด้วยพระองค์เองว่า “ดูเถิด เราจะมาโดยเร็ว จงยึดมั่นสิ่งซึ่งเจ้ามี เพื่อไม่ให้ผู้ใดชิงเอามงกุฎของเจ้าไปได้” (ข้อที่ 11)

พระสัญญาคือ “ผู้ใดที่มีชัยชนะ เราจะกระทำให้ผู้นั้นเป็นเสาในพระวิหารของพระเจ้าของเรา และผู้นั้นจะไม่ออกไปภายนอกอีกเลย; และเราจะจารึกพระนามของพระเจ้าของเราไว้บนผู้นั้น และชื่อแห่งเมืองของพระเจ้าของเรา ซึ่งก็คือ นครเยรูซาเลมใหม่ ซึ่งลงมาจากสวรรค์จากพระเจ้าของเรา และเราจะจารึกนามใหม่ของเราไว้บนผู้นั้น” (3: 12)

คำเทศนาที่เจ็ด:

คำตักเตือนแก่คริสตจักรในช่วงสุดท้ายของคริสตจักร

ในคำเทศนาสุดท้ายนี้ พระเยซูได้ทรงแนะนำพระองค์เองในช่วงท้ายสุดและทรงเริ่มต้นด้วยการตำหนิว่า “พระองค์ผู้ทรงเป็นพระอาเมน ทรงเป็นพยานที่สัตย์ซื่อและสัตย์จริง ทรงเป็นปฐมแห่งการเนรมิตสร้างของพระเจ้า ตรัสสิ่งเหล่านี้ว่า

เรารู้จักบรรดาการงานของเจ้าว่า เจ้าไม่เย็นหรือไม่ร้อน; เราใคร่ให้เจ้าเย็นหรือร้อน

ดังนั้น เพราะเหตุที่เจ้าเป็นแต่อุ่นๆ และไม่เย็นหรือไม่ร้อน เราจะคายเจ้าออกจากปากของเรา

เพราะเจ้าพูดว่า “ข้าเป็นคนมั่งมี และได้ทรัพย์สมบัติทวีมากขึ้น และไม่ต้องการสิ่งใดเลย” และไม่ทราบว่าเจ้าเป็นคนแร้นแค้นเข็ญใจ และน่าสังเวช และขัดสน และตาบอด และเปลือยกายอยู่” (3: 14-17)

คริสตจักรยุคสุดท้ายนี้ถูกทำเครื่องหมายโดยสถานการณ์ในระหว่างนั้น; มันไม่ร้อนหรือไม่เย็น แต่อุ่นๆ มากกว่าพระองค์ทรงกำชับว่า พวกคนเหล่านั้นที่จะไม่กลับไปหาพระองค์ พระองค์จะทรงคายพวกเขาออกมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์ กล่าวคือ พวกเขาจะไม่ได้ยินการทรงเรียกของพระองค์ ณ การฟื้นคืนพระชนม์ครั้งแรก

การยืนยันอย่างหลอกลวงว่า บรรดาผู้เชื่อมีทุกสิ่งทุกอย่างและมีความสมบูรณ์ ไม่มีความต้องการของสิ่งใดๆ นั้น พระเยซูพระองค์เองทรงแก้ไขด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้ว่า “และไม่ทราบว่าเจ้าเป็นคนแร้นแค้นเข็ญใจ และน่าสังเวช และขัดสน และตาบอด และเปลือยกายอยู่” (3: 17ข) ถ้าหากคนบางคนในธรรมชาตินั้นยากจน, ตาบอด และเปลือยกาย นั่นคือย่ำแย่ แต่ถ้าหากบุคคลนั้นไม่แม้แต่ตระหนักมันและไม่รับรู้ถึงสถานการณ์ส่วนบุคคลแล้ว ดังนั้นจึงมีบางสิ่งบางอย่างผิดปกติกับบุคคลดังกล่าว สิ่งเดียวกันนั้นเกิดขึ้นกับสภาวะฝ่ายวิญญาณ

จุดที่น่าสลดใจในคริสตจักรยุคสุดท้ายที่หลอกลวงนี้คือ คนๆ นั้นไม่รู้ตัวว่าเขากำลังหลอกตัวเองอยู่ เขาดำเนินชีวิตอยู่ในทางของจินตนาการและยังไม่บรรลุถึงความเข้าใจที่แท้จริงของเขาในความเป็นจริงส่วนบุคคล ตามคำพิพากษาของพระองค์นั้น บรรดาผู้เชื่อ ณ ยุคสุดท้ายแห่งพระคุณไม่มีสิทธิอำนาจในการตัดสินฝ่ายวิญญาณ มันเหมือนดำเนินชีวิตอยู่ในดินแดนแห่งความฝันและความคิดด้วยความปรารถนาโดยปราศจากการรู้จักว่า สิ่งใดก็ตามที่พระองค์ได้ตรัสไว้ในฐานะที่เป็นการตำหนินั้นก็เป็นความชอบธรรม ทั้งๆ ที่เรื่องนี้พระองค์ก็ยังทรงเคาะประตูของพระองค์เองอยู่และทรงให้คำปรึกษาแก่พวกเขาว่า “เราให้คำปรึกษาแก่เจ้าว่า ให้ซื้อทองคำที่หลอมให้บริสุทธิ์ในไฟแล้วจากเรา เพื่อเจ้าจะได้เป็นคนมั่งมี และเสื้อผ้าสีขาวเพื่อเจ้าจะนุ่งห่มได้ และเพื่อความละอายแห่งกายเปลือยเปล่าของเจ้าจะไม่ได้ปรากฏ และเอายาทาตาของเจ้าเพื่อเจ้าจะแลเห็นได้

เรารักผู้ใดก็ตาม เราก็ว่ากล่าวและตีสอน เหตุฉะนั้นจงมีความกระตือรือร้น และกลับใจเสียใหม่” (ข้อที่ 18-19)

เฉพาะพวกคนเหล่านั้นที่ตระหนักและรับรู้สภาพของตนเองและมองเห็นตนเองอย่างที่พระองค์ทรงมองเห็นพวกเขานั้นจะใส่ใจในสิ่งที่พระองค์ตรัส จงรับสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสัญญาไว้และจงเตรียมพร้อม ตาของพวกเขาจะถูกเจิมด้วยยาทาตา และหลังจากนี้เท่านั้นที่พวกเขาจะมองเห็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับอาณาจักรของพระเจ้าและได้รับการเปิดเผยสำแดงของพระวิญญาณตามที่พวกเขารับรู้ถึงสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกล่าวไว้แล้ว พระองค์ทรงเป็นพยานถึงพระองค์เองว่า พระองค์ทรงยืนอยู่ที่ประตูและทรงเคาะ ภายในคริสตจักรทั้งหลายมีการร้องเพลงและการเทศนาเกี่ยวกับพระองค์และของประทานฝ่ายวิญญาณนั้นยังคงดำเนินต่อไป แต่พระองค์ทรงประทับอยู่ข้างนอก การประชุมของคริสตจักรทั้งหลายดำเนินไปตามโปรแกรมของพวกเขา แต่พระองค์ไม่ได้รับอนุญาตให้เทศนาภายในคริสตจักร และไม่สามารถเปิดเผยสำแดงพระองค์เองในนั้นได้ แต่ความอดทนของพระองค์จะหมดลงอย่างแน่นอน

ดังนั้น พระองค์ตรัสกับปัจเจกบุคคลในขณะที่พระองค์ทรงเคาะที่ประตูใจของพวกเขาว่า "ดูเถิด เรายืนที่ประตูและเคาะอยู่ ถ้าผู้ใดก็ตามได้ยินเสียงของเรา และเปิดประตู เราจะเข้าไปหาผู้นั้น และจะรับประทานอาหารร่วมกับเขา และเขากับเรา” (ข้อที่ 20) นี่คือคำอธิบายของสถานการณ์จริงในขณะนี้ ไม่ใช่บรรดาคริสตจักรทั้งคริสตจักรที่ถูกกล่าวถึง แต่เป็นปัจเจกบุคคลภายในคริสตจักรทั้งหลายจะได้ยินการทรงเรียกของพระองค์ รับคำแนะนำจากพระองค์ และเปิดประตูใจของพวกเขา แล้วพระองค์จะทรงเข้าไปและทรงรับประทานอาหารร่วมกับพวกเขา โต๊ะเสวยของพระองค์ไม่เคยอยู่ในคริสตจักรยุคใดเหมือนดั่งที่ได้ถูกจัดเตรียมเช่น ณ เวลานี้

พระสัญญาซึ่งได้ประทานให้นั้นยิ่งใหญ่ที่สุด "ผู้ใดที่มีชัยชนะ เราจะให้ผู้นั้นนั่งกับเราในพระที่นั่งของเรา เหมือนกับที่เรามีชัยชนะแล้วด้วย และได้นั่งลงกับพระบิดาของเราในพระที่นั่งของพระองค์” (ข้อที่ 21) ในพระคริสต์ พระเจ้าได้ทรงสร้างปฐมกาลของการทรงสร้างใหม่โดยการเริ่มต้นดังนั้นในขั้นต้นพระองค์จึงทรงแนะนำพระองค์เองตามนั้นในคริสตจักรยุคนี้ในฐานะที่ทรงเป็นผู้ที่สัตย์ซื่อและพยานที่สัตย์จริง ปฐมกาลแห่งการทรงสร้างของพระเจ้าทุกคนที่บังเกิดจากพระวิญญาณของพระองค์ (ยอห์น 3: 3-7; ยากอบ 1: 18; 1 เปโตร 1: 23; 1 ยอห์น 5: 1-4) ประกอบเป็นที่ประชุมของบุตรหัวปี (ฮีบรู 12: 23) และยังเป็นการทรงสร้างใหม่อีกด้วยเช่นกันในพระคริสต์ (2 โครินธ์ 5: 17-19) และจะมีชัยชนะเหมือนที่พระองค์ได้ทรงมีชัยชนะแล้วและจะนั่งกับพระองค์บนบัลลังก์ของพระองค์และจะครอบครองร่วมกับพระองค์

เป็นที่ชัดเจนว่าที่จุดเริ่มต้นของจดหมายแต่ละฉบับนั้นพบคำว่า พระเจ้าตรัสดังนี้ ในตอนท้ายของแต่ละข้อความนั้น การเน้นย้ำคือ พวกคนเหล่านั้นที่มีหูเพื่อฟังสิ่งที่พระวิญญาณตรัสมายังคริสตจักรทั้งหลาย นั่นคือสิ่งที่นับได้อย่างแม่นยำ กล่าวคือ ให้ฟังการพูดในปัจจุบันผ่านพระวจนะที่เปิดเผยสำแดงโดยพระวิญญาณ นั่นคือ คำเทศนาตามความเป็นจริงซึ่งเป็นภาระใจพิเศษของพวกเรา ในสามคำเทศนาแรก ข้อความนี้ถูกพบก่อนพระสัญญา; ในสี่คำเทศนาสุดท้ายมันถูกพบหลังจากพระสัญญา

ในมัทธิว บทที่ 13 พระเยซูได้ทรงเน้นย้ำเฉพาะความจำเป็นที่จะฟังและดู พระองค์ทรงประกาศถึงตาและหูของพวกคนเหล่านั้นที่เห็นและฟังก็เป็นสุข บรรดาผู้ที่มีชัยชนะจากคริสตจักรทุกยุคทุกสมัยนั้นประกอบด้วยพวกคนเหล่านั้นที่ได้รับและเชื่อคำเทศนาของพระเจ้าในเวลาของพวกเขา ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงมีส่วนในสิ่งที่พระเจ้าทรงกำลังกระทำอยู่ในปัจจุบันนี้ พวกเราต้องฟังสิ่งที่พระวิญญาณตรัสในยุคสมัยของพวกเราอีกด้วยเช่นกันผ่านคำเทศนาตามเวลาเพื่อจะมีส่วนร่วมในสิ่งที่พระเจ้าทรงกำลังกระทำอยู่ตามพระวจนะซึ่งทรงสัญญาไว้ ลูกแท้ๆ ของพระเจ้าไม่เพียงแต่ฟังผู้ส่งสารซื่งอาจจะเป็นทูตสวรรค์ให้กับยุคคริสตจักรด้วยคำเทศนาศักดิ์สิทธิ์เพียงเท่านั้น แต่จะฟังคำว่า พระเจ้าตรัสดังนี้ เสมอ และเชื่อคำพยานของพระวจนะของพระเจ้าและด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นบรรดาผู้ที่มีชัยชนะและได้รับมรดกสิ่งสารพัดทั้งปวง

Available translations